เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” (PDF)

มิถุนายน 11, 2009 by janghuman

เรื่องราวของห้องสมุดที่อุตส่าห์รวบรวมมาเขียนได้ตั้ง ๕ ตอน
ก็เลยจัดรวมเป็นไฟล์เดียวมันซะเลย
ท่านสามารถโหลดไปอ่านได้ที่นี่เลยครับ **download**
หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านที่สนใจครับ

เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” (ตอนจบ)

มิถุนายน 6, 2009 by janghuman

ภายหลังการเสียกรุงครั้งที่ ๒ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความเป็นเอกราชีกครั้งหนึ่ง ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งใหม่ ภายหลังจากเสร็จศึกกับอริราชศัตรู ทรงมีพระราชดำริที่จะทำนุบำรุงบ้านเมืองในทุกๆ ด้านให้มีความเจริญมั่งคั่งเหมือนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา มีการอัญเชิญพระไตรปิฎกจากนครศรีธรรมราชมาทำการคัดลอกเก็บรักษาไว้ ณ กรุงธนบุรี นอกจากนี้ยังมีการนิมนต์พระเถระจำนวนมากมาชุนุมกันที่วัดระฆังโฆษิตาราม เพื่อทำการชำระพระพุทธศาสนาและพระไตรปิฎกที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ให้มารวบรวมจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อยไว้ในกรุงธนบุรี

ถึงแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงเทพฯ เป็นราชธานีแห่งใหม่ ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามไว้ภายในพระบรมมหาราชวัง ตามแบบอย่างวัดพระศรีสรรเพชญ์เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอพระมณเฑียรธรรม ขึ้นเพื่อใช้เป็นอาคารจัดเก็บพระไตรปิฎก จึงอาจนับได้ว่า หอพระมณเฑียรธรรมหลังนี้เป็นห้องสมุดแห่งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ (หอพระมณเฑียรธรรมนี้ต่อมาถูกเพลิงไหม้เสียหายอย่างหนัก กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท จึงโปรดเกล้าฯ สร้างถวายอีกหลังหนึ่ง ภายในบริเวณพระบรมมหาราชวังเช่นเดิม)

fetch
บันทึกตำราแพทย์โบราณบริเวณผนังรอบศาลารายในวัดโพธิ์

DSC02765
รูปปั้นฤาษีดัดตนมีให้เห็นทั่วไปในวัดโพธิ์

ปี พ.ศ. ๒๓๓๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงโปรดเกล้า ให้ทำการปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม ที่อยู่ติดกันกับพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (อันหมายถึงวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างหรือทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์) แต่ชาวบ้านยังคงเรียกกันติดปากว่า วัดโพธิ์ การปฏิสังขรณ์ในครั้งนั้นนอกจากจะทรงสร้างอาคารและถาวรวัตถุต่างๆ ถวายเพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแล้วยังทรงสร้างศาลารายรอบบริเวณวัด และนำแผ่นศิลาบันทึกสรรพวิชาความรู้ทางตำราโบราณ ตำรายา การแพทย์ ติดไว้จามศาลาราย ระเบียง และสร้างรูปปั้นฤาษีดัดตน อันเป็นกระบวนท่าในการนวดแผนโบราณประดับไว้รอบวัด เพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่ผู้คนทั่วไปที่สนใจศึกษาตำราโบราณเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้เอง วัดโพธิ หรือวัดพระเชตุพนฯ จึงได้รับการยกย่องให้เป็น ห้องสมุดประชาชนแห่งแรกของประเทศไทย

สำหรับข้อมูลความรู้ที่ถูกบรรจุไว้ภายในบริเวณวัดพระเชตุพนฯ สามารถจำแนกออกเป็นหมวดหมู่ได้ถึง ๘ ประเภท ได้แก่
๑. หมวดประวัติศาสตร์ ว่าด้วยจารึกประวัติการสร้างวัดพระเชตุพนฯ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ
๒. หมวดพระพุทธศาสนา ว่าด้วยประวัติพระสาวกเอตทัคคะ (หมายถึง ถึงผู้ประเสริฐสุดในทางใดทางหนึ่ง) จำนวน ๔๑ เรื่อง
๓. หมวดตำรายา ว่าด้วยตำรายาต่างๆ ติดไว้ตามศาลารายล้อมหมู่พระเจดีย์
๔. หมวดวรรณกรรม ประกอบไปด้วยศิลาจารึกเพลงยาวกลบท ฉันท์วรรณพฤติ ตำราโคลง รวมทั้งภาพเขียนในวรรณคดี
๕. หมวดสุภาษิต เช่น จารึกสุภาษิตพระร่วง ฉันท์กฤษณาสอนน้อง
๖. หมวดทำเนียบ มีรูปหล่อบุคคลเชื้อชาติต่างๆ พร้อมแผ่นศิลาจารึกแสดงบอกไว้ตามเฉลียง
๗. หมวดประเพณี มีภาพเขียนกระบวนแห่กฐินพยุหยาตราทางสถลมารค
๘. หมวดอนามัย มีภาพเขียนและรูปหล่อแสดงการนวด เป็นต้น

ปี พ.ศ. ๒๔๒๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าให้จัดสร้าง หอพระสมุดวชิรญาณ เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามที่ปรากฏในเอกสารข้อบังคับสำหรับหอสมุด มีความตอนหนึ่งว่า

“…แลการหนังสือก็เปนของโปรดในพระอัธยาไศรยในพระบาทสมเด้จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเปนอันมาก ควรที่พวกเราทั้งหลาย ซึ่งได้เงินรายนี้จะยินดีช่วยกันจัดการให้ห้องหนังสือซึ่งเปนของมีคุณแลชอบพระราชอัธยาไศรยในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นได้ตั้งขึ้นเปนประโยชน์ชื่อเสียงดังที่กล่าวมาแล้ว คือตั้งเปน ไลบารี หรือห้องหนังสือ …”

wachirayarn
หอพระสมุดวชิรญาณ

หอพระสมุดวชิรญาณแห่งนี้จัดเป็นห้องสมุดของประเทศไทยแห่งแรกที่มีการจัดการตามแบบอย่างของสากล คือมีคณะทำงานหรือ เจ้าพนักงานหอพระสมุด เรียกว่า กรรมสัมปาทิสภา มีระบบสมาชิก มีเงินทุนสนับสนุน มีกฎระเบียบต่างๆ ตามหลักการสากลของห้องสมุด เป็นต้น

ปี พ.ศ. ๒๔๔๘ เนื่องในวโรกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ จัดตั้งหอพระสมุดวชิรญาณ เป็น หอพระสมุดสำหรับพระนคร เพื่อ “ให้หอพระสมุดวชิรญาณเปนหอหลวงสำหรับแผ่นดินสืบไป” ตามพระบรมราชโองการจัดตั้ง เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๔๔๘

ในยุคแรกนั้น หอพระสมุดวชิรญาณ จัดแบ่งเอกสารออกเป็นสามหมวด คือ หมวดพระพุทธศาสนา หมวดหนังสือไทย และหมวดหนังสือภาษาต่างประเทศ ดำเนินกิจการเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่าหอพระสมุดนี้ตั้งอยู่บริเวณพระบรมมหาราชวัง ประตูพิมานชัยศรี เห็นว่าไม่เหมาะสมและเล็กเกินไปสำหรับหอสมุดสำหรับพระนคร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างอาคารริมถนนหน้าพระธาตุ เพื่อให้สง่างามสมเป็นสถานที่ราชการสำคัญของประเทศ

phratad
อาคารหอพระสมุดเดิมบริเวณถนนหน้าพระธาตุ

มาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานหนังสือในห้องสมุดส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ให้แก่หอสมุดฯ ทำให้อาคารหอสมุดฯ ต้องรองรับหนังสือและเอกสารจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม จึงโปรดเกล้าฯ ให้แยกหอพระสมุดสำหรับพระนครออกเป็นสองส่วน คือ หอพระสมุดวชิรญาณ สำหรับเก็บรักษาพระคัมภีร์ จดหมายเหตุ บันทึกลายมือ เอกสารโบราณ รวมทั้งศิลาจารึก อีกแห่งหนึ่งคือ หอพระสมุดวชิราวุธ สำหรับเก็บรักษาหนังสือตัวพิมพ์อื่นๆ โดยให้ขึ้นกับ ราชบัณฑิตยสภา

ต่อมามีการจัดตั้ง กรมศิลปากร ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ และโอนงานราชบัณฑิตยสภามาเป็นของกรมศิลปากร หอพระสมุดฯ จึงมีฐานะเป็นกอง เรียกว่า กองหอสมุด และเปลี่ยนชื่อจากหอพระสมุดสำหรับพระนคร เป็น หอสมุดแห่งชาติ

ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้อนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติขึ้นใหม่ บริเวณท่าวาสุกรี เพื่อขยายพื้นที่ดำเนินการและปรับปรุงให้ถูกต้องตามหลักสากล โดยเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๙ และดำเนินกิจการสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

th_lib
อาคารหอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน บริเวณท่าวาสุกรี

สำหรับห้องสมุดที่สำคัญๆ ของประเทศไทยที่ควรจะกล่าวถึงไว้ อาทิ หอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันใช้ชื่อ สถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นห้องสมุดมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อแรกตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๕๓ หลังจากที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือนได้รับการสถาปนาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ห้องสมุดโรงเรียนข้าราชการพลเรือนจึงเปลี่ยนชื่อเป็นหอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ โดยตั้งอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๑ จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นสถาบันวิทยบริการและยังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้

ในระดับห้องสมุดโรงเรียนนั้น เท่าที่มีการบันทึกไว้เชื่อได้ว่า ห้องสมุดโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จัดเป็นห้องสมุดโรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๔ ตั้งอยู่บริเวณพระตำหนักสวนกุหลาบ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้ย้ายที่ทำการมายังบริเวณถนนตรีเพชร ฝั่งตรงข้ามวัดราชบูรณะ ซึ่งพบไว้ว่าได้มีการจัดตั้งห้องสมุดขึ้นแล้วแต่ไม่มีการบันทึกวันเวลาที่แน่นอน เดิมทีนั้นห้องสมุดตั้งอยู่บริเวณชั้นสองของอาคารสวนกุหลาบ (ตึกยาว) ต่อมาอาคารได้ทรุดตัวตามอายุการใช้งาน จึงได้ย้ายห้องสมุดมายังอาคารศาลาพระเสด็จและคงดำเนินกิจการสืบมาจนถึงปัจจุบัน

นับแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ห้องสมุด นับเป็นแหล่งศึกษาสรรพวิทยาการความรู้ที่สำคัญยิ่งของมนุษย์ มีการพัฒนาและต่อยอดเรื่อยมาเพื่อให้สอดคล้องกับวิทยาการที่ทันสมัยของโลก ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการจัดการงานเทคนิคต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศที่หลากหลายได้ถูกนำมาใช้ในการจัดการและให้บริการแก่ผู้ใช้ และแม้ว่าโลกยุคดิจิตอลนี้ ข้อมูลข่าวสารได้ไหลเวียนไปในทุกส่วนของสังคม สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต แต่ห้องสมุดก็ยังคงไว้ซึ่งความสำคัญในฐานะขององค์กรที่ทำหน้าที่เป็นคลังสมองของสังคมอีกตราบนานเท่านาน

เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” (๔)

พฤษภาคม 30, 2009 by janghuman

ทางโลกฝั่งตะวันออกความเจริญก้าวหน้าของห้องสมุดที่น่าสนใจอยู่ที่ประเทศจีน แต่ห้องสมุดก็ยังคงถูกจำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงนักปราชญ์ในราชสำนัก ด้วยเหตุผลเดิมๆ นั่นคือประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดการศึกษา วัสดุที่ใช้สำหรับบันทึกนั้นมีการพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง มีการค้นพบการบันทึกข้อความไว้บนกระดองเต่า กระดูกสัตว์ แผ่นหิน ต่อมาชาวจีนบันทึกข้อความหรือทำจดหมายโดยใช้ซี่ไม้ไผ่เย็บต่อกันเป็นผืนแล้วม้วนเก็บไว้ หรือไม่ก็เขียนลงบนผืนผ้า และเป็นกระดาษในเวลาต่อมา

ตัวอักษรจีนนั้นมีต้นกำเนิดมาจากตัวอักษรภาพ คือการแปรภาพมาเป็นตัวอักษร ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล การเขียนตัวอักษรจีนจึงมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และในแต่ละยุคสมัยตลอดระยะเวลากว่า ๖,๐๐๐ ปี ของวิวัฒนาการทางภาษาของจีน มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะ รูปแบบของตัวอักษรอยู่ตลอดเวลา แผ่นดินจีนในยุคโบราณจึงมีการใช้ตัวอักษรที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค ตามยุคสมัย หรือตามความนิยมของผู้คน

chinese_lang
จารึกอักษรจีนโบราณบนกระดองเต่า

จนถึงในสมัยราชวงศ์จิ๋น โดยสมเด็จพระจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ ทรงประกาศให้มีการใช้ตัวอักษรจีนแบบเดียวกันทั้งประเทศ ภายหลังที่พระองค์ได้ครอบครองแผ่นดินจีนทั้งหมดแล้ว แต่ท้ายที่สุดความพยายามนี้ก็ไม่บรรลุพระประสงค์ทั้งหมด ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นว่าแผ่นดินจีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ และประกอบด้วยผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ ยากที่จะบังคับให้ใช้อักษรรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศได้สำเร็จ

องค์ความรู้ส่วนใหญ่ของแผ่นดินจีนถูกเก็บรักษาไว้ในราชสำนักหรือตามพระอารามต่างๆ ชาวบ้านทั่วไปไม่ใคร่จะรู้หนังสือนัก จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา ห้องสมุดของจีนจึงถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ กว่าจะเริ่มเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างจริงจังก็คือในช่วงปี ค.ศ.๑๙๐๐

สำหรับประวัติศาสตร์ของห้องสมุดในประเทศไทยนั้นเริ่มต้นเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด แผ่นดินสุวรรณภูมิในยุคสมัยที่ขอมเรืองอำนาจ มีการค้นพบโบราณสถานที่คาดว่าเป็นที่เก็บรวบรวมตำรา คัมภีร์ หรือจะเรียกว่าเป็นห้องสมุดในยุคแรกๆ เลยก็ว่าได้ เรียกว่า ครันทาลัย (Granthalaya) หรือคนไทยเรียกว่า บรรณาลัย คำว่า บรรณ หมายถึงหนังสือ คำว่า อาลัย หมายถึงสถานที่ ที่อยู่ อาจเทียบได้กับคำว่า วิทยาลัย บรรณาลัยเหล่านี้ถูกพบในประเทศกัมพูชา มีลักษณะคล้ายปราสาท สร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาพระคัมภีร์ต่างๆ ส่วนมากจะพบอยู่ภายในเทวสถาน จึงหมายความว่าเอกสารโบราณต่างๆ ถูกรวบรวมไว้โดยบรรดานักบวชเป็นสำคัญ

BanteaySrei01
ปราสาทบันทยสรี (Banteay Srei) ในกัมพูชา มีส่วนที่เป็นบรรณาลัยรวมอยู่ด้วย

IMG_0233
บรรณาลัยในปราสาทตาเมือน ที่จังหวัดสุรินทร์
(ภาพจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=mosminly&group=1)

สำหรับประเทศไทยนั้น เราเริ่มมีการใช้อักษรไทยในสมัยแผ่นดินสุโขทัย แต่เดิมทีนั้นอาณาจักรนี้เป็นเมืองขึ้นของพวกขอม ต่อมาเมื่อปฐมกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงได้สถาปนากรุงสุโขทัยขึ้นและประกาศอิสรภาพ มีการพัฒนาในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องรวมถึงวัฒนธรรมการใช้ภาษา ในรัชสมัยสมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีการประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้นใช้เป็นครั้งแรก (ราวปี พ.ศ. ๑๘๒๖) โดยยังคงได้อิทธิพลมาจากภาษาขอมโบราณ นำมาประยุกต์ให้เป็นภาษาไทยเรียกว่า “ลายสือไทย” มีข้อความตอนหนึ่งบันทึกไว้ในศิลาจารึกหลักที่หนึ่งความว่า “เมื่อก่อนลายสือไทยนั้นบ่มี ๑๒๐๕ ศก ปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้ ลายสือไทยนี้จึ่งมีเพื่อขุนผู้นั้นใส่ไว้”

ในสมัยโบราณชาวไทยส่วนใหญ่ยังคงไม่รู้หนังสือ การอ่านการเรียนหนังสือเป็นสิทธิ์ของเจ้านายในราชสำนัก หรือพวกข้าราชสำนัก เจ้าขุนมูลนายในรั้วในวัง ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ใคร่จะใส่ใจเรื่องการใฝ่หาความรู้มากนัก เรื่องของห้องสมุดจึงไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามีเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะมีขึ้นแล้วเมื่อไทยเริ่มมีการใช้ภาษาเป็นของตนเอง แต่น่าจะคงอยู่ในราชสำนัก เป็นห้องสมุดส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์หรือเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ และอีกสถานที่หนึ่งที่น่าจะมีการเก็บรวบรวมสรรพตำราต่างๆ รวมถึงพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนาคือที่วัด และวัดที่มีการจัดเก็บทำนองนี้ก็สันนิษฐานได้ว่าต้องเป็นวัดที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าแผ่นดิน

Ramkhamhaeng
หลักศิลารารึก ของสมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท (พระมหาธรรมราชาที่ ๑) ได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือสำคัญไว้เล่มหนึ่งคือ “เตภูมิกถา” หรือ ไตรภูมิพระร่วง (ราวปี พ.ศ. ๑๘๘๘) เป็นการรวบรวมเรื่องราวทางพระคัมภีร์ในพระพุทธศาสนาหลากหลายเรื่อง จัดเป็นวรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดเล่มหนึ่งของไทย กล่าวถึงการก่อกำเนิดภูมิทั้งสาม คือ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ และเล่าถึงการเกิดของสรรพชีวิตต่างๆ โดยอ้างอิงจากพระคัมภีร์โบราณ เตภูมิกถาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณากรรมชิ้นแรกของประเทศไทย

เอกสาร หนังสือราชการ หรือบันทึกต่างๆ นั้น จารึกลงบนใบลาน แล้วนำมาผูกเรียงต่อกันพับทบซ้อนเป็นชั้นๆ เรียกว่า หนังสือผูก มีการสร้างสถานที่เก็บรักษาไว้ในพระบรมมหาราชวัง เรียกว่า หอหลวง เพื่อเก็บรักษาเอกสารของราชสำนักเหล่านี้ไว้โดยเฉพาะ นี่จึงอาจจะอนุมานได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของห้องสมุดของประเทศไทยก็ว่าได้

ล่วงเข้าสู่แผ่นดินกรุงศีอยุธยา เป็นช่วงที่ประชาชนกินดีอยู่ดี แผ่นดินร่วมเย็นเป็นสุข ปราศจากศึกสงคราม ในน้ำมีปลาในนามีข้าว เมื่อประชาชนใช้ชีวิตกันอย่างปรกติสุข จึงเริ่มมีเวลาหันมาสนใจศึกษาเรียนรู้ในเรื่องราวต่างๆบรรดาผู้มีทรัพย์ส่วนใหญ่จึงมักส่งบุตรหลานของตนไปร่ำเรียนวิชาตามสำนักวิชาต่างๆ ทั้งสรรพวิชาความรู้ในทางโลกและทางธรรม รวมทั้งศิลปวิชาการต่อสู้ ซึ่งนอกจากสำนักวิชาที่มีอยู่ทั่วไปแล้วอีกสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นแหล่งศึกษาวิชาความรู้ก็คือวัด

nrs60402
หนังสือผูก หรือหนังสือใบลานของไทย (ภาพจากเว็บกาญจนาภิเษก)

ภายหลังที่มีการใช้ภาษาไทยมาต่อเนื่องยาวนาน ตำราต่างๆ จึงไม่ได้ถูกเก็บไว้แต่เพียงในราชสำนักอีกต่อไป โดยเฉพาะคัมภีร์ทางพุทธศาสนา วัดอารามต่างๆ มีการคัดลอกและเก็บรวบรวมพระคัมภีร์เหล่านี้ไว้ และยังรวมถึงตำราความรู้ในทางโลกอีกด้วย มีการสร้างอาคารสำหรับเก็บรักษา เรียกว่า หอไตร เก็บรักษาหนังสือผูกหรือหนังสือใบลานซึ่งบางส่วนยังคงหลงเหลือให้เห็นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อยู่จนถึงปัจจุบัน

ในสมัยกรุงศรีอยุธยานับได้ว่าเป็นยุคทองหรือยุครุ่งเรืองของวรรณกรรมไทย มีการประพันธ์หนังสือและวรรณกรรมมากมายหลายเรื่อง นั่นหมายถึงมีการพัฒนาการทางภาษาอย่างดียิ่ง เมื่อมีการสร้างวรรณกรรมมากมายจึงจำเป็นต้องมีการจัดเก็บรักษา ดังนั้นจึงน่าจะมีการสร้างห้องสมุดขึ้นเพียงแต่ในยุคนั้นน่าจะยังคงเป็นห้องสมุดส่วนบุคคลเหมือนในสมัยสุโขทัย คือเป็นห้องสมุดส่วนตัวของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่หรือบรรดาเศรษฐีต่างๆ มากกว่า เว้นแต่ตำราทางศาสนาที่มีการเก็บรักษาและใช้อยู่ภายในวัด

ต่อตอนหน้า รับรองจบแน่

เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” (๓)

พฤษภาคม 16, 2009 by janghuman

กิจการห้องสมุดเฟื่องฟูอย่างสุดขีดในยุคทอง  (Golden Ages) ในช่วงปี ค.ศ.๑๖๐๐ เป็นต้นมา ประกอบกับความเจริญรุ่งเรืองของสถาบันการศึกษาหลายๆ แห่งในยุโรป มีการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย และยังได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายรัฐ ทำให้กิจการห้องสมุดพัฒนาขึ้นอย่างเต็มที่ ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด  (Oxford University) มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ ก็มีห้องสมุดที่เก่าแก่พอๆ กัน คือ Bodleian Library ก่อตั้งโดย  Sir Thomas Bodley ในปี ๑๖๐๒ จัดเป็นห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองของเกาะอังกฤษ (อันดับหนึ่งคือ British Library) ว่ากันว่าถ้าเอาชั้นหนังสือของที่นี่มาเรียงต่อกันจะได้ระยะทางยาวถึง ๑๘๘ กิโลเมตรเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังเป็นห้องสมุดที่มีอัตราการขยายตัวสูงคือประมาณการณ์ว่าหากยังคงเอาชั้นหนังสือมาเรียงต่อกันก็จะขยายยาวได้ถึงเฉลี่ยปีละ ๕ กิโลเมตร ปัจจุบันหอสมุดแห่งนี้ก็ยังคงเปิดให้บริการอยู่ที่อ๊อกฟอร์ด

BodianBodleian Library ภายในมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด

ห้องสมุดที่อลังการที่สุดอีกแห่งหนึ่งในยุโรปคือ หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส  (Bibliotheque Nationale de France) แต่เดิมเป็นหอสมุดของราชสำนัก สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๕ ราวปี ๑๓๖๘ ได้รับการสนับสนุนอย่างมากในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ต่อมาในปี ๑๖๙๒ จึงเปิดให้สาธารณชนเข้าไปค้นคว้าหาความรู้ได้อย่างเสรี ปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศสจัดเป็นห้องสมุดที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ ของยุโรป ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่และสร้างอาคารใหม่เพิ่มเติมในปี ๑๙๘๘ ในยุคของประธานาธิบดีฟรังซัวร์ส มิตเตอรองด์  (President Francois Mitterrand) หอสมุดแห่งนี้ได้รับการยกย่องเป็นห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก*

BNF1
หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส Bibliotheque Nationale de France

นอกจากนี้ยังมีห้องสมุดที่มีความสำคัญอีกหลายแห่งกระจายอยู่ทั่วแผ่นดินยุโรป อย่างเช่นในอิตาลี ที่ยังคงสืบสานการพัฒนาห้องสมุดเมื่อครั้งยุคโรมันเรืองอำนาจ ห้องสมุดเด่นๆ ในอิตาลีมีอยู่มากมาย อาทิ ห้องสมุดลอเรนเทียน ในฟลอเรนซ์  (Laurentian Library, Florence) ห้องสมุดวาติกัน ในนครรัฐวาติกัน  (Vatican Library, Vatican City) ห้องสมุดอัมโบรเซียม ในมิลาน (Ambrosian Library, Milan) นอกนั้นก็เช่น หอสมุดแห่งชาติสเปน ก่อตั้งเมื่อปี ๑๗๑๑ ตั้งอยู่ ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน หอสมุดแห่งชาติโปรตุเกส ก่อตั้งเมื่อปี ๑๗๙๖ ตั้งอยู่ ณ กรุงลิสบอน ในประเทศเยอรมันมีห้องสมุดสำคัญอยู่สามแห่ง คือ หอสมุดแห่งชาติเยอรมัน ที่นครเบอร์ลิน ก่อตั้งเมื่อปี ๑๖๖๑ หอสมุดนครไลป์ซิก และหอสมุดนครแฟรงค์เฟิร์ต ถัดมาทางฝั่งยุโรปตะวันออกก็มี หอสมุดแห่งชาติรัสเซีย ที่แต่เดิมคือ หอสมุดเลนิน  (Lenin State Library) ตั้งเมื่อปี ๑๘๖๒ เหล่านี้เป็นต้น

ข้ามจากยุโรปมาที่แผ่นดินอเมริกากันบ้าง ห้องสมุดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งคือ หอสมุดมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด  (Havard University Library) หอสมุดแห่งนี้เริ่มต้นจากห้องสมุดส่วนตัวของสาธุคุณจอห์น ฮาวาร์ด  (John Harvard) ที่มีหนังสือสะสมอยู่เพียง ๔๐๐ เล่ม แต่ตอนนี้มีหนังสืออยู่ที่นี่ถึงเกือบ ๑๖ ล้านเล่ม เป็นห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ห้าของโลก และเป็นห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Laurentian-Library
Laurentian Library, Florence, ITALY ออกแบบและวางผังโดย ไมเคิล แองเจลโล

Vatican-Library
บรรยากาศภายในห้องสมุดนครรัฐวาติกัน

Spain-library2
ห้องอ่านหนังสือที่โอโถงของหอสมุดแห่งชาติสเปน

Russia-library
ห้องอ่าหนนังสือของหอสมุดแห่งชาติรัสเซีย ได้บรรยากาศสังคมนิยมดีแท้

Harvard-library
ห้องสมุดมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Library-of-congress-1
หอสมุดรัฐสภาอเมริกัน Library of Congress ห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

และที่จะข้ามไปไม่ได้เด็ดขาดคือ หอสมุดรัฐสภาอเมริกัน  Library of Congress ห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี จัดเป็นหอสมุดแห่งชาติของอเมริกาและเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมาก ก่อตั้งเมื่อปี ๑๘๐๐ เดิมทีนั้นตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลทางกฎหมายและข้อมูลของทางราชการ ต่อมาได้มีการขยายเนื้อที่และเพิ่มเติมเอกสารอื่นๆเข้าไป จนในปี ๑๘๑๕ ถึงได้เปิดเป็นห้องสมุดสาธารณให้ประชาชนสามารถเข้าใช้ค้นคว้าได้โดยทั่วไป ทุกวันนี้หอสมุดรัฐสภาอเมริกันจัดเป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอัตราการขยายตัวของข้อมูลสูงมาก รวบรวมเอกสารและข้อมูลทุกรูปแบบ ปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า ๙๐ ล้านรายการ … (ต่อตอนหน้าจ้ะ)

* ห้องสมุดที่ใหญ่ที่ในโลก ๕ อันดับแรก ได้แก่
๑. Library of Congress
๒. British Library
๓. Bibliotheque Nationale de France
๔. New York Public Library
๕. Havard University Library

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่
เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” ตอนที่ ๑ / ตอนที่ ๒

เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” (๒)

พฤษภาคม 9, 2009 by janghuman

พวกกรีกก็นับว่ามีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับหอสมุดอยู่บ้าง เพซิสตราตัส (Pisistratus) ผู้ครองนครเอเธนส์ได้สร้างหอสมุดประชาชนขึ้นในเอเธนส์ บริหารงานโดยรัฐสภาเอเธนส์ แต่ปรากฏว่าคนกรีกไม่ค่อยเข้าไปใช้ เพราะส่วนใหญ่ยังอ่านหนังสือไม่ออก จนมาถึงยุคของ อริสโตเติล (Aristotle) เขาได้สร้างหอสมุดขึ้นมาในวิทยาลัยไลเซียม (Lyceum) ของเขา ซึ่งต่อมาได้กลายเป็ฯแม่แบบของการสร้างห้องสมุดมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน เอกสารมากมายได้ถุกส่งต่อไปยังหอสมุดอเล็กซานเดรียในเวลาต่อมา และท้ายที่สุดเมื่อพวกโรมันบุกเข้าครองอียิปต์ เอกสารเหล่านี้ก็ถูกขนย้ายไปเป็นสมบัติส่วนตัวของนายพล ลูเซียส คอร์เนเลียส ซูลล่า ในกรุงโรม

aristotle_altemps
อริสโตเติล ปราชญ์ชาวกรีก

aristotle_school
สถานที่ตั้งของ Lyceum ในปัจจุบัน

ในช่วงปลายของความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอียิปต์ จักรวรรดิโรมันกำลังเรืองอำนาจอย่างสุดขีด พวกโรมันขยายความยิ่งใหญ่โดยใช้สงครามเครื่องมือ ใครหือพ่อฟันไม่เลี้ยง จนจักรวรรดิโรมันยิ่งใหญ่ครองยุโรปเกือบทั้งหมด แม้ว่าจะรบพุ่งเก่งแค่ไหน ชาวโรมก็ยังสนใจใฝ่ศึกษากะเขาเหมือนกัน วัฒนธรรมบางอย่างนั้นรับเอามาจากพวกกรีกหรือพวกอียิปต์ โดยเฉพาะตำราความรู้ต่างๆ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากกรีกแบบเต็มๆ

ซีซาร์ที่ครั้งหนึ่งเคยสั่งเผาอเล็กซานเดรียนับเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์พอตัว เขามองออกว่าการติดอาวุธทางปัญญาให้ชาวโรมนั้นสำคัญพอๆ กับการเป็นนักรบ ซีซาร์เป็นตัวตั้งตัวตีในการวางแผนสร้างหอสมุดประชาชนขึ้น ปรกติในโรมก็มีห้องสมุดจำนวนไม่น้อย แต่ส่วนมากเป็นห้องสมุดส่วนตัวของพวกคหบดีหรือพวกขุนนางที่พอจะมีทรัพย์เหลือเฟือ แต่ซีซาร์ไม่ทันได้อยู่ดูหอสมุดในฝันของเขา หอสมุดแห่งนี้ชื่อว่า หอสมุดอ๊อคเตเวียน (Octavian Library) สร้างเสร็จหลังการเสียชีวิตของซีซาร์ ๗ ปี (๓๗ ปีก่อนคริสตกาล) จากนั้นก็มีการสร้างหอสมุดเพิ่มขึ้นอีกมากมายถึง ๒๘ แห่ง ที่โด่งดังที่สุดคือ หอสมุดอัลเพียน (Ulpian Library) สร้างขึ้นในสมัยของจักรพรรดิทราจัน (Emperor Trajan) มีการสร้างอาคารสำหรับเก็บเอกสารกรีกและละตินออกจากกัน

ที่เห็นเด่นชัดที่สุดอีกแห่งหนึ่งคือ หอสมุดเฮเดรียน (The Library of Hadrian) สร้างโดยจักรพรรดิเฮเดรียน ในปีคริสตศักราชที่ ๑๒๕ ทุกวันนี้ยังคงเหลือซากอาคารให้ได้ชมที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ

hadrians-library5
บริเวณหอสมุดเฮเดรียนในปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณคดี

ความรุ่งเรืองของหอสมุดเสื่อมถอยลงตามความเสื่อมของจักรวรรดิโรมัน เอกสารถูกทำลายไปบางส่วน เอกสารส่วนหนึ่งตกไปอยู่กับขุนนางที่ชื่อ ลูเซียส คัลเปอร์นิอัส ปิโซ (Lucius Calpurnius Piso) เขาอาศัยอยู่ที่เมืองเฮอร์คัลเลเนียม (Herculaneum) เชิงเขาวิซูเวียส ใกล้กับนครปอมเปอี  จนกระทั่งเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ของวิซูเวียส ปอมเปอีทั้งเมืองรวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงถูกกลบจมหายอยู่ใต้คลื่นลาวา นักโบราณคดีจึงได้ขุดค้นพบหอสมุดของเขาพร้อมกับเอกสารเป็นม้วนปาริรัสมากถึง ๑,๘๐๐ ม้วนให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า ปัจจุบันม้วนปาปิรัสเหล่านี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ กรุงเนเปิ้ลส์ ประเทศอิตาลี

ระหว่างช่วงปี ๑๙๔๐ ถึง ๑๙๕๐ มีการค้นพบทางโบราณคดีที่นับว่าสำคัญมากๆ ในถ้ำแห่งหนึ่งบริเวณใกล้กับทะเลสาบเดดซี (Dead Sea) ประเทศอัฟกานิสถาน มีการค้นพบม้วนหนังสัตว์และม้วนปาปิรัสจำนวนมากบรรจุอยู่ในภาชนะดินเผาลักษณะคล้ายไหหรือตุ่มขนาดย่อมๆ บันทึกพระคัมภีร์ของพวกยูดายหรือพวกยิว และค้นพบว่าบางม้วนเป็นพระคัมภีร์เก่าหรือพันธะสัญญาเดิม (Old Testament) นับอายุได้ราว ๒๐๐ ปีก่อนคริสตกาล จนอาจกล่าวได้ว่านั่นอาจจะเป็นไบเบิลฉบับที่เก่าแก่ที่สุดฉบับหนึ่งที่มีการค้นพบ ม้วนเอกสารที่ว่านี้มีทั้งหมดถึง ๑๑ ถ้ำ เอกสารเหล่านี้รู้จักกันในนาม Dead Sea Scrolls บางส่วนถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เยรูซาเล็ม พิพิธภัณฑ์ร็อกกี้เฟลเลอร์ และพิพิธภัณฑ์อัมมัน ประเทศจอร์แดน

ด้วยความที่ถูกเก็บไว้อย่างดีในถ้ำกลางทะเลทราย อากาศที่แห้งขนาดนั้นทำให้ช่วยเก็บรักษาสภาพของเอกสารไว้ให้ชนรุ่นหลัง แต่คำถามก็คือเหตุใดและใครกันแน่ที่นำเอกสารเหล่านี้มาเก็บไว้ในถ้ำลี้ลับแห่งนี้ ?

deadseascroll
Dead Sea Scrolls

deadseascroll2
ภาชนะดินเผาที่ใช้บรรจุพระคัมภีร์

เมื่อจักรวรรดิโรมันเริ่มเสื่อมอำนาจลง ทุกสิ่งทุกอย่างที่โรมันสร้างขึ้นหรือดำเนินกิจกรรมอยู่ก็เริ่มเสื่อมถอยตาม รวมถึงกิจการห้องสมุดด้วย นักประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นอย่าง อัมเมียนาส มาเซลลินัส (Ammianus Marcellinus) เคยเอ่ยประโยคสำคัญไว้ว่า “ห้องสมุดกำลังถูกปิดไปตลอดกาล ไม่ต่างอะไรจากหลุมศพ” (The Libraries are closing forever, like tombs)

ในยุคกลาง (Middle ages) กิจการห้องสมุดไม่ได้อยู่ภายใต้การจัดการของราชสำนักหรือของรัฐเหมือนเดิม แต่ถูกเปลี่ยนมือมาอยู่ภายใต้การดำเนินงานของศาสนจักร วัดหรือศาสนสถานกลายเป็นผู้รวบรวม บันทึก คัดลอก เอกสารสำคัญต่างๆ มาเก็บไว้ โดยเฉพาะคำสอนทางศาสนาหรือไบเบิลไว้ด้วย นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมวรรณกรรมสำคัญๆ ของกรีก อียิปต์และโรมันไว้ด้วย

ด้วยความที่ต้องใช้วิธีการเขียนด้วยมือในการบันทึกหรือคัดลอกเอกสาร คัมภีร์ต่างๆ ในสมัยนั้นจึงถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก และยิ่งเป็นคัมภีร์ทางศาสนาหรือไบเบิล นั่นยิ่งถือว่าเป็นของที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ จึงถูกเก็บรักษาไว้อย่างแน่นหนาภายในห้องสมุดของวัดหรือของศาสนสถาน

2eg06
St.Catherine’s Monastery ในประเทศอียปต์

ปี ค.ศ. ๕๒๗ มีการสร้างวัดของชาวคริสต์ที่ซีนาย (Sinai) คือบริเวณประเทศอียิปต์ในปัจจุบัน ชื่อว่า St. Catherine’s Monastery ซึ่งถือว่าเป็นวัด (คริสต์) ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และแน่นอนว่ามีห้องสมุดที่เก็บรักษาพระคัมภีร์และวรรณกรรมสำคัญๆ มากกว่า ๓,๕๐๐ ชุด บันทึกเป็นภาษาโบราณทั้งสิ้น อาทิ กรีก คอปติค อราบิค อาร์มาเนียน ฮิบรู ซลาวิค เป็นต้น  ปัจจุบันวัดแห่งนี้ก็ยังมีอยู่

เข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) เป็นช่วงเวลาที่ยุโรปตื่นตัวกับการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในสรรพวิชาต่างๆ เกิดนักคิด นักวิชาการและศิลปินขึ้นมากมาย ห้องสมุดกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้กลับมาเป็นห้องสมุดส่วนบุคคลซึ่งก็จะเป็นขุนนางหรือพวกคหบดีต่างๆ ที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือห้องสมุดของ คอสสิโม เดอ เมดิซี (Cosimo de Medici) ตระกูลดังแห่งเมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งเป็นตระกูลเศรษฐีที่ให้การสนับสนุนศิลปินดังๆ มากมาย … (ติดตามต่อตอนหน้าจ้ะ)

อ่านบทแรกได้ที่นี่  **เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” ตอนที่ ๑**

เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” (๑)

พฤษภาคม 2, 2009 by janghuman

lib11

Webster’s Third New International Dictionary ได้ให้ความหมายของคำว่า Library ว่า  “a room, a section or series of sections of a building, or a building itself given over to books, manuscripts, musical scores, or other literary and sometimes artistic materials (as paintings or musical recordings) kept in some convenient order for use but not for sale”

Longman Dictionary of Contemporary English ให้ความหมายของ Library ไว้ว่า “a room or building containing books that can be looked at or borrowed”

Encyclopedia Britanica ให้คำจำกัดความของ Library ไว้ว่า  “a collection of written, printed or other graphic material (including films, slides, phonography records and tapes) organized for use”

ส่วนในประเทศไทย คำว่า Library ถูกบัญญัติให้ใช้ว่า “ห้องสมุด” โดยใน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า “ห้องหรืออาคารที่มีระบบจัดเก็บรวบรวมรักษาหนังสือประเภทต่างๆ ซึ่งอาจรวมทั้งต้นฉบับลายมือเขียน ไมโครฟิล์ม เป็นต้น เพื่อใช้เป็นที่ค้นคว้าหาความรู้”

นี่คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของการให้ความหมายของคำว่า Library หรือ ห้องสมุด ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างสองคำนี้ คำว่า Library คำเดียวตามที่ฝรั่งเขาใช้กัน มีความเข้าใจไปในทางเดียวกัน ครอบคลุมสิ่งที่เรียกว่าเป็น Information ทุกประเภท แต่คำว่าห้องสมุดในภาษาไทย กลับสามารถตีความตามตัวอักษรออกไปได้อีก โดยเฉพาะความหมายตรงของคำว่า “สมุด” กับความเข้าใจของคนไทยกับคำว่า “ห้องสมุด” และสิ่งที่อยู่ในนั้นก็คือ “หนังสือ”

คำว่า สมุด ในพจนานุกรมให้ความหมายไว้ว่า “กระดาษที่ทําเป็นเล่ม มีหลายชนิดเรียกชื่อตามประโยชน์ใช้สอย เช่น สมุดวาดเขียน สมุดแผนที่ สมุดแบบฝึกหัดคัดลายมือ”
คำว่า หนังสือ ในพจนานุกรมให้ความหมายไว้ว่า “เครื่องหมายใช้ขีดเขียนแทนเสียงหรือคําพูด เช่น อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ “

nw09a

ฉะนั้น หากผมจะตีความตามประสาคนรู้น้อยคงจะได้ความว่า สมุด เป็นต้นกำเนิดของหนังสือ เพราะสมุดคือกระดาษว่างๆ จนกระทั่งเราบันทึกอะไรลงไปนั่นแหละมันจึงกลายเป็นหนังสือ ทีนี้ก็จึงมีคำถามขึ้นมาว่า ห้องสมุด แต่เหตุไฉนจึงมีแต่หนังสืออยู่เต็มไปหมด

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น เมื่อหนังสือเกิดจากสมุดเราจึงเรียกสถานที่เก็บว่าห้องสมุด คำๆ นี้ถูกบัญญัติขึ้นใช้อย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาลที่ ๖ แต่โดยก่อนหน้านี้มีหลักฐานปรากฎว่าเราเคยใช้คำนี้มาก่อนแล้ว คือคำว่า หอพระสมุด ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่นั่นหมายความถึงสถานที่ที่เป็นของหลวงหรือภายในพระบรมมหาราชวัง แต่สุดท้ายเหตุผลที่เรายังคงใช้คำว่าห้องสมุดแทนคำว่าห้องหนังสือนั้นก็ยังไม่ปรากฎแน่ชัด เพราะเนื่องจากมันแปรเปลี่ยนจากสมุดมาเป็นหนังสือแล้วก็ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องใช้คำว่าสมุดเลย

ในสมัยที่ยังไม่มีเทคโนโลยีการพิมพ์ การทำหนังสือในสมัยก่อนต้องอาศัยการเขียนด้วยลายมือแต่เพียงอย่างเดียว อันที่จริงเทคโนโลยีการพิมพ์ของบ้านเราน่าจะเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.๒๑๗๕-๒๒๓๑) เป็นช่วงที่มีพวกมิชชันนารีเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในกรุงศรีอยุธยา มีบาทหลวงผู้หนึ่งชื่อ บาทหลวงลาโน (Laneau) เป็นชาวฝรั่งเศส ได้นำแท่นพิมพ์เข้ามาเพื่อจัดพิมพ์หนังสือคำสอนออกเผยแพร่ เป็นที่พอพระราชหฤทัยของสมเด็จพระนารายณ์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศสเพื่อศึกษาวิธีการพิมพ์ตามแบบของฝรั่ง เพื่อนำมาใช้ในกรุงศรีอยุธยา แต่ครั้นสิ้นแผ่นเดินสมเด็จพระนารายณ์ กิจการโรงพิมพ์ของฝรั่งในกรุงศรีอยุธยาก็เสื่อมถอยลง ด้วยเหตุที่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ถัดมาไม่ใคร่โปรดพวกฝรั่งนัก

bradley
หมอบรัดเลย์

กิจการการพิมพ์ของไทยเริ่มต้นอย่างจริงจังเป็นที่รู้จักกันดีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โดยผู้ที่เริ่มกิจการเป็นผู้แรกคือ นายแพทย์ แดน บีช แบรดลี่ย์ (Dan Beach Bradley, M.D.) หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า หมอบรัดเลย์ โดยท่านเดินทางเข้ามาเมืองไทยเพื่อเผยแพร่ศาสนาและก็ได้เปิดร้านรักษาผู้คนไปด้วย ซึ่งวิธีหนึ่งการเผยแพร่ศาสนาของท่านนั้นคือการพิมพ์หนังสือ งานแรกที่โรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ได้ผลิตขึ้นมาเป็นใบประกาศห้ามสูบและห้ามค้าฝิ่น ซึ่งนับเป็นเอกสารราชการของไทยฉบับแรกที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์

จากนั้นมากิจการการพิมพ์ของไทยก็เจริญรุดหน้าขึ้นมาเป็นลำดับ มีหนังสือถูกพิมพ์ออกมาจำหน่ายมากมายปีละหลายเล่ม และในปัจจุบันประเทศไทยนับเป็นประเทศหนึ่งที่มีพัฒนาทางเทคโนโลยีทางการพิมพ์มาอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าโรงพิมพ์ในบ้านเรานั้นทันสมัยทัดเทียมกับต่างประเทศได้เลยทีเดียว

เมื่อมีหนังสือเกิดขึ้นก็ย่อมมีการเก็บรักษาจนเกิดกลายเป็นห้องสมุด แล้วห้องสมุดนี่มันกำเนิดขึ้นมาเมื่อไหร่กัน

หากจะนับเอานิยามของห้องสมุดเป็นสถานที่เก็บหนังสือที่มีการเก็บอย่างเป็นระบบ อาจจะใช้ไม่ได้กับห้องเก็บหนังสือในยุคก่อน ซึ่งคงยังไม่มีระบบในการจัดเก็บเป็นแน่ อีกทั้งทุกวันนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ว่ามีห้อสมุดแห่งแรกของโลกเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ เราค้นพบเพียงแต่ห้องสมุดที่มีอายุเก่าแก่มากๆ เท่านั้น

คำว่าห้องสมุดในภาษาฝรั่ง Library กำเนิดมาจากภาษาละตินคำว่า Liber ที่แปลว่า หนังสือ แต่หนังสือในยุคแรกๆ ไม่ใช่เป็นรูปเล่มอย่างที่เราเห็น นักประวัติศาสตร์ได้แบ่งช่วงอายุของการศึกษาทางประวัติศาสตร์ไว้เป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์และยุคประวัติศาสตร์ โดยเอาการถือกำเนิดของการบันทึกเป็นเกณฑ์ตัดสิน หมายถึงว่าช่วงเวลาที่มนุษย์มีการจารึกข้อความลงเป็นลายลักษณ์อักษร ก็ให้ถือว่าช่วงนั้นเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ เพราะถือว่าเริ่มมีการบันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐานนั่นเอง

การบันทึกข้อมูลในยุคโบราณทำบนแผ่นดินเหนียวบ้าง ใบไม้บ้าง แผ่นไม้บ้าง แผ่นหินบ้าง หนังสัตว์ จนเริ่มมีการคิดค้นสร้างกระดาษขึ้นมาเกิดเป็นกระดาษปาปิรัส และผู้ที่ทำการบันทึกก็มิใช่คนธรรมดา ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ก็คือพวกนักบวช หมอผี นักปราชญ์ที่อยู่ในราชสำนักเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ว่าห้องสมุดแห่งแรกน่าจะถือกำเนิดภายในราชสำนัก

sargon-ii
รูปสลักพระเจ้าซาร์กอนแห่งอัสซีเรีย

มีการค้นพบห้องสมุดโบราณแห่งหนึ่งกลางทะเลทราย นับอายุได้ราว ๓,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล เป็นห้องสมุดของพระเจ้าซาร์กอน แห่งอัสซีเรีย ค้นพบแผ่นดินเหนียวจารึกอักษรรูปลิ่ม หรืออักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform) ซึ่งเป็นของชาวสุเมเรียน เป็นต้นกำเนิดแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย เป็นจุดเริ่มต้นของยุคประวัติศาสตร์ในดินแดนแถบนี้ (หรืออาจจะของโลก)

อาณาจักรโบราณได้เกิดขึ้นและสูญสลายไปตามวัฏจักรจนมาถึงอารยธรรมที่ศิวิไลซ์มากที่สุดแห่งหนึ่งคือ อารยธรรมไอยคุปต์ ของชาวอียิปต์ พวกเขาถือว่าเจริญก้าวหน้ามากกว่าอาณาจักรใดๆ ในยุคเดียวกัน ทั้งเรื่องของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี การปกครอง วิทยาศาสตร์ และด้วยความที่เป็นเผ่าพันธุ์ที่รักการเรียนรู้ มีการสะสมองค์ความรู้มาช้านาน จึงมีการรวบรวม บันทึกข้อมูลต่างๆ เก็บไว้จนเกิดเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ขึ้นมา

Alex-Lib-1
ภาพวาดหอสมุดอเล็กซานเดรีย จาก Encyclopedia  Americana

ในสมัยของฟาโรห์ปโตเลมีที่ ๑ ทรงสร้าง หอสมุดอเล็กซานเดรีย (Library of Alexandria) ขึ้น นักประวัติศาสตร์ในยุคนี้ได้เอ่ยถึงหอสมุดแห่งนี้ว่าเป็นเสมือนคลังความรู้ที่ยิ่งใหญที่สุดในโลกยุคโบราณ มีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากทุกแขนงวิชาเป็นแผ่นปาริรัสมากมายถึง ๕ แสนกว่าม้วน มีการจัดเรียงอย่างเป็นระบบ แบ่งหมวดหมู่ ทำบทคัดย่อ (Abstract) มีบทวิจารณ์ (Review) เรียกว่าเหมือนเป็นห้องสมุดในสมัยนี้เลยทีเดียว

แต่ก็เกิดเหตุร้ายขึ้นกับหอสมุดแห่งนี้ หากท่านที่เคยชมภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง คลีโอพัตรา (Cleopatra) ที่สร้างโดยฮอลิวู้ดในปี ๑๙๖๓ ที่มี อลิซาเบธ เทย์เลอร์ เล่นเป็นพระนางคลีโอพัตราผู้เลอโฉม ริชาร์ด เบอร์ตัน เล่นเป็น มาร์ค แอนโธนี่ และ เรกซ์ แฮร์ริสัน เล่นเป็น จูเลียต ซีซาร์ คงจำกันได้ว่ามีฉากหนึ่งที่พูดถึงหอสมุดอเล็กซานเดรีย เมื่อกองทหารของซีซาร์บุกมายังอียิปต์เพื่อปราบปรามพวกกบฎโดยการเผาเมือง น่าเสียดายว่าไอ้ที่เผาไปนั่นดันลามไปถึงหอสมุดแห่งนี้ด้วย ว่ากันว่าพระนางคลีโอพัตราถึงกับรับสั่งให้ดับไฟที่หอสมุดก่อนโดยไม่ได้ห่วงเลยว่าไฟจะลามมาถึงพระราชวังของพระองค์ ด้วยความที่พระนางเป็นผู้ที่ใฝ่ศึกษาและรักการแสวงหาความรู้ การสูญเสียแหล่งความรู้เช่นนี้ไปจึงสร้างความเสียใจให้พระนางยิ่งนัก

ผลจากเหตุการณ์ครั้งนั้น หอสมุดอเล็กซานเดรีย ต้องเสียม้วนปาปิรัสไปกว่าครึ่งหนึ่ง และท่านเชื่อหรือไม่ว่าส่วนหนึ่งนั้นถูกทหารโรมันเอาไปทำเป็นเชื้อฟืนเพื่อต้มน้ำร้อนอาบกัน

ติดตามต่อได้ที่  เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” ตอนที่ ๒

Shine:บทเพลงบรรเลงชีวิตคน (บ้า)

เมษายน 18, 2009 by janghuman

shine-poster

เขาว่ากันว่า อัจฉริยะกับความบ้า ห่างกันเพียงกระดาษแผ่นเดียว แต่สำหรับ เดวิด เฮลฟ์ก็อตต์ กระดาษแผ่นนั้นคงต้องบางมากๆ เลยทีเดียว

เดวิด เฮลฟ์ก็อตต์ (David Helfgott ช่างบังเอิญเหลือเกินที่ดันไปพ้องเสียงกับ Help God) เป็นนักเปียโนขั้นเทพชาวออสซี่ แววอัจฉริยะของเขาเริ่มต้นตั้งแต่ยังเด็ก จนล่วงเข้าสู่วัยรุ่นเขาก็กวาดรางวัลระดับประเทศได้ถึง 6 สมัย (ABC Instrumental and Vocal Competition) แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก เขาป่วยเป็นโรคทางจิตที่เรียกว่า Schizoaffective disorder เดวิดต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลนานกว่า ๑๒ ปี แต่ดูเหมือนพระเจ้ายังไม่ ใจดำกับเขามากนัก ปี ๑๙๘๔ เดวิดก็กลับมาเล่นเปียโนอีกครั้งหนึ่ง และกลายเป็นนักเปียโนฝีมือดีระดับต้นๆ ของโลกใบนี้

ปี ๑๙๙๗ ฮอลลิวู้ดหยิบเอาชีวประวัติของเขามาสร้างเป็นภาพยนตร์ เรื่อง Shine ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นกว่าเดิม จากที่จะรู้จักกันเฉพาะใควงการดนตรีคลาสสิก แต่พอหนังออกฉายและคว้ารางวัลมาเพียบ ชื่อ เดวิด เฮลฟ์ก็อตต์ ก็เป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก … นี่แหละหนา อิทธิพลของฮอลลิวู้ด

ผมไม่มั่นใจว่าชีวิตจริงของเขาจะเป็นจริงเหมือนในหนังหรือไม่ ถ้าเป็นจริงก็น่าเห็นใจไม่น้อย เขาถูกเคี่ยวเข็ญฝึกปรือฝีมือด้านเปียโนจาก ปีเตอร์ เฮลฟ์ก็อตต์ ผู้เป็นบิดา ในหนังไม่ได้บอกพื้นเพของครอบครัวมากนักแต่พอจะเข้าใจได้ว่าครอบครัวเฮลฟ์ก็อตต์ค่อนข้างจะยากจน ปีเตอร์มีความสนใจเรื่องดนตรีและคงจะมีความหลังเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่น้อย เขามักจะเล่าเรื่องในวัยเด็กให้ลูกฟังเสมอว่าเขาอุตส่าห์สะสมเงินซื้อไวโอลิน แต่ก็ถูกปู่ทำพังซะ ดังนั้นเขาจึงพยายามถ่ายเทความรักในดนตรีให้กับลูกๆ และบอกลูกเสมอว่า “แกเป็นเด็กที่โชคดี ปู่แกไม่เคยสนับสนุนพ่อ แกเป็นเด็กที่โชคดี รู้มั้ย”

310x229_shine
ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Shine

คงคล้ายๆ กับพ่อแม่หลายคนที่เชื่อว่าได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูกแล้ว ส่งลูกไปเรียนพิเศษ เรียนเปียโน เรียนศิลปะ เรียนเต้นรำ เรียนอะไรต่อมิอะไรมากมาย แต่ไม่ยักกะถามลูกมั่งเลยว่า ลูกต้องการอะไร?

ปีเตอร์เชื่อมั่นว่าเขาได้มอบสิ่งที่วิเศษสุดให้แก่เดวิดแล้ว ทั้งที่ไม่มีใครเคยสอนเขาแต่เขาก็สามารถสอนให้เดวิดเล่นเปียโนได้อย่างยอดเยี่ยม โชคดีที่เดวิดเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์อยู่แล้ว แต่โชคร้ายที่เขาต้องแบกความกดดันที่หนักอึ้งใน การเป็นตัวแทนของพ่อในวัยเด็กที่ต้องการประสบความสำเร็จด้านดนตรี ตกลงแล้วปีเตอร์ทำเพื่อลูกหรือเพื่อตัวเองกันแน่?

เมื่อเป็นเด็กเขาไม่มีโอกาส เดิวดจึงกลายเป็นตัวแทนของเขา เขาต้องการเป็นผู้ชนะแต่ก็ลืมไปว่าเดวิดยังเด็กอยู่ ในการประกวดตอนต้นเรื่องเขาก็ลงการทุกอย่างให้เดวิดเล่นเพลงที่ยากแสนยากขึ้นประกวด แน่นอนว่าเด็กชายเดวิดไม่ได้เป็นผู้ชนะ แต่แววอัจฉริยะของเขาก็ถูกมองเห็นโดยกรรมการคนหนึ่ง

เดวิดยังคงฉายแววความเป็นนักเปียโนขั้นเทพอยู่จนเข้าสู่วัยรุ่น เขาได้รับโอกาสให้เข้าเรียนต่อ แต่พ่อของเขาสั่งห้าม ด้วยเหตุผลที่ว่า “ถ้าแกไป แล้วครอบครัวเราล่ะ เราจะไม่เป็นครอบครัวอีกต่อไป” แม้เดวิดอยากจะบินไปให้ไกล ไกลจากเงื้อมเงาของบิดา แต่เขาก็ยังขลาดและกลัวเกินกว่าจะบินหนีไป ท้ายที่สุดความอดทนก็ทะลุขีดจำกัด เดวิดตัดสินใจฝ่าฝืนคำสั่งของพ่อ เขาหันหลังให้ครอบครัวไปเรียนต่อในวิทยาลัยศิลปะและการดนตรีที่มีชื่อ ที่นี่เขาได้พบกับอาจารย์ที่ดี ช่วยขัดเกลาฝีมือให้รุดหน้าขึ้นไปอีกขั้น แม้เดวิดจะมีท่าทีเพี้ยนๆ ดูทึ่มๆ แต่เรื่องดนตรีแล้วเขาโดดเด่นที่สุด

grush
เจฟฟรี่ย์ รัช กับรางวัลออสการ์ดารานำชายยอดเยี่ยม

เขามีโอกาสได้เข้าร่วมการแข่งขันในระดับชาติซึ่งถือว่าเป็นการแข่งขันครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เดวิดเลือกที่จะเล่น Rac III ของ Sergei Rachmaninoff เพลงที่นักเปียโนมืออาชีพก็ยังขยาด เข้าใจว่าเดวิดยังคงหนีไม่พ้นการครอบงำของพ่อที่เคยสอนเขาแต่เด็กว่าวันหนึ่งเขาจะต้องเล่น Rac III ให้ได้ เดวิดฝึกฝนอย่างเอาเป็นเอาตาย ช่วงนี้เองเขาต้องเผชิญกับความกดดันอย่างหนัก ทั้งจากความคาดหวังของอาจารย์ จากตัวเอง และที่สำคัญที่สุด จากพ่อที่เขาพยายามหนีมาตลอด เบื้องลึกในจิตใจของเดวิดต้องการจะพิสูจน์ให้พ่อเห็น ว่าเขาทำได้ ถ้าเขาต้องการจะทำโดยไม่ต้องมีพ่อมาบงการชีวิต

เดวิคถลำลึกเข้าไปในโลกของจินตนาการ เขาถูกดนตรีครอบงำจิตใจไปเสียแล้ว ในวันแข่งขันจริง เดวิดบรรลง Rac III อย่างยอดเยี่ยม แต่อนิจจา จิตใจของเขาล่องลอยเข้าไปในเสียงดนตรี ทันทีที่โน้ตตัวสุดท้ายบรรเลงจบ สติของเขาก็ขาดผึง! จากนักดนตรีหนุ่มอัจฉริยะ เขากลายเป็นผู้ป่วยจิตเภท ถูกนำตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาลโรคจิต ชื่อของเดวิด เฮลฟ์ก็อตต์ หายไปจากโลกดนตรี เขาถูกแพทย์สั่งห้ามไม่ให้เล่นเปียโนอีก มิเช่นนั้นเขาอาจจะบ้าจนกู่ไม่กลับ

อาการป่วยของเดวิดเรียกว่า Schizoaffective disorder คือมีอาการของโรคจิตเภทร่วมไปกับอาการของโรคอารมณ์แปรปรวน อาการทางจิตเภทก็อย่างเช่นมีอาการหลงผิด เช่นคิดว่าตัวเองบินได้ มีอาการหลอน เช่นได้ยินเสียงคนมาคุยด้วย มีโลกส่วนตัว พูดคนเดียว ส่วนอาการอารมณ์แปรปรวนก็อย่างเช่นมีอาการซึมเศร้า เงียบ เก็บตัว หรือไม่ก็ร่าเริงอย่างผิดปรกติ บางรายก็มีอาการร่างเริงและซึมเศร้าสลับกันไป แต่สำหรับเดวิด จากที่ภาพยนตร์นำเสนอ เขาจะมีอาการที่ร่าเริงผิดปรกติ พูดไปหัวเราะไปอยู่ตลอด และมักจะพูดซ้ำไปซ้ำมา พูดรัว เร็ว จนฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่ผู้ป่วยประเภทนี้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้เพียงแต่ต้องทานยาและพบแพทย์อย่างสม่ำเสอ

eltonanddavid
เดวิด เฮลฟ์ก็อตต์ กับคนดังอย่าง เซอร์ เอลตัน จอห์น

เดวิดใช้ชีวิตอย่างเดียวดายในโรงพยาบาลอยู่ถึงสิบกว่าปี จนอาการดีขึ้นตามลำดับ มีเพียงน้องสาวและพี่สาวที่มาเยี่ยมเป็นประจำ ส่วนพ่อนั้นไม่เคยมาเขาเลยสักครั้ง โชคดีที่มีอาสาสมัครในโรงพยาาบลคนหนึ่งจำได้ว่าเขาคือ เดวิด เฮลฟ์ก็อตต์ นักเปียโนอัจฉริยะ จึงอาสารับเขามาอยู่ด้วยที่บ้าน

เดวิดมักจะแวะเวียนไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีเปียโนตั้งอยู่แต่ไม่มีคนเล่น เด็กเสิร์ฟที่นั่นคุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดี ในขณะที่เจ้าของร้านมีทีท่าไม่ค่อยไว้ใจคนสติเสื่อมอย่างเขา วันหนึ่งขณะที่คนเต็มร้าน เดวิดที่กำลังลงแดงเพราะอยากเล่นเปียโนเดินดุ่ยๆ เข้าไปนั่งที่เปียโนในร้าน ท่ามกลางเสียงเย้ยหยันจากเจ้าของร้าน สักพักทั้งร้านก็เงียบสนิท มีเพียงเสียงเพลงที่บรรเลงจากปลายนิ้วของเดวิดดังก้องไปทั้งร้าน จากวันนั้นเป็นต้นมา เดวิดก็กลายเป็นนักดนตรีประจำที่ร้าน มีแขกเข้ามาเต็มร้านทุกวันเพื่อฟังเพลงของเขา จนหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่านักดนตรีอัจฉริยะกลับมาแล้ว

แม้จะมีอาการสติแตกแต่เดวิดก็ยังโชคดีที่ได้คู่ชีวิตที่เข้าใจอย่าง กิลเลียน เธอคือผู้อยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลาและเธอคือผู้ที่พยายามผลักดันจนทำให้เขากลับมาแสดงคอนเสิร์ตได้อีกครั้ง และในปัจจุบันเดวิดและกิลเลียนก็ยังใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข โดยเดวิดกลายเป็นนักเปียโนฝีมือเอกระดับโลกที่มีคิวคอนเสิร์ตไม่ขาดสาย ด้วยความที่เป็นคนร่างเริง เป็นมิตรกับผู้ชม อย่างเช่นเมื่อจบการบรรเลงเขาก็จะกระโดดลงไปกอดจูบกันคนดูหน้าตาเฉย ทุกวันนี้เขาก็ยังคงเปิดการแสดงและออกอัลบั้มบรรเลงเปียโนออกมาอย่างสม่ำเสมอ

helfgot6
กิลเลียนกับเดวิด ตัวจริง

helfgott1
เดวิดตัวจริงกับตัวแสดงอย่างรัช ที่ถอดแบบออกมาเหมือนกันเป๊ะ

ภาพยนตร์เรื่อง Shine ออกฉายในปี ๑๙๙๖ ได้ดาราฝีมือดีอย่าง เจฟฟรี่ย์ รัช มารับบทเป็นเดวิด เฮลฟ์ก็อตต์ ซึ่งรัชก็เป็นคนออสซี่เช่นเดียวกับเดวิด แล้วรัชก็ยังมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับเดวิด ชนิดที่เรียกว่าถอดมาจากพิมพ์เดียวกัน รัชถอดบุคลิกลุกลี้ลุกรนและพูดรัวของเดวิดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม การแสดงที่สุดยอดของเขาทำให้เขาได้รับรางวัลดารานำชายในเวทีออสการ์และลูกโลกทองคำ

หมายเหตุ
ขอขอบคุณ (ว่าที่) หมอกิ๊ฟ คุณน้องนรินธร ศักดิ์ศรียุทธนา น้องสาวจอมยุ่งที่อุตส่าห์ให้ข้อมูลเรื่อง Schizoaffective disorder

โกลด้า เมียร์ สตรีเหล็กของชาวยิว

เมษายน 10, 2009 by janghuman

golda-meir

โกลด้า เมียร์ สตรีเหล็กของชาวยิว

ในโลกของการเมือง มีสตรีอยู่ไม่มากนักที่สามารถก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดในฐานะผู้นำของประเทศ เราขอไม่นับเหตุการณ์ในสมัยโบราณที่สตรีก้าวขึ้นมาปกครองแผ่นดิน อย่างในยุคของพระนางบูเช็คเทียน ที่ปกครองแผ่นดินจีนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนพระนางถูกยกย่องให้เป็นจักรพรรดินีพระองค์แรกของโลก หรืออย่างพระนางคลีโอพัตรา ที่เคยปกครองแผ่นดินไอยคุปต์ หากถ้าจะนับเอาโลกยุคใหม่แล้ว คงต้องยกย่องให้ นางศิริมาโว บันดาราไนยเก เป็นผู้นำสตรีคนแรก เธอขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของศรีลังกาในปี ๑๙๖๐ หลังจากนั้นเป็นต้นมาทั่วโลกก็เริ่มเปิดรับกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่มีสตรีเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทัดเทียมกับผู้ชาย

แต่ยังมีผู้นำสตรีอีกท่านหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญและมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในยุคที่โลกเต็มไปด้วยสงครามและความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ เธอคือ นางโกลด้า เมียร์ (Golda Meir) นายกรัฐมนตรีหญิงของอิสราเอล

munich113
ภาพจากภาพยนตร์ MUNICH

หากท่านใดมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง MUNICH ของสตีเว่น สปิลเบิร์ก เมื่อปี ๒๐๐๕ ท่ามกลางที่ประชุมของอิสราเอล มีหญิงชราคนหนึ่งที่ดูเหมือนแค่คนแก่ไร้พิษสง แต่คนทั้งที่ประชุมต่างยำเกรง และเธอเป็นผู้ออกคำสั่งให้ตอบโต้พวกอาหรับอย่างลับๆ นั่นแหละเธอล่ะ นางโกลดา เมียร์ ผู้นำหญิงเหล็กของชาวยิว

เส้นทางชีวิตของเธอนับว่าต้องฝ่าฟันความยากลำบากมาไม่ใช่น้อย กว่าจะก้าวมาอยู่ยังจุดสูงสุดของชีวิต เธอเกิดเมื่อปี ๑๘๙๘ ในครอบครัวชาวยิวผู้ยากจน ในวัยเด็กเธออาศัยอยู่กับครอบครัวในยูเครน ประเทศรัสเซีย (ในขณะนั้น) ตามประสาเด็กผู้หญิงชาวยิวที่มักจะไม่ค่อยได้รับการส่งเสริมเรื่องของการศึกษามากนัก เธอเรียนหนังสือเบื้องต้นจากบิดาของเธอเอง แต่เธอก็เป็นเด็กที่ใฝ่รู้และมีความฝันจะโตขึ้นมาเป็นครูให้จงได้

ครอบครัวของเธออพยพมายังแผ่นดินอเมริกาในปี ๑๙๐๖ ชีวิตที่นี่ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่ยูเครนนัก ครอบครัวของเธอยังต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบอยู่เช่นเดิม เธอมีโอกาสได้เรียนถึงแค่ชั้นประถม ทางบ้านจึงให้เธอออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เธอเสียใจมากที่ไม่ได้เรียนต่อจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพื่อออกหางานหาเงินเรียนหนังสือด้วยตนเอง ในตอนนั้นเธอมีอายุเพียง ๑๔ ปี

เมื่ออายุ ๑๖ ปี เธอเดินทางกลับมาอยู่กับครอบครัวอีกครั้ง ในตอนนั้นครอบครัวของเธอเริ่มลงหลักปักฐานในอเมริกาและเริ่มมีฐานะที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่เธอก็ยังตั้งปณิธานที่จะเรียนหนังสือให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และความฝันในการเป็นครูของเธอก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยเธอเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยครูในมิลวอคกี้ ที่นั่นเธอเป็นดาวเด่น ด้วยความเป็นคนที่ฉลาด หัวไว และเธอเป็นคนที่มีความสามารถในการพูดในที่ชุมชนมากทีเดียว ซึ่งทำให้เธอถูกจับตามองจากกลุ่มการเมืองชาวยิวที่นั่น

ในช่วงที่เธอศึกษาอยู่ในวิทยาลัยครูนั้นก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ขึ้น ภายหลังจากสำเร็จการศึกษาในปีถัดมา เธอก็หันเหความสนใจและล้มความฝันในการเป็นครูเข้าสู่โลกของการเมือง โดยเธอเข้าร่วมงานกับพรรคการเมืองชาวยิวอย่างเต็มตัว เนื่องจากเธอคิดว่างานการเมืองนั้นน่าจะเปิดโอกาสให้ได้ช่วยเหลือชาวยิวทั่วโลกที่ถูกข่มเหงได้มากกว่า

minster-meir
คณะรัฐบาลอิสราเอล นายกรัฐมนตรีเบนกูเรียน (หัวโต๊ะ) และนางโกลดา (ซ้ายล่าง)

ในขณะนั้นปัญหาทางเชื้อชาติลุกลามไปทั่วโลก โดยเฉพาะชาติพันธุ์ยิว ปัญหาเรื่องของดินแดนในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นทุกที ประกอบกับผลพวงจากสงครามโลกยิ่งทำให้ตะวันออกกลางร้อนระอุยิ่งขึ้น

ชาวยิวทั่วโลกสร้างเครือข่ายถึงกัน ความตั้งใจอย่างหนึ่งของพวกเขาคือความพยายามในการทวงคืนแผ่นดินปาเลสไตน์กลับมาเป็นของพวกเขา เพราะเชื่อว่าเดิมทีนั้นแผ่นดินนี้เป็นของชาวยิว ชาวยิวชั้นปัญญาชนกระจายแนวคิดนี้ไปทั่วโลกและส่งเสริมให้ชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่เดินทางกลับแผ่นดินแม่ ชาวยิวนั้นนับว่าเป็นชนชาติที่แข็งแกร่ง ฉลาด และทำการค้าเก่ง จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะจัดเป็นกลุ่มชนที่มีฐานะพอสมควร เมื่อเดินทางกลับดินแดนปาเลสไตน์พวกเขาก็กว้านซื้อที่ดินอย่างไม่เกี่ยงราคา แม้จะเป็นผืนดินที่แห้งแล้งหาประโยชน์อันใด้ไม่ได้

ชาวอาหรับที่อาศัยอยู่เดิมเห็นเป็นช่องทางทำเงิน จึงยอมขายที่ดินแห้งแล้งเหล่านั้น โดยไม่คาดคิดเลยว่าในเวลาต่อมาจะกลายเป็นผลร้ายกับพวกเขาเอง

นางโกลด้าเดินทางกลับสู่ปาเลสไตน์ในปี ๑๙๒๑ แต่ชีวิตเธอก็ไม่สบายนัก เธอทำงานรับจ้างทุกอย่างเพื่อนหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว จนในปี ๑๙๒๘ เธอก็ได้รับโอกาสกลับเข้าทำงานการเมืองอีกครั้ง โดยเข้าทำงานเป็นเลขานุการในสภาแรงงานสตรีและต่อมาไม่นานเธอก็ก้าวขึ้นเป็นผู้นำของสภาในที่สุด

ตอนนั้นเองที่ชาวยิวทั่วโลกต่างเดินทางกลับแผ่นดินแม่มากขึ้นทุกทีๆ โดยมีแผนที่จะก่อตั้งรัฐอิสราเอลขึ้น แผนการครั้งนั้นได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มการเมืองลัทธิไซออนนิสต์ (Zionist) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของชาวยิวระดับปัญญาชนและบรรดาเศรษฐียิวทั้งหลาย ช่วงนั้นเองกลุ่มไซออนนิสต์สร้างผลงานยอดเยี่ยม จากผลงานของ ดร. คาอิม ไวช์มันน์ ที่คิดค้นสูตรระเบิดให้อังกฤษใช้ในการทำสงคราม

ปี ๑๙๓๙ เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชาวยิวทั่วโลก เนื่องจากผลของการล้างเผ่าพันธุ์ของฮิตเลอร์ นางโกลด้าที่ในตอนนั้นเริ่มมีบทบาทและตำแหน่งที่สูงขึ้น เธอร่วมมือกับ เดวิด เบนกูเรียน ผู้นำกลุ่มไซออนนิสต์ ในการเดินทางไปยังอเมริกาเพื่อหาทุนร่วมในการก่อตั้งรับอิสราเอล ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม และผลงานยอดเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่งของเธอคือการเข้าเฝ้าฯ กษัตริย์อับดุลเลาะห์แห่งจอร์แดนเพื่อเจรจาขอให้พระองค์หยุดยั้งการรุกคืบของอาหรับที่จะขัดขวางแผนการก่อตั้งรัฐอิสราเอล

ที่สุดแล้วในปี ๑๙๔๘ ประเทศอิสราเอลก็ก่อตั้งขึ้นสำเร็จ มี ดร. คาอิม ไวช์มันน์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เดวิด เบนกูเรียน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนนางโกลด้า ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกว่าการกระทรวงแรงงาน อาจกล่าวได้ว่าเธอเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสถาปนาประเทศอิสราเอลขึ้นและตำแหน่งที่ได้รับก็นับว่าสมควรแล้ว

David BenGurion and Golda meir
นางโกลด้ากับ เดวิด เบนกูเรียนผู้นำกลุ่มไซออนนิสต์

ปี ๑๙๕๖ เธอได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วึ่งถือว่าสำคัญมากต่อการดำรงอยู่ของอิสราเอล เนื่องจากในตอนนั้นอิสราเอลต้องเผชิญกับภัยคุกคามรอบด้าน และนับว่าเป็นการดำเนินนโยบายที่ถูกต้องทีเดียวเมื่ออิสราเอลเลือกที่จะจับมือกับพี่ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา

ปี ๑๙๖๙ เธอได้รับเกียรติให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการณ์ และเมื่อจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศ เธอก็ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๔ ของอิสราเอล และเป็นผู้นำหญิงคนที่ ๓ ของโลก

ในขณะที่เธอดำรงตำแหน่งผู้นำนั้น อิสราเอลหรือชาวยิวถูกคุกคามจากภัยร้ายรอบด้าน ที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นกลุ่มชาติอาหรับ และกลุ่ม PLO (ขบวนการปลดปล่อยปาเลสไตน์) บททดสอบสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในฐานะผู้นำประเทศของเธอก็คือเหตุการณ์จับตัวประกันในโอลิมปิก ๑๙๗๒ ที่มิวนิค ประเทศเยอรมันตะวันตก ผลก็คือนักกีฬาชาวอิสราเอลและเจ้าหน้าที่เสียชีวิตไปถึง ๑๑ คน

meir-in-un
ลีลาเผ็ดร้อนบนเวทีสหประชาชาติ

นางโกลดา สั่งให้ทำการตอบโต้อย่างเต็มรูปแบบ แต่การตอบโต้ของเธอไม่ใช่การประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ แต่เธอใช้กองกำลังลับ มอสสาด บุกเข้าทำการจู่โจมแบบกองโจร ผลที่ตามมาคือการเกิดสงครามระหว่างอาหรับกับอิสราเอล ที่รู้จักกันในชื่อ Yom Kippur War โดยอียิปต์และซีเรียร่วมมือกันบุกรุกเข้าตีอิสราเอลเหมือนในสงคราม ๖ วัน เมื่อปี ๑๙๖๗ และผลก็จบลงเหมือนกันเป๊ะ คืออิสราเอลเป็นฝ่ายชนะและยังได้ดินแดนเพิ่มอีกด้วย

prime_meir
นางโกลดา เมียร์ สนิทชิดเชื้อกับผู้นำอเมริกาถึงสามท่าน
จากซ้าย เจเอฟเค, นิกสัน และคาร์เตอร์

นางโกลดา เมียร์ ดำรงตำแหน่งผู้นำอิสราเอลอยู่ ๕ ปี ตลอดระยะเวลานั้นเธอต้องทำสงครามแทบจะตลอดเวลา แต่เธอก็ฉลาดพอที่จะหาแนวร่วมชั้นดีอย่างอเมริกาหรือประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งหลายในยุโรป เธอจึงมักจะออกพบปะกับบรรดาผู้นำของประเทศเหล่านั้นอยู่เสมอ เป็นการประกาศว่าอิสราเอลของเธอนั้นไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว หากแต่มีพันธมิตรสำคัญๆ อยู่ทั่วโลก

เธอก้าวลงจากตำแหน่งในปี ๑๙๗๔ และเสียชีวิตในอีก ๔ ปีถัดมาด้วยโรคมะเร็ง เหลือไว้แต่ผลงานที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวอิสราเอลทั้งมวล

ติดตามอ่านเรื่องราวในตะวันออกกลางได้ที่ “อิสราเอล-ปาเลสไตน์”

“แจ๊คกี้ คัลเลน” … ผู้หญิงที่อยู่ในโลกของผู้ชาย

มีนาคม 31, 2009 by janghuman

1581342a9e60240a5f 7993_heading

“แจ๊คกี้ คัลเลน” … ผู้หญิงที่อยู่ในโลกของผู้ชาย

ผู้หญิงทุกวันนี้มีความสามารถทัดเทียมกับผู้ชาย จากในอดีตที่ผู้หญิงถูกวางให้มีบทบาทในสังคมเป็นรองผู้ชายอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งในสังคมของบางประเทศด้วยแล้ว ผู้หญิงอาจเป็นเเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่เพศตรงข้ามและเป็นผู้ทำหน้าที่อุ้มท้องเท่านั้น โชคดีที่สังคมทุกวันนี้มีการให้เกียรติสตรีเพศมากขึ้น ผู้หญิงจึงก้าวขึ้นมามีบทบาทในโลกเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชาย และบางครั้งเธออาจจทำหน้าที่ได้เหนือกว่าด้วยซ้ำไป

หลายประเทศมีผู้หญิงเป็นผู้นำ อย่างฟิลิปปินส์เพื่อนบ้านของเราก็เคยมีสุภาพสตรีเป็นผู้นำ อย่าง นางคอราซอน อาควิโน หรือในปัจจุบันก็คือ นางกลอเรีย อาราโย่ สหราชอาณาจักรครั้งหนึ่งก็เคยมีผู้นำทางการเมืองเป็นสตรี คือ นางมาร์กาแร็ต แธตเชอร์ และมีสตรีอีกเช่นกัน ทำหน้าที่เป็นประมุขของประเทศ คือ สมเด็จพระนางเจ้าอลิธซาเบธที่ ๒ หรือสุภาพสตรีที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องประชาธิปไตยของพม่าอย่าง นางออง ซาน ซูจี นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนว่าโลกยอมรับผู้หญิงว่ามีความสามารถไม่น้อยไปกว่าผู้ชายแล้ว

โลกของมวย กีฬาที่ถูกมองว่าเป็นโลกของผู้ชาย ยากนักที่ผู้หญิงจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยได้ แต่ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งได้แหกกฏข้อนี้ทิ้งกระจุย เธอกลายมาเป็นผู้จัดการนักมวยอาชีพที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของวงการมวยโลก เธอชื่อ แจ๊คกี้ คัลเลน

บ้านเราก็มีผู้หญิงในวงการมวยเหมือนกัน คุณอรทัย กาญจนชูศักดิ์ บุตรสาวของโปรโมเตอร์มวยคนดัง ส่ง กาญจนชูศักดิ์ คุณอรทัยก้าวขึ้นมาทำหน้าที่แทนหลังจากคุณส่งได้เสียชีวิตไป ความที่เธอคลุกคลีอยู่กับวงการมวยมาตั้งแต่ยังเล็ก เธอจึงซึมซับเอาความรู้ทุกอย่างจาก ผู้เป็นพ่อมาแบบชนิดที่เรียกว่าถอดแบบกันมา กลายเป็นโปรโมเตอร์หญิงคนแรกของบ้านเรา กระทั่งผันชีวิตสู่ถนนการเมืองในที่สุด แต่เมื่อเทียบกับ คัลเลน แล้ว เธอก้าวเข้าสู่วงการกำปั้นด้วยตัวของเธอเอง

meg_ryan0
เม็ก ไรอัน กลับมาสวยอีกครั้งใน Against the Ropes

ก่อนหน้านี้ผมแทบจะไม่รู้จักชื่อของคัลเลนมาก่อน จนมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Against the Ropes นำแสดงโดยสาวสวย เม็ก ไรอัน (Meg Ryan) ดูสนุกดีไม่หยอก จนมาตอนจบเรื่องมีคำบรรยายสรรพคุณของตัวละครว่าเธอเป็นผู้จัดการมวยที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ ก็เลยสงสัยว่าเธออาจจะมีตัวตนจริงๆ ก็ได้ และพอมาค้นหาข้อมูลดูก็พบว่าหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นมาชีวิตจริงของเธอเอง แต่อาจจะมีการดัดแปลงเนื้อหาบ้างเพื่อความบันเทิง แต่ประเด็นหลักก็ยังอยู่ที่ความพยายามของเธอในการฝ่าฟันเข้ามาสู่โลกของผู้ชาย

ในหนังนั้นเล่าว่าคัลเลนสนใจเรื่องหมัดมวยตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก แม้ว่าเธอจะเป็นผู้หญิงแต่ก็เชี่ยวชาญเรื่องมวยไม่แพ้ผู้ชาย เธอทำงานเป็นเลขาให้กับโปรโมเตอร์มวยเส็งเคร็งรายหนึ่ง ใช้ชีวิตกับงานห่วยๆ เจ้านายเห่ยๆ ไปวันๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอเกิดระเบิดอารมณ์หลังจากถูกเจ้านายสบประมาทเข้าให้ เธอจึงมุ่งมั่นจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอก็สามารถเอาดีในวงการนี้ได้เหมือนกัน (เว้ย) งานแรกของเธอก็คือหานักมวยฝีมือดีมาปั้นซักคนแต่ปัญหาก็คือนักมวยมีแววที่เธอพบกลับเป็นเพียงไอ้กุ๊ยข้างถนนที่สงสัยว่า ผู้หญิงผิวขาวอย่างเธอมาทำอะไรใน โลกของผู้ชายแบบนี้ (วะ)

ในขณะที่ชีวิตของคัลเลนนั้นดูจะดีกว่าในหนัง คัลเลนเกิดในครอบครัวชนชั้นกลางธรรมดาๆ ทำงานเป็นผู้สื่อข่าวสายธุรกิจ เธอมีโอกาสได้สัมภาษณ์คนดังๆ หลายคน อย่างเช่น วงเดอะ โรลลิ่ง สโตน แฟร้งค์ ซินาต้า เอลวิส เพรสลี่ย์ ไม่เพียงแต่เป็นผู้สื่อข่าวธรรมดาเธอยังมีโอกาสรายงานข่าวของเธอเองอีกด้วย ก็เพราะหน้าตาของเธอจัดว่าสวยและขึ้นกล้องมากทีเดียว จนกระทั่งชีวิตเธอเริ่มพลิกผัน ในปี ๑๙๗๗ คัลเลนได้ไปสัมภาษณ์นักมวยดาวรุ่งคนหนึ่งในดีทร้อยต์ นักมวยคนนั้นชื่อ โธมัส เฮิร์นส์ ซึ่งต่อมา เฮิร์นส์ ได้สร้าง ประวัติศาสตร์เป็นนักมวยที่ครองเข็มขัดแชมป์โลกถึง ๕ เส้น และยังขึ้นชกกับยอดอัจฉริยะอย่าง เรย์ เลนนาร์ด ถึงสามไฟต์ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คัลเลนหันมาสนใจวงการกีฬา โดยเฉพาะกีฬามวย

ropes1

หากใครเป็นแฟนหมัดมวยเข้าเส้นหรือมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เกี่ยวกับวงการมวยจะพอทราบได้ว่ากีฬาชนิดนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักกีฬาสองฝ่ายบนเวทีเท่านั้น องค์ประกอบรอบข้างล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจจะชี้ผลการแข่งขันได้ อีกทั้งต้องยอมรับกันว่าเดี๋ยวนี้มวยไม่ใช่กีฬาแบบเพียวๆ อีกต่อไปแล้ว (หมายรวมถึงกีฬาชนิดอื่นด้วย) แต่มันกลายเป็นเรื่องของธุรกิจและเรื่องของการพนันขันต่อ ลำพังนักมวยเก่งๆ ไม่สามารถก้าวขึ้นถึงจุดสูงสุดได้หากไม่มีองค์ประกอบอื่นๆ ช่วยเกื้อหนุน ในขณะเดียวกันนักมวยธรรมดาๆ ก็อาจจะขึ้นสู่จุดสูงสุดได้ หากมีแรงผลักดันบางอย่างช่วยดันเขาคนนั้นให้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ได้

วงการมวยในต่างประเทศกับวงการมวยไทยในบ้านเราก็แทบจะไม่ต่างกันนัก บรรดาเด็กหนุ่มต่างหวังจะใช้กำปั้นกรุยทางสู่อนาคตที่ดีกว่า แต่กว่าจะขึ้นสังเวียนได้ก็ต้องใช้เวลาอยู่นาน บางคนทำสำเร็จ บางคนทำได้แค่วิ่งตามความฝัน นักมวยบางคนมีแววดีเข้าตาแมวมอง ก็อาจจะถูกดันขึ้นชกอาชีพได้ แต่การจะเป็นระดับอาชีพนั้นก็ไม่ง่ายเอาเสียเลย ในต่างประเทศเขาจะมีการชกเพื่อไต่ระดับ คล้ายๆ กับการสอบเพื่อให้ได้ใบอนุญาต เมื่อได้ใบนี้มาแล้วทีนี้ก็จะสามารถขึ้นชกได้ในสังเวียนที่ได้รับการรับรองจากทางหน่วยงานของรัฐ ซึ่งใบอนุญาตนี้ไม่ใช่ว่าให้แล้วให้เลย นักมวยต้องอยู่ในกฎระเบียบที่สมาคมตั้งเอาไว้ หากทำผิดกฎหรือทำตัวไม่เหมาะสม หรือมีคดีความ ก็อาจจะถูกริบใบอนุญาตชกอาชีพได้ นั่นหมายถึงว่าเขาจะไม่สามารถขึ้นชกในสังเวียนอย่างเป็นทางการได้ อย่างกรณีของ ไมค์ ไทสัน หาก จำกันได้ เขาก็เคยถูกริบใบอนุญาตชกมวยมาแล้วเหมือนกัน

การฝ่าฟันเพื่อเป็นนักมวยอาชีพว่ายากแล้ว แต่เส้นทางของคัลเลนยากยิ่งกว่านั้นอีก หลังจากที่เธอคลุกคลีอยู่กับวงการนี้ต่อเนื่องกว่าสิบปี โดยเธอผันตัวเองมาเป็นผู้สื่อข่าวกีฬามวยและยังทำงานร่วมกับ เฮิร์นส์ มาอย่างต่อเนื่อง เธอจึงเริ่มจะก้าวเข้ามาสู่แถวหน้าอย่างเต็มตัว แต่ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เสียๆ หายๆ ไม่เว้นวัน ด้วยความเป็นผู้หญิงที่แม้แต่ผู้หญิงด้วยกันเองยังมองว่าเธอแส่ไม่เข้าเรื่อง เธอไม่มีวันเข้าไปสู่โลกของผู้ชายได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่มีใครยอมรับเธอ ยิ่งพวกผู้ชายด้วยแล้วยิ่งดูถูกเธออย่างที่สุด แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา มันกลับเป็นแรงกระตุ้นที่วิเศษทำให้เธอพยายามพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าเธอทำได้

james-and-kallen
สมัยที่ยังประคบประหงม เจมส์ โทนี่ จนก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์โลก

กว่าที่เธอจะทำสำเร็จก็ล่วงเข้าสู่ปี ๑๙๘๘ นักมวยคนแรกที่เธอเป็นผู้จัดการให้คือ บ็อบบี้ ฮิตซ์ เธอเล่าว่าในตอนนั้นเธอต้องต่อสู้กับกระแสรอบข้างอย่างมากพอๆ กับฮิตซ์เลยทีเดียว ทั้งคู่ร่วมกันฝ่าฟันจนสร้างชื่อได้สำเร็จ ถึงตรงนี้ชื่อของคัลเลนเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น อาจเป็นเพราะความที่เธอเคยเป็นสื่อมวลชนมาก่อนเธอจึงรู้ดีว่าควรจะทำอย่างไรให้คนสนใจ ควรจะตอบคำถามแบบไหน และควรสร้างจุดเด่นให้คนจดจำได้อย่างไร

ในภาพยนตร์นั้นเล่าถึงช่วงแรกของการเป็นผู้จัดการของเธอ เมื่อเธอตอบรับข้อเสนอของ HBO ในการสัมภาษณ์และติดตามถ่ายทำชีวิตส่วนตัวของเธอ นี่เองที่เธอก้าวพลาด เธอคิดว่าเธอรู้เรื่องของวงการสื่อสารมวลชนดีแต่มันยังไม่ดีพอ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เธอไม่ลงรอยกับนักมวยในสังกัดที่มองว่าเธอพยายามโปรโมทตัวเองมากกว่าที่จะสนใจมวยอย่างจริงจัง ท้ายสุด HBO ก็ทำเธอแสบเมื่อลงท้ายในบทสัมภาษณ์ว่าเธอเป็นเพียงสีสันของวงการที่เอาเข้าจริงก็คงไปไม่รอด ความหวังในการโปรโมทเธอและค่ายมวยกลับกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่หย่อนโครมลงมาทำลายเธอ ทำลายสิ่งที่เธอสร้างมากับมือจนกระจุยในพริบตา แต่คัลเลนตัวจริงนั้นตรงกันข้าม แม้เธอจะประสบเหตุการณ์ไม่ต่างกับในภาพยนตร์นักแต่เธอก็สามารถรับมือกับมันได้อย่างเป็นมืออาชีพ คัลเลนเป็นผู้หญิงที่ยิ้มแย้ม เข้ากับผู้คนได้ง่าย และด้วยความเป็นนักข่าวเก่าเธอจึงพอมีความสัมพันธ์อันดีกับบรรดาสื่อมวลชนพอสมควร

บนสังเวียน บ็อบบี้ ฮิตซ์ นักมวยของเธอสามารถก้าวขึ้นมามีชื่อติดอันดับของประเทศ ในปี ๑๙๘๘ ฮิตซ์ ก็มีโอกาสขึ้นตะบันกับอดีตแชมป์โลก จอร์จ โฟร์แมน ที่เพิ่งจะหวนคืนสู่ผืนผ้าใบในวัย ๔๐ ปี แต่ก็เป็นบทพิสูจน์ฝีมือที่ดีสำหรับฮิตซ์ น่าเสียดายที่ฮิตซ์ยังห่างชั้นกับบิ๊กจอร์จอยู่มาก เขาถูกน็อคในยกแรกเท่านั้น จากนั้นเส้นทางบนถนนกำปั้นของฮิตซ์ก็ไปไม่รอด แต่เส้นทางของคัลเลนกลับไปได้สวย

ปี ๑๙๘๙ คัลเลนได้พบกับนักมวยดาวรุ่งคนหนึ่ง เขาชื่อ เจมส์ โทนี่ ที่เพิ่งเริ่มชกได้ไม่นานก่อนที่ผู้จัดการส่วนตัวจะเสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน คัลเลน จึงขอรับช่วงต่อทันที เพราะเธอเห็นว่าเจมส์มีแวว ด้วยสถิติการชก ๓ ไฟต์ ชนะน็อครวด

toney1
เจมส์ โทนี่ แชมป์โลกรุ่นมิดเดิ้ลเวทของสหพันธ์มวยนานาชาติ
แชมป์โลกในสังกัดคนแรกของคัลเลน

คัลเลนจับเจมส์เคี่ยวอย่างหนัก และเริ่มฉายแวว ภายในระยะเวลาไม่ถึง ๒ ปี เจมส์ขึ้นสังเวียนถึง ๒๐ ไฟต์ ชนะน็อคถึง ๑๐ ชนะคะแนน ๔ และเสมอ ๑ ไม่เคยแพ้ใคร นับว่าเป็นสถติที่สวยหรูทีเดียวสำหรับนักชกหน้าใหม่ ปี ๑๙๙๑ คัลเลนก็ดันเจมส์จนก้าวขึ้นเป็นแชมป์มิดเดิ้ลเวทของ IBC (International Boxing Council) ได้สำเร็จ และคราวนี้เจมส์ก็มีโอกาสขึ้นชิงแชมป์โลกสถาบันหลักได้อย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งคัลเลนวางเป้าหมายไว้ที่โคตรมวยอย่าง ไมเคิล นันน์ แชมป์โลกมิดเดิ้ลเวท IBF ในตอนนั้น

ทั้งสองต่างถูกจับตามองเพราะเป็นมวยสดทั้งคู่และต่างมีสถิติสวยหรูคือยังไม่เคยแพ้ใคร แต่บรรดาเกจิทั้งหลายต่างเอนไปทางแชมป์โลกว่ามีภาษีดีกว่าเล็กน้อย เดือนพฤษภาคม ๑๙๙๑ เจมส์ โทนี่ ก็ได้รับโอกาสขึ้นชิงแชมป์โลกกับ ไมเคิล นันน์ ฝั่งผู้ท้าชิงยิ่งชกยิ่งดีในขณะที่แชมป์โลกเริ่มอ่อนแรง จนถึงยกที่ ๑๑ นันน์ถูกจับแพ้ทีเคโอ เจมส์ โทนี่ กลายเป็นแชมป์โลกคนใหม่ และทำให้คัลเลนกลายเป็นผู้จัดการแชมป์โลกคนใหม่ไปด้วย

หลังจากที่เริ่มโด่งดัง ความสัมพันธ์ระหว่างคัลเลนและเจมส์ไม่ราบรื่นดังเคย ส่วนสาเหตุนั้นน่าจะมาจากเรื่องของธุรกิจมากกว่าเรื่องส่วนตัว ทั้งสองกลายเป็นคนดังแต่ว่ากลับห่างเหินกันแต่ทั้งคู่ก็ยอมรับซึ่งกันและกับ เจมส์บอกเสมอว่าเขายังให้ความเคารพคัลเลนเสมอ เพราะเธอเป็นผู้ผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จในทุกวันนี้ ในขณะที่คัลเลนก็มักจะให้สัมภาษณ์ถึงเจมส์ว่าเป็นเหมือนลูกชายของเธอเลยทีเดียว ทั้งคู่ยังคงปฏิบัติต่อกันอย่างมืออาชีพแม้ว่าจะไม่ลงรอยกันเท่าไหร่นักก็ตาม

34506_ba
ซ้าย แจ๊คกี้ คัลเลน ในภาพยนตร์แสดงโดย เม้ก ไรอัน ขวาคือคัลเลนตัวจริง

คัลเลนกลายเป็นคนดังในวงการมวย เธอปั้นนักมวยดังๆ ขึ้นมาอีกหลายคนและเปิดค่ายมวยเป็นของตัวเอง เธอเป็นที่สนใจของคนทั่วไปเพราะเธอคือผู้จัดการนักมวยที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ เธอสนิทกับบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการมวยหลายคน นัก ชกดังๆ สื่อมวลชนหลายแขนง วงการมวยโลกที่เคยสบประมาสเธอก็หันมาให้ความเชื่อถือเธอมากขึ้น คัลเลนเร่มโด่งดังอีกครั้งเมื่อเธอรับเป็นที่ปรึกษาให้กับรายการเรียลริตี้โชว์ของ NBC ที่ชื่อ The Contender เป็นรายการที่คัดเอานักมวยดีๆ มาอาศัยและฝึกซ้อมร่วมกัน ก่อนจะมีการแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะในท้ายที่สุด รายการนี้เป็นที่นิยมมากในอเมริกา เพราะมีตัวชูโรงดังๆ อย่างอดีตแชมป์โลกตัวจริง ชูการ์ เรย์ เลนนาร์ด และอดีตแชมป์โลกในภาพยนตร์ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน มารับบทเทรนเนอร์

ช่วงปลายทศวรรษที่ ๙๐ คัลเลนต้องเข้ารับการรักษาอาการโรคหัวใจและโรคมะเร็ง มันเกือบจะคร่าชีวิตเธอไปแต่แล้วเธอก็ต่อสู้จนเอาชนะมันได้ และกลับมามีสุขภาพดีพร้อมจะปั้นนักมวยดังๆ ประดับวงการอีกครั้ง

styl_kallen-ray kallen_mike1
เป็นที่รู้จักดีในหมู่คนดัง ภาพซ้ายถ่ายคู่กับ สตอลโนและเลนนาร์ด ส่วนภาพขวาถ่ายคู่กับไทสัน

ภาพยนตร์เรื่อง Against the Ropes หยิบเอาชีวิตของเธอมาสร้างซึ่งแม้จะมีการเสริมแต่งบ้างแต่ก็ทำออกมาได้ไม่เลว เม็ก ไรอัน ได้รับการยอมรับจากคัลเลนว่าสามารถถ่ายทอดตัวตนของเธอได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวละคร ลูเธอร์ ชอว์ นักมวยโนเนมที่ก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ โลกก็อาจจะเป็นตัวแทนของ เจมส์ โทนี่ ที่เธออุตส่าห์ปลุกปั้นจนประสบความสำเร็จในที่สุด ในหนังเล่าเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังของวงการมวยโลกที่ไม่ได้ถูกต้องตามกติกาไปเสียทุกเรื่อง อย่างตอนที่ ชอว์ ได้รับโอกาสขึ้นชิงแชมป์โดยที่เขาทราบข่าวล่วงหน้าเพียง ๓ สัปดาห์ ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเตรียมร่างกายให้ทัน แต่เพราะความเขี้ยวของโปรโมเตอร์ที่พยายามจะทำลายชอว์และคัลเลนให้จมดิน เลยออกข่าวว่าคู่ชกเดิมบาดเจ็บหนักจนชกไม่ได้ จึงเลื่อนให้ชอว์ขึ้นชิงแชมป์ในฐานะมวยแทน ดังนั้นเชื่อเถอะว่าในโลกแห่งความเป็นจริง เวลาเราได้ข่าวว่านักมวยคนนั้นบาดเจ็บหรือมีปัญหาใดๆ บางทีมันอาจจะเป็นเพียงข่าวลือหรือแผนสกปรกที่เกิดจากพวกโปรโมเตอร์ก็ได้

Graumann's Chinese Theatreหากจะดูเอาสนุกไม่คิดมากก็น่าจะพอได้ แต่ถ้าจะเอาจริงจัง Against the Ropes ก็มีช่องโหว่มากมายเต็มไปหมด แต่ใครจะสนเมื่อจุดสนใจไปอยู่ที่ เม็ก ไรอัน ที่เรื่องนี้เธอดูสวยจริงๆ (ถึงตาจะช้ำไปนิดก็เถอะ) ก็เลยยอมให้อภัยกับบทหนังที่ออกจะหลวมไปซักหน่อย

บทสรุปของเรื่องราวนี้ก็คงสอนเราว่า “จงเฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ” เถิด แล้วจะดีเอง เหมือนที่เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้

“…คุณสามารถทำได้ทุกอย่างแหละ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ จะเป็นชายหรือหญิง จะชาติไหน ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปไม่ได้ ขอเพียงแต่คุณเชื่อในสิ่งที่คุณทำ คุณต้องศรัทธาในตัวคุณเอง ฉันรักมวย ฉันจึงไม่สนใจคำพูดของใครๆ ที่บอกว่าฉันไม่มีทางทำมันได้หรอก เพราะฉันรู้ว่าฉันทำได้…”

เจริญ สิริวัฒนภักดี ผู้ขี่ช้างกระทืบสิงห์

กุมภาพันธ์ 16, 2009 by janghuman

เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีโอกาสได้พบปะตัวเป็นๆ ของคุณ “หนุ่มเมืองจันท์” คอลัมนิสต์ฝีปาก (กา) กล้าจากคอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ใน มติชนสุดสัปดาห์ ในงานหนังสือ มหิดล-พญาไท บุ๊คแฟร์ ครั้งที่ ๔  ตัวจริงของคุณสรกล อดุลยานนท์ (ชื่อจริงของคุณหนุ่มเมืองจันท์) อารมณ์ดีเหมือนตัวหนังสือ วันนั้นคุณหนุ่มเมืองจันท์มาเล่าเรื่องชีวิตการเป็นนักเขียนที่สนุกสนานทีเดียว มีช่วงหนึ่งที่หยิบยกเอาเรื่องของการดำเนินธุรกิจของ คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าสัวใหญ่แห่งไทยเบฟ (Thai Beverage) หรือที่เราคุ้นกันดีกับ “เบียร์ช้าง” ขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนา เลยชวนให้นึกถึงข้อมูลที่เคยอ่านเจอมาเกี่ยวกับกลยุทธ์ “ช้างล้มสิงห์” เห็นว่าน่าสนใจดีจึงอยากบันทึกไว้เสียหน่อย

chang_logo

ข้าพเจ้าจัดเป็น คอเบียร์ คนหนึ่ง พิสมัยในรส “เบียร์” มากกว่า “เหล้า” เหตุผลง่ายๆ ส่วนตัวประการหนึ่งคือมันไม่ยุ่งยากดี เปิดมาก็กระดกเข้าปากได้เลยไม่ต้องมาคอยปรุงแต่งรสชาติเติมน้ำเติมโซดาให้ยุ่งยาก จะเปิดกี่ขวดรสชาติก็คงที่ ไม่ต้องมาคอยบ่นว่าชงอ่อนไปเข้มเกิน แต่ก็นั่นแหละ การกินเบียร์ในสายตาของผู้เสพแอลกอฮอล์เป็นอาหารจะรู้สึกว่ามันสิ้นเปลือง เพราะเหล้านั้นทำให้เมาได้เร็วกว่าในราคาที่ถูกกว่า (เมื่อเทียบกันกับระยะเวลาในการทำให้มึน) แต่ถ้าเป็นพวกที่ละเมียดเสียหน่อยจะนิยมเบียร์ เพราะมันจะเริ่มไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ก้าวกระโดดมึนอย่างเหล้าฝรั่งหรือเหล้ายาดอง

สมัยก่อนโน้น การกินเบียร์ออกจะดูหรูหราฟู่ฟ่าอยู่สักหน่อย เบียร์จัดเป็นเครื่องดื่มของคนชั้นกลางค่อนข้างไปทางสูง ใครที่นั่งจิบเบียร์จึงดูมีมาด เบียร์จึงเหมาะสำหรับบรรดานักธุรกิจ ออฟฟิศแมน หรือพวกเจ้านาย มากกว่าพวกพนักงานกินเงินเดือนหรือกลุ่มผู้ใชแรงงาน นานๆ ทีนั่นแหละถึงจะได้ลิ้มรสฟองละมุนดูสักครั้ง ที่พึ่งพากันได้อยู่ก็พวกเหล้าขาว เหล้าโรง หรือเหล้าไทยสไตล์ฝรั่งที่มีขายในราคาที่พอสู้ไหว

เบียร์ไทยในยุคก่อนนั้นอาจเรียกได้ว่าถูกผูกขาดโดย บริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ ผู้ผลิต “เบียร์สิงห์” เรียกได้ว่าถ้าสั่งเบียร์ปุ๊บ เด็กเสิร์ฟก็ยกสิงห์มาประเคนให้ทันที ยกเว้นว่าจะระบุยี่ห้อไป แต่ก็อีกนั่นแหละ ในช่วงนั้นจะมีคู่แข่งที่สู้กับสิงห์ได้ก็เป็นเบียร์นอกอย่าง “คลอสเตอร์” ซึ่งก็เก็บผู้บริโภคในระดับสูง (มาก) คนไทยจึงคุ้นลิ้นกับเบียร์สิงห์มาเนิ่นนาน

บริษัท บุญรอดฯ นั้นนอกจากจะผลิตเบียร์สิงห์แล้ว ยังเป็นผู้ผลิตโซดาตราสิงห์ น้ำดื่มตราสิงห์ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตสุรา แต่ในวงการน้ำเมาพวกเขาก็กวาดตลาดไปเกือบเกลี้ยง ในขณะที่เหล้ายี่ห้อดังของเมืองไทยก็คือ แม่โขง ในสมัยนั้นผลิตโดยบริษัท สุรามหาคุณ ก็ดูเหมือนจะไปกันได้ดีกับบุญรอดฯ จนกระทั่ง เจริญ สิริวัฒนภักดี ก้าวเข้ามาสู่วงการน้ำเมา บัลลังก์ของบุญรอดฯ จึงเริ่มสั่นสะเทือน

charoen1
เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี

คุณเจริญ ก็เหมือนเจ้าสัวใหญ่ท่านอื่นๆ ที่เริ่มต้นจากเด็กยากจนที่มีหัวการค้ามาตั้งแต่เด็ก เริ่มจากเป็นเด็กรับจ้างเข็นรถส่งของในตลาด หาบของขายเล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งมีโอกาสเปิดร้านโชวห่วยของตัวเองและเริ่มก้าวขึ้นมาเป็นนักธุรกิจดาวรุ่งดวงใหม่ ต่อมาคุณเจริญจับมือกับ คุณเถกิง เหล่าจินดา ก่อตั้งบริษัท แสงโสม และเข้าไปซื้อกิจการ บริษัท ธารทิพย์ ผู้ผลิตวิสกี้ธารา ซึ่งเป็นคู่แข่งของ สุราแม่โขง ของกลุ่มสุรามหาราษฎร และต่อมาไม่นานเขาก็จัดการกลืนกินบริษัท สุรามหาราษฎร มาเป็นของตัวเองในที่สุด

ดังนั้นคุณเจริญจึงกลายเป็นเจ้าพ่อในวงการเหล้า ทั้งวิสกี้ เหล้าขาว เหล้าสี เชี่ยงชุน หงส์ทอง แสงโสม แม่โขง ฯ  เพราะสามารถกินส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้ถึง ๙๐% มีมูลค่ามากกว่า ๖ หมื่นล้านบาท (ปี พ.ศ. ๒๕๓๐)

อย่างที่เล่าไว้ในตอนต้นว่าตลาดของเหล้านั้นเจาะไปที่กลุ่มผู้บริโภคระดับล่าง ในขณะที่เบียร์นั้นพุ่งไปที่กลุ่มชนชั้นกลาง แต่ในใจของคุณเจริญนั้นกำลังคิดจะเจาะตลาดเบียร์กะเขาบ้าง เริ่มแรกนั้นคุณเจริญหันไปจับมือกับเบียร์นอกอย่าง คาร์ลสเบอร์ก จากเดนมาร์กเข้ามาตีตลาดในเมืองไทยเพื่อหวังแข่งกับสิงห์ ถ้ายังพอจะจำกันได้ในช่วงปี ๒๕๓๖ เป็นช่วงที่ตลาดเบียร์เมืองไทยคึกคักสุดๆ เพราะเริ่มมีเบียร์หน้าตาแปลกๆ เข้ามาในบ้านเราหลายยี่ห้อ ทั้งคาร์ลสเบอร์ก บัดไวเซอร์ อาซาฮี ไฮเนเก้น เป็นต้น แรกๆ นั้นคนไทยก็ตื่นเต้นดีกับของใหม่อย่างคาร์ลสเบอร์ก อาจเพราะแรงส่งจากบรรดาแฟนบอลของลิเวอร์พูล สโมสรดังของพรีเมียร์ลีก ที่มีคาร์ลสเบอร์กเป็นสปอนเซอร์ อีกทั้งพวกนิยมดูบอลก็มักจะดื่มเบียร์คู่กันไปด้วยเป็นปรกติ แต่ท้ายที่สุดคาร์ลสเบอร์กก็หมดแรง โดนสิงห์ตะปบซะเละไม่มีชิ้นดี

thaibeerlisting

จากนั้นคุณเจริญก็ได้ไอเดียใหม่ เขามีความคิดที่จะสร้างเบียร์ที่เหมาะกับกลุ่มคนระดับล่าง เรียกว่าเป็นเบียร์ที่คนเบี้ยน้อยหอยน้อยก็สามารถหามาดื่มได้ ไม่ต้องเสียเงินแพงๆ ไปซื้อเบียร์ผูกขาดอย่างสิงห์หรือเบียร์นอกอื่นๆ จนในที่สุดเขาก็ก่อกำเนิด “เบียร์ช้าง” ขึ้นมา ในปี ๒๕๓๘

ตอนที่ช้างออกสู่ตลาดนั้นไม่ได้สู้กับสิงห์ที่รสชาติ แต่กลับสู้ด้วยราคาที่ถูกกว่าครึ่งต่อครึ่ง สิงห์ในขณะนั้นสนนราคาอยู่ที่ราวขวดละ ๕๐ บาท (หากไปสั่งในร้านอาหารหรือตามผับอาจจะขึ้นเป็น ๗๐-๘๐ บาท) แต่ช้างเปิดตัวที่ขวดละ ๓๕ บาท ถูกกว่ากันเห็นๆ แถมตลาดส่วนใหญ่ยังกระจายไปตามต่างจังหวัด ส่วนในหัวเมืองใหญ่ๆ หรือในกรุงเทพนั้น สิงห์ยังคงครองตลาดอยู่เหมือนเดิม ทำให้บุญรอดฯ ไม่ได้รู้สึกกังวลกับคู่แข่งรายนี้เลยแม้แต่น้อย และที่สำคัญต้องยอมรับกันตรงๆ เลยว่า รสชาติของช้างนั้นคนละเรื่องกับสิงห์ ถ้าตามความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า จิบแรกที่ชิมช้างเข้าไปนั้นแทบบ้วนทิ้ง เพราะรสชาติไม่คุ้นลิ้น อีกทั้งยังมีรสเข้มกว่าหลายเท่า ในตอนนั้นใครๆ ต่างมองว่าช้างเป็นเพียงเบียร์สั่วๆ ที่รอเวลาตายเท่านั้น

ต่อมาไม่นานช้างก็เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่คือการลดราคาลงเรื่อยๆ ซื้อขายกันง่ายๆ ที่สามขวดร้อย สำหรับคนเบี้ยน้อยอย่างข้าพเจ้าหรืออีกหลายๆ คนในประเทศก็หันมาเมากับช้างมากกว่าสิงห์ ด้วยราคาที่ถูกกว่ากันเยอะ นานๆ เข้าก็เริ่มคุ้นกับรสชาติของช้าง เมาได้เหมือนกัน ถูกตังค์กว่า กินไปกินมาก็เริ่มรู้สึกว่า ช้างมันก็อร่อยดีเหมือนกันแฮะ

กลยุทธ์หนึ่งที่นับว่าได้ผลคือการขายเหล้าพ่วงเบียร์ของคุณเจริญ ตอนนั้นช้างขายยากแสนยาก แต่คุณเจริญมีเหล้าอยู่ในมือ จึงเริ่มแผนการตลาดใหม่ให้เอเยนต์ที่สั่งเหล้าต้องพ่วงเบียร์ตามไปด้วย ขายได้ไม่ได้ไม่รู้ล่ะ แต่ช้างก็ถูกหว่านไปทั้งประเทศ ผู้ขายก็จำเป็นต้องรับช้างไปวางโชว์ในตู้แช่ อย่างน้อยมันก็ขายได้บ้างแหละ หรือไม่ได้มันก็เป็นการโชว์ให้คนได้เห็นผ่านตากันบ้าง ถึงอย่างนั้นช้างส่วนใหญ่ก็ยังนอนสงบนิ่งในสต๊อกของยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ทั่วประเทศอยู่ดี จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์พลิกผันในปี ๒๕๔๐

4productgroups_295

ที่เขาว่าสถานการณ์สร้างวีรบุรุษนั่นเห็นจะจริง ปี ๒๕๔๐ เกิดฟองสบู่แตก เศรษฐกิจย่ำแย่กันทั้งประเทศ ผู้คนรัดเข็มขัดกันจนท้องกิ่ว ไอ้ที่รวยก็กลายมาจนส่วนที่จนก็ยิ่งจนลงไปอีก แต่นิสัยคนไทยไม่ว่าจะยังไงพี่ไทยขอเมาไว้ก่อน สถานการณ์ที่บีบบังคับเช่นนี้รสชาติเอาไว้ทีหลัง ขอถูกตังค์ไว้ก่อน โขลงช้างสามขวดร้อยที่นอนอยู่ในสต๊อกก็ได้เวลากระโจนออกมาเสียที

ก่อนปี ๔๐ สิงห์กวาดส่วนแบ่งตลาดไปมากกว่า ๘๐% ส่วนช้างนั้นแทบจะไปไม่รอด แต่พอเข้าปี ๔๐ ช้างก็ไล่สิงห์มาติดๆ จนกินส่วนแบ่งไปเกือบ ๕๐% และทะยานแซงเกิน ๕๐% ในที่สุด นั่นหมายความว่าบัลลังก์สิงห์ถูกช้างถีบตกลงมาเสียแล้ว

ทันทีที่เริ่มได้เปรียบ คุณเจริญก็ฉกฉวยโอกาสรุกต่อทันที เมื่อช้างไปคว้าเหรียญทองมาจากออสเตรเลีย ก็เลยใช้จุดนี้มาเป็นจุดขาย แม้ว่าจะรู้ๆ กันอยู่ว่ารางวัลที่ว่านี่มันไม่ใช่ของแท้ เพราะถ้าเป็นเบียร์มันต้องเยอรมัน ไม่ใช่แดนจิงโจ้อย่างออสเตรเลีย แต่คุณเจริญก็ไม่สน และคนส่วนใหญ่ก็ไม่สน สโลแกน “เบียร์ช้าง…เบียร์เหรียญทองของไทย” ดังกระหึ่มไปทั้งประเทศ และที่ลืมไม่ได้คือเสียงเจื้อยแจ้วของ “แอ๊ด คาราบาว” ที่ร้องว่า “…คนไทยรึเปล่า?” ตอนนั้นเห็นคาราบาวที่ไหนต้องมีช้างที่นั่น ยิ่งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเสริมให้เบียร์ช้างขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ถึงตอนนี้ช้างก็ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งอย่างเต็มตัว ซัดส่วนแบ่งตลาดไปถึง ๗๐% เหลือให้แชมป์เก่าอย่างสิงห์เพียง ๓๐%

chang-product
เบียร์ช้างมีให้เลือกดื่มทั้งช้างดั้งเดิม ช้างไลท์ ช้างดราฟท์

และความใจป้ำทุ่มทุนสร้างของคุณเจริญก็ระเบิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเขาทุ่มเงินถึง ๕๐๐ ล้าน ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกมาให้คนไทยดูกันทั้งประเทศแบบที่ไม่มีโฆษณาคั่น เรียกคะแนนนิยมได้ทั้งประเทศ เบียร์ช้างกลายเป็นของคุ้นหูคุ้นตาคุ้นลิ้นคนไทยไปในบัดดล นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างสุดๆ เพราะฟุตบอลโลกสองครั้งหลัง คือปี ๒๐๐๒ ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และปี ๒๐๐๖ ที่เยอรมัน คนไทยแทบจะกินแต่เบียร์ช้างกันทั้งประเทศ ไม่เพียงเท่านั้น ช้างยังโกอินเตอร์โดยทุ่มเงินเป็นสปอนเซอร์คาดอกเสื้อให้ทีมเอฟเวอร์ตัน เป็นการประกาศแบรนด์ไทยจนดังไปทั่วโลก ในขณะที่ช้างพุ่งเป้าไปที่ฟุตบอลอันเป็นกีฬายอดฮิตของคนไทย สิงห์ก็เอาบ้าง แต่สิงห์ดันไปเล่นของสูงเพราะไม่อยากไปต่อกรกับตลาดกลางและล่างกับช้าง โดยพุ่งไปที่สนุ้กเกอร์ เทนนิส รวมถึงคอนเสิร์ตจากต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดมีกลุ่มเป้าหมายเป็นชนชั้นกลางไปจนถึงระดับบน ดังนั้น เค้กชิ้นใหญ่ก็ยังตกเป็นของช้างอยู่เช่นเดิม

evertonl
ช้าง (Chang) โกอินเตอร์ไปกับเอฟเวอร์ตัน ทีมดังในพรีเมียร์ชิพอังกฤษ

จากเด็กจนๆ คนหนึ่ง คุณเจริญ ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าสัวอันดับต้นๆ ของประเทศ จากความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง กล้าได้กล้าเสีย และกล้าตัดสินใจ ซึ่งผ่านกระบวนการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ทำให้เขาก้าวมายิ่งใหญ่ได้ในวันนี้ คำพูดหนึ่งที่คุณเจริญเคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจและควรนับเป็นคติในการใช้ชีวิตที่ดีสำหรับผู้ที่กำลังคิดการณ์ใหญ่

“…ผมพร้อมจะเป็นน้ำนิ่ง อาจมีเขื่อนมาขวางหน้า แต่ถ้าวันใดที่เขื่อนนั้นเปราะบางและโอกาสแห่งการแสดงพลังมาถึง ผมก็พร้อมจะกลายเป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก โหมกระหน่ำใส่ทุกสิ่งที่ขวางกั้น แม้กระทั่งเขื่อนที่ครั้งหนึ่งเคยสยบยอมก็ตาม…”