Tag Archives: Who’s Who

บทเรียนจากแบงค์พันเยน…ดร. โนงูจิ ฮิเดโยะ

noguchi0
เรื่องของ ดร. โนงูจิ ฉบับการ์ตูน จัดจำหน่ายในไทยโดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ

วันนี้ไปค้นกองหนังสือเก่า พบการ์ตูนอยู่เล่มหนึ่งสภาพโทรมสุดๆ ชื่อ ดร.โนงูจิ ด้วยใจนักสู้ เขียนโดย อ. โตชิยูกิ มุสึ ผลิตโดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ จำได้ว่าเคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว เป็นการ์ตูนเรื่องเยี่ยมที่ยังอยู่ในดวงใจ อยากจะให้ใครๆ ได้ลองอ่านบ้างแล้วจะรู้เลยว่า ความสุขในชีวิตนี้มันอยู่ไม่ไกลเกินมือเอื้อมเลย

ดร. โนงูจิ ด้วยใจนักสู้ เป็นการ์ตูนที่สร้างจากเรื่องจริง เมื่อตอนที่อ่านครั้งแรกนั้นจำได้ว่าเช่ามาจากร้านแค่ ๓ เล่ม อ่านจบอย่างรวดเร็วแล้วรีบไปยืมมาอีกจนครบ ๑๗ เล่ม อ่านรวดเดียวจบเช่นเคย เป็นการ์ตูนอีกเรื่องหนึ่งที่ซึ้งกินใจมากๆ ตอนนั้นยังไม่แน่ใจว่าเขียนจากเรื่องจริงหรือไม่ จนเมื่อทราบในเวลาต่อมาว่าเป็นเรื่องจริงก็ยิ่งซาบซึ้งมากขึ้นไปอีกเป็นเท่าทวี

การ์ตูนเรื่องนี้เล่าเรื่องราวชีวิตของบุคคลสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น สำคัญถึงขนาดที่มีรูปท่านผู้นี้ปรากฎในธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ เยน เพื่อเป็นที่ระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน ดร. โนงูจิ เดิมชื่อ โนงูจิ เซซากุ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น โนงูจิ ฮิเดโยะ (แปลว่าดวงอาทิตย์หรือในความหมายที่ว่าผู้ส่องแสง ผู้มีความเจิดจ้า) ท่านเกิดในครอบครัวชาวนาที่ยากจนในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่จังหวัดฟุคุชิมะ กำพร้าบิดาแต่เล็ก มีคุณแม่ชิกะเป็นผู้เลี้ยงดูมาตลอด เมื่อท่านยังเด็กได้ประสบอุบัติเหตุตกลงไปในเตาหลุม (เตาไฟสำหรับหุงหาอาหารและสร้างความอบอุ่น มักตั้งอยู่บริเวณกลางบ้าน พบในบ้านแบบโบราณของชาวญี่ปุ่น) เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มือซ้ายของท่านโดนไฟลวกจนพุพองและไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งทำให้คุณแม่ชิกะโทษตัวเองอยู่ตลอดเวลาที่เป็นต้นเหตุทำให้ลูกชายต้องพิการแต่เล็ก คุณแม่ชิกะจึงตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะเลี้ยงดูท่านอย่างดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้

noguchi1
ธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ เยน ที่มีภาพของ ดร. โนงูจิ

ครอบครัวของท่านอาจเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้าน โชคดีที่สังคมในยุคเก่ายังคงมีการเจือจานแบ่งปันกันตามประสังคมชนบท ตัวท่านเองแม้จะพิการแต่น้อยแต่ก็เป็นเด็กเฉลียวฉลาด มีแววเก่งตั้งแต่เด็ก ท่านมักจะช่วยเหลืองานคุณแม่ชิกะอยู่เสมอ แต่คุณแม่มักจะปรามด้วยเหตุผลที่ว่า “ลูกทำงานหนักแบบชาวนาไม่ไหวดอก ดังนั้นลูกต้องตั้งใจเรียนให้มากๆ” คุณแม่ชิกะทำงานหนักอย่างไม่ยอมพักเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดที่ทำให้ท่านต้องเสียมือซ้ายไป แต่กระนั้นก็ห้ามมิให้ท่านแสดงความกตัญญูด้วยการแบ่งเบาภาระไม่ได้อยู่ดี

ท่านโนงูจิเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน เมื่อเริ่มโตขึ้น ความพิการก็เริ่มส่งผล ท่านมักจะถูกเพื่อนๆ ล้อเลียนอยู่เสมอและมันก็ยังเป็นอุปสรรคต่อการเรียนด้วย ความลำบากทางกายนั้นพอทนได้ แต่ความลำบากใจนั้นยากเกินจะทน ท่านถูกเพื่อนๆ กลั่นแกล้งจนทนไม่ไหว จึงหนีโรงเรียนแต่แสร้งว่าไปโรงเรียนทุกๆ เช้า จนเมื่อคุณชิกะรู้ความจริง แทนที่จะโกรธ กลับรู้สึกเห็นใจลูกชายและยังคงโทษตัวเองว่าเป็นคนผิดเอง เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ท่านรู้สึกผิดและสัญญาว่าจะไม่หนีเรียนอีกไม่ว่าจะถูกกลั่นแกล้งสักเพียงใดก็ตาม จากวันนั้นเป็นต้นมาผลการเรียนของท่านก็ดีขึ้นและไม่เคยสอบได้ต่ำกว่าที่ ๑ เลยสักครั้ง

แม้จะยากจนและลำบากมากเพียงใด แต่ท่านก็ยังโชคดีที่ได้พบแต่คนดีๆ เมื่อผ่านชั้นประถมปลาย ท่านได้พบกับคุณครูโคบายาชิ ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้มีพระคุณต่อท่านมากที่สุดคนหนึ่ง คุณครูโคบายาชิทึ่งในความสามารถด้านการเรียนของท่านและรู้สึกเห็นใจในชะตาชีวิตของครอบครัวโนงูจิ จึงอาสาเป็นผู้อุปการะส่งเสียให้เรียนจนถึงชั้นมัธยม ต่อมาคุณครูโคบายาชิได้ร่วมมือกับเพื่อนๆ เรี่ยไรเงินเพื่อใช้เป็นค่ารักษาในการผ่าตัดมือซ้ายของท่านจนหายดีเป็นปรกติ นับเป็นจุดเริ่มต้นในการอุทิศตนเพื่อเป็นแพทย์ผู้คอยช่วยเหลือผู้ยากไร้ตลอดจนวาระสุดท้ายในชีวิตของท่าน

noguchi4

หลังจากจบมัธยมปลายด้วยผลการเรียนดีเยี่ยม ท่านขอร้อง ดร. คานาเอะ วาตานาเบ แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดมือของท่านให้รับท่านเข้าทำงานที่โรงพยาบาลไคโยะในตำแหน่งนักการภารโรง แลกกับการได้ศึกษาวิชาแพทย์ไปด้วย เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่เด็กยากจนอย่างท่านจะได้รับการศึกษาในระดับสูงตามโรงเรียนทั่วไป ท่านได้ทุ่มเทชีวิตให้การศึกษาวิชาแพทย์อย่างหนัก แต่ก็ยังคงทำงานในฐานะภารโรงอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และยังศึกษาภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมันด้วยตนเองอีกด้วย!

ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นทำสงครามกับจีน ดร. วาตานาเบ จึงต้องทิ้งโรงพยาบาลไคโยะเพื่อไปประจำการที่ประเทศจีน ท่านได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ดูแลโรงพยาบาลแทนทั้งที่อายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีด้วยซ้ำ ระหว่างนี้เองที่ท่านได้มีโอกาสพบปะกับนายแพทย์เก่งๆ ที่ล้วนแต่ชื่นชมในความกระตือรือร้นของท่าน และได้ถ่ายทอดความรู้ทางการแพทย์ให้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นความโชคดีอย่างที่สุด

ท่านได้รับโอกาสดีอีกครั้งเมื่อติดตาม ดร.ชิวากิ มายังโตเกียวเพื่อเตรียมสอบคัดเลือกเป็นแพทย์ (ในสมัยนั้นยังไม่มีสถาบันการศึกษาวิชาแพทย์อย่างเช่นมหาวิทยาลัยต่างๆ เหมือนปัจจุบัน แต่มีการทดสอบความรู้สำหรับวิชาแพทย์จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ) ระหว่างที่รอการสอบท่านได้ทำงานที่โรงเรียนทันตแพทย์ทาคายามะ โดยทำหน้าที่เป็นภารโรงและร่ำเรียนเพิ่มเติม ในช่วงนั้นท่านต้องอาศัยอยู่ในโรงเรียนเนื่องจากไม่มีเงินพอที่จะหาที่อยู่ข้างนอกได้

ความยากจนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในชีวิตของท่าน ท่านยังคงสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อเพราะมีอยู่ชุดเดียว แม้กระทั่งวันสอบ ท่านไม่มีแม้กระทั่งชุดหูฟัง (Stethoscope) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือจำเป็นสำหรับแพทย์ จนต้องยืมเอาจากผู้คุมสอบ ผลการสอบนั้น จากจำนวนผู้เข้าสอบ ๘๐ คน มีผู้ผ่านเพียง ๔ คน และท่านก็เป็นหนึ่งในนั้น หมายความว่าท่านเป็นแพทย์อย่างเต็มตัวเมื่ออายุเพียง ๒๐ เศษเท่านั้น

เมื่อกลับมายังโรงเรียนทันตแพทย์ทาคายามะ ท่านได้รับการเลื่อนชั้นเป็นอาจารย์ผู้สอนท่ามกลางความงงงวยของบรรดานักเรียน ที่จู่ๆ ภารโรงก็กลายมาเป็นอาจารย์ แต่ท่านก็แสดงความสามารถจนเป็นที่ยอมรับของนักเรียนทุกคน

noguchi3
คุณแม่ชิกะ แม่ผู้ทุ่มเททุกอย่างให้ลูก จนกระทั่งวาระสุดท้ายของตัวเอง

ท่านยังคงศึกษาวิชาแพทย์เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลาควบคู่ไปกับความก้าวหน้าในอาชีพ แม้ว่าท่านก็ยังได้รับการดูถูกเหยียดหยามเหมือนเมื่อครั้งวัยเยาว์อยู่เสมอ แต่ท่านก็หนักแน่นพอที่จะพิสูจน์คุณค่าของตัวเองด้วยการกระทำจนเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ท่านเริ่มสนใจสาขาวิชาระบาดวิทยาและทำการวิจัยอย่างจริงจัง และได้รับโอกาสให้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อทำวิจัย

แม้ว่าที่ญี่ปุ่น ท่านจะได้รับการยอมรับในฐานะแพทย์ผู้มีเกียรติ แต่ที่อเมริกา ท่านกลับได้รับแต่การดูแคลน เนื่องด้วยความรังเกียจของชาวอเมริกันที่มีต่อชาวเอเชียว่าเป็นชนชาติที่ต่ำต้อย ไร้วัฒนธรรม ท่านก็ยังคงใช้วิธีเดิม คือนิ่งเฉยและตอบโต้ด้วยผลงานจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

ท่านได้รับเลือกจาก ดร. เฟลกซ์เนอร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์คนแรกของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) ให้เป็นผู้ช่วย โดยขณะนั้นท่านมีอายุเพียง ๒๘ ปี ท่านได้กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับโลกไปเสียแล้ว

จากเด็กพิการยากจนในชนบทที่บ้านเกิด บัดนี้ท่านได้กลายเป็นนายแพทย์ผู้มีผลงานวิจัยในระดับโลก แต่ท่านก็ไม่เคยลืมเลือนอดีต ในปี ๒๔๕๘ เป็นเวลากว่า ๑๕ ปีที่ท่านจากประเทศญี่ปุ่น ท่านได้เดินทางกลับแผ่นดินเกิดอีกครั้งในฐานะผู้มีชื่อเสียงระดับโลก ที่แรกที่ท่านเดินทางไปคือที่บ้านโกโรโกโสหลังเดิม ที่มีคุณแม่ชิกะเฝ้ารอในชุดเก่าซอมซ่อเหมือนเดิม แม้ว่าในระหว่างที่ท่านประสบความสำเร็จยังต่างประเทศ แต่คุณแม่ชิกะก็ยังคงทำงานหนักเหมือนเช่นเดิม ท่านให้เหตุผลว่า ตอนนี้ เซซากุ กำลังทุ่มเททำงานอย่างลำบาก ตัวฉันเองก็ต้องทุ่มเททำงานเท่าที่ฉันจะทำได้เหมือนกัน

คุณแม่ชิกะเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ ขณะที่ ดร. โนงูจิ กำลังทำงานวิจัยอยู่ที่ปานามา ก่อนจะสิ้นลมท่านยังเพ้อถึง ดร. โนงูจิ ให้พยายามต่อสู้ต่อไป ห้ามสิ้นหวังอย่างเด็ดขาด นับเป็นการปลดปล่อยตัวเองจากความผิดที่ท่านโทษตัวเองมาตลอดชีวิตที่ทำให้ลูกชายต้องผจญกับความยากลำบาก

ที่ทวีปแอฟริกาเกิดการระบาดของโรคไข้เหลือง ดร. โนงูจิ ได้เดินทางไปเพื่อทำการวิจัยและผลิตวัคซีน ท่ามกลางเสียงทัดทานจากหลายฝ่าย เพราะนอกจากจะยังไม่มีวัคซีนป้องกันแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อสูง ซึ่งนั่นหมายถึงชีวิต แต่ท่านก็ยืนยันที่จะเดินทางไป จนที่สุดแล้วท่านก็เสียชีวิตที่แอฟริกานั่นเอง ด้วยวัย ๕๒ ปี

noguchi5
noguchi6
รูปปั้นของ ดร. โนงูจิ ตั้งเป็นอนุสรณ์อยู่ที่ประเทศกาน่า
ภาพถัดมาเป็นบรรยากาศในสถาบันวิจัยในกาน่าที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน
ทั้งสองภาพมาจาก
http://semaru.web.infoseek.co.jp/gana.htm

ปัจจุบันชื่อของ ดร. โนงูจิ กลายเป็นชื่อที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันดี เป็นชื่อที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครก็ตามที่คิดว่าตนเองสิ้นหวัง ไม่เพียงแต่ชาวญี่ปุ่นเท่านั้น บนแผ่นดินแอฟริกา ชื่อของท่านก็เป็นที่รู้จักและให้ความเคารพมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะท่านคือผู้ที่สามารถพิชิตโรคร้าย อาทิ กาฬโรค ไข้เหลือง ซิฟิลิส ที่ระบาดอย่างรุนแรงไปทั่วทวีป

หมายเหตุ
ไข้เหลือง เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในทวีปอัฟริกา  และอเมริกา     มาตั้งแต่ ๔๐๐ ปีก่อน  อาการของโรคมีได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อยจนถึงรุนแรงและเสียชีวิต  คำว่า “เหลือง” มาจากอการตัวเหลืองหรือดีซ่าน (Jaundice) ที่มักพบในผู้ป่วย  ถึงแม้จะมีวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลดีใช้มานาน ๖๐ ปี  แต่จำนวนของผู้ติดเชื้อในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาก็ยังเพิ่มขึ้น  ทำให้โรคไข้เหลืองกลับมาเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในปัจจุบัน ติดตามรายละเอียดได้จาก
สำนักโรคติดต่อทั่วไป กระทรวงสาธารณสุข

Joachim Kroll : ฆาตกรกินศพ!

Who’s Who : Joachim Kroll ฆาตกรกินศพ! 

kroll1

ฆาตกรจำพวกที่ฆ่าแล้วกลืนกินเหยื่อของตัวเองล้วนมีเหตุจูงใจที่ต่างกันออกไป อย่างเช่น ฮันนิบาล เล็คเตอร์ จากภาพยนตร์ Silence of the Lamps เขามีความรู้สึกเป็นสุขเมื่อได้นำส่วนหนึ่งของเหยื่อเข้ามารวมเป็นส่วนหนึ่งของเขา (ด้วยการกิน) เพราะในวัยเด็กน้องสาวของเขาถูกทหารหิวโซกลุ่มหนึ่งกินเพื่อประทังชีวิต ! (ติดตามได้จากภาพยนตร์เรื่อง Hannibal Rising) ดังนั้นการแก้แค้นให้น้องสาวหลังจากฆ่าทหารเหล่านั้นเสร็จเขาก็กินมันซะเลย เพื่อให้น้องกลับมาอยู่กับขาอีกครั้งหนึ่ง หรืออย่างกรณีของ ซีอุย ที่ฆ่าเด็กเล็กๆ ก่อนจะคว้านท้องเอาเครื่องในมากิน นั่นเพราะเขาเชื่อว่าจะทำให้เขาแข็งแรง มีกำลัง ..แต่สำหรับฆาตกรรายนี้ ไม่ใช่ 

โจอาชิม โครลล์ เกิดเมื่อปี 1993 ที่ซีเลเซียเหนือ ประเทศเยอรมัน ติดกับชายแดนโปแลนด์ ดูผิวเผินแล้ว เขาเป็นเพียงชายวัยกลางคนที่ท่าทางใจดี ไม่มีพิษมีภัย แต่ข้างในลึกๆ แล้วนั้นกลับเป็นคนละเรื่องกับภาพลักษณ์ภายนอก 

ในวัยเด็กโครลล์ค่อนข้างจะอ่อนแอ ผลการเรียนย่ำแย่ จากการทดสอบไอคิว โครลล์มีไอคิวเพียง 76 เท่านั้น เหยื่อรายแรก (เท่าที่เขาพอจะนึกออก) เกิดขึ้นในปี 1955 เอิร์มการ์ด สเติร์ล หญิงสาววัย 19 ถูกฆ่าทิ้งไว้ในโรงนาแห่งหนึ่ง และจากการชันสูตรพบว่าเธอถูกข่มขืน แต่นั่นเกิดขึ้นหลังจากเธอเสียชีวิตแล้ว เหยื่อรายถัดมาของเขา (เท่าที่เขาพอจะนึกออกอีกนั่นแหละ) เกิดขึ้นหลังจากนั้นถึง 4 ปี คาร์ร่า ฟรีดา วัย 24 ถูกฆ่าแล้วทิ้งศพไว้ใกล้กับแม่น้ำไรน์ หลังจากรายของคาร์ร่าแล้ว เหยื่อของเขาก็เริ่มอายุน้อยลงๆ  

kroll4kroll2 
โครลล์ ขณะถูกนำตัวขึ้นศาล ถัดมาคือภาพขณะที่ โครลล์ ในมาดที่ดูสุภาพกำลังคุยกับทนาย

กรกฎาคม 1959 มานูเอลา น็อดต์ วัย 16 ถูกพบเป็นศพอยู่ในสวนสาธารณเอสเซน และมีร่องรอยถูกข่มขืนหลังจากที่เธอเสียชีวิตแล้ว แต่รายนี้ต่างจากรายอื่น คือเนื้อบริเวณต้นขาของเธอถูกเฉือนออกไป ! จากนั้นมาก็มีการพบเหยื่อที่ถูกฆ่าและข่มขืน อีกทั้งถูกเฉือนเนื้ออกไปอีกหลายราย สร้างความหวาดผวาให้กับประชาชนในแคว้นรูห์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะบรรดาเด็กผู้หญิง ทำให้บรรดาผู้ปกครองต้องคอยระแวดระวังลูกหลานของตัวเองกันยกใหญ่ สวนสาธารณหรือสวนสนุกแทบจะไม่มีเด็กวิ่งเล่น แต่นั่นก็ยังไม่สามารถทำให้เขาหยุดออกล่าเหยื่อได้อยู่ดี 

ช่วงปี 1959-1970 โครลล์ จัดการเหยื่อไปกว่า 10 ราย (เท่าที่มีหลักฐานบันทึกไว้) โดยมีอายุระหว่าง 5-13 ปี แต่คราวนี้เหยื่อบางรายไม่ได้ถูกเฉือนเนื้อออกไปด้วย แต่จากหลักฐานในที่เกิดเหตุ ตำรวจเชื่อว่าน่าจะเป็นผลงานของฆาตกรรายเดียวกัน 

kroll 3
สภาพครัวในห้องพักของเขา เตาที่เห็นคือสถานที่ประกอบอาหารด้วยเนื้อสดๆ ของเหยื่อ

ปี 1976 ในดุ๊ยสบวร์ก ผู้ปกครองของ แมเรียน เคตเตอร์ เด็กหญิงวัย 4 ขวบ เข้าแจ้งความว่าลูกสาวของเธอหายตัวไป คราวนี้ตำรวจทำการค้นอย่าละเอียด โดยเคาะค้นบ้านทีละหลังๆ ค้นอพาร์ทเมนท์ หอพักทุกแห่ง ทุกห้อง จนมาถึงอพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่ง เจ้าของอพาร์ทเมนท์เล่าให้ตำรวจฟังว่า มีผู้เช่ารายหนึ่งมาแจ้งว่าส้วมที่ชั้นบนนั้นตัน ใช้งานไม่ได้ เขาถามกลับไปว่าแล้วอะไรมันอุดอยู่ล่ะ ผู้เช่ารายนั้นบอกด้วยสีหน้าจริงจังว่า ไส้” … ทีมตำรวจบุกเข้าค้นห้องพักที่ว่านั่นทันที และเจ้าของห้องที่เปิดประตูมาต้อนรับก็คือ โจอาชิม โครลล์ 

ทันทีที่เข้าไปในห้องพัก ตำรวจก็รู้ทันทีว่าพวกเขาพบฆาตกรโรคจิตที่ค้นหามานานกว่า 10 ปีเข้าให้แล้ว เพราะในครัวพวกเขาพบว่ามีมือของเด็กถูกต้มรวมกับแครอทและมันฝรั่งอยู่! และในตู้เย็นก็ยังพบถุงพลาสติกห่อชิ้นเนื้อซึ่งก็น่าจะเป็นเนื้อมนุษย์ ส่วนท่อที่ตันนั้น ตำรวจสำรวจแล้วพบว่าในนั้นมีชิ้นส่วนของมนุษย์อยู่จริงๆ! 

โครลล์ ไม่ได้ขัดขืนการจับกุมเลย เขาถูกจับในข้อหาฆาตกรรม ระหว่างถูกคุมตัว โครลล์ ไม่ได้มีท่าทีวิตกกังวล เขาเชื่อว่าตำรวจเพียงจะนำตัวเขาไปรักษา แล้วเขาก็จะกลับมาใช้ชีวิตในสังคมตามปรกติได้เหมือนเดิม 

kroll5
คดีของโครลล์ดังมาก จนมีคนเอามาเขียนเป็นหนังสือขายดิบขายดี 

จากการวินิจฉัยของแพทย์พบว่า โครลล์ มีความผิดปรกติทางด้านอารมณ์อย่างมาก เขามีความต้องการทางเพศสูงผิดปรกติ ในห้องของเขาเต็มไปด้วยเครื่องมืออุปกรณ์บำบัดความใครหลายอย่าง มีตุ๊กตายางอยู่หลายตัว เขาเล่าว่าขณะที่เขาประกอบกิจกรรมกับตุ๊กตายาง เขาก็จะบีบคอตุ๊กตาไปด้วย โครลล์ มีปัญหาในการเข้าสังคม เขาไม่สามารถร่วมรักกับผู้หญิงที่รู้สึกตัวได้ ดังนั้นเขาจึงทำให้ผู้หญิงเหล่านั้นหมดสติหรือไม่รู้สึกตัวเสียก่อนจึงจะข่มขืน แล้ววิธีการไหนจะง่ายและรวดเร็วไปกว่าการฆ่าล่ะ และที่เขาเลือกเหยื่อที่อายุน้อย ก็เพราะว่าสามารถขัดการได้ง่ายกว่านั่นเอง 

ครั้งหนึ่งเขาหลอกล่อเด็กผู้หญิงวัย 10 ขวบคนหนึ่ง ก่อนจะนำหนังสือลามกที่มีภาพการร่วมเพศให้เด็กน้อยดู โดยเขาคิดว่ามันจะช่วยกระตุ้นอารมณ์เพศให้แก่เด็กเหมือนที่เขารู้สึก โชคดีที่เด็กคนนั้นตกใจกลัวและวิ่งหนีไปเสียก่อน 

ส่วนประเด็นการเฉือนเนื้อเหยื่อกลับไปกินนั้น เขาสารภาพว่าไม่ได้ทำทุกรายไป เขาจะเฉือนเฉพาะรายที่เขามั่นใจว่าเนื้อจะไม่เหนียว โดยจะนำกลับไปกินเป็นอาหารเพื่อจะได้ประหยัดเงินเท่านั้นเอง (อึ้งไปเลย) 

ตำรวจมั่นใจว่าเหยื่อของเขาต้องมีมากกว่านี้แน่นอน (ตอนที่สอบสวน ระบุได้ 14 ราย) เพราะมีช่วงเวลาที่ขาดหายไปถึง 4 ปี (19561959) ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเลิกล่าเหยื่อไปเฉยๆ ถึง 4 ปี และจากการวินิจฉัยของทีมแพทย์สรุปได้ว่า การกระทำของเขาเป็นผลมาจากความผิดปรกติทางจิตล้วนๆ เพราะแม้จะถูกควบคุมตัว เขาก็ยังเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิดแผกไปจากที่คนทั่วไปเขาทำกันเลยซักนิดเดียว โครลล์ ตายเพราะอาการหัวใจวายในคุก เมื่อปี 1991

Who’s Who : Apollo

Who’s Who : Apollo 

 

อพอลโล (Apollo) เป็นบุตรของมหาเทพเซอุส (Zeus) กับนางลาโทนา ตามนิสัยเจ้าชู้ของมหาเทพที่มักจะลงมาสมสู่กับสตรีอื่นๆ สร้างความโกรธเกรี้ยวให้กับ เทพีจูโน ในฐานะสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง นางลาโทนาจึงต้องอุ้มท้องหนีการตามล่าของพระนางจูโน จนกระทั่งคลอดอพอลโล่ออกมา

เมื่อคลอดอพอลโลออกมา พระนางจูโนส่งงูไพธอนมาหวังจะฆ่าเสีย แต่กลับถูกอพอลโลจับฆ่าเสียแทน จนบางครั้งเราก็เรียกขานอีกพระนามหนึ่งว่า ไพเธียส (Pytheus) หรือที่แปลว่า ผู้สังหารไพธอน 

apollo1delphi
รูปสลักหินอ่อนของอพอลโล สูง 2.24 เมตร อายุก่อนคริสตกาล ตั้งแสดงอยู่ที่ Pio Clementino Museum นครวาติกัน ภาพถัดมาคือซากมหาวิหารเดลฟี เทวสถานประจำพระองค์ ซึ่งกลายเป็นสถานที่สำคัญของกรีกในทุกวันนี้

เทพอพอลโลถูกยกย่องให้เป็นสุริยเทพของชาวกรีก (ส่วนจันทราเทพคือ เทพีไดอานา) พระองค์เป็นเทพชาวกรีกให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก มีการสร้างรูปเคารพและเทวสถานอยู่ทั่วไป ที่โดดเด่นมากที่สุดเห็นจะเป็น มหาวิหารเดลฟี (Delphi) ซึ่งปัจจุบันยังคงเหลือร่องรอยปรากฏอยู่ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของกรีก อนุสรณ์สถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของพระองค์ คือ คอลอสซัส (Colossus) หรืออนุสาวรีย์ขนาดมหึมาของพระองค์ที่เกาะโร้ดส์ ซึ่งชาวกาะโร้ดส์สร้างขึ้นถวายเพื่อบูชาแด่พระองค์ ซึ่งถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่หลงเหลือร่องรอบใดๆ ไว้เลย 

apollo3
ภาพเขียนอพอลโลขณะทรงรถพระอาทิตย์ ศิลปบาโรค ราวปี 1622

พระองค์ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพที่มีรูปโฉมงามที่สุดองค์หนึ่ง ทรงเชี่ยวชาญในศิลปะทุกแขนง พระองค์โปรดการดีดพิณยิ่งนัก และยังมีฝีมือในการยิงธนูอีกด้วย และยังได้รับการยกย่องให้เป็นเทพแห่งความสัตย์อีกด้วย หน้าที่สำคัญประการหนึ่งของพระองค์ คือการแล่นรถพระอาทิตย์ในทุกๆ วัน จากฟ้าฟากหนึ่งไปยังอีกฟากหนึ่ง เพื่อส่องแสงสว่างและความอบอุ่นให้แก่โลก  เทพอพอลโลมีบทบาทสำคัญในเทพปกรณัมมากมายหลายเรื่อง พระองค์น่าจะได้นิสัยเจ้าชู้มากจากพระบิดา ด้วยเหตุที่มักจะหลงใหลสตรีที่มีรูปงามอยู่เนืองๆ  

ครั้งหนึ่งเทพอพอลโลเสด็จลงมากุ๊กกิ๊กกับนางโคโรนิส (Corones) ธิดานครเทสซาลี จนเกิดบุตรหนึ่งคนนามว่า แอสคูลาปิอัส (Aesculapius) การถือกำเนิดของบุตรคนนี้ไม่ธรรมดา ตามตำนานเล่าว่า นางโคโรนิส หาได้ซื่อตรงต่อเทพผู้สามี แต่กลับไปคบชู้สู่ชาย เทพอพอลโลได้สั่งให้นกดุเหว่าสีขาวเฝ้าติดตามดูพฤติกรรมของนาง จนเมื่อแน่ใจว่านางคบชู้จริง นกดุเหว่าจึงนำความไปบอกพระองค์ สุริยพเทพโกรธจัดเผลอสาปนกดุเหว่าสีขาวตัวนั้นที่นำข่าวอัปมงคลมาบอก ซึ่งตั้งแต่นันเป็นต้นมานกดุเหว่าจึงมีสีดำมาถึงทุกวันนี้ 

ฝ่ายนางโคโรนิสถูกลงโทษจนถึงแก่ความตาย แต่อพอลโลได้นำเอาบุตรในครรภ์ออกมาเสียก่อน และนำไปฝากให้ ไครอน (Chiron) ที่มีชาติกำเนิดเป็นเซนทอร์ (มนุษย์ประเภทหนึ่ง มีส่วนบนเป็นคนแต่มีส่วนล่างเป็นม้า) ดูแลเลี้ยงดูและประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่ แอลคูลาปิอัส 

แอสคูลาปิอัส เป็นเด็กเฉลียวฉลาด ใส่ใจศึกษาศิลปวิทยาการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะวิชาการแพทย์ ว่ากันว่าเขาสามารถรักษาได้ทุกโรคและอาจจะเก่งกว่าไครอนผู้เป็นอาจารย์เสียอีก ชื่อเสียงของชายหนุ่มขจรขจายไปทั่วจนถึงเทือกเขาโอลิมปัส ว่ากันว่าแอสคูลาปิอัส มีความสามารถถึงขนาดที่ชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นขึ้นมาได้ด้วยซ้ำ ร้อนถึงเทพแห่งยมโลก เนปจูน นำความขึ้นร้องต่อมหาเทพเซอุส ว่าหากปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไป เห็นทีมนุษย์จะหนีความตายได้เป็นแน่ และต้องเกิดความโกลาหลขึ้นไปทั่ว มหาเทพจึงจัดการปัญหาด้วยการฟาดอสุนีบาตใส่แอสคูลาปิอัสจนถึงแก่ความตาย เมื่อสุริยเทพรู้ข่าวก็เศร้าโศกยิ่งนัก อยากจะล้างแค้นให้บุตร แต่ติดตรงที่ผู้สังหารคือมหาเทพเซอุส อพอลโลจึงพาลไปจัดการกับเทพวัลแคน ซึ่งสร้างอสุนีบาตถวายแด่มหาเทพแทน เซอุสรู้ข่าวเข้าจึงลงโทษอพอลโลด้วยการขับไล่ลงจากเขาโอลิมปัส ให้มาเป็นข้ารับใช้มนุษย์เสียก่อนหนึ่งปี จึงจะถือว่าพ้นโทษและกลับขึ้นเขาโอลิมปัสได้ 

apollo2
ภาพเขียนเรื่องราวของอพอลโลกับนางอัปสรดาฟเน่ ผลงานของ John William Waterhouse อายุราวปี 1908

อีกตำนานหนึ่งของเทพอพอลโลที่กลายเป็นที่มาของช่อใบลอเรล (Laurel) ที่ชาวกรีกนำมาสวมประดับศีรษะเพื่อแสดงเกียรติยศ เรื่องราวเล่าว่าครั้งหนึ่ง สุริยเทพท่องเที่ยวไปตามป่าเขาตามประสา บังเอิญไปปะเข้ากับนางอัสร ดาฟเน่ (Daphne) ธิดาของ เพเนอัส (Peneius) เทพแห่งแม่น้ำ พระองค์หลงใหลในรูปโฉมของนางดาฟเน่ยิ่งนัก จึงรุดเข้าไปหาหวังจะเกี้ยวพรารสี นางดาฟเน่ไหวตัวทันจึงวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต เนื่องด้วยนางไม่ได้มีจิตปฏิพัทธ์กับสุริเทพแต่อย่างใด 

อพอลโลยังคงติดตามนางดาฟเน่อย่างไม่ลดละ ฝ่ายนางดาฟเน่ก็หนีอย่างสุดชีวิตเช่นกัน แต่อัปสรอย่างนางมีหรือจะสู้อิทธิฤทธิ์ของสุริยเทพได้ นางหนีมาจนถึงริมแม่น้ำและเมื่อเห็นว่าจวนจะเสียทีแล้ว จึงได้ร้องเรียกบิดาให้ช่วยเหลือ เพเนอัส สงสารธิดาเหลือกำลัง จึงบัลดาลให้นางดาฟเน่กลายร่างเป็นต้นลอเรลอยู่ที่ริมแม่น้ำนั้นเอง 

ฝ่ายอพอลโลเมื่อตามมาถึงก็พบว่านางดาฟเน่กลายเป็นต้นลอเรลเสียแล้วก็ผิดหวังยิ่งนัก และเสียใจเป็นกำลังที่ตนเองเป็นต้นเหตุให้นางต้องกลายเป็นต้นไม้ไป พระองค์จึงประกาศว่านับแต่บัดนี้ ต้นลอเรล จะเป็นต้นไม้ประจำพระองค์สืบไป นับแต่นั้นมามนุษย์จึงนำใบลอเรลมาร้อยเป็นมงกุฏมอบให้แก่นักกีฬา นักดนตรี หรือกวี เพื่อแสดงเกียรติยศจนกลายเป็นสัญลักษณ์มาถึงทุกวันนี้ (ในสมัยก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ผู้ชนะจะได้รางวัลเป็นช่อใบลอเรล ในโอลิมปิก 2004 ที่เอเธนส์ คณะกรรมการการแข่งขันจึงได้นำประเพณีนี้กลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง ตอนมอบเหรียญรางวัลให้กับนักกีฬา)

laurel
(จากซ้าย) นักกีฬาที่ได้เหรียญรางวัลในโอลิมปิก ปี 1936 ที่เบอร์ลิน สวมมงกุฎใบลอเรล (กลาง) โอลิมปิก 2004 ที่เอเธนส์ ประเพณีนี้ก็ถูกนำมาอีกครั้ง และในปี 2008 โอลิมปิกที่ปักกิ่ง ก็ยังนำใบลอเรลมาเป็นส่วนประกอบในโลโก้เหมือนกัน

Who’s Who : Charles Whitman

Who’s Who : Charles Whitman 

ชาร์ลส์ โจเซฟ วิทแมน เขาไม่ใช่บุคคลสำคัญ ไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตอะไร ไม่ใช่ดารา เขาเป็นเพียงชายหนุ่มวัย 25 ธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่แล้วในเช้าวันที่ 1 สิงหาคม 1966 วิทแมน ก็ทำให้ชาวอเมริกันรวมถึงชาวโลกได้รู้จักเขา 

whitman1วิทแมน เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 1941 ในครอบครัวอเมริกันชนธรรมดาสามัญในฟลอริดา ชีวิตวัยเด็กของเขาก็ไม่แตกต่างจากเด็กชายทั่วไป เรียนหนังสือ เข้าโบสถ์ เป็นลูกเสือ ชอบเบสบอล มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เขาชอบเป็นนักหนาก็คือ ปืน ตอนอายุ 16 เขาได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์คว่ำ จนต้องนอนอยู่โรงพยาบาลอยู่นานทีเดียว 

ปี 1959 วิทแมนเข้ารับราชการทหารเรือ (เขาใฝ่ฝันและมุ่งมั่นที่จะเป็นทหารให้ได้) และเข้าเรียนต่อด้านวิศวกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส ในอีก 3 ปีถัดมา เขาก็แต่งงานกับ เคธี่ ไลส์เนอร์ เพื่อนักศึกษาด้วยกัน หลังแต่งงานไม่นาน วิทแมน ก็กลับไปรับราชการทหารอีกครั้ง แต่ก็ถูกปลดออกในปี 1964 และหันมาเรียนต่อด้านวิศวกรรมสถาปัตย์ ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัสเหมือนเดิม หลังจากนั้นเข้าทำงานที่กองทางด่วนประจำเท็กซัส ส่วนเคธี่เป็นครูสอนวิชาชีววิทยา 

ในช่วงเวลานั้น อเมริกากำลังตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วประเทศ วิทแมน ต้องคอยดูและแม่ที่เพิ่งแยกทางกับพ่อ แม้แม่ของเขาจะพยายามหาเลี้ยงตัวเองเพื่อที่จะไม่ต้องเป็นภาระของลูก แต่เขาก็มักจะไปเยี่ยมแม่เสมอที่มีเวลา ส่วนพ่อของเขาก็มักจะโทรมาปรับทุกข์กับเขาเป็นประจำ รายได้ของเขามีค่อนข้างจำกัด วิทแมน ต้องทำงานพิเศษเพิ่ม ช่วงนี้เขาเริ่มมีอาการเครียด ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และเริ่มโมโหง่าย จนบางครั้งก็มาระบายอารมณ์กับภรรยา 

สมัยที่เขายังเด็ก พ่อของเขามักจะทุบตีแม่และตัวเขาบ่อยๆ ด้วยพ่อเป็นคนที่โมโหร้ายและดื่มจัด วิทแมน จึงมีความหลังฝังใจกับการใช้ความรุนแรง ในช่วงที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส เขาเคยเข้ารับการบำบัดจากจิตแพทย์ประจำมหาวิทยาลัย เนื่องจากเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเจ้าอารมณ์ ขี้หงุดหงิด  และบ่อยครั้งที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ แต่หลังจากเข้าการบำบัดอยู่ระยะหนึ่ง วิทแมน ก็ยกเลิกนัดกับหมอและพยายามจัดการปัญหาด้วยตัวเอง  

whitmanmomlett1lett2
สภาพศพของ มากาแร็ต แม่ของเขา และจดหมายที่เขาเขียนถึงแม่และภรรยา ลองเข้าไปอ่านดูได้ที่ popsubculture.com

คืนวันที่ 31 กรกฎาคม 1966 วิทแมน เขียนจดหมายระบายความคับแค้นใจในหลายๆ เรื่อง เขากล่าวโทษตัวเรื่องเรื่องที่ทำร้ายภรรยาและอารมณ์โกรธของเขาที่ระงับไม่ค่อยอยู่ รวมถึงการพยายามฆ่าตัวตาย และยังพล่ามถึงชีวิตอันไร้ค่าของเขาอีกด้วย 

เที่ยงคืน วิทแมน เดินทางไปยังบ้านแม่ของเขาและทุบตีเธอและใช้มีดแทงที่หน้าอกจนขาดใจตาย ก่อนจะย้อนกลับมาที่บ้านและทำเช่นเดียวกันกับภรรยา จากนั้นเขาก็พิมพ์จดหมายบรรยายความในใจขึ้นมาอีกหนึ่งฉบับ จากนั้น วิทแมน ก็หอบเขาปืนที่เขาเก็บสะสมไว้เมื่อครั้งยังเป็นทหารขนขึ้นรถ ระหว่างทางเขายังแวะซื้อเพิ่มอีกหลายกระบอก ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยเท็กซัส เมื่อไปถึง วิทแมน มุ่งตรงไปยังหอนาฬิกาประจำมหาวิทยาลัย ก่อนจะเริ่มเหนี่ยวสังหารเหยื่อรายแรก ! 

texastower

วิทแมน พบกับ เอ็ดน่า ทาวน์สลี่ย์ พนักงานของมหาวิทยาลัยที่ชั้นที่ 30 ของหอนาฬิกา เขาทุบเธอด้วยด้ามปืนจนเสียชีวิต จากนั้นก็เริ่มส่องปืนมายังเบื้องล่าง มาร์ค เกเบอร์ เด็กหนุ่มที่บังเอิญอยู่แถวหอนาฬิกาพร้อมกับครอบครัวพอดี ถูกกระสุนปืนเข้าอย่างจังและล้มลงสิ้นใจแทบจะในทันที ไม่เพียงเท่านั้น แม่ของเกเบอร์ก็โดนยิงเข้าด้วย เธอไม่เสียชีวิตแต่ก็บาดเจ็บสาหัส วิทแมน เริ่มเล็งลงมาจากหอนาฬิกาและเลือกเหยื่อตามแต่ใจต้องการ โดยที่เขาไม่ได้รู้จักกับเหยื่อหรือมีความแค้นอะไร เขาฆ่าเพื่ออะไร ไม่มีใครรู้ 

เหยื่อรายถัดมาคือว่าที่คุณแม่ แคลร์ วิลสัน เธอถูกยิงเข้าที่ท้องก่อนจะล้มลง โทมัส เอ็คแมน นักศึกษาหนุ่มวิ่งเข้ามาประคองเธอก่อนจะถูกยิงเสียชีวิตเป็นรายถัดมา วิลสัน รอดตาย แต่ลูกในท้องของเธอเสียชีวิต 

เกือบครึ่งชั่วโมงจากนั้น วิทแมน ยังคงสาดกระสุนในผู้คนอย่างเมามัน ท่ามกลางความโกลาหลไปทั้งมหาวิทยาลัย มีผู้เสียชีวิต 9 ราย บาดเจ็บอีกนับสิบ ตำรวจพยายามเข้าระงับเหตุ โดยนำเฮลิคอปเตอร์แบขึ้นไปใกล้หอนาฬิกา แต่ก็ถูก วิทแมน สาดกระสุนใส่จนต้องล่าถอย ในที่สุดทีมตำรวจก็ตัดสินใจบุกขึ้นบนหอนาฬิกาเพื่อเข้าประชิดตัว  

กว่าสองชั่วโมงระทึกใจ สุดท้าย ชาร์ลส์ วิทแมน ถูกตำรวจสามนายวิสามัญบนหอนาฬิกานั่นเอง ข้อมูลบางแหล่งสรุปว่ามีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 15 ราย แต่บางแหล่งก็อ้างว่ามีถึง 18 ราย ส่วนจำนวนผู้บาดเจ็บมีถึง 31 คน 

whitmangun whitman victim
บรรดาสรรพอาวุธที่ วิทแมน ขนขึ้นไปหนหอนาฬิกา ถัดมาเป็นสภาพเหยื่อที่ถูกนำส่งโรงพยาบาล ซึ่งบางรายก็สิ้นใจเสียก่อน

ชื่อของ วิทแมน กลายเป็นสัญลักษณ์ของความบ้างคลั่งอย่างไร้เหตุผล การระทำของเขาก่อให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างมากมาย เหตุการณ์การสังหารหมู่ในสหรัฐแทบทุกครั้งมักจะถูกนำมาโยงถึงเหตุการณ์ในเท็กซัสครั้งนี้ อย่างกรณีล่าสุดที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเทค นักศึกษาชาวเกาหลีสาดกระสุนใส่เพื่อนๆ จนเสียชีวิตไปถึง 32 ศพ ผู้เชี่ยวชาญทางอาชญวิทยาเชื่อว่า ฆาตกรเหล่านี้มีความผิดปรกติทางด้านจิตใจ มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ต่ำ ประกอบกับปัญหาส่วนตัว ความเครียด การแข่งขันในสังคม ประกอบกับความรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า และต้องการแสดงอำนาจเหนือผู้อื่น 

แต่ในกรณีของ วิทแมน เขาน่าสงสารยิ่งกว่านั้น เมื่อแพทย์ทำการชันสูตรศพของเขา พบว่าที่สมองมีเนื้องอกขนาดใหญ่กดทับประสาทในส่วนของการควบคุมอารมณ์ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ชายหนุ่มธรรมดาๆ คนหนึ่งต้องก่อเหตุชวนช็อค และต้องจบชีวิตอย่างน่าเวทนา