เรื่องผีๆ (ต่อ)

ตุลาคม 1, 2009 โดย janghuman

เรื่องผีๆ ของ มช. ยังมีอีกมากมาย นอกจาก ป๊อกครืด แล้ว เรื่องที่โด่งดังไม่แพ้กันเห็นจะเป็นเรื่องของห้องสีชมพู


ผลจากการที่เล่ากันปากต่อปาก สุดท้ายก็กลายเป็นว่าหอที่เกิดเรื่องนี้สลับเปลี่ยนจนไม่แน่ใจว่าเหตุเกิดที่หอใดกันแน่ บ้างก็ว่าหอ ๗ หอ ๘ บางทีก็ย้อนไปถึง หอ ๔ ด้วยซ้ำ แต่เท่าที่ได้รับฟังส่วนมากจะชี้ไปที่หอ ๘ หญิงเสียมากกว่าหออื่น

หอ ๘ หญิงที่ว่านี้ไม่ใช่หอเก่าแก่ แต่ในสมัยย้อนหลังเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อนก็นับว่าเป็นหอที่ใหม่เอี่ยมเลยทีเดียว เรื่องราวเกิดขึ้นจากนักศึกษาสาวคนหนึ่ง ไม่ทราบแน่ชัดว่าคณะไหนกันแน่อีกเช่นกัน เกิดพลาดท่าเสียทีให้กับแฟนหนุ่มที่เป็นรุ่นพี่ที่ มช. นี่แหละ จนเกิดตั้งครรภ์ขึ้น ที่น่าเศร้าคือฝ่ายชายนั้นไม่ยอมรับผิดชอบเพราะอ้างว่าเธอเองก็มีนิสัยชอบเที่ยวอยู่แล้ว เด็กในท้องอาจไม่ใช่ลูกของเขาก็ได้ และก่อนหน้านี้ทั้งคู่ก็มีเรื่องระหองระแหงกันอยู่แล้ว เนื่องจากฝ่ายชายเริ่มไปติดพันสาวคนใหม่

เมื่อถูกทิ้งอย่างไม่ใยดี ฝ่ายหญิงก็เริ่มกดดัน มากขึ้น ไหนจะถูกแฟนทิ้ง ไหนจะเด็กในท้อง เธอจึงตัดสินใจเอาเด็กออกด้วยตัวเอง ตรงนี้เรื่องเล่าเริ่มต่างกันออกไป บ้างเล่าว่าเธอทานยาขับเลือด บ้างเล่าว่าเธอใจถึงถึงขนาดเอาฟุตเหล็กคว้านในช่องคลอดเพื่อทำลายเด็กจนตกเลือด บ้างก็ว่าเธอมีอาการตกเลือดเอง หรือบ้างก็ว่าเธอทำร้ายตัวเองด้วยการกรีดข้อมือ แต่ไม่ว่าจะแบบไหน ภายในห้องก็เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดที่กระเซ็นไปทั่วทั้งห้อง และยังมีการแต่งเติมกันอีกว่าเธอใช้เลือดเขียนข้อความลงบนผนังห้องเสียด้วยซ้ำ

หญิงสาวเสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังจากจัดการกับศพแล้วกลับเกิดเรื่องประหลาดขึ้น เมื่อห้องที่เต็มไปด้วยรอยเลือดนั้นไม่สามารถทำความสะอาดออกได้ เช็ดเท่าไหร่รอยเลือดก็ไม่จางหาย ต่อให้เอาสีทาทับ ไม่นานรอยเลือดก็กลับปรากฏขึ้นมาอีก ราวกับว่าเธอยังคงสิงสู่อยู่ในห้องนั้น ไม่ยอมไปไหน สุดท้ายทางหอจึงใช้วิธีทาสีใหม่ทั้งห้องโดยใช้สีชมพูเพื่อให้สีกลืนไปกับรอยเลือด

จากนั้นก็เกิดเรื่องราวชวนกรี๊ดมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องครวญครางในยามค่ำคืน หรือบางครั้งก็มาปรากฏกายให้เห็นในสภาพเลือดโชก ว่ากันว่าห้องที่ว่านี้ถูกแปรสภาพเป็นห้องเก็บของ และยังคงความเฮี้ยนไม่เปลี่ยน ขนาดที่ว่าแม่บ้านประจำหอพักยังไม่ค่อยกล้าจะเข้าไปเก็บของในห้องนี้ แต่ใช้วิธีเปิดประตูแล้วโยนของทิ้งไว้อย่างลวกๆ

ฟังไว้เป็นอุทธาหรณ์ครับ ไม่ว่าเรื่องสยองขวัญนี้จะมีจริงหรือไม่ แต่มันก็ช่วยสอนเด็กๆ ในวัยเรียนได้ดีในเรื่องของการระวังเนื้อระวังตัว วัยรุ่นริรักแล้วก็เกิดปัญหาตามมา ความรักในวัยหนุ่มสาวเป็นสิ่งสวยงามครับ แต่คงต้องพยายามให้อยู่ขอบเขตที่เหมาะสม มิเช่นนั้นมันก็อาจก่อให้เกิดเรื่องเศร้าขึ้นได้

เรื่องผีๆ

กันยายน 30, 2009 โดย janghuman

ช่วงนี้บังเอิญมีหนังเข้าใหม่เรื่องหนึ่ง เล่าเรื่องราวสยองขวัญแบบผีๆ ที่เป็นตำนานเล่าขานของสถาบันการศึกษาต่างๆ เลยนึกถึงสถาบันเก่าว่าพอจะมีเรื่องอะไรทำนองนี้บ้างไหม เท่าที่จำความได้ตามที่ได้ฟังเขาเล่ามาก็มีอยู่พอสมควร

ส่วนใหญ่เรื่องทำนองนี้มักจะเป็นเรื่องที่ “เขาเล่าว่า” ซึ่งเขาที่ว่าที่คือใครก็ไม่รู้ ไม่สามารถเจาะจงหาต้นกำเนิดได้ บางครั้งเรื่องที่เล่ากันก็ใช่ว่าจะเกิดมานมนาน แต่ผลจากการส่งต่อกันปากต่อปาก ระยะเวลาของเรื่องจึงหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ ตอนนั้น ตอนโน้น เมื่อก่อนโน้น คำง่ายๆ พวกนี้กลับสร้างกลลวงทางจิตใจให้แก่ผู้รับสารจำคิดไปว่าเรื่องเกิดขึ้นมานานเสียเต็มประดา

เรื่องเหล่านี้บางครั้งหากมองในมุมลึกๆ อาจเป็นอุบายที่ป้องปรามไม่ให้เกิดเรื่องน่าเศร้า อย่างเช่นอุบัติเหตุ อาชญากรรม โดยกุเอาเรื่องผีสางที่คนไทยเราจำฝังใจมาเป็นกลอุบายให้ขยาดกัน


มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขึ้นชื่อว่ามหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ก็มักจะมีเรื่องทำนองนี้ไว้เล่าจากรุ่นสู่รุ่นเสมอ ที่ มช. ก็มีเรื่องเล่าอยู่มากพอสมควร ที่เด่นๆ ก็มีอยู่ ๒-๓ เรื่อง อย่างเช่นเรื่อง ป๊อก…ป๊อก…ครืด เรื่องนี้รู้จักกันในหมู่นักศึกษาทั่วประเทศ เล่าต่อๆ กันมา มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดจนเพี้ยนไปหมด แต่ยังคงเค้าโครงเรื่องเดิมไว้ ว่าด้วยเรื่องของความห่วงใยต่อเพื่อนที่แม้จะเสียชีวิตไปแล้วก็ยังอุตส่าห์เป็นห่วงเพื่อน

สมัยที่ มช. ยังไม่เจริญไฮโซเหมือนทุกวันนี้ ข้างในยังมีพื้นที่รกเป็นป่าอยู่พอสมควร มีนักศึกษาสาวคู่หนึ่งพักอยู่ในหอพักนักศึกษา กำลังคร่ำเคร่งดูหนังสือสอบ คนหนึ่งเกิดเป็นไข้ อีกคนหนึ่งก็ออกไปทานข้าวเพียงลำพังแต่ก็รับปากเพื่อนว่าจะซื้อข้าวและยากลับมาให้ คล้อยหลังไปสักพักเพื่อนคนที่ป่วยก็อ่านหนังสือต่อไม่ไหว ล้มตัวนอนแล้วผลอยหลับไป ตื่นขึ้นมากลางดึกก็ยังไม่เห็นรูมเมทกลับมาซักที ฝนก็ตกหนักเสียด้วย แล้วเธอก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ที่ทางเดินหน้าห้อง เป็นเสียงเหมือนใครกำลังลากของมาตามทางเดินจนมาหยุดที่หน้าห้องของเธอ แล้วก็มีเสียงเคาะประตู … เธอเริ่มกลัวว่าจะไม่ใช่เพื่อน เพราะไม่เช่นนั้นคงไขกุญแจเข้ามาเองแล้ว เธอตัดสินใจเปิดประตูออกไปก็เห็นถุงข้าวและยาแขวนไว้ที่ลูกบิด มีน้ำไหลเปียกเป็นทางยาวที่ทางเดิน เธอยิ่งกังวลเข้าไปอีกว่าเพื่อนหายไปไหน ทำไมยังไม่กลับห้อง หรือจะไปที่ไหนต่อกันแน่


รุ่งเช้าคำตอบจึงปรากฏ หญิงสาวคนนั้นถูกข่มขืนแล้วฆ่าเมื่อคืนนั่นเอง สภาพร่างกายถูกตีด้วยของแข็งจนแขนขาหัก โจษจันกันว่าด้วยความเป็นห่วงเพื่อน เธอจังคืบคลานมาด้วยสภาพนั้นโดยใช้ปากคาบถุงข้าวและยา แล้วใช้คางคืบพาตัวเองมาถึงห้อง …!!!

มานั่งนึกๆ ดู ก็อย่าไปคิดมากกับตำนานเหล่านี้ครับ แหม จะไม่มีใครเห็นเลยเชียวหรือว่าคุณกระดื้บๆ มาแบบนั้น เอาข้าวมาส่งแล้วยังอุตส่าห์กลับไปที่เกิดเหตุซะด้วยแน่ะ แล้วแม่คุณ ไหนว่าแขนขาหักใช้งานไม่ได้ แล้วยกตัวเองเอาถุงไปแขวนที่ลูกบิดได้จะใด ยังไม่หมด รู้รึเปล่าว่าหอหญิงน่ะ เขาปิดประตูตอนสี่ทุ่มนะจ้ะ แอบลอดเข้ามาช่องไหนเนี่ย … ไม่ได้จะหาเรื่องแย้งหรอกครับ แค่ตั้งข้อสังเกต สรุปแล้วผมว่าเรื่องนี้คงตั้งใจให้เป็นอุทธาหรณ์สำหรับหญิงสาวที่จะออกไปไหนดึกๆ คนเดียว เพราะอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสมัยไหนก็ตาม ยิ่งถ้าเป็นยุคสมัยนั้นที่อ้างว่า มช. ยังเป็นป่ารกชัฏล่ะก็ ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดเหตุมากมายนัก

บทเรียนจากแบงค์พันเยน…ดร. โนงูจิ ฮิเดโยะ

สิงหาคม 7, 2009 โดย janghuman

noguchi0
เรื่องของ ดร. โนงูจิ ฉบับการ์ตูน จัดจำหน่ายในไทยโดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ

วันนี้ไปค้นกองหนังสือเก่า พบการ์ตูนอยู่เล่มหนึ่งสภาพโทรมสุดๆ ชื่อ ดร.โนงูจิ ด้วยใจนักสู้ เขียนโดย อ. โตชิยูกิ มุสึ ผลิตโดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ จำได้ว่าเคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว เป็นการ์ตูนเรื่องเยี่ยมที่ยังอยู่ในดวงใจ อยากจะให้ใครๆ ได้ลองอ่านบ้างแล้วจะรู้เลยว่า ความสุขในชีวิตนี้มันอยู่ไม่ไกลเกินมือเอื้อมเลย

ดร. โนงูจิ ด้วยใจนักสู้ เป็นการ์ตูนที่สร้างจากเรื่องจริง เมื่อตอนที่อ่านครั้งแรกนั้นจำได้ว่าเช่ามาจากร้านแค่ ๓ เล่ม อ่านจบอย่างรวดเร็วแล้วรีบไปยืมมาอีกจนครบ ๑๗ เล่ม อ่านรวดเดียวจบเช่นเคย เป็นการ์ตูนอีกเรื่องหนึ่งที่ซึ้งกินใจมากๆ ตอนนั้นยังไม่แน่ใจว่าเขียนจากเรื่องจริงหรือไม่ จนเมื่อทราบในเวลาต่อมาว่าเป็นเรื่องจริงก็ยิ่งซาบซึ้งมากขึ้นไปอีกเป็นเท่าทวี

การ์ตูนเรื่องนี้เล่าเรื่องราวชีวิตของบุคคลสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น สำคัญถึงขนาดที่มีรูปท่านผู้นี้ปรากฎในธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ เยน เพื่อเป็นที่ระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน ดร. โนงูจิ เดิมชื่อ โนงูจิ เซซากุ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น โนงูจิ ฮิเดโยะ (แปลว่าดวงอาทิตย์หรือในความหมายที่ว่าผู้ส่องแสง ผู้มีความเจิดจ้า) ท่านเกิดในครอบครัวชาวนาที่ยากจนในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่จังหวัดฟุคุชิมะ กำพร้าบิดาแต่เล็ก มีคุณแม่ชิกะเป็นผู้เลี้ยงดูมาตลอด เมื่อท่านยังเด็กได้ประสบอุบัติเหตุตกลงไปในเตาหลุม (เตาไฟสำหรับหุงหาอาหารและสร้างความอบอุ่น มักตั้งอยู่บริเวณกลางบ้าน พบในบ้านแบบโบราณของชาวญี่ปุ่น) เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มือซ้ายของท่านโดนไฟลวกจนพุพองและไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งทำให้คุณแม่ชิกะโทษตัวเองอยู่ตลอดเวลาที่เป็นต้นเหตุทำให้ลูกชายต้องพิการแต่เล็ก คุณแม่ชิกะจึงตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะเลี้ยงดูท่านอย่างดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้

noguchi1
ธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ เยน ที่มีภาพของ ดร. โนงูจิ

ครอบครัวของท่านอาจเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้าน โชคดีที่สังคมในยุคเก่ายังคงมีการเจือจานแบ่งปันกันตามประสังคมชนบท ตัวท่านเองแม้จะพิการแต่น้อยแต่ก็เป็นเด็กเฉลียวฉลาด มีแววเก่งตั้งแต่เด็ก ท่านมักจะช่วยเหลืองานคุณแม่ชิกะอยู่เสมอ แต่คุณแม่มักจะปรามด้วยเหตุผลที่ว่า “ลูกทำงานหนักแบบชาวนาไม่ไหวดอก ดังนั้นลูกต้องตั้งใจเรียนให้มากๆ” คุณแม่ชิกะทำงานหนักอย่างไม่ยอมพักเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดที่ทำให้ท่านต้องเสียมือซ้ายไป แต่กระนั้นก็ห้ามมิให้ท่านแสดงความกตัญญูด้วยการแบ่งเบาภาระไม่ได้อยู่ดี

ท่านโนงูจิเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน เมื่อเริ่มโตขึ้น ความพิการก็เริ่มส่งผล ท่านมักจะถูกเพื่อนๆ ล้อเลียนอยู่เสมอและมันก็ยังเป็นอุปสรรคต่อการเรียนด้วย ความลำบากทางกายนั้นพอทนได้ แต่ความลำบากใจนั้นยากเกินจะทน ท่านถูกเพื่อนๆ กลั่นแกล้งจนทนไม่ไหว จึงหนีโรงเรียนแต่แสร้งว่าไปโรงเรียนทุกๆ เช้า จนเมื่อคุณชิกะรู้ความจริง แทนที่จะโกรธ กลับรู้สึกเห็นใจลูกชายและยังคงโทษตัวเองว่าเป็นคนผิดเอง เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ท่านรู้สึกผิดและสัญญาว่าจะไม่หนีเรียนอีกไม่ว่าจะถูกกลั่นแกล้งสักเพียงใดก็ตาม จากวันนั้นเป็นต้นมาผลการเรียนของท่านก็ดีขึ้นและไม่เคยสอบได้ต่ำกว่าที่ ๑ เลยสักครั้ง

แม้จะยากจนและลำบากมากเพียงใด แต่ท่านก็ยังโชคดีที่ได้พบแต่คนดีๆ เมื่อผ่านชั้นประถมปลาย ท่านได้พบกับคุณครูโคบายาชิ ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้มีพระคุณต่อท่านมากที่สุดคนหนึ่ง คุณครูโคบายาชิทึ่งในความสามารถด้านการเรียนของท่านและรู้สึกเห็นใจในชะตาชีวิตของครอบครัวโนงูจิ จึงอาสาเป็นผู้อุปการะส่งเสียให้เรียนจนถึงชั้นมัธยม ต่อมาคุณครูโคบายาชิได้ร่วมมือกับเพื่อนๆ เรี่ยไรเงินเพื่อใช้เป็นค่ารักษาในการผ่าตัดมือซ้ายของท่านจนหายดีเป็นปรกติ นับเป็นจุดเริ่มต้นในการอุทิศตนเพื่อเป็นแพทย์ผู้คอยช่วยเหลือผู้ยากไร้ตลอดจนวาระสุดท้ายในชีวิตของท่าน

noguchi4

หลังจากจบมัธยมปลายด้วยผลการเรียนดีเยี่ยม ท่านขอร้อง ดร. คานาเอะ วาตานาเบ แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดมือของท่านให้รับท่านเข้าทำงานที่โรงพยาบาลไคโยะในตำแหน่งนักการภารโรง แลกกับการได้ศึกษาวิชาแพทย์ไปด้วย เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่เด็กยากจนอย่างท่านจะได้รับการศึกษาในระดับสูงตามโรงเรียนทั่วไป ท่านได้ทุ่มเทชีวิตให้การศึกษาวิชาแพทย์อย่างหนัก แต่ก็ยังคงทำงานในฐานะภารโรงอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และยังศึกษาภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมันด้วยตนเองอีกด้วย!

ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นทำสงครามกับจีน ดร. วาตานาเบ จึงต้องทิ้งโรงพยาบาลไคโยะเพื่อไปประจำการที่ประเทศจีน ท่านได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ดูแลโรงพยาบาลแทนทั้งที่อายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีด้วยซ้ำ ระหว่างนี้เองที่ท่านได้มีโอกาสพบปะกับนายแพทย์เก่งๆ ที่ล้วนแต่ชื่นชมในความกระตือรือร้นของท่าน และได้ถ่ายทอดความรู้ทางการแพทย์ให้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นความโชคดีอย่างที่สุด

ท่านได้รับโอกาสดีอีกครั้งเมื่อติดตาม ดร.ชิวากิ มายังโตเกียวเพื่อเตรียมสอบคัดเลือกเป็นแพทย์ (ในสมัยนั้นยังไม่มีสถาบันการศึกษาวิชาแพทย์อย่างเช่นมหาวิทยาลัยต่างๆ เหมือนปัจจุบัน แต่มีการทดสอบความรู้สำหรับวิชาแพทย์จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ) ระหว่างที่รอการสอบท่านได้ทำงานที่โรงเรียนทันตแพทย์ทาคายามะ โดยทำหน้าที่เป็นภารโรงและร่ำเรียนเพิ่มเติม ในช่วงนั้นท่านต้องอาศัยอยู่ในโรงเรียนเนื่องจากไม่มีเงินพอที่จะหาที่อยู่ข้างนอกได้

ความยากจนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในชีวิตของท่าน ท่านยังคงสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อเพราะมีอยู่ชุดเดียว แม้กระทั่งวันสอบ ท่านไม่มีแม้กระทั่งชุดหูฟัง (Stethoscope) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือจำเป็นสำหรับแพทย์ จนต้องยืมเอาจากผู้คุมสอบ ผลการสอบนั้น จากจำนวนผู้เข้าสอบ ๘๐ คน มีผู้ผ่านเพียง ๔ คน และท่านก็เป็นหนึ่งในนั้น หมายความว่าท่านเป็นแพทย์อย่างเต็มตัวเมื่ออายุเพียง ๒๐ เศษเท่านั้น

เมื่อกลับมายังโรงเรียนทันตแพทย์ทาคายามะ ท่านได้รับการเลื่อนชั้นเป็นอาจารย์ผู้สอนท่ามกลางความงงงวยของบรรดานักเรียน ที่จู่ๆ ภารโรงก็กลายมาเป็นอาจารย์ แต่ท่านก็แสดงความสามารถจนเป็นที่ยอมรับของนักเรียนทุกคน

noguchi3
คุณแม่ชิกะ แม่ผู้ทุ่มเททุกอย่างให้ลูก แม้กระมั่งวาระสุดท้ายของตัวเอง

ท่านยังคงศึกษาวิชาแพทย์เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลาควบคู่ไปกับความก้าวหน้าในอาชีพ แม้ว่าท่านก็ยังได้รับการดูถูกเหยียดหยามเหมือนเมื่อครั้งวัยเยาว์อยู่เสมอ แต่ท่านก็หนักแน่นพอที่จะพิสูจน์คุณค่าของตัวเองด้วยการกระทำจนเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ท่านเริ่มสนใจสาขาวิชาระบาดวิทยาและทำการวิจัยอย่างจริงจัง และได้รับโอกาสให้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อทำวิจัย

แม้ว่าที่ญี่ปุ่น ท่านจะได้รับการยอมรับในฐานะแพทย์ผู้มีเกียรติ แต่ที่อเมริกา ท่านกลับได้รับแต่การดูแคลน เนื่องด้วยความรังเกียจของชาวอเมริกันที่มีต่อชาวเอเชียว่าเป็นชนชาติที่ต่ำต้อย ไร้วัฒนธรรม ท่านก็ยังคงใช้วิธีเดิม คือนิ่งเฉยและตอบโต้ด้วยผลงานจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

ท่านได้รับเลือกจาก ดร. เฟลกซ์เนอร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์คนแรกของมูลริธิร็อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) ให้เป็นผู้ช่วย โดยขณะนั้นท่านมีอายุเพียง ๒๘ ปี ท่านได้กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับโลกไปเสียแล้ว

จากเด็กพิการยากจนในชนบทที่บ้านเกิด บัดนี้ท่านได้กลายเป็นนายแพทย์ผู้มีผลงานวิจัยในระดับโลก แต่ท่านก็ไม่เคยลืมเลือนอดีต ในปี ๒๔๕๘ เป็นเวลากว่า ๑๕ ปีที่ท่านจากประเทศญี่ปุ่น ท่านได้เดินทางกลับแผ่นดินเกิดอีกครั้งในฐานะผู้มีชื่อเสียงระดับโลก ที่แรกที่ท่านเดินทางไปคือที่บ้านโกโรโกโสหลังเดิม ที่มีคุณแม่ชิกะเฝ้ารอในชุดเก่าซอมซ่อเหมือนเดิม แม้ว่าในระหว่างที่ท่านประสบความสำเร็จยังต่างประเทศ แต่คุณแม่ชิกะก็ยังคงทำงานหนักเหมือนเช่นเดิม ท่านให้เหตุผลว่า ตอนนี้ เซซากุ กำลังทุ่มเททำงานอย่างลำบาก ตัวฉันเองก็ต้องทุ่มเททำงานเท่าที่ฉันจะทำได้เหมือนกัน

คุณแม่ชิกะเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ ขณะที่ ดร. โนงูจิ กำลังทำงานวิจัยอยู่ที่ปานามา ก่อนจะสิ้นลมท่านยังเพ้อถึง ดร. โนงูจิ ให้พยายามต่อสู้ต่อไป ห้ามสิ้นหวังอย่างเด็ดขาด นับเป็นการปลดปล่อยตัวเองจากความผิดที่ท่านโทษตัวเองมาตลอดชีวิตที่ทำให้ลูกชายต้องผจญกับความยากลำบาก

ที่ทวีปแอฟริกาเกิดการระบาดของโรคไข้เหลือง ดร. โนงูจิ ได้เดินทางไปเพื่อทำการวิจัยและผลิตวัคซีน ท่ามกลางเสียงทัดทานจากหลายฝ่าย เพราะนอกจากจะยังไม่มีวัคซีนป้องกันแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อสูง ซึ่งนั่นหมายถึงชีวิต แต่ท่านก็ยืนยันที่จะเดินทางไป จนที่สุดแล้วท่านก็เสียชีวิตที่แอฟริกานั่นเอง ด้วยวัย ๕๒ ปี

noguchi5
noguchi6
รูปปั้นของ ดร. โนงูจิ ตั้งเป็นอนุสรณ์อยู่ที่ประเทศกาน่า
ภาพถัดมาเป็นบรรยากาศในสถาบันวิจัยในกาน่าที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน
ทั้งสองภาพมาจาก
http://semaru.web.infoseek.co.jp/gana.htm

ปัจจุบันชื่อของ ดร. โนงูจิ กลายเป็นชื่อที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันดี เป็นชื่อที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครก็ตามที่คิดว่าตนเองสิ้นหวัง ไม่เพียงแต่ชาวญี่ปุ่นเท่านั้น บนแผ่นดินแอฟริกา ชื่อของท่านก็เป็นที่รู้จักและให้ความเคารพมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะท่านคือผู้ที่สามารถพิชิตโรคร้าย อาทิ กาฬโรค ไข้เหลือง ซิฟิลิส ที่ระบาดอย่างรุนแรงไปทั่วทวีป

หมายเหตุ
ไข้เหลือง เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในทวีปอัฟริกา  และอเมริกา     มาตั้งแต่ ๔๐๐ ปีก่อน  อาการของโรคมีได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อยจนถึงรุนแรงและเสียชีวิต  คำว่า “เหลือง” มาจากอการตัวเหลืองหรือดีซ่าน (Jaundice) ที่มักพบในผู้ป่วย  ถึงแม้จะมีวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลดีใช้มานาน ๖๐ ปี  แต่จำนวนของผู้ติดเชื้อในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาก็ยังเพิ่มขึ้น  ทำให้โรคไข้เหลืองกลับมาเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในปัจจุบัน ติดตามรายละเอียดได้จาก สำนักโรคติดต่อทั่วไป กระทรวงสาธารณสุข

เรื่องของ “กล้วยแขก” แบบไทยๆ

สิงหาคม 7, 2009 โดย janghuman
 bananafired1

พอจะมีโอกาสแวะเวียนไปที่ตลาดนางเลิ้งบ้างเป็นครั้งคราว บางเดือนก็ต้องไปหลายหนอยู่ จึงเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับตลาดเก่าแก่แห่งนี้พอควร บริเวณใกล้ๆ กับตลาดคือสี่แยกจักรพรรดิพงษ์ เป็นย่านเก่าแก่ของกรุงเทพมหานคร สิ่งที่โดดเด่นของย่านนี้ก็คือตลาดนางเลิ้งอย่างที่ว่า ตลอดจนสนามม้านางเลิ้งที่คนแน่นทุกอาทิตย์ จนกระทั่งเข้าสู่ยุคนี้สิ่งที่ใครๆ ก็นึกถึงเมื่อมาย่านนี้ก็คือ กล้วยแขก
กล้วยแขกหรือกล้วยทอด ตามแต่จะเรียก มีขายอยู่ทั่วทุกมุมของประเทศนี้ เป็นอาหารที่ทานสะดวก รสชาติอร่อย ถูกปากคนไทย อีกทั้งใช้วัตถุดิบที่หาง่าย (มาก) เพียงแต่ขั้นตอนและสูตรการทำนั้นจะแตกต่างกันไปตามแต่ละเจ้า บางเจ้าใช้กากมะพร้าวและงาขาวผสม บ้างก็ใช้แต่แป้ง จะหนาหรือบางก็ตามแต่ใจ แต่ที่เหมือนกันคือจะนิยมใช้กล้วยดิบ เนื่องจากมีเนื้อแข็ง จะไม่เละเวลานำลงทอด และรสชาติไม่หวานมากเหมือนกล้วยสุก

แต่เรื่องของกล้วยแขกดันมาเป็นเรื่องเมื่อมีคนหัวใสเปิดการขายแบบ Direct Sale ขึ้น เมื่อขายดีก็เลยมีการขยายวงกว้างขึ้นทั้งจากผู้ขายเจ้าเดิมและเจ้าอื่นๆ ที่ทำตามๆ กันมา จนเกิดเป็นปัญหาขึ้น เพราะเขาเล่นขายกันบนท้องถนน ขายกันมากขนาดที่ทำให้รถติดได้ก็แล้วกัน เซลส์แมนขายกล้วยเหล่านี้จะถือถุงกล้วยแขกเต็มสองมือเดินเร่ขายเวลารถติด บรรดาผู้ใช้รถใช้ถนนที่กำลังเซ็งกับการจราจรที่ติดขัดก็อดไม่ได้ที่จะกวักมือเรียกซื้อมากินเล่นทีละถุงสองถุง บางทีไฟแดงแล้วแต่รถยังไม่ขยับเพราะมัวแต่ซื้อขายกันอยู่ หรือไม่ก็มัวแต่ควักหาเงินทอนกันอยู่ วุ่นวายเสียจนหลวงท่านต้องออกเป็นประกาศห้ามขายบนท้องถนนกันเลยทีเดียว

แต่ตามประสาตำรวจไทย กวดขันกันได้พักเดียวก็เลิก เดี๋ยวนี้ก็ยังมีเร่ขายกันตามปรกติ ไม่เห็นมีผู้รักษากฎหมายคนไหนมาจับเหมือนช่วงแรกๆ ซักคน

bananafired2

เดิมทีนั้นเวลาจะไปทำธุระแถวแยกจักรพรรดิพงษ์ เวลาเรียกรถรับจ้างก็มักจะต้องอธิบายกันยาวว่าอยู่ตรงไหน แต่พอบอกว่าไปแยกกล้วยแขก ก็ร้องอ๋อกันทุกราย เป็นที่ทราบกันว่าอยู่ตรงไหน ก็เห็นเป็นประจักษ์ว่าแยกนี้เขาดังเรื่องกล้วยแขกขนาดไหน เริ่มจากร้านดังร้านเดียว (ขอสงวนนาม) ก็ขยายกิจการกระจายอยู่เต็มถนน ทั้งร้านเก่าแก่และร้านเปิดใหม่ แต่ว่าทุกร้านต่างก็การันตีคุณภาพว่าเป็นร้านเก่า เจ้าเก่า ต้นตำรับเสียทั้งสิ้น ส่วนที่สงสัยว่าทำไมต้องเป็นที่แยกนี้นั้นจนปัญญาที่จะสืบเสาะจริงๆ อาจเป็นไปได้ว่าแถวนั้นรถติดเป็นประจำอยู่แล้ว จากที่ตั้งแผงขายริมถนนรอให้ลูกค้าเรียกไปส่งถึงรถ ก็พลิกวิกฤตรถติดให้เป็นช่องทางการค้ามันเสียเลยกระมัง

เดี๋ยวนี้ธุรกิจกล้วยแขกได้ลุกลามไปยังแยกอื่นๆ แล้ว ลามจากนางเลิ้งเรื่องมาบริเวณหน้าสนามม้า โรงพยาบาลมิชชั่น แยกอุรุพงษ์ จนถึงแยกกระทรวงการต่างประเทศ ไม่รู้ว่าลามไปถึงที่ไหนแล้วมั่ง หรือจะไปจังหวัดอื่นแล้วก็ไม่รู้ได้

สังเกตได้ว่าคนที่มาเร่ขายนั้นไม่ใช่คนจากร้านค้าโดยตรง จะมีพวกมือปืนรับจ้าง คือรับมาขายแล้วหักเปอร์เซนต์ แล้วคุณภาพก็ลดลงอย่างน่าใจหาย ตามปรกติหนึ่งถุง สนนราคาที่ ๒๐ บาท จะประกอบไปด้วยสองถุงย่อย (ไม่รู้จะย่อยทำไม) ราคานี้ตลอดไม่ว่าจะเป็นกล้วยแขกสินค้าหลัก หรือมันทอด เผือกทอด ข้ามเม่าทอด ไข่นกกระทาทอด แต่ไม่นานมานี้ไปเจอเซลส์ที่ไร้คุณธรรมเข้าให้คนหนึ่ง ด้วยความบังเอิญเห็นเขาเดินขายอยู่หน้าตลาดพอดี จึงกวักมือเรียกซื้อ เตรียมเงินไว้ ๔๐ บาท กะว่าสองถุงแน่ๆ ปรากฎว่าเขายื่นให้ ๑ ถุง บอกว่าถุงละ ๔๐ บาท แถมยังคะยั้นคะยอจะให้ซื้ออีก ๑ ถุง เพราะเราดันบอกไปว่าจะเอา ๒ ถุง แต่พอเห็นว่าถุงละ ๔๐ ก็เล่นเอาสะอึก ครั้งจะเปลี่ยนใจไม่ซื้อเลยก็เกรงจะมีปัญหา เพราะท่าทางแกเอาเรื่องอยู่ ที่เจ็บใจสุดๆ คือในถุงย่อยสองถุงนั้นประกอบไปด้วยกล้วยทอดเหี่ยวๆ เหมือนกล้วยค้างคืนเย็นชืด นับซ้ำไปซ้ำมาหลายหนเพื่อความมั่นใจพบว่ามีอยู่ ๑๐ ชิ้นถ้วน ในใจได้แต่คิดว่าโชคร้ายแท้ๆ เชียวที่มาเจอเซลส์ขายกล้วยแบบนี้ เดือนถัดมาไปแถวนั้นอีกที คราวนี้ตรงไปที่ร้านที่ขึ้นชื่อที่สุด ปรากฎว่าราคาถุงละ ๒๐ บาทไม่เปลี่ยน และคุณภาพยังแน่นเปรี๊ยะ แถมยังใจดีแถมให้อีกด้วย ถามดูก็ได้ความว่ามีทั้งร้านและพวกเซลส์ที่เอาเปรียบลูกค้าแบบนี้อยู่จริง ก็จึงแนะว่าถ้าไม่ไกลเกินไปนักอยากให้มาซื้อที่ร้านจะดีที่สุด

น่าดีใจที่กล้วยทอดธรรมดาๆ กลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ที่ดีให้แก่ชุมชน เป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นที่ดี แต่ก็น่าเศร้าที่ยังมีคนบางกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์เยี่ยงนี้ ขาดสติ จนกลายเป็นจุดด่างพร้อยของชุมชนที่เขาอุตส่าห์สร้างชื่อกันมาเป็นเวลานาน

ทำไมถึงเรียก กล้วยแขก ก็ไม่ทราบที่มาแน่นอน ที่ลองๆ ค้นหาดูก็ยังไม่ปรากฎข้อสรุปที่แน่ชัด บ้างก็ว่าเพราะแขกเป็นคนขาย บ้างก็ว่าคนแขกเป็นผู้คิดค้น บ้างก็ว่าดัดแปลงมาจากอาหารของชาวอินเดีย ก็แล้วแต่ว่าใครจะหาเหตุผลใดมาประกอบ แต่ที่พอจะเป็นไปได้ก็คือข้อสรุปที่ว่าเป็นการคิดค้นโดยคนแขกหรือชาวอินเดียที่มาตั้งรกรากที่เมืองไทย เนื่องจากอาหารประเภททอดก็ไปกันได้ดีกับชาวแดนภารตะที่นิยมอาหารที่มีไขมัน โดยนำกล้วยที่มีอยู่มากมายในไทยมาผสมกับแป้งและกากมะพร้าว นำไปทอดรับประทาน ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าที่อินเดียเองนั้นมีกล้วยแขกขายด้วยเหรือเปล่า แต่ถ้าจะคิดแบบเข้าข้างคนไทยเสียหน่อย ก็เป็นไปได้ที่กล้วยแขกน่าจะทำขึ้นโดยชาวสยามนี่แหละ เพราะกล้วยบ้านเรานั้นมีมากมายเหลือเกิน ตลอดจนความคิดในการดัดแปลงสร้างสรรค์เมนูอาหารของชาวไทยก็ไม่เป็นรองใคร แต่สูตรการทำนั้นอาจจะหยิบยืมมาจากอาหารของชาติอื่นบ้าง เนื่องด้วยวัฒนธรรมการทำอาหารประเภททอดของชาวไทยนั้นไม่เป็นที่นิยมนัก

“ห้องสมุด” ที่อยู่ใน “หนัง”

กรกฎาคม 24, 2009 โดย janghuman

บรรณารักษ์ กับ ห้องสมุด หากพูดถึงสองคำนี้ ไม่ว่าใครก็คงจะนึกถึงอะไรที่มันคร่ำครึ เจ้าระเบียบ และน่าเบื่อ แม้ว่าเทคโนโลยีห้องสมุดจะก้าวไปไกลแค่ไหน แต่ภาพลักษณ์ของห้องสมุดหรือคนที่ทำงานในห้องสมุด ก็ยังคงถูกมองด้วยภาพลักษณ์เดิมๆ ไม่เปลี่ยน ในภาพยนตร์หลายเรื่องก็หยิบยกเอาเรื่องราวของห้องสมุดหรือไม่ก็ใช้ห้องสมุดเป็นฉากหลังอยู่หลายเรื่อง เท่าที่ผมพอนึกออกและเคยดูมาบ้างก็อย่างเช่น …

Heartbreak Library (๑๙๘ รหัสรักปาฏิหาริย์)

อุนซู (รับบทโดย ยูจิน … เล่นเรื่องอะไรมั่งก็ไม่รู้) บรรณารักษ์สาว (สวย) ที่เพิ่งอกหักมาหมาดๆ ต้องมาเจอกับ จุนโอ (รับบทโดย ลีดองวุก เล่นเรื่องอะไรมั่งก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน) ผู้ใช้ห้องสมุดเป็นชายหนุ่มท่าทางแปลกๆ จุนโอไม่ได้เข้ามาอ่านหนังสือเปล่าๆ แต่ดันมาฉีกหนังสือหน้า ๑๙๘ ทุกเล่มที่มีในห้องสมุด งานนี้บรรณารักษ์อย่างอุนซูจะยอมได้ยังไง แต่ไปๆ มาๆ ทั้งคู่กลับค่อยๆ สนิทกันทีละนิด จนเกิดเป็นเรื่องราวลึกซึ้ง

198001

จุนโอถูกแฟนทิ้งไปโดยเหลือไว้เพียงโน้ตสั้นๆ ว่า “ดูที่หน้าที่ ๑๙๘” แล้วห้องสมุดที่อุนซุทำงานอยู่ก็เป็นห้องสมุดที่แฟนของเขาเข้ามาใช้บ่อยๆ จุนโอจึงพยายามค้นหาคำตอบที่หน้า ๑๙๘ โดยมีอุนซุร่วมมือด้วยอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก

บังเอิญว่าไม่ใช่แฟนหนังเกาหลี เลยไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เข้าฉายบ้านเรารึเปล่า หรือว่าลงแผ่น DVD ไปแล้ว ผมเข้าใจว่าคงจะเป็นสไตล์หนังเกาหลีที่เน้นอารมณ์รักหวานๆ เค้นอารมณ์หน่อยๆ แฟนหนังแดนกิมจิน่าจะถูกใจล่ะครับ

บุญชู ๒ น้องใหม่

เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. ๒๕๕๑) เรื่องราวของ “บุญชู บ้านโข้ง” ถูกนำกลับมาฉายอีกครั้ง แต่เป็นเรื่องราวของบุญชุรุ่นที่สอง คือ บุญโชค ที่ก่อเรื่องวุ่นๆ แต่สนุกสนานไม่แพ้เรื่องราวในรุ่นพ่อ

boonchoo1

ย้อนกลับไปในภาคสอง “บุญชู ๒ น้องใหม่” มีตัวละครที่เป็นบรรณารักษ์อยู่ด้วย ๑ ท่าน จำได้ไหมว่าใคร …. ป๋า ส. อาสนจินดา นักแสดงอาวุโสนั่นเอง ป๋า ส. รับบทเป็น มหาแจ่ม หรือ ลุงแจ่มใส ญาติของบุญชู ในภาคสองนี้เพื่อนๆ ทุกคนเอ็นท์ติดกันหมด ยกเว้นบุญชูคนเดียว เมื่อพลาดหวังจากการสอบ บุญชูจึงมาทำงานกับลุงมหา บรรณารักษ์ที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ ใครจำได้ช่วยบอกด้วย) มหาแจ่มนี่แหละที่คอยสอนสั่งบุญชู คำพูดเด็ดของมหาแจ่มก็คือ “ทำไมพวกเอ็งต้องแห่กันมาแย่งกันผิดหวังที่กรุงเทพด้วยนะ” … (กรุณาทำเสียงเหน่อๆ ด้วยนะครับ)

และแน่นอนว่าด้วยความซื่อของบุญชู ก็ก่อเรื่องราวขำๆ ให้ผู้ชมได้สนุกสนานเฮฮากันยาวต่อมาอีกตั้ง ๕ ภาค

The Mummy

หนังแอ็คชั่นผจญภัยสุดฮิตในปี 1999 ว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยเพื่อตามหานครในตำนาน อิมโฮเทป นักบวชที่ถูกลงทัณฑ์เมื่อครั้งอดีตได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา และตามหาหญิงคนรักของเขา แต่กว่าจะฟื้นคืนพลังกลับมาได้ อิมโฮเทปต้องพบกับการขัดขวางของกลุ่มนักสำรวจที่นำโดย ริค โอ ดอนเนลล์ นำแสดงโดยพระเอกอารมณ์ดี เบรนแดน เฟรเซอร์

the-mummy_l

ตัวละครที่โขมยซีนทุกทีที่ปรากฏตัวคือ เอฟเวอร์ลีน นางเอกของเรื่อง นำแสดงโดย ราเชล ไวซ์ เธอรับบทเป็นบรรณารักษ์จอมซุ่มซ่ามที่จับพลัดจับผลูมาร่วมตามหาสมบัติกะเขาด้วย เธอน่ะตามมาเพราะความอยากรู้อยากเห็นทางวิชาการ ขณะที่พี่ชายจอมกะล่อนของเธอกะมาหาสมบัติ แค่ฉากเปิดตัวของเธอก็สร้างความวุ่นวายซะแล้ว เมื่อเธอดันทำตู้หนังสือล้มครืนลงมาทั้งห้องสมุด ทำเอาหัวหน้าบรรณารักษ์โกรธจนควันออกหู แต่ก็ไล่เธอออกไม่ได้ เพราะในรัศมีร้อยกว่าไมล์ มีเธอคนเดียวที่อ่านภาษาฮิบรูโบราณออก!

เมื่อตอนที่เล่น The Mummy ภาคแรก ราเชล ไวซ์ ยังเป็นดาราหน้าหวานออกจะต๊องๆ ที่เหมาะกับหนังแนวโรแมนติกคอเมดี้ เธอรับเล่น The Mummy ในภาคสอง แต่ปฏิเสธภาคสาม และหันไปเล่นหนังเครียดๆ เน้นแสดงฝีมือมากขึ้น จนคว้าออสการ์มากอดจากหนังสุดเครียด The Constant Gardener ในปี ๒๐๐๖

Love Letter

หนังญี่ปุ่นที่ซาบซึ้งน้ำตาไหลพรากๆ เรื่องราวความรักที่ไม่แฮปปี้เท่าไหร่นัก แต่ก็กินใจและออกแนวถวิลหาอดีต (Nostalgia) อย่างกลายๆ เรื่องนี้ไม่ได้เน้นที่ตัวบรรณารักษ์ แต่เหตุเกิดที่ห้องสมุด ก็พอกล้อมแกล้มไปได้อ่ะนะ

ฮิโรโกะ หญิงสาวที่ยังไม่หายเศร้าโศกจากการจากไปของคู่หมั้น อิทซึกิ เมื่อสองปีก่อน เธออดไม่ได้ที่จะเขียนจดหมายไปหาฟุจิอิตามที่อยู่เก่าที่เจอในหนังรุ่นของเขา ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางที่จะได้จดหมายตอบกลับมา แต่แล้วเรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น เมื่อมีจดหมายเขียนกลับมาหาเธอ โดยลงชื่อว่า อิทซึกิ !

loveletter2

ที่จริงแล้วคนที่เขียนจดหมายฉบับนั้นคือ อิทซึกิ แต่เป็นผู้หญิง เธอเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ อิทซึกิ และที่ไม่น่าเชื่อ อิทซึกิ กับ ฮิโรโกะ ดันหน้าตาเหมือนกันเด๊ะ (หรือไม่ก็เกือบเหมือนล่ะน่า) ตรงนี้เองที่ทำเอาฮิโรโกะสะเทือนใจไม่น้อย หรือที่จริงแล้ว อิทซึกิ ไม่ได้รักเธอหรอก แต่เพราะเธอดันไปเหมือน อิทซึกิ คนรักเก่าของเขาต่างหาก ความรักที่เธอมีให้กับอิทซึกิอย่างหมดหัวใจจึงเกิดมีความคลางแคลงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

เรื่องมีอยู่ว่า อิทซึกิ ทั้งสองคนต่างก็มีใจให้กันมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยความในใจแก่กันและกัน วันหนึ่งอิทซึกิ (ช) ฝากหนังสือให้ อิทซึกิ (ญ) ไปคืนที่ห้องสมุด หลังจากนั้นเขาก็ย้ายบ้านและหายไปจากชีวิตของเธอ

ย้อนมาเหตุการณ์ปัจจุบัน อิทซึกิ (ญ) ย้อนกลับไปที่ห้องสมุดโรงเรียนอีกครั้งและพบว่า หนังสือหลายเล่มถูก อิทซึกิ (ช) ยืมเป็นคนแรกเสมอ ที่เป็นแบบนี้เพราะเขาอยากจะเป็นคนเขียนชื่อของเธอ (อิทซึกิ) เป็นชื่อแรกด้วยตัวเขาเอง … (จะทำซึ้งไปไหนเนี่ย) ยังซึ้งไม่พอ เมื่อเธอค้นหนังสือเล่มนั้นที่เขาฝากเธอมาคืนก้พบว่า ที่หลังบัตรยืมเขาได้วาดรูปของเธอเอาไว้ เป็นการแสดงความในใจที่เก็บงำมาตลอดเวลาที่คบกัน …

Love-Letter

ดูเอาซึ้งละกันครับ แต่อย่าเอาอย่างนะครับ อย่าไปเขียนข้อความระบายความในใจหรือสารภาพรักในหนังสือนะครับ บอกเขาไปตรงๆ ดีกว่า ไม่งั้นจะถูกบรรณารักษ์ดุเอานะครับ

ปล. สงสัยเด็กนักเรียนโรงเรียนนี้ไม่ชอบอ่านหนังสือเนาะ ผ่านมาตั้งหลายปี บัตรยืมยังใช้บัตรเดิมไม่เปลี่ยนเลย

 Ghostbusters : บริษัทกำจัดผี

บรรณารักษ์ในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ออกมาเป็นตัวคนนะครับ แต่ออกมาเป็นผี …. บรึ๋ย ๆ

ghostbusters

นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องสามหน่อเกิดตกงานฉับพลันหลังจากที่ทุนวิจัยของเขาหมดลง แถมไม่มีใครให้ทุนวิจัยต่ออีกต่างหาก ทั้งสามหน่อจึงออกมาเปิดบริษัทที่ใครๆ อาจจะดูว่างี่เง่า นั้นคือ บริษัทกำจัดผี

ลูกค้าของพวกเขามีหลากหลายและหนึ่งในนั้นก็คือห้องสมุดประชาชนนิวยอร์ค เพราะพวกเขาเจอกับผีบรรณารักษ์ที่ยังวนเวียนอยู่ในห้องสมุดน่ะสิ ….ว่าแต่ห้องสมุดของคุณมีแบบนี้มั่งหรือเปล่า หึ ๆ

The Day After Tomorrow

หนังหายนะฟอร์มยักษ์ว่าด้วยปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เป็นภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ที่อาจจะทำลายล้างมนุษยชาติให้หมดสิ้นไปเลยทีเดียว!!

day_after_tomorrow_2

จากความแปรปรวนทางสภาพภูมิอากาศอย่างฉับพลัน ทำให้โลกกำลังจะกลับเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้งหนึ่ง ศาสตราจารย์ ฮอลล์ (นำแสดงโดย เดนิส เควด) ต้องเร่งเดินทางฝ่าพายุหิมะสู่มหานครนิวยอร์คเพื่อช่วยเหลือ แซม ลูกชายคนเดียวของเขาที่ติดอยู่ในห้องสมุดประชาชนนิวยอร์ค (แซม รับบทโดย เจค จิลเลนฮาล คนเดียวกับที่เล่นบทเกย์อันเร่าร้อนใน Brokeback Mountain นั่นแหละจ้ะ)

แซม กับเพื่อนๆ หลบพายุอยู่ในห้องสมุดตามคำแนะนำของฮอลล์ เนื่องจากเขารู้ดีว่าอุณหภูมิกำลังจะลดลงจนถึงจุดต่ำสุด หากออกไปนอกอาคารก็จะต้องแข็งตายอย่างแน่นอน เดชะบุญที่พวกเขามาหลบในห้องสมุด ที่มีเชื้อเพลิงมากมายพอที่จะก่อกองไฟให้ความอบอุ่น … ก็หนังสือไงล่ะ มีเพียบเลย โดยเฉพาะหนังสือกฎหมายนั่นแหละ เผาได้ก่อนเพื่อนเลย 555

นี่คงเป็นข้อดีอีกประการหนึ่งของห้องสมุดกระมัง … คือใช้เป็นที่หลบภัย

Nation Treasure 2: The Book of Secret

หนังแอ๊คชั่นผจญภัยภาคต่อที่ยังคงความลี้ลับและเต็มไปด้วยทฤษฎีสมคบคิดมากมาย

หลังจากที่ค้นพบขุมสมบัติมหาศาลในภาคแรก เบน เกตส์ (นิโคลัส เคจ) กับพวกก็ต้องออกผจญภัยอีกครั้ง คราวนี้ยกกันมาทั้งครอบครัว ทั้งพ่อที่เป็นนักโบราณคดี และแม่ที่เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ คราวนี้เขาต้องติดตามหาขุมสมับติลึกลับที่เก็บเอาไว้ตั้งแต่สมัยลินคอล์น

national-treasure_l

ความสนุกสนานอยู่ที่การคอบแกะ แคะ คุ้ย ตามเงื่อนงำที่โปรยไว้เป็นระยะๆ ตลอดทั้งเรื่อง และเงื่อนงำสำคัญก็ถูกเก็บไว้ในหนังสือแห่งความลับที่บันทึกเรื่องราวที่ลับสุดยอดของประเทศและสืบทอดกันมาจากประธานาธิบดีคนแล้วคนเล่า ที่เจ๋งสุดคือหนังสือเล่มที่ว่านี่ถูกเก็บซ่อนไว้ในห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน ห้องสมุดที่จัดว่าใหญ่โตที่สุดในโลก

ไม่รู้ว่าหลังจากที่หนังเรื่องนี้ออกฉาย อเมริกันชนจะแห่กันเข้าไปใช้ห้องสมุด LC กันเพิ่มขึ้นเพื่อหาหนังสือเล่มที่ว่านี่รึเปล่านะ

Indiana Jones and The Last Crusade

อินดี้กลับมาแล้ว เมื่อ คุณลุง แฮริสัน ฟอร์ด กลับมารับบทอินดี้อีกครั้งในปี 2009 แม้จะไม่สนุกและออกจะดูงี่เง่ามากกว่า แต่ก็คงทำให้แฟนหนังชุดนี้หายคิดถึงกันไปได้

อินเดียน่า โจนส์ นักโบราณคดีชื่อดังที่ออกตามหาสมบัติจากทั่วโลกเพื่อนำมาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา เป็นตัวละครที่อยู่ในใจของแฟนๆ ทั่วโลก ด้วยบุคลิกที่ขี้เล่น ทีเล่นทีจริง เอาจริงก็ไม่ใช่ เอาเล่นก็ไม่เชิง ด้วยสไตล์แบบแอนตี้ฮีโร่ ยิ่งสร้างความน่าสนใจให้ตัวละครตัวนี้อย่ามาก ในภาคที่สาม The Last Crusade อินดี้ต้องออกตามหา Holy Grail หรือ “จอกศักดิ์สิทธิ์” หรือจอกที่พระเยซูใช้ในกระยาหารมื้อสุดท้าย ซึ่งเชื่อกันว่าหากใครดื่มน้ำจากจอกนี้ก็จะกลายเป็นอมตะ

jonesIII

อินดี้ต้องออกติดตามหาลายแทงตามที่ต่างๆ จนในที่สุดก็พบว่าลายแทงที่ว่านี่ซ่อนอยู่ใต้ดินในห้องสมุดนครเวนิช ประเทศอิตาลี

เมื่ออยู่ใต้ดิน อินดี้ของเราก็เลยต้องทุบพื้นห้องสมุดเป็นรูโบ๋เพื่อมุดลงไปน่ะสิ อันนี้ก็ไม่ควรเลียนแบบเด็ดขาด นอกจากจะถูกบรรณารักษ์อาละวาดใส่แล้ว อาจโดนจับข้อหาทำลายทรัพย์สินด้วยนะเออ

เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” (PDF)

มิถุนายน 11, 2009 โดย janghuman

เรื่องราวของห้องสมุดที่อุตส่าห์รวบรวมมาเขียนได้ตั้ง ๕ ตอน
ก็เลยจัดรวมเป็นไฟล์เดียวมันซะเลย
ท่านสามารถโหลดไปอ่านได้ที่นี่เลยครับ **download**
หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านที่สนใจครับ

เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” (ตอนจบ)

มิถุนายน 6, 2009 โดย janghuman

ภายหลังการเสียกรุงครั้งที่ ๒ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความเป็นเอกราชีกครั้งหนึ่ง ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งใหม่ ภายหลังจากเสร็จศึกกับอริราชศัตรู ทรงมีพระราชดำริที่จะทำนุบำรุงบ้านเมืองในทุกๆ ด้านให้มีความเจริญมั่งคั่งเหมือนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา มีการอัญเชิญพระไตรปิฎกจากนครศรีธรรมราชมาทำการคัดลอกเก็บรักษาไว้ ณ กรุงธนบุรี นอกจากนี้ยังมีการนิมนต์พระเถระจำนวนมากมาชุนุมกันที่วัดระฆังโฆษิตาราม เพื่อทำการชำระพระพุทธศาสนาและพระไตรปิฎกที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ให้มารวบรวมจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อยไว้ในกรุงธนบุรี

ถึงแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงเทพฯ เป็นราชธานีแห่งใหม่ ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามไว้ภายในพระบรมมหาราชวัง ตามแบบอย่างวัดพระศรีสรรเพชญ์เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอพระมณเฑียรธรรม ขึ้นเพื่อใช้เป็นอาคารจัดเก็บพระไตรปิฎก จึงอาจนับได้ว่า หอพระมณเฑียรธรรมหลังนี้เป็นห้องสมุดแห่งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ (หอพระมณเฑียรธรรมนี้ต่อมาถูกเพลิงไหม้เสียหายอย่างหนัก กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท จึงโปรดเกล้าฯ สร้างถวายอีกหลังหนึ่ง ภายในบริเวณพระบรมมหาราชวังเช่นเดิม)

fetch
บันทึกตำราแพทย์โบราณบริเวณผนังรอบศาลารายในวัดโพธิ์

DSC02765
รูปปั้นฤาษีดัดตนมีให้เห็นทั่วไปในวัดโพธิ์

ปี พ.ศ. ๒๓๓๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงโปรดเกล้า ให้ทำการปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม ที่อยู่ติดกันกับพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (อันหมายถึงวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างหรือทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์) แต่ชาวบ้านยังคงเรียกกันติดปากว่า วัดโพธิ์ การปฏิสังขรณ์ในครั้งนั้นนอกจากจะทรงสร้างอาคารและถาวรวัตถุต่างๆ ถวายเพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแล้วยังทรงสร้างศาลารายรอบบริเวณวัด และนำแผ่นศิลาบันทึกสรรพวิชาความรู้ทางตำราโบราณ ตำรายา การแพทย์ ติดไว้จามศาลาราย ระเบียง และสร้างรูปปั้นฤาษีดัดตน อันเป็นกระบวนท่าในการนวดแผนโบราณประดับไว้รอบวัด เพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่ผู้คนทั่วไปที่สนใจศึกษาตำราโบราณเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้เอง วัดโพธิ หรือวัดพระเชตุพนฯ จึงได้รับการยกย่องให้เป็น ห้องสมุดประชาชนแห่งแรกของประเทศไทย

สำหรับข้อมูลความรู้ที่ถูกบรรจุไว้ภายในบริเวณวัดพระเชตุพนฯ สามารถจำแนกออกเป็นหมวดหมู่ได้ถึง ๘ ประเภท ได้แก่
๑. หมวดประวัติศาสตร์ ว่าด้วยจารึกประวัติการสร้างวัดพระเชตุพนฯ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ
๒. หมวดพระพุทธศาสนา ว่าด้วยประวัติพระสาวกเอตทัคคะ (หมายถึง ถึงผู้ประเสริฐสุดในทางใดทางหนึ่ง) จำนวน ๔๑ เรื่อง
๓. หมวดตำรายา ว่าด้วยตำรายาต่างๆ ติดไว้ตามศาลารายล้อมหมู่พระเจดีย์
๔. หมวดวรรณกรรม ประกอบไปด้วยศิลาจารึกเพลงยาวกลบท ฉันท์วรรณพฤติ ตำราโคลง รวมทั้งภาพเขียนในวรรณคดี
๕. หมวดสุภาษิต เช่น จารึกสุภาษิตพระร่วง ฉันท์กฤษณาสอนน้อง
๖. หมวดทำเนียบ มีรูปหล่อบุคคลเชื้อชาติต่างๆ พร้อมแผ่นศิลาจารึกแสดงบอกไว้ตามเฉลียง
๗. หมวดประเพณี มีภาพเขียนกระบวนแห่กฐินพยุหยาตราทางสถลมารค
๘. หมวดอนามัย มีภาพเขียนและรูปหล่อแสดงการนวด เป็นต้น

ปี พ.ศ. ๒๔๒๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าให้จัดสร้าง หอพระสมุดวชิรญาณ เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามที่ปรากฏในเอกสารข้อบังคับสำหรับหอสมุด มีความตอนหนึ่งว่า

“…แลการหนังสือก็เปนของโปรดในพระอัธยาไศรยในพระบาทสมเด้จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเปนอันมาก ควรที่พวกเราทั้งหลาย ซึ่งได้เงินรายนี้จะยินดีช่วยกันจัดการให้ห้องหนังสือซึ่งเปนของมีคุณแลชอบพระราชอัธยาไศรยในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นได้ตั้งขึ้นเปนประโยชน์ชื่อเสียงดังที่กล่าวมาแล้ว คือตั้งเปน ไลบารี หรือห้องหนังสือ …”

wachirayarn
หอพระสมุดวชิรญาณ

หอพระสมุดวชิรญาณแห่งนี้จัดเป็นห้องสมุดของประเทศไทยแห่งแรกที่มีการจัดการตามแบบอย่างของสากล คือมีคณะทำงานหรือ เจ้าพนักงานหอพระสมุด เรียกว่า กรรมสัมปาทิสภา มีระบบสมาชิก มีเงินทุนสนับสนุน มีกฎระเบียบต่างๆ ตามหลักการสากลของห้องสมุด เป็นต้น

ปี พ.ศ. ๒๔๔๘ เนื่องในวโรกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ จัดตั้งหอพระสมุดวชิรญาณ เป็น หอพระสมุดสำหรับพระนคร เพื่อ “ให้หอพระสมุดวชิรญาณเปนหอหลวงสำหรับแผ่นดินสืบไป” ตามพระบรมราชโองการจัดตั้ง เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๔๔๘

ในยุคแรกนั้น หอพระสมุดวชิรญาณ จัดแบ่งเอกสารออกเป็นสามหมวด คือ หมวดพระพุทธศาสนา หมวดหนังสือไทย และหมวดหนังสือภาษาต่างประเทศ ดำเนินกิจการเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่าหอพระสมุดนี้ตั้งอยู่บริเวณพระบรมมหาราชวัง ประตูพิมานชัยศรี เห็นว่าไม่เหมาะสมและเล็กเกินไปสำหรับหอสมุดสำหรับพระนคร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างอาคารริมถนนหน้าพระธาตุ เพื่อให้สง่างามสมเป็นสถานที่ราชการสำคัญของประเทศ

phratad
อาคารหอพระสมุดเดิมบริเวณถนนหน้าพระธาตุ

มาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานหนังสือในห้องสมุดส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ให้แก่หอสมุดฯ ทำให้อาคารหอสมุดฯ ต้องรองรับหนังสือและเอกสารจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม จึงโปรดเกล้าฯ ให้แยกหอพระสมุดสำหรับพระนครออกเป็นสองส่วน คือ หอพระสมุดวชิรญาณ สำหรับเก็บรักษาพระคัมภีร์ จดหมายเหตุ บันทึกลายมือ เอกสารโบราณ รวมทั้งศิลาจารึก อีกแห่งหนึ่งคือ หอพระสมุดวชิราวุธ สำหรับเก็บรักษาหนังสือตัวพิมพ์อื่นๆ โดยให้ขึ้นกับ ราชบัณฑิตยสภา

ต่อมามีการจัดตั้ง กรมศิลปากร ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ และโอนงานราชบัณฑิตยสภามาเป็นของกรมศิลปากร หอพระสมุดฯ จึงมีฐานะเป็นกอง เรียกว่า กองหอสมุด และเปลี่ยนชื่อจากหอพระสมุดสำหรับพระนคร เป็น หอสมุดแห่งชาติ

ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้อนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติขึ้นใหม่ บริเวณท่าวาสุกรี เพื่อขยายพื้นที่ดำเนินการและปรับปรุงให้ถูกต้องตามหลักสากล โดยเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๙ และดำเนินกิจการสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

th_lib
อาคารหอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน บริเวณท่าวาสุกรี

สำหรับห้องสมุดที่สำคัญๆ ของประเทศไทยที่ควรจะกล่าวถึงไว้ อาทิ หอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันใช้ชื่อ สถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นห้องสมุดมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อแรกตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๕๓ หลังจากที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือนได้รับการสถาปนาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ห้องสมุดโรงเรียนข้าราชการพลเรือนจึงเปลี่ยนชื่อเป็นหอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ โดยตั้งอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๑ จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นสถาบันวิทยบริการและยังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้

ในระดับห้องสมุดโรงเรียนนั้น เท่าที่มีการบันทึกไว้เชื่อได้ว่า ห้องสมุดโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จัดเป็นห้องสมุดโรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๔ ตั้งอยู่บริเวณพระตำหนักสวนกุหลาบ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้ย้ายที่ทำการมายังบริเวณถนนตรีเพชร ฝั่งตรงข้ามวัดราชบูรณะ ซึ่งพบไว้ว่าได้มีการจัดตั้งห้องสมุดขึ้นแล้วแต่ไม่มีการบันทึกวันเวลาที่แน่นอน เดิมทีนั้นห้องสมุดตั้งอยู่บริเวณชั้นสองของอาคารสวนกุหลาบ (ตึกยาว) ต่อมาอาคารได้ทรุดตัวตามอายุการใช้งาน จึงได้ย้ายห้องสมุดมายังอาคารศาลาพระเสด็จและคงดำเนินกิจการสืบมาจนถึงปัจจุบัน

นับแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ห้องสมุด นับเป็นแหล่งศึกษาสรรพวิทยาการความรู้ที่สำคัญยิ่งของมนุษย์ มีการพัฒนาและต่อยอดเรื่อยมาเพื่อให้สอดคล้องกับวิทยาการที่ทันสมัยของโลก ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการจัดการงานเทคนิคต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศที่หลากหลายได้ถูกนำมาใช้ในการจัดการและให้บริการแก่ผู้ใช้ และแม้ว่าโลกยุคดิจิตอลนี้ ข้อมูลข่าวสารได้ไหลเวียนไปในทุกส่วนของสังคม สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต แต่ห้องสมุดก็ยังคงไว้ซึ่งความสำคัญในฐานะขององค์กรที่ทำหน้าที่เป็นคลังสมองของสังคมอีกตราบนานเท่านาน

เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” (๔)

พฤษภาคม 30, 2009 โดย janghuman

ทางโลกฝั่งตะวันออกความเจริญก้าวหน้าของห้องสมุดที่น่าสนใจอยู่ที่ประเทศจีน แต่ห้องสมุดก็ยังคงถูกจำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงนักปราชญ์ในราชสำนัก ด้วยเหตุผลเดิมๆ นั่นคือประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดการศึกษา วัสดุที่ใช้สำหรับบันทึกนั้นมีการพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง มีการค้นพบการบันทึกข้อความไว้บนกระดองเต่า กระดูกสัตว์ แผ่นหิน ต่อมาชาวจีนบันทึกข้อความหรือทำจดหมายโดยใช้ซี่ไม้ไผ่เย็บต่อกันเป็นผืนแล้วม้วนเก็บไว้ หรือไม่ก็เขียนลงบนผืนผ้า และเป็นกระดาษในเวลาต่อมา

ตัวอักษรจีนนั้นมีต้นกำเนิดมาจากตัวอักษรภาพ คือการแปรภาพมาเป็นตัวอักษร ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล การเขียนตัวอักษรจีนจึงมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และในแต่ละยุคสมัยตลอดระยะเวลากว่า ๖,๐๐๐ ปี ของวิวัฒนาการทางภาษาของจีน มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะ รูปแบบของตัวอักษรอยู่ตลอดเวลา แผ่นดินจีนในยุคโบราณจึงมีการใช้ตัวอักษรที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค ตามยุคสมัย หรือตามความนิยมของผู้คน

chinese_lang
จารึกอักษรจีนโบราณบนกระดองเต่า

จนถึงในสมัยราชวงศ์จิ๋น โดยสมเด็จพระจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ ทรงประกาศให้มีการใช้ตัวอักษรจีนแบบเดียวกันทั้งประเทศ ภายหลังที่พระองค์ได้ครอบครองแผ่นดินจีนทั้งหมดแล้ว แต่ท้ายที่สุดความพยายามนี้ก็ไม่บรรลุพระประสงค์ทั้งหมด ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นว่าแผ่นดินจีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ และประกอบด้วยผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ ยากที่จะบังคับให้ใช้อักษรรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศได้สำเร็จ

องค์ความรู้ส่วนใหญ่ของแผ่นดินจีนถูกเก็บรักษาไว้ในราชสำนักหรือตามพระอารามต่างๆ ชาวบ้านทั่วไปไม่ใคร่จะรู้หนังสือนัก จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา ห้องสมุดของจีนจึงถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ กว่าจะเริ่มเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างจริงจังก็คือในช่วงปี ค.ศ.๑๙๐๐

สำหรับประวัติศาสตร์ของห้องสมุดในประเทศไทยนั้นเริ่มต้นเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด แผ่นดินสุวรรณภูมิในยุคสมัยที่ขอมเรืองอำนาจ มีการค้นพบโบราณสถานที่คาดว่าเป็นที่เก็บรวบรวมตำรา คัมภีร์ หรือจะเรียกว่าเป็นห้องสมุดในยุคแรกๆ เลยก็ว่าได้ เรียกว่า ครันทาลัย (Granthalaya) หรือคนไทยเรียกว่า บรรณาลัย คำว่า บรรณ หมายถึงหนังสือ คำว่า อาลัย หมายถึงสถานที่ ที่อยู่ อาจเทียบได้กับคำว่า วิทยาลัย บรรณาลัยเหล่านี้ถูกพบในประเทศกัมพูชา มีลักษณะคล้ายปราสาท สร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาพระคัมภีร์ต่างๆ ส่วนมากจะพบอยู่ภายในเทวสถาน จึงหมายความว่าเอกสารโบราณต่างๆ ถูกรวบรวมไว้โดยบรรดานักบวชเป็นสำคัญ

BanteaySrei01
ปราสาทบันทยสรี (Banteay Srei) ในกัมพูชา มีส่วนที่เป็นบรรณาลัยรวมอยู่ด้วย

IMG_0233
บรรณาลัยในปราสาทตาเมือน ที่จังหวัดสุรินทร์
(ภาพจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=mosminly&group=1)

สำหรับประเทศไทยนั้น เราเริ่มมีการใช้อักษรไทยในสมัยแผ่นดินสุโขทัย แต่เดิมทีนั้นอาณาจักรนี้เป็นเมืองขึ้นของพวกขอม ต่อมาเมื่อปฐมกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงได้สถาปนากรุงสุโขทัยขึ้นและประกาศอิสรภาพ มีการพัฒนาในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องรวมถึงวัฒนธรรมการใช้ภาษา ในรัชสมัยสมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีการประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้นใช้เป็นครั้งแรก (ราวปี พ.ศ. ๑๘๒๖) โดยยังคงได้อิทธิพลมาจากภาษาขอมโบราณ นำมาประยุกต์ให้เป็นภาษาไทยเรียกว่า “ลายสือไทย” มีข้อความตอนหนึ่งบันทึกไว้ในศิลาจารึกหลักที่หนึ่งความว่า “เมื่อก่อนลายสือไทยนั้นบ่มี ๑๒๐๕ ศก ปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้ ลายสือไทยนี้จึ่งมีเพื่อขุนผู้นั้นใส่ไว้”

ในสมัยโบราณชาวไทยส่วนใหญ่ยังคงไม่รู้หนังสือ การอ่านการเรียนหนังสือเป็นสิทธิ์ของเจ้านายในราชสำนัก หรือพวกข้าราชสำนัก เจ้าขุนมูลนายในรั้วในวัง ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ใคร่จะใส่ใจเรื่องการใฝ่หาความรู้มากนัก เรื่องของห้องสมุดจึงไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามีเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะมีขึ้นแล้วเมื่อไทยเริ่มมีการใช้ภาษาเป็นของตนเอง แต่น่าจะคงอยู่ในราชสำนัก เป็นห้องสมุดส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์หรือเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ และอีกสถานที่หนึ่งที่น่าจะมีการเก็บรวบรวมสรรพตำราต่างๆ รวมถึงพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนาคือที่วัด และวัดที่มีการจัดเก็บทำนองนี้ก็สันนิษฐานได้ว่าต้องเป็นวัดที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าแผ่นดิน

Ramkhamhaeng
หลักศิลารารึก ของสมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท (พระมหาธรรมราชาที่ ๑) ได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือสำคัญไว้เล่มหนึ่งคือ “เตภูมิกถา” หรือ ไตรภูมิพระร่วง (ราวปี พ.ศ. ๑๘๘๘) เป็นการรวบรวมเรื่องราวทางพระคัมภีร์ในพระพุทธศาสนาหลากหลายเรื่อง จัดเป็นวรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดเล่มหนึ่งของไทย กล่าวถึงการก่อกำเนิดภูมิทั้งสาม คือ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ และเล่าถึงการเกิดของสรรพชีวิตต่างๆ โดยอ้างอิงจากพระคัมภีร์โบราณ เตภูมิกถาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณากรรมชิ้นแรกของประเทศไทย

เอกสาร หนังสือราชการ หรือบันทึกต่างๆ นั้น จารึกลงบนใบลาน แล้วนำมาผูกเรียงต่อกันพับทบซ้อนเป็นชั้นๆ เรียกว่า หนังสือผูก มีการสร้างสถานที่เก็บรักษาไว้ในพระบรมมหาราชวัง เรียกว่า หอหลวง เพื่อเก็บรักษาเอกสารของราชสำนักเหล่านี้ไว้โดยเฉพาะ นี่จึงอาจจะอนุมานได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของห้องสมุดของประเทศไทยก็ว่าได้

ล่วงเข้าสู่แผ่นดินกรุงศีอยุธยา เป็นช่วงที่ประชาชนกินดีอยู่ดี แผ่นดินร่วมเย็นเป็นสุข ปราศจากศึกสงคราม ในน้ำมีปลาในนามีข้าว เมื่อประชาชนใช้ชีวิตกันอย่างปรกติสุข จึงเริ่มมีเวลาหันมาสนใจศึกษาเรียนรู้ในเรื่องราวต่างๆบรรดาผู้มีทรัพย์ส่วนใหญ่จึงมักส่งบุตรหลานของตนไปร่ำเรียนวิชาตามสำนักวิชาต่างๆ ทั้งสรรพวิชาความรู้ในทางโลกและทางธรรม รวมทั้งศิลปวิชาการต่อสู้ ซึ่งนอกจากสำนักวิชาที่มีอยู่ทั่วไปแล้วอีกสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นแหล่งศึกษาวิชาความรู้ก็คือวัด

nrs60402
หนังสือผูก หรือหนังสือใบลานของไทย (ภาพจากเว็บกาญจนาภิเษก)

ภายหลังที่มีการใช้ภาษาไทยมาต่อเนื่องยาวนาน ตำราต่างๆ จึงไม่ได้ถูกเก็บไว้แต่เพียงในราชสำนักอีกต่อไป โดยเฉพาะคัมภีร์ทางพุทธศาสนา วัดอารามต่างๆ มีการคัดลอกและเก็บรวบรวมพระคัมภีร์เหล่านี้ไว้ และยังรวมถึงตำราความรู้ในทางโลกอีกด้วย มีการสร้างอาคารสำหรับเก็บรักษา เรียกว่า หอไตร เก็บรักษาหนังสือผูกหรือหนังสือใบลานซึ่งบางส่วนยังคงหลงเหลือให้เห็นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อยู่จนถึงปัจจุบัน

ในสมัยกรุงศรีอยุธยานับได้ว่าเป็นยุคทองหรือยุครุ่งเรืองของวรรณกรรมไทย มีการประพันธ์หนังสือและวรรณกรรมมากมายหลายเรื่อง นั่นหมายถึงมีการพัฒนาการทางภาษาอย่างดียิ่ง เมื่อมีการสร้างวรรณกรรมมากมายจึงจำเป็นต้องมีการจัดเก็บรักษา ดังนั้นจึงน่าจะมีการสร้างห้องสมุดขึ้นเพียงแต่ในยุคนั้นน่าจะยังคงเป็นห้องสมุดส่วนบุคคลเหมือนในสมัยสุโขทัย คือเป็นห้องสมุดส่วนตัวของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่หรือบรรดาเศรษฐีต่างๆ มากกว่า เว้นแต่ตำราทางศาสนาที่มีการเก็บรักษาและใช้อยู่ภายในวัด

ต่อตอนหน้า รับรองจบแน่

เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” (๓)

พฤษภาคม 16, 2009 โดย janghuman

กิจการห้องสมุดเฟื่องฟูอย่างสุดขีดในยุคทอง  (Golden Ages) ในช่วงปี ค.ศ.๑๖๐๐ เป็นต้นมา ประกอบกับความเจริญรุ่งเรืองของสถาบันการศึกษาหลายๆ แห่งในยุโรป มีการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย และยังได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายรัฐ ทำให้กิจการห้องสมุดพัฒนาขึ้นอย่างเต็มที่ ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด  (Oxford University) มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ ก็มีห้องสมุดที่เก่าแก่พอๆ กัน คือ Bodleian Library ก่อตั้งโดย  Sir Thomas Bodley ในปี ๑๖๐๒ จัดเป็นห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองของเกาะอังกฤษ (อันดับหนึ่งคือ British Library) ว่ากันว่าถ้าเอาชั้นหนังสือของที่นี่มาเรียงต่อกันจะได้ระยะทางยาวถึง ๑๘๘ กิโลเมตรเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังเป็นห้องสมุดที่มีอัตราการขยายตัวสูงคือประมาณการณ์ว่าหากยังคงเอาชั้นหนังสือมาเรียงต่อกันก็จะขยายยาวได้ถึงเฉลี่ยปีละ ๕ กิโลเมตร ปัจจุบันหอสมุดแห่งนี้ก็ยังคงเปิดให้บริการอยู่ที่อ๊อกฟอร์ด

BodianBodleian Library ภายในมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด

ห้องสมุดที่อลังการที่สุดอีกแห่งหนึ่งในยุโรปคือ หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส  (Bibliotheque Nationale de France) แต่เดิมเป็นหอสมุดของราชสำนัก สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๕ ราวปี ๑๓๖๘ ได้รับการสนับสนุนอย่างมากในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ต่อมาในปี ๑๖๙๒ จึงเปิดให้สาธารณชนเข้าไปค้นคว้าหาความรู้ได้อย่างเสรี ปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศสจัดเป็นห้องสมุดที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ ของยุโรป ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่และสร้างอาคารใหม่เพิ่มเติมในปี ๑๙๘๘ ในยุคของประธานาธิบดีฟรังซัวร์ส มิตเตอรองด์  (President Francois Mitterrand) หอสมุดแห่งนี้ได้รับการยกย่องเป็นห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก*

BNF1
หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส Bibliotheque Nationale de France

นอกจากนี้ยังมีห้องสมุดที่มีความสำคัญอีกหลายแห่งกระจายอยู่ทั่วแผ่นดินยุโรป อย่างเช่นในอิตาลี ที่ยังคงสืบสานการพัฒนาห้องสมุดเมื่อครั้งยุคโรมันเรืองอำนาจ ห้องสมุดเด่นๆ ในอิตาลีมีอยู่มากมาย อาทิ ห้องสมุดลอเรนเทียน ในฟลอเรนซ์  (Laurentian Library, Florence) ห้องสมุดวาติกัน ในนครรัฐวาติกัน  (Vatican Library, Vatican City) ห้องสมุดอัมโบรเซียม ในมิลาน (Ambrosian Library, Milan) นอกนั้นก็เช่น หอสมุดแห่งชาติสเปน ก่อตั้งเมื่อปี ๑๗๑๑ ตั้งอยู่ ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน หอสมุดแห่งชาติโปรตุเกส ก่อตั้งเมื่อปี ๑๗๙๖ ตั้งอยู่ ณ กรุงลิสบอน ในประเทศเยอรมันมีห้องสมุดสำคัญอยู่สามแห่ง คือ หอสมุดแห่งชาติเยอรมัน ที่นครเบอร์ลิน ก่อตั้งเมื่อปี ๑๖๖๑ หอสมุดนครไลป์ซิก และหอสมุดนครแฟรงค์เฟิร์ต ถัดมาทางฝั่งยุโรปตะวันออกก็มี หอสมุดแห่งชาติรัสเซีย ที่แต่เดิมคือ หอสมุดเลนิน  (Lenin State Library) ตั้งเมื่อปี ๑๘๖๒ เหล่านี้เป็นต้น

ข้ามจากยุโรปมาที่แผ่นดินอเมริกากันบ้าง ห้องสมุดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งคือ หอสมุดมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด  (Havard University Library) หอสมุดแห่งนี้เริ่มต้นจากห้องสมุดส่วนตัวของสาธุคุณจอห์น ฮาวาร์ด  (John Harvard) ที่มีหนังสือสะสมอยู่เพียง ๔๐๐ เล่ม แต่ตอนนี้มีหนังสืออยู่ที่นี่ถึงเกือบ ๑๖ ล้านเล่ม เป็นห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ห้าของโลก และเป็นห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Laurentian-Library
Laurentian Library, Florence, ITALY ออกแบบและวางผังโดย ไมเคิล แองเจลโล

Vatican-Library
บรรยากาศภายในห้องสมุดนครรัฐวาติกัน

Spain-library2
ห้องอ่านหนังสือที่โอโถงของหอสมุดแห่งชาติสเปน

Russia-library
ห้องอ่าหนนังสือของหอสมุดแห่งชาติรัสเซีย ได้บรรยากาศสังคมนิยมดีแท้

Harvard-library
ห้องสมุดมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Library-of-congress-1
หอสมุดรัฐสภาอเมริกัน Library of Congress ห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

และที่จะข้ามไปไม่ได้เด็ดขาดคือ หอสมุดรัฐสภาอเมริกัน  Library of Congress ห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี จัดเป็นหอสมุดแห่งชาติของอเมริกาและเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมาก ก่อตั้งเมื่อปี ๑๘๐๐ เดิมทีนั้นตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลทางกฎหมายและข้อมูลของทางราชการ ต่อมาได้มีการขยายเนื้อที่และเพิ่มเติมเอกสารอื่นๆเข้าไป จนในปี ๑๘๑๕ ถึงได้เปิดเป็นห้องสมุดสาธารณให้ประชาชนสามารถเข้าใช้ค้นคว้าได้โดยทั่วไป ทุกวันนี้หอสมุดรัฐสภาอเมริกันจัดเป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอัตราการขยายตัวของข้อมูลสูงมาก รวบรวมเอกสารและข้อมูลทุกรูปแบบ ปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า ๙๐ ล้านรายการ … (ต่อตอนหน้าจ้ะ)

* ห้องสมุดที่ใหญ่ที่ในโลก ๕ อันดับแรก ได้แก่
๑. Library of Congress
๒. British Library
๓. Bibliotheque Nationale de France
๔. New York Public Library
๕. Havard University Library

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่
เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” ตอนที่ ๑ / ตอนที่ ๒

เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” (๒)

พฤษภาคม 9, 2009 โดย janghuman

พวกกรีกก็นับว่ามีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับหอสมุดอยู่บ้าง เพซิสตราตัส (Pisistratus) ผู้ครองนครเอเธนส์ได้สร้างหอสมุดประชาชนขึ้นในเอเธนส์ บริหารงานโดยรัฐสภาเอเธนส์ แต่ปรากฏว่าคนกรีกไม่ค่อยเข้าไปใช้ เพราะส่วนใหญ่ยังอ่านหนังสือไม่ออก จนมาถึงยุคของ อริสโตเติล (Aristotle) เขาได้สร้างหอสมุดขึ้นมาในวิทยาลัยไลเซียม (Lyceum) ของเขา ซึ่งต่อมาได้กลายเป็ฯแม่แบบของการสร้างห้องสมุดมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน เอกสารมากมายได้ถุกส่งต่อไปยังหอสมุดอเล็กซานเดรียในเวลาต่อมา และท้ายที่สุดเมื่อพวกโรมันบุกเข้าครองอียิปต์ เอกสารเหล่านี้ก็ถูกขนย้ายไปเป็นสมบัติส่วนตัวของนายพล ลูเซียส คอร์เนเลียส ซูลล่า ในกรุงโรม

aristotle_altemps
อริสโตเติล ปราชญ์ชาวกรีก

aristotle_school
สถานที่ตั้งของ Lyceum ในปัจจุบัน

ในช่วงปลายของความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอียิปต์ จักรวรรดิโรมันกำลังเรืองอำนาจอย่างสุดขีด พวกโรมันขยายความยิ่งใหญ่โดยใช้สงครามเครื่องมือ ใครหือพ่อฟันไม่เลี้ยง จนจักรวรรดิโรมันยิ่งใหญ่ครองยุโรปเกือบทั้งหมด แม้ว่าจะรบพุ่งเก่งแค่ไหน ชาวโรมก็ยังสนใจใฝ่ศึกษากะเขาเหมือนกัน วัฒนธรรมบางอย่างนั้นรับเอามาจากพวกกรีกหรือพวกอียิปต์ โดยเฉพาะตำราความรู้ต่างๆ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากกรีกแบบเต็มๆ

ซีซาร์ที่ครั้งหนึ่งเคยสั่งเผาอเล็กซานเดรียนับเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์พอตัว เขามองออกว่าการติดอาวุธทางปัญญาให้ชาวโรมนั้นสำคัญพอๆ กับการเป็นนักรบ ซีซาร์เป็นตัวตั้งตัวตีในการวางแผนสร้างหอสมุดประชาชนขึ้น ปรกติในโรมก็มีห้องสมุดจำนวนไม่น้อย แต่ส่วนมากเป็นห้องสมุดส่วนตัวของพวกคหบดีหรือพวกขุนนางที่พอจะมีทรัพย์เหลือเฟือ แต่ซีซาร์ไม่ทันได้อยู่ดูหอสมุดในฝันของเขา หอสมุดแห่งนี้ชื่อว่า หอสมุดอ๊อคเตเวียน (Octavian Library) สร้างเสร็จหลังการเสียชีวิตของซีซาร์ ๗ ปี (๓๗ ปีก่อนคริสตกาล) จากนั้นก็มีการสร้างหอสมุดเพิ่มขึ้นอีกมากมายถึง ๒๘ แห่ง ที่โด่งดังที่สุดคือ หอสมุดอัลเพียน (Ulpian Library) สร้างขึ้นในสมัยของจักรพรรดิทราจัน (Emperor Trajan) มีการสร้างอาคารสำหรับเก็บเอกสารกรีกและละตินออกจากกัน

ที่เห็นเด่นชัดที่สุดอีกแห่งหนึ่งคือ หอสมุดเฮเดรียน (The Library of Hadrian) สร้างโดยจักรพรรดิเฮเดรียน ในปีคริสตศักราชที่ ๑๒๕ ทุกวันนี้ยังคงเหลือซากอาคารให้ได้ชมที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ

hadrians-library5
บริเวณหอสมุดเฮเดรียนในปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณคดี

ความรุ่งเรืองของหอสมุดเสื่อมถอยลงตามความเสื่อมของจักรวรรดิโรมัน เอกสารถูกทำลายไปบางส่วน เอกสารส่วนหนึ่งตกไปอยู่กับขุนนางที่ชื่อ ลูเซียส คัลเปอร์นิอัส ปิโซ (Lucius Calpurnius Piso) เขาอาศัยอยู่ที่เมืองเฮอร์คัลเลเนียม (Herculaneum) เชิงเขาวิซูเวียส ใกล้กับนครปอมเปอี  จนกระทั่งเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ของวิซูเวียส ปอมเปอีทั้งเมืองรวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงถูกกลบจมหายอยู่ใต้คลื่นลาวา นักโบราณคดีจึงได้ขุดค้นพบหอสมุดของเขาพร้อมกับเอกสารเป็นม้วนปาริรัสมากถึง ๑,๘๐๐ ม้วนให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า ปัจจุบันม้วนปาปิรัสเหล่านี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ กรุงเนเปิ้ลส์ ประเทศอิตาลี

ระหว่างช่วงปี ๑๙๔๐ ถึง ๑๙๕๐ มีการค้นพบทางโบราณคดีที่นับว่าสำคัญมากๆ ในถ้ำแห่งหนึ่งบริเวณใกล้กับทะเลสาบเดดซี (Dead Sea) ประเทศอัฟกานิสถาน มีการค้นพบม้วนหนังสัตว์และม้วนปาปิรัสจำนวนมากบรรจุอยู่ในภาชนะดินเผาลักษณะคล้ายไหหรือตุ่มขนาดย่อมๆ บันทึกพระคัมภีร์ของพวกยูดายหรือพวกยิว และค้นพบว่าบางม้วนเป็นพระคัมภีร์เก่าหรือพันธะสัญญาเดิม (Old Testament) นับอายุได้ราว ๒๐๐ ปีก่อนคริสตกาล จนอาจกล่าวได้ว่านั่นอาจจะเป็นไบเบิลฉบับที่เก่าแก่ที่สุดฉบับหนึ่งที่มีการค้นพบ ม้วนเอกสารที่ว่านี้มีทั้งหมดถึง ๑๑ ถ้ำ เอกสารเหล่านี้รู้จักกันในนาม Dead Sea Scrolls บางส่วนถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เยรูซาเล็ม พิพิธภัณฑ์ร็อกกี้เฟลเลอร์ และพิพิธภัณฑ์อัมมัน ประเทศจอร์แดน

ด้วยความที่ถูกเก็บไว้อย่างดีในถ้ำกลางทะเลทราย อากาศที่แห้งขนาดนั้นทำให้ช่วยเก็บรักษาสภาพของเอกสารไว้ให้ชนรุ่นหลัง แต่คำถามก็คือเหตุใดและใครกันแน่ที่นำเอกสารเหล่านี้มาเก็บไว้ในถ้ำลี้ลับแห่งนี้ ?

deadseascroll
Dead Sea Scrolls

deadseascroll2
ภาชนะดินเผาที่ใช้บรรจุพระคัมภีร์

เมื่อจักรวรรดิโรมันเริ่มเสื่อมอำนาจลง ทุกสิ่งทุกอย่างที่โรมันสร้างขึ้นหรือดำเนินกิจกรรมอยู่ก็เริ่มเสื่อมถอยตาม รวมถึงกิจการห้องสมุดด้วย นักประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นอย่าง อัมเมียนาส มาเซลลินัส (Ammianus Marcellinus) เคยเอ่ยประโยคสำคัญไว้ว่า “ห้องสมุดกำลังถูกปิดไปตลอดกาล ไม่ต่างอะไรจากหลุมศพ” (The Libraries are closing forever, like tombs)

ในยุคกลาง (Middle ages) กิจการห้องสมุดไม่ได้อยู่ภายใต้การจัดการของราชสำนักหรือของรัฐเหมือนเดิม แต่ถูกเปลี่ยนมือมาอยู่ภายใต้การดำเนินงานของศาสนจักร วัดหรือศาสนสถานกลายเป็นผู้รวบรวม บันทึก คัดลอก เอกสารสำคัญต่างๆ มาเก็บไว้ โดยเฉพาะคำสอนทางศาสนาหรือไบเบิลไว้ด้วย นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมวรรณกรรมสำคัญๆ ของกรีก อียิปต์และโรมันไว้ด้วย

ด้วยความที่ต้องใช้วิธีการเขียนด้วยมือในการบันทึกหรือคัดลอกเอกสาร คัมภีร์ต่างๆ ในสมัยนั้นจึงถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก และยิ่งเป็นคัมภีร์ทางศาสนาหรือไบเบิล นั่นยิ่งถือว่าเป็นของที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ จึงถูกเก็บรักษาไว้อย่างแน่นหนาภายในห้องสมุดของวัดหรือของศาสนสถาน

2eg06
St.Catherine’s Monastery ในประเทศอียปต์

ปี ค.ศ. ๕๒๗ มีการสร้างวัดของชาวคริสต์ที่ซีนาย (Sinai) คือบริเวณประเทศอียิปต์ในปัจจุบัน ชื่อว่า St. Catherine’s Monastery ซึ่งถือว่าเป็นวัด (คริสต์) ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และแน่นอนว่ามีห้องสมุดที่เก็บรักษาพระคัมภีร์และวรรณกรรมสำคัญๆ มากกว่า ๓,๕๐๐ ชุด บันทึกเป็นภาษาโบราณทั้งสิ้น อาทิ กรีก คอปติค อราบิค อาร์มาเนียน ฮิบรู ซลาวิค เป็นต้น  ปัจจุบันวัดแห่งนี้ก็ยังมีอยู่

เข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) เป็นช่วงเวลาที่ยุโรปตื่นตัวกับการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในสรรพวิชาต่างๆ เกิดนักคิด นักวิชาการและศิลปินขึ้นมากมาย ห้องสมุดกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้กลับมาเป็นห้องสมุดส่วนบุคคลซึ่งก็จะเป็นขุนนางหรือพวกคหบดีต่างๆ ที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือห้องสมุดของ คอสสิโม เดอ เมดิซี (Cosimo de Medici) ตระกูลดังแห่งเมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งเป็นตระกูลเศรษฐีที่ให้การสนับสนุนศิลปินดังๆ มากมาย … (ติดตามต่อตอนหน้าจ้ะ)

อ่านบทแรกได้ที่นี่  **เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” ตอนที่ ๑**