ศิลปะ…ไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์

สิงหาคม 17, 2008 by janghuman

อ่านบทความของ คุณสันติ ลอรัชวี* กราฟฟิกดีไซน์ชื่อดังคนหนึ่งของเมืองไทย เขียนลงไว้ใน a day weekly ฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อปี ๒๕๔๗ เล่าถึงหลานสาวของคุณสันติ ชื่อน้องเตย ที่ชอบวาดรูปตามประสาเด็กๆ แต่อยู่มาวันหนึ่งน้องเตยก็มาบ่นให้คุณสันติฟังว่า “เตยไม่ชอบวาดรูปแล้วล่ะ” … คุณสันติได้ให้มุมมองที่น่าสนใจไว้ว่า

“…ในที่สุดผมก็ถึงบางอ้อจนได้ว่าที่น้องเตยไม่อยากวาดรูป (ไม่ใช่ไม่ชอบ) ก็เพราะตั้งแต่ขึ้น ป.๖ มา เธอได้คะแนนไม่ค่อยดีในวิชาศิลปะ วิชาที่เธอเคยทำได้ดีมาตลอด ผลงานที่ส่งอาจารย์แต่ละชิ้นได้ผลการตัดสินที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอคงวาดรูปไม่เก่ง มีเพื่อนที่ทำได้ดีกว่าเธอหลายคน วิชาศิลปะยากและไม่สนุกซะแล้ว จนในที่สุดการวาดรูปกับน้องเตยก็เป็นเหมือนวิชาคณิตศาสตร์กับเด็กอีกหลายคน…

ในความเห็นของผมการวัดผลในวิชาศิลปะระดับประถมศึกษา โดยเฉพาะการให้คะแนนของผลงานควรคำนึงถึงการมีส่วนร่วมในการทำงานศิลปะของเด็กมากกว่าจะคอยใส่ตัวเลขว่า เธอวาดสวย (ในสายตาใคร?) เอาไป ๑๐ คะแนน เธอวาดพอใช้ (ในสายตาใคร?) เอาไป ๗ คะแนน เธอวาดไม่สวย (ในสายตาใคร?) เอาไป ๔ คะแนน ผลสุดท้ายอาจจะเป็นกระบวนการหนึ่งที่กีดกันให้ศิลปะกลานเป็นของคนกลุ่มเล็กๆ และคนอื่นๆ ก็จะรู้สึกไม่อยากเกี่ยวข้อง ไม่อยากสนใจ เพราะเคยถูกตัดสินมาแล้ว คุณทำได้ไม่ดี คุณไม่เก่ง จนในที่สุดก็คือ คุณไม่เกี่ยว…”

เมื่อสมัยเด็กๆ ข้าพเจ้าจำได้ว่าทำคะแนนในวิชาศิลปะได้ดีเป็นพิเศษ คงเพราะเป็นวิชาที่ไม่ต้องใช้ความคิดอะไรมาก สามารถบรรเลงสีสันได้อย่างตามใจนึกตามแต่หัวข้อที่อาจารย์กำหนดให้ วิชาศิลปะในแต่ละระดับชั้นมีการเรียนการสอนที่แตกต่างกันไป เมื่อประถมข้าพเจ้าจำได้ว่าแทบจะไม่มีการสอนเรื่องของทฤษฎีใดๆ ทั้งสิ้น วิชาศิลปะในแต่ละสัปดาห์ อาจารย์จะบอกล่วงหน้าว่าอาทิตย์นี้จะใช้สีอะไรในชั่วโมงเรียน ซึ่งก็ไม่พ้นจำพวกสีไม้ สีชอล์ก หรือสีน้ำ อาจารย์จะกำหนดหัวข้ออย่างคร่าวๆ ที่เหลือก็ให้นักเรียนบรรเลงเองตามแต่จะนึก ขั้นตอนการเรียนเป็นเช่นนี้มาตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่ขัดใจข้าพเจ้ามาตลอดคือการให้คะแนนของอาจารย์ ข้าพเจ้านึกสงสัยตั้งแต่เมื่อครั้งนั้นว่าทำไมข้าพเจ้าได้คะแนนต่างจากครั้งที่แล้ว ทำไมข้าพเจ้าได้คะแนนน้อยกว่าเพื่อน หรือทำไมงานของเพื่อนถึงได้คะแนนสูงนักทั้งที่ไม่เห็นจะสวยเท่าไหร่เลย ฯลฯ เหล่านี้คาใจข้าพเจ้ามาตลอด แม้เมื่อเริ่มร่ำเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีศิลปะแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังไม่เข้าใจว่าทฤษฎีเหล่านี้มันกลั่นกรองออกมาเป็นตัวเลขได้จริงล่ะหรือ

มีอาจารย์ด้านศิลปะท่าหนึ่งเคยให้ทัศนะไว้ว่าการเป็นกรรมการตัดสินผลงานศิลปะนั้นเป็นเรื่องที่น่าหนักใจที่สุด เชื่อเถอะว่าไม่ว่าใครๆ ต่างก็ต้องมองว่าผลงานของตนนั้นดีเยี่ยม สมบูรณ์อย่างที่สุดแล้ว แต่เมื่อถูกตัดสินให้แพ้ใครอีกคน คงยากจะทำใจยอมรับ ศิลปะไม่ใช่คณิตศาสตร์ ไม่สามารถเทียบบัญญัติไตรยางค์ได้ ไม่มีสูตรตายตัว ไม่มีทฤษฎีศิลปะใดที่แน่นอน เราเชื่อได้ไหมว่าการตัดสินงานศิลปะนั้นมีเรื่องของทัศนคติส่วนตัว ความนิยมส่วนตัว มาเกี่ยวข้องด้วย

ถ้าคุณนิยมศิลปะไทย แต่ต้องให้คะแนนผลงานศิลปะร่วมสมัย คุณก็คงอดไม่ได้ที่จะพิจารณาว่าผลงานชิ้นไหนมันแทรกศิลปะแบบไทยๆ ที่คุณชอบเอาไว้บ้าง หรือถ้าคุณเป็นศิลปินหัวทันสมัยแล้วต้องไปให้คะแนนศิลปะระดับเยาวชน คุณก็จะให้คะแนนผลงานที่แสดงความเป็น Modern มากหน่อย เพราะคุณจะรู้สึกว่าผลงานนี้มันสะดุดใจคุณ

เรื่องของศิลปะไม่น่าจะมีการให้คะแนนเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างที่คุณสันติว่าไว้ หากเด็กรู้สึกว่าเขาทำคะแนนได้ไม่ดี เขาก็จะเริ่มรู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับเขา พาลจะเบื่อหน่ายและรังเกียจ แต่ถ้ามองในสายตาของครูผู้สอน เขาคงจะถามว่าแล้วจะให้ใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินคะแนนแก่เด็กล่ะ คำตอบของข้าพเจ้าก็คือ ไม่มี ไม่ต้องมีคะแนน วิชาศิลปะไม่มีตก ไม่มีไม่ผ่าน ควรเป็นวิชาบังคับที่ให้นักเรียนผ่านทุกคนโดยไม่จำเป็นต้องสอบด้วยซ้ำ


ผลงานของเด็กๆ ไปเจอมาจาก web blog บ้านศิลปะครูเม้าส์**

จำได้แม่นว่าครั้งหนึ่งข้าพเจ้าส่งงานศิลปะชิ้นหนึ่งแล้วถูกตีกลับมาโดยอาจารย์โน้ตไว้ว่า ไม่สามารถให้คะแนนงานที่ยังไม่เสร็จได้ ข้าพเจ้าหัวเสียมาก เพราะอาจารย์ให้หัวข้อไว้ว่าให้ใช้เทคนิคอิสระ งานชิ้นนั้นข้าพเจ้าใช้หมึกดำเขียนเป็นลายเส้น ข้าพเจ้าพอใจผลงานชิ้นนี้มากแต่อาจารย์กลับบอกว่ามันเป็นงานที่คุณขีดๆ มาส่งเท่านั้น เอาไปลงสีให้เรียบร้อย … ถ้าเป็นตอนนี้คงได้มีเรื่องเถียงกันไม่จบแน่ แต่ในตอนนั้นข้าพเจ้าทำงานชิ้นใหม่ไปส่งอย่างเสียไม่ได้

“… พ่อแม่ของน้องเตยเคยเปรยกับผมถึงการจะให้น้องเตยได้ไปเรียนศิลปะตามสถาบันศิลปะเด็กต่างๆ ที่เปิดกันเต็มบ้านเต็มมเอง แต่ผมกลับเห็นว่าถ้าจะสนับสนุนหรือส่งเสริมเด็ก สิ่งสำคัญเห็นจะเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างศิลปะกับเด็ก มากกว่าจะเป็นกติกาหรือกิจวัตรที่ทุกเสาร์หรืออาทิตย์ ๙ โมงเช้าถึงเที่ยงเด็กต้องไปเรียนเปียโน บ่ายโมงถึง ๕ โมงเย็นต่อด้วยเรียนวาดรูป จนบางคนกลายเป็นเครื่องมือให้พ่อแม่ไปอวดบารมีกัน…”

เห็นด้วยกับคุณสันติเลยครับ ไม่รุ้ว่าบรรดาพ่อๆ แม่ๆ ที่ชอบส่งลูกไปเรียนพิเศษ เคยถามลูกไหมว่าลูกอยากไปเรียนหรือไม่ ยิ่งเรื่องของศิลปะ มันไม่ใช่เรื่องที่จะบังคับด้วยเวลากันได้ เอ้า ๑๐ โมงต้องวาดรูป แล้วถ้าไอ้ตอน ๑๐ โมง เด็กเขาไม่อยากวาดรูปล่ะ ที่ลูกๆ ไปเรียนพิเศษกันโครมๆ ข้าพเจ้าว่าเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้ปกครองเสียมากกว่า แม้จะประสงค์ด็ก็เถอะแต่น่าจะเข้าใจจิตใจเด็กๆ ด้วย

* คุณสันติ ลอรัชวี เป็นกราฟฟิกดีไซน์มากฝีมือคนหนึ่งของเมืองไทย มีผลงานมากมาย คุณสันติมี blog กะเขาด้วยนะครับ ลองเข้าไปเยียมชมได้ครับที่ http://grafiction.blogspot.com/

**
บังเอิญไปเจอ blog น่ารักๆ ชื่อ บ้านศิลปะครูเม้าส์ ไม่ได้รู้จักครูเม้าส์เป็นการส่วนตัวหรอกครับ ลองเข้าไปดูผลงานของเด็กๆ ลูกศิษย์ครูเม้าส์กันครับที่ “บ้านศิลปะครูเม้าส์”

ทีเล่นทีจริงของดนู ฮันตระกูล

สิงหาคม 7, 2008 by janghuman

นักฟังเพลงสมัยใหม่อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ ดนู ฮันตระกูล กันมากนัก หากเอาแค่ ฮันตระกูล คงพอจะกล้อมแกล้มกันบ้าง แต่ถ้าเป็นพวกนักฟังเพลงเดนตายบ้านเราต้องคุ้นเคยกับชื่อนี้ หรือเอาแค่นักฟังเพลงธรรมดาเหมือนอย่างข้าพเจ้า ย้อนกลับไปราวปี ๒๕๓๖ ทุกคนต้องรู้จักเพลง ไอ้หนุ่มผมยาว แน่นอน นี่แหละคือผลงานของ ดนู ฮันตระกูล ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ดนู ฮันตระกูล … ดูจากนามสกุลก็รู้ว่าคงไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่ เขาจบปริญญาเอกด้านการดนตรี มาจากมหาวิทยาลัยโอเรกอน สหรัฐอเมริกา แล้วก็มาเป็นอาจารย์ เป็นนักประพันธ์ดนตรี เป็นผู้อำนวยเพลง เป็นอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับดนตรีที่เมืองไทย แต่ชื่อเสียงของเขาจะเป็นที่รู้จักกันเฉพาะในวงการคนดนตรีเสียมากกว่า โดยเฉพาะดนตรีประเภทคลาสสิก หรือพวกวงออเครสต้า บางครั้งชื่อของคุณดนูก็ไปปรากฏในฐานะนักประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ ที่เด่นมากๆ ก็คือภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ (๒๕๒๘) ของผู้กำกับ ยุทธนา มุกดาสนิท และ กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ (๒๕๓๗) ของผู้กำกับ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

สำหรับผลงานเพลงที่ออกจำหน่ายทั่วไปของคุณดนูก็พอมีอยู่บ้าง แต่ก็ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ฟังเฉพาะกลุ่ม จนในปี ๒๕๓๖ คุณดนู ฮันตระกูล ก็ออกอัลบั้มร่วมกับ แกรมมี่ ในชื่อชุด ทีเล่นทีจริง กลายเป็นอัลบั้มที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุดชุดหนึ่งในยุคนั้น เพราะมีสไตล์ดนตรีที่แตกต่างไปจากเพลงทั่วไปในท้องตลาดที่ช่วงนั้นจะนิยมเพลงป๊อปแด๊นซ์ ไม่ก็ป๊อปร็อค แต่ ทีเล่นทีจริง มาแปลกกว่าด้วยเพลงที่ดูเหมือนจะย้อนยุค แต่กลับไม่คร่ำครึ คนรุ่นใหม่สามารถฟังได้อย่างไม่ง่วงหลับไปเสียก่อน อกีทั้งช่วงปลายปี ๒๕๓๖ เริ่มมีกระแสเพลงพวกกลุ่มดนตรีอิสระ ที่เรียกกันว่าเพลงอินดี้ออกมามากขึ้น แนวเพลงที่ฉีกจากที่มีอยู่ทั่วไปเริ่มเป็นที่สนใจของผู้บริโภคที่เริ่มเบื่อหน่ายจำเจกับเพลงแนวเดิมๆ ที่ได้ฟังกันอยู่ทุกวัน และทีเล่นทีจริงก็เป็นหนึ่งในนั้น

แม้คุณดนูจะไม่ใช่หน้าใหม่ของวงการดนตรี แต่วัยรุ่นในยุคนั้นหลายคนยังเข้าใจผิดคิดว่าดนูเป็นนักแต่เพลงหน้าใหม่ ที่เพิ่งออกอัลบั้มเป็นครั้งแรก และยังเอา ทีเล่นทีจริง ไปรวมกับกลุ่มเพลงอินดี้เสียอีก

ใน ทีเล่นทีจริง คุณดนูได้ออกตัวไว้ว่าเพลงชุดนี้เป็นหัสดนตรี แปลง่ายๆ ว่า ดนตรีเพื่อความรื่นเริง ๑๐ บทเพลงในชุดนี้จะมีสีสันที่แตกต่างกันไป แม้โดยส่วนใหญ่จะฟังดูคล้ายเพลงเก่าย้อนยุค ด้วยท่วงทำนอง ลีลาการขับร้อง และเครื่องดนตรีที่บรรเลง แต่ดนูก็หยอดลูกเล่นและมุขต่างๆ ลงไปทำให้เพลงไม่น่าเบื่อ ทำให้กลายเป็นว่าวัยรุ่นคนไหนฟังเพลงของดนูก็จะรู้สึกว่าเท่เสียเต็มประดา เพราะจะกลายเป็นนักฟังเพลงนอกกระแสไปทันที


เมื่อดอกซากุระบาน ของคุณสุภัทรา มีคุณดนูเป็นผู้ทำดนตรีให้


เพลงบางกอก ผลงานแบบไทยๆ ของคุณดนู…เพราะมากขอบอก

ทีมงานดนตรีในชุดนี้ก็เป็นที่คุ้นเคยเพราะร่วมงานกันมานมนาน คือ วงไหมไทย และ วงมิตรสัมพันธ์ นักร้องก็ได้ทีมนักร้องคู่บารมีนำโดย คุณสุภัทรา อินทรภักดี ทั้ง ๑๐ เพลงประพันธ์ทำนองโดยดนู และมี ๔ เพลงที่เขาประพันธ์คำร้องด้วย มีทั้งเพลงเศร้า หวาน รัก สนุกสนาน แต่ก็สามารถฟังไล่เรียงกันไปได้โดยไม่รู้สึกสะดุด จะมีอยู่บ้างบางเพลงที่มีรสชาติออกจะใกล้เคียงกันมากจนเกินไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทอนความบันเทิงในการฟังเลยสักนิด

จะขอแนะนำบางเพลงในชุดนี้ อย่างเช่น คนกันเอง ประพันธ์เนื้อร้องโดย คุณนิวัติ กองเพียร มีกลิ่นอายเพลงพื้นบ้าน ให้จังหวะสนุกสนาน แต่เนื้อหานั้นหนักไปทางเสียดสีชนชั้นปกครอง, วสันต์สวาทคดี เพลงนี้คุณดนูประพันธ์คำร้องด้วย แสดงให้เห็นความชำนาญในการเลือกใช้ถ้อยคำที่สละสลวย ลีลาย้อนยุค เนื้อหาเล่าถึงชายหนุ่มที่เพ้อรำพึงถึงผิดหวังกับความรัก แม้เนื้อหาจะเศร้าแต่กลับฟังได้อย่างสนุก, โอ้แม่มารตี ใส่ลีลาแบบแขกๆ เอาไว้ เนื้อหาก็เกี่ยวกับความรักของชายหนุ่มกับคนนักที่ชื่อ มารตี เป็นอีกเพลงหนึ่งที่โดดเด่นมาก, ไอ้หนุ่มผมยาว เพลงนี้ถือเป็นไฮไลต์ของอัลบั้ม ทุกสถานีวิทยุต้องเปิดเพลงนี้ ทีวีทุกช่องก็เปิด ผับ บาร์ ก็ต้องเปิด เสียงร้องของคุณสุรชัย สมบัติเจริญ ว่ากันว่านี่เป็นเพลงที่ทำให้คุณสุรชัยกลับมาแจ้งเกิดในวงการอีกครั้ง เนื้อหาเล่าถึงไอ้หนุ่มที่ผิดหวังกับความรัก เพื่อสาวเจ้าดันหนีไปหลงรักไอ้หนุ่มผมยาวเสียนี่ เพลงนี้คุณดนูเล่าไว้ว่า ลงทุนแต่เองทั้งคำร้องและทำนองเพื่อพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้จะเก่งแต่คลาสสิกอย่างเดียวนะ


ไหมไทย คลาสสิก (๒๕๕๑) ผลงานล่าสุดของคุณดนู ร่วมกับ คุณจามร ศุภผล

หลังจากชุด ทีเล่นทีจริง คุณดนูก็ไม่ได้ทำดนตรีออกมาในลักษณะนี้อีก แต่เขายังคงคลุกคลีอยู่กับดนตรีเสมอ มีผลงานออกมาให้ฟังกันแก้คิดถึงทุกปี ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงบรรเลงฟังง่ายๆ เน้นผู้ฟังเฉพาะกลุ่ม ไม่ได้กะจะตีตลาดให้แตกเหมือนชุดนี้ ผลงานของคุณดนูจึงมักจะถูกซุกเอาไว้แถวๆ หลังร้าน ไม่ก็เก็บไว้ในกลุ่มเพลงคลาสสิก ที่ไม่ค่อยมีใครเดินเข้าไปเลือกนัก ถ้าไปร้านไหนแล้วไม่มีก็ขอให้แวะไปร้านเพลงชื่อดังแถวท่าพระจันทร์ รับรองไม่ผิดหวัง จะได้ผลงานของคุณดนูหลายๆ ชุดกลับไปนอนฟังเพลินๆ ที่บ้านแน่นอน หรือเข้าไปติดตามข่าวราว ทดลองฟังและสั่งซื้อได้ที่เว็บไซต์ของคุณดนู www.dnunet.com

มีเพลงในชุด ทีเล่นทีจริง มาให้ลองโหลดไปฟังกันครับ ฟังแล้วอย่าเคลิ้มตามไปล่ะ
ชื่อเพลง บีกินบอกรัก**download**

ไปบ้านหม้อ…กินไอติมรำลึกอดีต

สิงหาคม 6, 2008 by janghuman

หากใครเป็นพวกหลงใหลเครื่องเสียงประเภทที่ต้องต่อเองประกอบเอง หรือไม่ก็พวกวงจรอิเล็กทรอนิกส์หลากชนิด ก็ต้องนึกถึง บ้านหม้อ เป็นแห่งแรก เพราะที่นี่รวมทุกอย่างไว้เสร็จสรรพ

บ้านหม้อ เป็นชุมชนเก่าอยู่เลย ถนนตรีเพชรไปนิดนึง ถ้ามาจากโรงเรียนสวนกุหลาบ เชิงสะพานพุทธก็เดินเลียบหน้าโรงเรียนมาถึงสี่แยก เลี้ยวซ้ายก็เข้าเขตบ้านหม้อแล้ว หรือถ้ามาจากพาหุรัด เลย ดิ โอลด์สยาม ข้ามสี่แยกมาก็เจอ หรือมาจากฝั่งปากคลองตลาดก็เลียบคลองมานิดเดียวก็เจอ

ที่เรียกว่าบ้านหม้อ เพราะพื้นที่แถบนี้เคยเป็นแหล่งปั้นหม้อมาแต่ก่อน พอบ้านเมืองเจริญขึ้นอาชีพนี้ก็ค่อยๆ สูญหายไป กลายเป็นแหล่งชุมนุมร้านค้าขายเพชรพลอย ปัจจุบันก็เหลืออยู่พอสมควร ที่เข้ามาแทนที่คือบรรดาร้านขายอุปกรณ์เครื่องเสียง จำพวกลำโพง แอมปริฟายเออร์ อะไรต่อมาอะไรที่เป็นพวกเครื่องเสียง ที่นี่มีหมด แล้วก็ยังมีพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ บรรดาช่างไฟ ช่างซ่อมทั้งหลายมาเดินหาซื้ออะไหล่กันที่นี่ทั้งนั้น สินค้าที่ว่านี้วางขายเรียงรายตั้งแต่หัวถนนไปจุดสุดถนน ไม่เว้นกระทั่งตามตรอกซอย เรียกว่าทุกพื้นที่ของบ้านหม้อเต็มไปด้วยสินค้าประเภทนี้ทั้งสิ้น


รถราขวักไขว่ สัญญาณไฟจราจรแทบไม่มีความหมายที่นี่
ดูจากป้ายร้านยังพอจะมีร้านค้าเพชรพลอยเหลืออยู่บ้าง

จำได้ว่าสมัยข้าพเจ้ายังอยู่ที่สวนกุหลาบ ก็ต้องเดินเข้าๆ ออกๆ หาซื้อวงจรไฟฟ้ามาประกอบส่งอาจารย์กันที่นี่ มาตื่นตาตื่นใจกับวงจรมากมาย ถ้าประเภทที่ง่ายๆ หน่อยก็เลือกซื้อวงจรพวกไฟกระพริบ ไฟหมุน ไฟหรี่ เก่งกล้าขึ้นมาหน่อยก็เป็นชุดไมโครโฟน ไมค์ลอย ส่วนใครที่อาจหาญมากขึ้นไปอีกก็เล่นพวกวิทยุประกอบเอง ส่วนใหญ่จะไม่สำเร็จ ประกอบทำเป็นเครื่องให้ดูมีราศีกันไปอย่างนั้นเอง ก็ตอนโน้นยังไม่มีการสอนคอมพิวเตอร์กัน ใครที่เล่นพวกอิเล็กทรอนิกส์แบบนี้ก็นับว่าโก้กันแล้ว

เดินเลยเข้าไปหน่อยถึงแยกบ้านหม้อจะเจอ ตลาดบ้านหม้อ เป็นตลาดสด ที่หน้าตลาดมีป้ายชื่อตลาดบ้านหม้อเป็นปูนปั้นลวดลายสวยเชียว แต่ไม่ค่อยจะมีใครแหงนหน้าขึ้นไปมองนัก ด้านบนยังมีหม้อใบโตวางอยู่เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าสมัยก่อนที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องปั้นหม้อ เดี๋ยวนี้บริเวณนี้แออัดมากกว่าแต่ก่อน รถราขวักไขว่ ใครเดินไม่ระวังอาจถูกเฉี่ยวเอาง่ายๆ บนทางเท้านั่นไม่ต้องพูดถึง กลายเป็นที่วางสินค้าของร้านต่างๆ หมดแล้ว บนถนนก็ไม่เว้น ตั้งแผงขายของบ้าง จอดรถส่งของบ้างรถเข็นพ่อค้าแม่ค้าบ้าง ขนาดเป็นถนนสายสั้นๆ แต่ก็จัดว่าจอแจพลุกพล่านมากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพเลยทีเดียว


อยากให้ลองสังเกตตึกฝั่งขวา เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปที่เท่มาก
ตึกหลายแห่งที่นี่ยังคงสภาพเดิมไว้ บางแห่งก็ตกแต่งใหม่จนเสียของ


ป้ายชื่อ ตลาดบ้านหม้อ แทบไม่มีใครแหงนหน้ามองเท่าไหร่
จะเห็นหม้อวางอยู่ด้านบนเป็นสัญลักษณ์ของบ้านหม้อ


ป้ายชื่อตลาดและอาคารใกล้เคียง ดูเรียงต่อกันเป็นจังหวะสวยมาก
เสียตรงที่ไอ้สายไฟระเกะระกะนี่แหละ ที่ทำให้ตึกสวยๆ ในกรุงเทพด้อยคุณค่าไป

เดินบ้านหม้อร้อนๆ แล้วก็มาตากแอร์เย็นๆ ที่ ดิ โอลด์สยาม พลาซ่า เมื่อก่อนตรงนี้เป็นตึกแถวเก่าๆ จำได้ว่าเคยมาเดินชมตึกสวยๆ ที่นี่กับเพื่อนฝูงเป็นประจำ ก็ไม่ได้หรูหราอะไรหรอก ก็ตึกเก่าๆ โทรมๆ แต่ยังคงสภาพดี ทั้งประตู ช่องลม หน้าต่าง จั่ว ยอดตึก หรือแม้กระทั่งป้ายชื่อร้าน มันดูคลาสสิกไปหมด แล้วร้านค้าแต่ละร้านก็คลาสสิกสุดๆ จำได้ว่าตรงหัวมุมเป็นห้างอะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้ ด้านหน้าติดกระจกโชว์สินค้า มีภาพโฆษณาเก่าๆ บางห้องก็ถูกดัดแปลงเป็นร้านเหล้า เสียดายตอนนั้นยังเด็ก เข้าไปไม่ได้…ถ้านึกไม่ออกก็ลองเดินเลยขึ้นไปทางเฉลิมกรุง แถวร้านกาแฟรุ่นคุณพ่อ ออน ล๊อก หยุ่น ตึกตรงนี้ก็คล้ายๆ แถบนั้นแหละ


อาคาร ดิ โลอด์สยาม พลาซ่า สร้างทับตึกสวยๆ ที่มีอยู่เดิม
แต่อย่างน้อยก็ขอขอบคุณห้างเขาที่คงคอนเซ็ปอนุรักษ์ร้านค้าสไตล์โบราณๆ เอาไว้


ซอยนี้แหละครับ รถเข็นไอติมที่ว่านี่อยู่ปากซอยทางซ้ายมือ
เมื่อก่อนซอยนี้เงียบมากนะ ไม่ค่อยมีคนเดินหรอก แต่เดี๋ยวนี้ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ

มาแถบนี้ทีไรก็อดนึกถึงความหลังไม่ได้ (สงสัยจะแก่แล้ว ชอบย้อนอดีต) ตรงข้ามดิ โอลด์สยาม มีซอยหนึ่งสามารถทะลุมาจากบ้านหม้อได้ หรือถ้ามาจากถนนตรีเพชรก็ผ่านห้างไนติงเกลมาหน่อยหนึ่ง ซอยแรกเลย มีรถเข็นขายไอติมอยู่เจ้าหนึ่ง เมื่อก่อนเขาขายไอติมกะทิไม่มียี่ห้อติดนะ แต่ตอนนี้เห็นติดป้ายไผ่ทอง สมัยโน้นเลิกเรียนก่อนกลับบ้านก็แวะมานั่งละเลียดไอติมที่นี่ นั่งกินริมถนนนั่นแหละ มีเครื่องพวกข้าวโพด เผือก ข้าวเหนียว ถั่วดำ ถั่วแดง เทือกนี้ ราคาถ้วยละ ๖ บาท วันไหนซวยหน่อยก็นั่งกินขนาบด้วยนักเรียนจากโรงเรียนคู่อริ (ไม่ขอเอ่ยนาม) กินไปเหล่กันไป ถ้าดวงดีหน่อยก็เจอเด็กนักเรียนหญิงโรงเรียนแถวนั้นนั่งกิน ถ้าเจอแบบนี้ก็จะกินอย่างมีความสุขหน่อย ไม่นานมานี้เพิ่งไปนั่งกินเป็นครั้งแรกในรอบ ๑๖ ปี ปรากฏว่ายังขายอยู่ที่เดิม แต่บรรยากาศเปลี่ยนไปหมดแล้ว ซอยที่เคยเงียบกลายเป็นพลุกพล่าน นกพิราบที่เคยบินรอข้าวโพดหล่นๆ ก็หายหย้าไป อาโกอาอี้คนเก่าที่เคยยืนขายก็เปลี่ยนเป็นอาม่วยเสียงดังล้งเล้ง จากถ้วยละ ๖ บาทก็เป็น ๑๕ บาท แม้จะยังอร่อยเหมือนเดิม แต่ทำไมไม่รื่นรมย์เหมือนเมื่อก่อนก็ไม่รู้

 

ไปวัดสุทัศน์

สิงหาคม 6, 2008 by janghuman

ไปเยี่ยมชมวัดสุทัศน์ด้วยความบังเอิญที่จู่ๆ เกิดสติแตก จึงออกหาที่สงบเรียบเรียงสมาธิใหม่ มาเดินชมพุทธศิลป์งามๆ ช่วยทำให้ชื่นใจได้

วัดสุทัศนเทพวราราม จัดเป็นอารามหลวงชั้นเอก ตั้งอยู่ตรงข้ามศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร กับ เสาชิงช้า วันนี้สร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระราชทานนามว่า วัดมหาสุทธาวาส โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปหล่อสุโขทัยมาจากวิหารหลวง วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย มาประดิษฐาน แต่ยังมิทันจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน เลยมาถึงแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อจนแล้วเสร็จ ทั้งนี้ได้ทรงแกะสลักบานประตูพระวิหารด้วยพระองค์เอง แต่ก็ยังมิแล้วเสร็จก็สิ้นรัชกาล

ครั้งถึงสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารจนเสร็จสมบูรณ์ พระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดสุทัศนเทพวราราม และทรงขนานนามพระพุทธรูปสำคัญในพระวิหารว่า พระศรีศากยมุนี และพระพุทธรูปในพระอุโบสถว่า พระตรีโลกเชษฐ์ จากนั้นในแผ่นดินสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้ทำการบูรณะวัดใหม่อีกครั้ง

วัดสุทัศน์ฯ เดินทางไปง่ายดาย เนื่องจากอยู่แทบจะกลางเมือง หากเข้าทางประตูฝั่งเสาชิงช้า ก็จะตรงไปยังพระวิหาร เมื่อเข้าสู่กำแพงพระวิหารจะพบพระพุทธรูปขนาดใหญ่เรียงรายอยู่รอบกำแพงชั้นในจนครบทุกด้าน เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นบ้าง สำริดบ้าง ปางมาวิชัยบ้าง ปางสมาธิบ้าง ทั้งสิ้นมีอยู่ ๑๕๖ องค์ ด้านล่างจะบรรจุชื่อผู้วายชนม์ที่ญาติมิตรได้อุทิศเงินบริจาคสร้างถวายให้แก่วัด พื้นปูด้วยแผ่นหินอ่อนเย็นสบาย น่าเสียดายที่มีข้าวของวางระเกะระกะอยู่ไม่เป็นระเบียบ บางมุมบางซอกก็มีขยะสุมๆ อยู่ ประตูบางจุดที่ปิดตายก็อยู่ในสภาพทรุดโทรม มีน้ำขัง ผุกร่อน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนเข้าไปนอน หมายถึงไปนอนหลับจริงๆ ทั้งที่ติดป้ายไว้ว่าห้ามนอน ไม่แน่ใจว่าเป็นคนทั่วไปหรือเจ้าหน้าที่ในวัดเอง มันก็เย็นสบายน่านอนจริงๆ แหละ แต่มันก็ไม่ใคร่จะสุภาพและน่าชมนักเวลานักท่องเที่ยวหรือพุทธศาสนิกชนเข้ามาเห็น

รอบๆ ตัววัดจะเห็นมีตุ๊กตาหินแบบจีนอยู่มากมาย คล้ายกับที่วัดพระเชตุพนฯ น่าจะสืบเนื่องมาจากในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้นำมาประดับไว้ภายในวัด ซึ่งตุ๊กตาหินเหล่านี้ก็เคยใช้เป็นอับเฉาในสำเภาสินค้าในยุคนั้นเช่นเดียวกับที่วัดพระเชตุพนฯ นั่นแหละ แต่ที่นี่จะขนาดย่อมกว่า

รอบพระวิหารมี ถะ คือประติมากรรมรูปทรงคล้ายพระปรางค์เป็นศิลปแบบจีน สูงกว่า ๒ เมตร ทำจากหิน อยู่รายรอบ น่าจะสืบเนื่องมาจากสมัยรัชกาลที่ ๓ เช่นกัน ทำให้มีกลิ่นอายศิลปะจีนอยู่บ้าง แต่ไม่มากเท่าที่วัดพระเชตุพนฯ

เข้ามาภายในพระวิหาร รู้สึกผิดปรกติเล็กน้อย เนื่องจากตัวพระวิหารมีขนาดใหญ่กว่าที่เคยพบมา แล้วก็เพดานนั้นสูงมาก มาทราบทีหลังว่าเป็นพระวิหารที่มีขนาดและความสูงมากที่สุดในอันดับต้นๆ ของประเทศ ภายในประดิษฐานพระประธานคือ พระศรีศากยมุนี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่มาก พุทธลักษณะงดงาม ที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพระพุทธบัลลังก์ พระศรีศากยมุนี เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร* ของสมเด็จพระปรเมนมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ ซึ่งโปรดเกล้าให้อัญเชิญมาบรรจุไว้เมื่อ  วันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ (*สรีรางคาร คือ เถ้าถ่านที่ปะปนกับกระดูกชิ้นเล็กๆ ที่เผาแล้ว)

บริเวณผนังภายในพระวิหารมีการเขียนจิตกรรมฝาผนังอยู่จนเต็ม เล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ชาดก ที่เห็นประปรายคือบรรดาลิง ดูคล้ายๆ กับเรื่องรามเกียรติ์ ก็ไม่แน่ใจว่าใช่ด้วยหรือไม่ ด้วยความที่พระวิหารมีขนาดมหึมา ทำให้จิตกรรมฝาผนังของวัดสุทัศน์ดูอลังการมาก น่าเสียดายที่เห็นภาพส่วนด้านบนไม่ชัดนัก แต่ก็พอมองเห็นเค้าลางของความวิจิตรพิสดาร


พระศรีศากยมุนี พระประธานภายในพระวิหาร

มีเกร็ดเล็กน้อยมาเล่าสู่กันฟัง ผู้เฒ่าผู้แก่หรือแม้กระทั่งคนทั่วไปมักจะเล่าขานเรื่องราวของ เปรตวัดสุทัศน์ มีเรื่องเล่าทำนองนี้อยู่เนืองๆ ว่ามีคนเห็นที่วัดสุทัศน์ ขนาดที่ว่าเสาชิงช้าสูงๆ เปรตยังสูงกว่าอีก เรื่องเปรตนี่มีร่ำลือกันมาหลายกระแส บ้างก็ว่ามีที่วัดสุทัศน์เยอะ บ้างก็เจอที่วัดมกุฏฯ สมัยก่อนมีคำพูดกันว่า แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์ อันนี้คุณ ส. พลายน้อย นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ได้ให้ทัศนะไว้น่าสนใจว่า แร้งวัดสระเกศนี่พอจะเข้าใจ เพราะในสมัยโน้นเขาขนศพมาไว้ที่ป่าช้าวัดสระเกศ พวกนกแร้งจึงมีอยู่มากเพราะมาคอยจิกกินซากศพ แต่วัดสุทัศน์นี่ไม่น่าจะจริงเพราะวัดนี้ไม่มีป่าช้า จึงเข้าใจว่าที่เรียกว่าเปรตวัดสุทัศน์ คงหมายใจจะเปรียบเทียบความสูงกับเสาชิงช้า เพราะยุคสมัยนั้นไม่มีตึกสูงๆ ให้เปรียบเทียบ ก็มีแต่เสาชิงช้านี่แหละที่เห็นว่าสูง อีกนัยหนึ่งที่คุณ ส.พลายน้อย ให้ทัศนะก็คือ อาจหมายถึงพวกขอทานที่มาชุมนุมกันบริเวณนี้เนื่องจากอยู่ใกล้กับเทวสถานหรือโบสถ์พราหมณ์ด้วย ส่วนที่เรีกยว่าเป็นเปรตก็เพราะมีพระราชนิพนธ์ในรักาลที่ ๖ ตรัสเรียกขอทานที่สะพานหันว่าเป็น เปรตสะพานหัน ฉะนั้นที่วัดสุทัศน์ก็น่าจะมีความหมายทำนองเดียวกัน และหากมองหาดีๆ จิตกรรมฝาผนังภายในพระวิหารก็มีการวาดรูปเปรตอยู่ แต่ข้าพเจ้ามองหาไม่ยักเห็น

วัดสุทัศน์ฯ เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ขอชักชวนให้ไปเยี่ยมชม ความดังของที่นี่นอกจากความงดงามและประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแล้ว ยังเป็นแหล่งเช่าวัตถุมงคลชื่อดัง (อันนี้ไม่ค่อยสนับสนุน)  แต่ที่ดังที่สุดในช่วงนี้คงจะเป็นข่าวที่ท่าเจ้าอาวาสถูกฟ้องในคดีฉ้อโกงประชาชนร่วมกับ เสี่ยอู๊ด เรื่องสร้างพระสมเด็จเจ็ดสีอะไรนั่นกระมัง น่าเศร้าที่ไปเห็นแก่วัตถุที่ไม่จีรังแทนที่จะเผนแผ่พุทธธรรมอันเป็นสิ่งที่ยั่งยืนแท้จริง


ถะ หรือประติมากรรมลักษณะคล้ายสถูป มีอยู่โดยรอบพระวิหาร
ตุ๊กตาจีนตัวเล็กๆ นั่นก็มีประดับรอบตัววัด ขนาดใหญ่ก็มี


อับเฉา หรือตุ๊กตาหินของจีน มีประดับรอบวัดเหมือนที่วัดโพธิ์ แต่ที่นี่จะขนาดเล็กกว่า


อับเฉาอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นรูปทหารฝรั่งยืนเฝ้ารอบพระอุโบสถ
ถ้าสังเกตโครงหน้าดีๆ จะออกมาทางจีนๆ


ภายในพระวิหารสงบและลมพัดเย็นตลอด มีคนมานั่งสมาธิด้วย
แต่ไอ้กลุ่มตรงกลางนั่นมันมานั่งคุยกัน หลังจากถูกด่าด้วยสายตาก็สำนึกได้และลุกออกไป

 
ให้ดูความอลังการของพระวิหารที่สูงใหญ่ เต็มไปด้วยภาพจิตกรรมอันโอฬาร


ภายนอกพระวิหารเขาตั้งพระพุทธรูปเอาไว้ให้กราบไหว้ และมีบริการเสี่ยงเซียมซี
เสียงเขย่าเซียมซีดังแคร่กๆ ไปทั้งวัด


ลายปูนปั้นบริเวณ สัตตมหาสถาน เป็นการจำลองสถานที่สำคัญ ๗ แห่งเกี่ยวกับพระพุทธองค์
ดูคล้ายๆ ปูนปั้นที่วัดเจ็ดยอด แต่ไม่ประณีตเท่า


หนึ่งใน สัตตมหาสภาน ตรงนี้น่าจะเป็นตอนที่ธิดาพญามารออกมายั่วยวนกิเลสพระพุทธองค์


พระตรีโลกเชษฐ์ พระประธานภายในพระอุโบสถ
เข้าไปเก็บภาพใกล้ๆ ไม่ได้ เพราะเขากำลังบูรณะกันอยู่

พระเจ้าหัวฟู…สุรชัย จันทิมาธร

สิงหาคม 5, 2008 by janghuman

เอ่ยถึง “น้าหงา” หรือ “สุรชัย จันทิมาธร” ทุกคนคงคุ้นตากับนักร้องเพลงเพื่อชีวิตรุ่นบุกเบิก หัวฟูๆ แต่งตัวรุงรัง แต่เด็กรุ่นใหม่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า น้าเขาเป็นอะไรที่มากกว่านั้น

น้าหงา หรือ สุรชัย จันทิมาธร เป็นชาวจังหวัดสุรินทร์ ตามประสาคนชนบทที่ยากจน เขาเดินทางเข้ามาเรียนหนังสือที่เมืองหลวงที่โรงเรียนช่างศิลป์ แต่ด้วยฐานะทางบ้านที่ยากจน “เรียนอยู่ปีกว่ามีปัญญาซื้อสีน้ำเงินแค่หลอดเดียว” จนเขียนจดหมายไปบอกพ่อ “ไม่ต้องส่งเงินมาแล้ว ไม่เรียนแล้ว”

จากนั้นสุรชัยก็ออกเดินทางเพื่อ “แสวงหา” อะไรบางอย่างกับชีวิตไปทั่ว เข้าร่วมกลุ่มกับบรรดานักคิดหัวก้าวหน้าในยุคนั้น และเริ่มซึมซับการถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือ ในยุคนั้นบ้านเมืองอยู่ในภาวะสับสน สุรชัยก่อตั้งวงดนตรีขึ้นร่วมกับเพื่อนๆ อีก 3 คน ในนาม “คาราวาน” ตระเวนเล่นดนตรีตามสถาบันการศึกษาและตามงานชุมนุมต่างๆ จนกลายเป็น “วงดนตรีอันตราย” ที่ไม่เป็นที่ชอบใจของบรรดาชนชั้นปกครองนัก สุดท้ายเมื่อถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 สุรชัยและเพื่อนๆ ก็เดินทางเข้าสู่ป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

งานเขียนของสุรชัยที่เห็นกันชัดๆ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ งานเขียนที่เป็นบทเพลง และที่เป็นบทความเรื่องสั้นหรือบทกวี ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแนวไหน งานเขียนของสุรชัยก็เปี่ยมไปด้วยพลังทั้งด้านความงดงามของฉันทลักษณ์และเนื้อหา

บทเพลงของสุรชัยในยุคแรกๆ มีเนื้อหาหนักไปทางประชดประชันสังคม เสียดสีระบอบที่ไม่เป็นธรรม เล่าเรื่องราวของมวลชนผู้ทุกข์ยาก อันเป็นที่มาของคำว่า “เพลงเพื่อชีวิต” บางเพลงมีเนื้อหาที่ค่อนข้างรุนแรงกระแทกกระทั้น แต่ก็ใช่ว่าสุรชัยจะพูดกระทบกันตรงๆ เขามีชั้นเชิงลีลาที่คมคายพอในอันที่จะใช้โวหารเปรียบเทียบ อย่างเพลง “กระต่ายกับเต่า” ที่เล่าถึงนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่าที่เรารู้จักกันดี แต่ในตอนท้ายสุรชัยก็สรุปเนื้อหาโดยเพิ่มตัวละครขึ้นมาคลี่คลายเรื่องราวทั้งหมด

“…เจ้านกแสงตะวันบินผ่านมา มันส่งเสียงเจรจา ทำไมเกิดมาแข่งขัน
น่าจะร่วมกันสู่เส้นชัย ปลุกเพื่อนจากการหลับใหล เพื่อก้าวสมใจร่วมทาง”

หรือถ้าจะเอากันแบบตรงๆ สุรชัยก็ทำได้ไม่มีที่ติ อย่างในเพลง “ถั่งโถมโหมแรงไฟ” ที่เขานำเอาทฤษฎีปฏิวัติมาทำเป็นเพลงที่ปลุกระดมมันซะเลย

“…อำนาจรัฐจักได้มาด้วยกระบอกปืน ปืนต่อปืนมันยิงมาเรายิงไป
ติดอาวุธความคิดพิชิตศึก ปลุกสำนึกปลดปล่อยและปลุกใจ…”

คือบอกให้หยิบปืนขึ้นมายิงตอบไปซะดื้อๆ เลย หรือถ้าจะเอาแนววนุ่มนวล ลึกซึ้ง กินใจ เปี่ยมด้วยความหมายก็มีหลายบทเพลง อย่างเชน “ใกล้ตาไกลตีน” เพลงนี้อาจจะไม่ได้ฟังกันบ่อยนักเหมือนเพลงที่โด่งดังอื่นๆ มีทวงทำนองเนิบช้า อ้อยอิ่ง รำพันถึงมิตรสหายที่ผูกพันกัน ร่วมอุดมการณ์ที่แสวงหา “อะไรบางอย่าง” ที่ดูใกล้แค่เดินถึงแต่เดินเท่าไหร่ก็ไปไม่ถึงซักที เหมือนใกล้ตา แต่ไกลตีน (จากหนังสือ ตำนานชีวิตคาราวาน  สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, 2533)

” … ดินเคยนอนสะท้อนอุ่นกาย มองยอดไม้เมื่อยามแรกผลิ
ปริกิ่งรวงเป็นพวงพุ่มใบ น้ำที่ไหลหลั่งลงจากดอย
ใจเจ้าลอยไปสู่ท้องทุ่ง มุ่งสู่เมืองเฟื่องฟุ้งแปลกตา…”

แค่วลีที่ว่า ใกล้ตาไกลตีน ก็ยากเกินที่ใครคิดออกมาได้แล้ว หากไม่จัดเจนด้านภาษาอย่างเพียงพอ


งานเขียนส่วนหนึ่งของสุรชัย ได้รับการตีพิมพ์ใหม่ล่าสุดโดยสำนักพิมพ์สามัญชน

ส่วนงานเขียนเรื่องสั้นและบทกวีของสุรชัยนั้น เขามีงานเขียนที่ตีพิมพ์เป็นเล่มอยู่หลายชิ้น ที่โด่งดังมากๆ คือหนังสือรวมผลงานเรื่องสั้นในช่วงปีต่างๆ มีอยู่ 5 ชิ้น คือ มาจากที่ราบสูง (พ.ศ. 2509-2511), เดินไปสู่หนไหน (พ.ศ. 2512), ความบ้ามาเยือน (พ.ศ. 2513-2516), ข้างถนน (พ.ศ. 2517-2531) และนิยายเรื่อง ก่อนฟ้าสาง (ไม่ทราบปีที่แน่ชัด) คนรุ่นนี้อาจจะไม่คุ้นตากับรสชาติวรรณกรรมของสุรชัย ด้วยเนื้อเรื่องที่อาจจะเลื่อนลอย ไม่มีบทสรุปที่แน่ชัดในบางเรื่อง อีกทั้งฉากหลังที่คนรุ่นนี้อาจจะสับสนและงุนงง ผลงานของสุรชัยอาจจะไม่ได้เป๊ะๆ ในแนวทางของเรื่องสั้นโดยทั่วไป ไม่มีไคลแมกซ์ ไม่มีการหักมุม ไม่ได้หลอกล่อผู้อ่านด้วยกลวิธี แต่กลับตรึงให้ผู้อ่านไม่อาจจะละสายตาจากเนื้อเรื่อง สุรชัยกำลังเล่าเรื่องราวความเป็นไปมากกว่าที่จะนำเสนอบทสรุปที่ชัดเจน

ตัวอย่างเช่นเรื่อง วันหนึ่งมีหญิงสาว (2512) เล่าถึงชายหนุ่มที่เดินตามหญิงสาวไปเรื่อยๆ จนถึงบ้านของหล่อน, ลูกองุ่น (2513) ชายหนุ่มที่นั่งมองลูกองุ่นลูกหนึ่งกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนพื้น, เรามาเล่นเกมกันเถอะ (2513) เล่าถึงนกกระจิบตัวหนึ่งที่บินหลงเข้ามาในห้องของชายหนุ่ม, ข้างถนน (2525) เล่าถึงหนุ่มคนหนึ่งที่เดินตามถนนและแวะโทรศัพท์เป็นครั้งคราว ฯลฯ ทั้งหมดนี้สุรชัยเล่าโดยใช้ตัวละครที่อาจจะกล่าวได้ว่าคือตัวเขาเอง เนื้อเรื่องที่ดูเหมือนไม่มีอะไร เหมือนเหตุการณ์สั้นๆ ที่เราพบเห็นระหว่างรอรถเมล์ แล้วมันก็จบลงทันทีที่รถเมล์มา … สุรชัยไม่ได้ต้องการเปรียบเปรยหรือแสดงสัญลักษณ์ใดๆ ในผลงาน เพียงแต่เขา “เล่า” เรื่องราวอย่างง่าย โดยแทรกความคิดของเขาเองผ่านตัวละคร

ในขณะที่ ก่อนฟ้าสาง เป็นนิยายที่สุรชัยเขียนขึ้นเพื่อแสดงถึงทัศนะทางการเมืองที่มีต่อระบอบการปกครองในยุคนั้น ผ่านตัวละคร วิถีชาวบ้านที่พยายามในการเอาตัวรอดท่ามกลางอำนาจรัฐที่ข่มเหง แม้กระทั่งพื้นที่เรียกได้ว่าไกลปืนเที่ยงก็ยังไม่วายถูกกดขี่จากอำนาจมืด วิธีเดียวที่ชาวบ้านจะทำได้คือ “ลุกขึ้นสู้” ด้วยมือเปล่า ด้วยปัญญาเท่าที่จะมี นี่น่าจะเป็นผลงานที่มีนัยทางการเมืองที่เด่นชัดที่สุดแล้วของสุรชัย

ส่วนบทกวีของสุรชัยนั้นแทบจะมิต้องกล่าวถึง ความงามทั้งถ้อยคำและความหมายปรากฏเด่นชัด ดังเช่นบทเพลงหลายชิ้นของเขา แม้เนื้อหาอาจจะดูพิกลๆ ในสมัยนั้น แต่ฉันทลักษณ์นั้นไม่มีเพี้ยน


” ยามจนทนเก็บก้น       ยาซอง
ยามมีจะคาบเกล็ดทอง   ย่อมได้
รวยมาหน่อยก้นกรอง     เมนทอล
จบปะจนสิ้นไร้              ก็ย้อนก้ายน

ก้นยาก้นเสพอ้าย          คนรวย
บุหรี่สอดสีสวย             สูบทิ้ง
มวนธนบัตรแห่งทวย      ทุกขราษฎร์
สูบเสร็จดีดสะดิ้ง           สะดวกได้สะดมภ์ดี

นี่แหละครับข้อยน้อย      พเนจร
ค่ำมืดที่ไหนนอน           ไป่เว้น
นกว่าแย่ยังมีคอน          คอยเกาะ
คนอย่างเราหนึ่งผู้          ผุดพ่ายกระไรผอง”

(เนื้อความอาจะผิดเพี้ยนไปบ้าง ตามความทรงจำอันลางเลือนของข้าพเจ้า)


ปกแผ่นเสียงชุดแรกของคาราวาน ฝีมือการวาดของสุรชัย

ไม่เพียงเท่านั้น สุรชัยยังแม่นในการขมวดเนื้อหาและเรียบเรียงออกมาเป็นบทกวี อย่างผลงานเพลงหลายชิ้นของเขาที่ใช้เวลาแต่เพียงไม่นาน เช่น คืนรัง เพลงนี้เล่าว่าสุรชัยแต่งก่อนขึ้นเวทีในคอนเสิร์ตยูนิเซฟเพียง 5 นาที แต่งเสร็จก็ขึ้นเล่นทันที และเพลง ตายสิบเกิดแสน ที่แต่งระหว่างชุมนุมที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา แต่งเดี๋ยวนั้นเสร็จแล้วก็ขึ้นเล่นทันที

…บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า มิได้ยึดเอาตำราใดมาเป็นหลักเกณฑ์ …

 

งานแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์…ชีวิตที่หมุนไปไม่หยุดยั้ง

สิงหาคม 3, 2008 by janghuman

บ่ายแก่ๆ หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาจากพระที่นั่งวิมานเมฆ ก็ดั้นด้นมาจนถึงสยาม เพื่อชม นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าหญิงผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ที่พระองค์ตั้งชื่อไว้เองว่า ชีวิตที่หมุนไปไม่หยุดยั้ง


หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน

อันนี้ก็อยากให้คนไทยที่สนใจไปเยี่ยมกัน ไปชื่นชมพระอัจริยภาพของเจ้าฟ้าของชาวไทยขอรับ ทรงถอดแบบมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเลยทีเดียว ถ้าใครสังเกตเห็นในหลวงจะมีกล้องถ่ายรูปอยู่ในพระหัตถ์ตลอดเวลา เจ้านายพระองค์นี้ก็เช่นกัน งานเขาจัดที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตรงสี่แยกปทุมวัน ตรงข้ามกับศูนย์การค้ามาบุญครอง … ไอ้ตรงที่ผู้ว่า กทม. คนก่อน ที่ตอนนี้มาเป็นหัวหน้ารัฐบาล แกอยากจะสร้างให้เป็นศูนย์การค้านั่นแหละครับ เคราะห์ดีที่ท้ายสุดก็สร้างเป็นศูนย์ศิลปะที่สวยงามจนได้

งานแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ครั้งนี้จึงถือเป็นการจัดงานอันเป็นปฐมฤกษ์ของหอศิลปฯ แห่งนี้ งานจัดที่ชั้น 9 เข้าไปชมได้ฟรี แถมยังอนุญาตให้ถ่ายภาพได้เต็มที่ เส้นทางไปถึงชั้น 9 อาจจะยังไม่ค่อยสะดวกนัก เพราะตึกเขายังส้รางไม่สมบูรณ์นัก ยังมีการตกแต่งรายละเอียดอยู่อีกบ้าง เดินเข้างานแล้วช่างชื่นใจ ประชาชนเข้ามาชมงานเยอะมาก แล้วเขาจัดพื้นที่ได้อย่างน่าชม ไม่ต้องมีอะไรประดับมากมาย จัดแบบเรียบง่ายมากๆ ทำ Partition สีขาวเรียบๆ ติดไฟเสียหน่อย แค่นี้เอง ไม่เหมือนบางงานที่จัดเสียหรูเริด ไม่จำเป็นเอาเสียเลย


ประชาชนเข้ามาชื่นชมพระอัจฉริยภาพเยอะเชียวขอรับ
ที่ชอบใจคือเขาให้ถ่ายรูปเก็บไว้ได้ด้วยนี่สิ

วันเปิดงานนั้น สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เป็นประธานในพิธีเปิด และได้ทรงบรรยายเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปของภาพ ซึ่งเราคงได้ชมในข่าวทีวีช่องต่างๆ ได้ยินแล้วก็อยากชมแบบเต็มๆ เพราะพระองค์ท่านบรรยายได้สนุกมากๆ เพราะทรงแทรกพระอารมณ์ขันอยู่ตลอด ซึ่งในงานนี้เขาก็จัดฉายการบรรยายในวันเปิดงานให้ผู้ที่เข้าไปชมได้นั่งฟัง ข้าพเจ้าไปยืนฟังอยู่ยังเพลินเลย แอบอมยิ้มอยู่ตลอด เรียกว่าไม่มีเบื่อ เหมือนกันได้ดูหนังดีๆ ซักเรื่องเลย

งานเขามีถึงวันที่ 24 สิงหาคม นี้ มีภาพจัดแสดงกว่า 200 ภาพ เป็นการบันทึกภาพในมุมมองต่างๆ ของพระองค์ท่าน สมอย่างที่ท่านทรงตั้งชื่องานเอาไว้ว่า ชีวิตที่หมุนไปไม่หยุดยั้ง หากใครติดใจผลงานของพระองค์ก็สามารถซื้อหนังสือรวบรวมภาพที่นำมาจัดแสดงได้ สนนราคา 900 บาท สี่สีทั้งเล่มนะขอรับ คุ้มค่าจริงๆ ไว้จะไปซื้อมาเก็บไว้สักเล่ม


ส่วนหนึ่งของภาพที่จัดแสดง เรียบง่าย แต่น่าสนใจขอรับ


ที่งานเขาเปิดบันทึกการบรรยายของพระองค์ คนที่นั่งฟังอมยิ้มกันถ้วนหน้า


อันนี้เป็นภาพงูเหลือมที่วังสระปทุมเขมือบแมวเข้าไป พระองค์ท่านก็เล่าอย่างอารมณ์ดีว่า
ทราบข่าวว่ามีงูเหลือมเข้าบ้านของพระสหาย ก็แอบน้อยใจว่า เอ๊ะ…ทำไมบ้านเราไม่มีมั่ง !!
จากนั้นไม่นานก็เจอเจ้าตัวนี้เข้าให้ เรียกเสียงฮาได้ดีเชียว


ขอหน่อยเถอะ … เป็นที่ระลึก

ไปพระที่นั่งวิมานเมฆ

สิงหาคม 2, 2008 by janghuman

เช่นเดิม … ออกเดินทางไปชมบ้านชมเมืองหลังจากจำศีลมานมนาน คราวนี้ถึงคิวของ พระที่นั่งวิมานเมฆ ผ่านไปผ่านมาหลายเที่ยวไม่เคยย่างกรายเข้าไปชม จนถูกกัดว่าเชยบรม ก็เลยเอาซะหน่อย

พระที่นั่งวิมานเมฆ ตั้งอยู่ภายในบริเวณของ สวนดุสิต ซึ่งแต่เดิมเป็นพระราชอุทยานใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยพระองค์ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินบริเวณนี้ไว้ พระที่นั่งองค์นี้เดิมคือ พระที่นั่งธาตุรัตนโรจน์ ที่เกาะสีชัง ซึ่งตอนโน้นยังสร้างไม่เสร็จดี ก็โปรดฯ ให้รื้อย้ายมาปลูกสร้างใหม่ ณ ที่ปัจจุบัน มีสมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงเป็นนายช่างใหญ่ดูแลกำกับการออกแบบและสร้าง เมื่อสร้างเสร็จได้เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับที่นี่นานถึง 5 ปี จนกระทั่ง พระที่นั่งอัมพรสถานสร้างเสร็จสมบูรณ์ จึงได้แปรพระราชฐานไปประทับที่พระที่นั่งอัมพรสถาน

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจีพระวรราชชายา เสด็จมาประทับ และนั่นคือเจ้านายพระองค์สุดท้ายที่ประทับ ณ พระที่นั่งแห่งนี้ จากนั้นมาพระที่นั่งแห่งนี้ก็ทรุดโทรมลงตามกาลเวลา มีการบูรณะในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และครั้งต่อมาในปี 2525 เมื่อครั้งสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี

ทั่วไปแล้วเรามักจะเข้าใจว่าที่เรียกๆ กันว่า พระที่นั่งวิมานเมฆ ก็คงมีพระที่นั่งเดียว แต่อันที่จริงพระที่นั่งวิมานเมฆนั้นเป็นพระเอก แต่ภายในบริเวณสวนดุสิตยังมีพระตำหนักอีกหลายหลัง ซึ่งแต่ละหลังก็มีความสวยงามและมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เดี๋ยวนี้เขาจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับเปิดแสดงให้ใครๆ เข้าไปชมได้ พระตำหนักแต่ละหลังก็จะจัดแสดงในเรื่องต่างๆ กันไป

พระตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา เป็นจุดแรกที่เข้าชม อยู่ใกล้ๆ กับจุดจำหน้ายบัตรเข้าชม ภายในจัดแสดงผ้าโบราณประเภทต่างๆ ที่ใช้กันจริงๆ ในราชสำนัก นกอจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าจากศูนย์ศิลปาชีพมาจัดแสดงด้วย แต่ละผืนนั้นยอดๆ ทั้งสิ้น ดูแล้วอึ้งในความสามารถของช่างไทย

พระตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ หลังนี้อยู่ถัดจากหลังแรกมาหน่อย ภายในจัดแสดงนาฬิกาโบราณ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซื้อมาจากต่างประเทศ แต่ละเรือนล้วนมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป แต่แน่นอนว่าล้วนสวยงามทุกเรือน แถมยังใช้งานได้จริงด้วย หลายท่านอาจจะพอเคยเห็นบ้างนาฬิกาหลังโตๆ ที่มีตุ้มหนักๆ ถ่วงอยู่ เดี๋ยวนี้หาดูยากแล้ว เพราะดูแลรักษายากเสียหน่อย บางท่านก็นิยมเล่นที่เรือนนาฬิกา เพราะเรือนไม้นั้นประดิดประดอยแกะสลักสวยๆ กันทั้งนั้น ร้านนาฬิกาใหญ่ๆ แถวเยาวราชเห็นยังมีขายอยู่ แต่ทำออกมาดูไม่งาม (เน้นหรูอย่างเดียว) นอกจากนี้ยังมีนาฬิกาตั้งโต๊ะรูปร่างแปลกตาอีกหลายเรือน ก่อนเดินออกมา นาฬิกาเรือนโตตรงระตูทางเข้าก็ดังขึ้น ทำเอาผู้ชมหลายท่านตกอกตกใจกันเป็นแถบ … แสดงว่ายังใช้ได้จริงๆ

 

ยังไม่ทันชมตำหนักอื่นก็ต้องรีบเข้าชมพระเอกของงาน คือ พระที่นั่งวิมานเมฆ พระที่นั่งหลังนี้เขาไม่เปิดให้