Tag Archives: movie

Delvil’s Advocate … ดีหรือเลว เราเลือกเอง

ว่ากันว่าความดีนั้นทำง่าย แต่ความเลวนั้นทำง่ายกว่า แถมบางครั้งยังทำไปโดยที่เราไม่รู้ตัวเสียด้วย

 มีหนังเก่าเก็บมานำเสนอ Devil’s Advocate ออกฉายในปี 1997 ไม่ค่อยจะเป็นที่ฮือฮานักในบ้านเรา เนื่องจากไม่มีฉากแอ๊คชั่นเร้าใจตามกระแส เป็นหนังแนว Court Room กึ่งๆ สืบสวน เหนือธรรมชาติ ปีศาจ ซานตาน …นำแสดงโดยดาราขวัญใจวัยรุ่น (ในขณะนั้น) คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves) ที่เพิ่งจะดังมาจาก Speed , อัล ปาชิโน (Al Pacino) โคตรนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ และขอแนะนำดาวรุ่งดวงใหม่ (ในตอนนั้น) ชาร์ลลิส เธอรอน (Charlize Theron) หนังดัดแปลงมาจากนิยายขายดีชื่อเดียวกัน ผลงานของ แอนดรูว์ นีเดอร์แมน (Andrew Neiderman) แปลเป็นไทยด้วยนะครับในชื่อ ทนายปีศาจ แปลโดย คุณสุวิทย์ ขาวปลอด กำกับการแสดงโดย เทย์เลอร์ แฮคฟอร์ด (Taylor Hackford) ที่เคยฝากผลงานคลาสสิกอย่าง An Officer and a Gentleman หรือหนังโคตรเครียดอย่าง Dolores Claiborne

เริ่มเรื่องกันในศาลแขวงของเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง กำลังตัดสินคดีลวนลามทางเพศของครูเกตติ้ง ครูมัธยมหน้าตาหื่นกาม ที่มี เควิน โลแมกซ์ (คีอานู รีฟส์) รับเป็นทนายจำเลย เห็นๆ กันอยู่ว่าไอ้หื่นเกตติ้งมันผิดจริงแหงมๆ เควินแทบจะหมดทางสู้ แต่ด้วยไหวพริบอันสุดยอดเขาก็พลิกคดีกลับมาเป็นฝ่ายชนะ แม้ในใจลึกๆ จะรู้สึกผิดที่ช่วยให้คนผิดรอดตัว แต่จะให้ทำไงล่ะ คนมันต้องทำมาหากินนี่หว่า

ผลงานชนะคดีติดต่อกันแบบนี้ไปเข้าตาสำนักงานกฎหมายชื่อดังเข้าให้ เควินตัดสินใจเข้าไปลองงานที่ สนง.กฎหมายมิลตั้น ท่ามกลางการคัดค้านของมารดา ที่รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี แต่คนหนุ่มสมัยใหม่อย่างเควินกลับมองอนาคตที่รุ่งเรืองสำคัญกว่า เขาและแฟนสาว แมรี่ แอนน์ (ชาร์ลิซ เธอรอน) มุ่งหน้าเข้าเมืองทันที

แค่เคสแรกก็ไปได้สวยซะแล้ว เควินทำท่าว่าจะรุ่ง เขาเริ่มหลงใหลไปกับความโอ่อ่าศิวิไลซ์ของเมืองใหญ่ ตึกสูงระฟ้า บริษัทอันใหญ่โต ออฟฟิศหรูหรา และสาวสวย … เควินพบกับประธานบริษัท จอห์น มิลตั้น (อัล ปาชิโน) ที่ดูเหมือนว่าเขาจะเอ็นดูเควินเป็นพิเศษ! ชีวิตของเควินและแมรี่ แอนน์ ดูเหมือนจะไปได้สวย ทั้งคู่ย้ายเข้ามาอยู่ในอพาร์ทเมนท์หรู เงินก็ดีงานก็รุ่ง แต่เค้าลางของความน่ากลัวกำลังย่างกรายเข้ามา

เควินเริ่มมุงานมากขึ้น กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ เริ่มห่างเหินเมียสาว วันๆ หมกตัวอยู่กับมิลตั้นที่เป็นเสมือนพี่เลี้ยงของเขา มิลตั้นสอนเควินแทบทุกอย่างราวกับเป็นลูกของตัวเอง ในขณะที่เควินก็พยายามสุดฤทธิ์ที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าเจ๋งแค่ไหน จนที่สุดก็ได้รับความไว้วางใจให้ทำคดีของ คัลเลน มหาเศรษฐีคนดังที่ตกเป็นผู้ต้องหาฆาตกรรมภรรยาตัวเอง


ทางด้านแมรี่ แอนน์ ที่แรกๆ ก็ดูจะแฮปปี้ดีอยู่หรอก แต่เธอยังปรับตัวกับสังคมใหม่ไม่ได้ เมืองใหม่ ชีวิตใหม่ เพื่อนใหม่ อีกทั้งเควินก็ไม่ได้เอาใจใส่เธอเหมือนเมื่อก่อน ทั้งคู่เริ่มมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง แล้วเควินก็ดันไปหลงเสน่ห์ คริสตาเบลล่า ลูกสาวแสนสวยของมิลตั้น ขนาดที่เอาไปคิดว่ากำลังอึ๊บกะหล่อนทั้งที่กำลังฟัดเมียตัวเองอยู่แท้ๆ

หนังทำท่าจะเป็นเหมือนชีวิตยัปปี้หนุ่มที่บ้างาน มีปัญหาครอบครัว แต่แล้วก็เริ่มเปลี่ยนแนว โดยเริ่มเผยให้เห็นธาตุแท้ของมิลตั้น ที่เริ่มแสดงให้คนดูสัมผัสถึงความไม่ปรกติของเขา สัมผัสอันน่าสะพรึงกลัว อำนาจ การควบคุม คนดูเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่ามิลตั้นไม่ใช่คน!

แมรี่ แอนน์ เริ่มล้มป่วย เควินตามแม่ให้มาอยู่เป็นเพื่อนและมีโอกาสได้พบกับมิลตั้น ตัวแม่ทำสีหน้าแปลกจนคนดูจับได้ นางต้องมีความลับอะไรบางอย่างแน่นอน … เควินกับแมรี่ แอนน์ ทะเลาะกันรุนแรงขึ้น นางพยายามเตือนสติลูกชายให้เอาใจใส่เมียให้มาก ตอนนี้เธอห่วงใยลูกสะใภ้เป็นที่สุด ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่ชอบขี้หน้ากัน

มิลตั้นเสนอให้เควินถอนตัวจากคดีซะเพื่อจะได้กลับไปดูแลแมรี่ แอนน์ แต่เควินปฏิเสธแทบจะทันที “ผมต้องการคดีนี้ ผมกลัวจะเกลียดเธอ ถ้าผมต้องทิ้งมันไป … เราจะต้องชนะคดีนี้ แล้วหลังจากนั้นผมจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อเธอ” เควินเลือกงานมากกว่าเมีย และนั่นจะเป็นหอกที่ทิ่มตำเขาอย่างเจ็บแสบในตอนท้ายเรื่อง

มิลตั้นเริ่มเผยความชั่วร้ายออกมาเรื่อยๆ เขาควบคุมชะตากรรมของใครต่อใคร การเสียชีวิตอย่างกระทันหันของผู้บริหารระดับสูงของบริษัท รวมถึงอุบัติเหตุปริศนาต่อหน้าต่อตาเควิน อีกทั้งคัลเลน จำเลยที่เขาทำคดีที่เบื้องลึกในใจเขาก็รู้อยู่ว่าไอ้หมอนี่ผิดจริงๆ เหมือนกับต้นเรื่องเลย เขากำลังจะทำให้ไอ้เวรตะไลนี่พ้นผิดเหมือนที่ช่วยให้ไอ้ครูหื่นกามนั่นลอยนวล และเหนืออื่นใดเมื่อเขามาพบแมรี่ แอนน์ ในสภาพโทรมสุดขีด เธอถูกข่มขืนและได้แต่พร่ำว่ามิลตั้นเป็นคนทำ

เอาละสิ…มิลตั้นมันอยู่กะกูทั้งวันนี่หว่าแล้วมันแอบมาข่มขืนเมียกูเมื่อไหร่วะเนี่ย!? เควินเริ่มสัมผัสถึงความชั่วร้ายของมิลตั้นมาหลายครั้ง แต่เขาเชื่อเฉพาะสิ่งที่ตาเห็น เขาไม่เคยสัมผัสมันด้วยความรู้สึก ความตายรอบๆ ตัว การงานที่พุ่งพรวดจนผิดหูผิดตา คดีความที่เหมือนจะเอาชนะได้อย่างง่ายๆ และอาการป่วยของแมรี่ แอนน์ ล้วนเป็นฝีมือของมิลตั้นทั้งสิ้น

ที่โรงพยาบาล แมรี่ แอนน์ สติแตกไปแล้ว เธอเชือดคอตัวเองต่อหน้าเควิน (ฉากนี้สยองมาก เจาะคอกันจะๆ เลือดข้นๆ ทะลักออกมาจากรูแผล) เควินที่ไม่เหลืออะไรแล้วฟังคำสารภาพจากปากของแม่ถึงความจริงทั้งหมด … “มิลตั้นเป็นพ่อของแก เขาตามดูเราตลอด เราหนีเขาไม่พ้น!”

การตายของเมียรักและความจริงที่รับรู้ทำเอาเควินคลั่ง เขาบุกไปยังรังของมิลตั้น … “ซาตาน … ก็ใช่นะ นั่นมันก็ชื่อนึงของฉันว่ะ” มิลตั้นตอบอย่างยียวนกวนตีน

ฉากจบที่มิลตั้นพ่นเป็นไดอาล็อกยาวเฟื้อยนั้นเป็นการเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมด สีหน้าท่าทางของ อัล ทำได้ดีมาก ดูน่ากลัวและน่าเกรงขามไปพร้อมๆ กัน ฉากนี้ดูๆ ไปเหมือนกันกำลังดูละครเวทีเลย บิ๊กอัลเล่นเด่นอยู่คนเดียว โอเว่อร์แอ๊คติ้งเต็มที่ (จะมีก็เพียง คีอานู ที่ยังเล่นเป็นท่อนไม้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย) บทสนทนาก็เปิดเผยความจริงทั้งหมดว่าเขาคือใคร เควินเป็นลูกของเขา และเขาหวังจะให้เควินสืบทอดอำนาจและให้ผลิตทายาทรุ่นที่สาม โดยสั่งให้ฟันคริสตาเบลล่า น้องสาวของเขาเอง!

“ไอ้พระเจ้าน่ะเหรอ แม่งก็แก้ตัวเสมอแหละ ว่านั่นเป็นบททดสอบของมัน แม่งออกกฎงี่เง่าๆ ให้มนุษย์ …ดูได้แต่ห้ามจับ จับได้แต่ห้ามชิม กินได้แต่ห้ามกลืน … แล้วเวลาที่พวกแกทุกข์ร้อน แม่งหายหัวไปไหนเสียล่ะ พระเจ้าน่ะตื่นสาย แม่งสายเสมอกับความชั่ว …ต้องอย่างพ่อสิเควิน พ่อรักทุกคนเท่าเทียมกันไม่ต้องมาแบ่งว่าใครดีใครเลวด้วยเว้ย”

“…พ่อไม่เคยบังคับใครนะเว้ย แม้แต่กับแก พ่อให้ทางเลือกแกแล้ว … แล้วแกตอบว่าไงวะ …’ผมกลัวจะเกลียดเธอ ผมจะต้องชนะ หลังจากนั้นผมจะทุ่มเททั้งหมดเพื่อเธอ’ … เห็นมั้ย แกเลือกเองนะไอ้ลูกชาย”

ใช่แล้ว มิลตั้นจี้ใจดำเควินเข้าให้ มองในมุมของมิลตั้น เควินมันก็ไอ้คนเห็นแก่ตัวนั่นแหละ มันเลือกที่จะเอาอนาคตของตัวเองโดยไม่สนใจเมีย มันก็เหมือนๆกันหมดแหละ เป็นใครก็ต้องเลือกทางที่เอื้อประโยชน์ให้ตนเองก่อนทั้งนั้น ไอ้ที่จะเสียสละทำเพื่อคนอื่นน่ะมีจริงๆ หรือ … เอาล่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ  เควินยอมจะอื๊บน้องตัวเองเพื่อผลิตรุ่นที่สามให้มิลตั้น แต่ทันใดนั้นส่วนที่ยังสำนึกด้านดีของเขาก็แสดงตัวขึ้น

“พ่อบอกว่าผมเลือกเองได้ใช่มั้ย…” เควินควักปืนขึ้นมาจ่อยิงกบาลปลิดชีพตัวเอง…เปรี้ยง! มิลตั้นกลายร่างด้วยความโกรธระคนผิดหวัง ไอ้ลูกเวรนี่เสือกฆ่าตัวตาย บรรลัยจริงๆ แล้วเปลวไฟแห่งความเกรี้ยวกราดเผาผลาญทุกสิ่ง

กล้องซูมมาที่มิลตั้น จู่ๆ ใบหน้าของเขาก็กลายเป็นหน้าของเควิน ผมยาว ใบหน้าอิ่มเอม และมีปีก!? … แม่งกลายเป็นเทวดาไปเฉย … หลายคนอาจงงๆ ว่าทำไมวะ

อันที่จริงเจ้าแห่งนรก ซาตาน (Zatan) หรือ ลูซิเฟอร์ (Lucifer) เคยอยู่บนสวรรค์มาก่อน แถมเป็นเทวดารูปหล่ออยู่ใกล้ชิดพระเจ้าซะด้วย แต่ลูซิเฟอร์เป็นเทวดาที่ยังมีกิเลส หยิ่งผยอง เอาแต่ใจ นานวันเข้าก็เริ่มปีนเกลียวกับพระเจ้า ทั้งสองมีความเห็นไม่ลงรอยกัน ในที่สุดลูซิเฟอร์ก็ถูกพระเจ้าถีบตกลงมาจากสวรรค์ ในเมื่อเอาดีทางเทวดาไม่ได้ ลูซิเฟอร์ก็เลยขอเป็นใหญ่ในนรกแม่งซะเลย จากนั้นมามันก็เลยเป็นคู่อาฆาตและชอบลองดีกับพระเจ้าเสมอมา

หลายต่อหลายหนมันเกือบจะพ่ายแพ้แก่พระเจ้า แต่ด้วยความสัตย์ ผู้เขียนไม่ได้ฝักใฝ่ลัทธิซาตานแต่อย่างใด ถ้าไม่มีความชั่วแล้วจะมีความดีหรือ ถ้าไม่มีซาตาน งั้นพระเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องมีอีกต่อไป ดังนั้นพระเจ้าจึงไม่กำจัดซาตานเพราะการมีอยู่ของมันหมายถึงการมีอยู่ของพระเจ้า!

ซานตานหลอกล่อให้มนุษย์เดินดินตกหลุมพรางด้วยเล่ห์กลต่างๆ บาปเจ็ดประการนั่นไง (ราคะ ตะกละ โลภะ เกียจคร้าน โทสะ อิจฉา โอหัง) โลภะหรือกิเลสนี่แหละบาปที่มันชอบที่สุด เพราะมนุษย์ตกอยู่ในห้วงแห่งกิเลสได้ง่ายเสมอ … ตัวเควินก็เช่นกัน เขาปล่อยให้กิเลสครอบงำจนขาดสติ ตัวละครในเรื่องล้วนมีบาปทั้งสิ้น เว้นแต่ว่าใครจะตาสว่างมองเห็นความจริงนั้นได้ไวก่อน

โศกนาฏกรรมนี้คงไม่เกิด หากแม้ว่าทุกคนหันมาพิจารณาดูตัวเองว่าเราเป็นใคร กำลังทำอะไร และทำเพื่ออะไร สำนึกถึงความ “พอเพียง” หากเราพอเป็นก็นับว่ามีชีวิตที่เป็นสุขแล้ว

What’s eating Gilbert Grape…ชีวิตที่ต้องเลือกของนายกิลเบิร์ต

ไปคุ้ยเจอหนังเก่าๆ ที่ซุกไว้ในตู้ เห็นมีอยู่หลายเรื่อง เลยทยอยเอาออกมารำลึกความหลังกันซักหน่อย มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ดูเมื่อไหร่ก็มีความสุขทุกครั้ง ความจริงก็ดีทุกเรื่องแหละ แต่เรื่องนี้ถูกใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะดารานำที่ติดตามผลงานของหมอนี่มาแทบทุกเรื่อง

What’s eating Gilbert Grape ผลงานการกำกับของ ลาสส์ ฮัลสตรอม (Lasse Hallstrom) ผู้กำกับชาวสวีดิช นายคนนี้เป็นนักเขียนบทมาก่อนที่จะขยับมานั่งเก้าอี้ผู้กำกับ หนังส่วนใหญ่ของเขาจะเป็นหนังฟอร์มเล็กแต่มีคุณภาพ ที่ถือว่าเด่นมากชิ้นหนึ่งก็คือ The Cider House Rules ในปี ๑๙๙๙ ที่เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ผู้กำกับยอดเยี่ยม (ไมเคิล เคน ได้รับออสการ์สมทบชายจากเรื่องนี้) ตอนที่ฮัลสตอร์ม ทำ Gilbert Grape เขายังถือว่าเป็นหน้าใหม่ในฮอลลิวู้ด ผลงานส่วนใหญ่ของเขาออกฉายในยุโรป หนังเรื่องนี้ก็เลยมีกลิ่นอายของยุโรป ดำเนินเรื่องอย่างอ้อยอิ่ง ให้คนดูค่อยๆ ซึมซับบรรยากาศ มากกว่าจะมาเน้นการบีบคั้นอารมณ์ตามสไตล์ฮอลลิวู้ด

หนังเล่าเรื่องของ กิลเบิร์ต เกรฟ (จอห์นนี่ เดปป์) ชายหนุ่มที่ดูจะเป็นปกติที่สุดในครอบครัวเกรฟ ที่ประกอบไปด้วย บอนนี่ คุณแม่ร่างยักษ์ที่นอนอยู่บนโซฟามาเป็นสิบปี หลังจากสูญเสียสามีไป กิลเบิร์ตแนะนำแม่ของเขาว่า ‘คุณเคยเห็นปลาวาฬเกยตื้นในทีวีมั้ยล่ะ…นั่นแหละแม่ผมเอง’ เอมี่ พี่สาวคนโตที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง เอลเลน น้องสาวคนเล็กที่วันๆ เอาแต่ห่วงสวยตามประสาวัยรุ่น และ อาร์นี่ น้องชายปัญญาอ่อนที่ช่วยเหลือตัวเองแทบไม่ได้เลย

ครอบครัวเกรฟอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่ชื่อ แอนโดร่า (เล็กจริงๆ ทุกคนในเมืองรู้จักกันหมด) กิลเบิร์ต ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ เพราะเขาคงไม่รู้ว่าจะดิ้นรนไปทำไมให้มากกว่านี้ เขาเป็นเสมือนผู้นำครอบครัวหลังจากที่พ่อตายไป กิลเบิร์ตทำงานเป็นลูกจ้างร้านชำเล็กๆ ที่ใกล้เจ๊งอยู่รอมร่อหลังจากที่มีฟู้ดแลนด์เข้ามาเปิดสาขาใหม่ในเมืองนี้ กิจกรรมที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้ชีวิตของเขาคือการลอบเป็นชู้กับคุณนายเบ็ตตี้ คาร์เวน ที่ดูเหมือนว่ามิสเตอร์คาร์เวนจะรู้ระแคะระคายอะไรบ้างแล้ว นอกจากจะต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัวแล้ว กิลเบิร์ตยังต้องคอยดูแล อาร์นี่ น้องชายปัญญาอ่อน (ลีโอนาร์โด ดิ คาปริโอ) ที่มักจะสร้างเรื่องวุ่นๆ ให้เขาเสมอ ยามที่กิลเบิร์ตเผลอ อาร์นี่ก็ชอบจะปีนขึ้นไปบนหอเก็บน้ำประจำเมือง เมื่อใดที่ได้ยินเสียงไซเรนรถตำรวจก็เป็นอันรู้ว่าอาร์นี่ปีนขึ้นไปอีกแล้ว (เหมือนเป็นงานอย่างเดียวของตำรวจเมืองนี้)

ฉากเล็กๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเขารักน้องชายคนนี้ขนาดไหน คือตอนที่เขากล่อมให้อาร์นี่ลงมาจากหอ เขาไม่ได้ลงโทษอาร์นี่ที่ก่อเรื่อง ได้แต่กอดแล้วปลอบอย่างอ่อนโยน มีเพียงครั้งเดียวที่เขาตะคอกแล้วตบหน้าน้องชาย ซึ่งนั่นเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เขารู้สึกแย่ที่สุดในชีวิต

หนังค่อยๆ แนะนำตัวละครทีละตัวๆ อย่างเอื่อยเฉื่อย เราได้เห็นแม่ของกิลเบิร์ต ที่อ้วนตุ๊ตะเดินไปไหนไม่ได้นอกจากนอนอยู่บนโซฟาตัวเดิมจนพื้นบ้านใกล้ทรุด กิลเบิร์ตเล่าว่าเมื่อก่อนแม่ของเขาเป็นสาวงามประจำเมืองนี้ จนกระทั่งพ่อจากไป แม่ก็กลายมาเป็นปลาวาฬเแบบนี้

ชีวิตของกิลเบิร์ตคงจะลองลอยไปตามลมเช่นนี้ต่อไป หากว่าไม่มีหญิงสาวที่ชื่อ เบ๊กกี้ (จูเลียต ลิวอิส) ผ่านเข้ามาในเมือง หากกิลเบิร์ตคือสิ่งมีชีวิตที่พร้อมจะลอยไปตามแต่กระแสลมจะพาไป เบ๊กกี้ก็คือสิ่งที่เป็นตรงข้าม เธอจะลอยไปตามแต่ที่ใจเธออยากจะไปมากกว่า รถบ้านของเธอมาเสียในเมืองนี้พอดีและเธอต้องค้างเติ่งอยู่จนกว่าจะซ่อมมันเสร็จ ทำให้เธอได้รู้จักกับกิลเบิร์ตและอาร์นี่

เบ๊กกี้คือสิ่งสวยงามที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของกิลเบิร์ต นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มคิดถึงอย่างอื่นที่ไม่ใช่ครอบครัว กิลเบิร์ตอยากจะทิ้งทุกอย่างแล้วตามเบ๊กกี้ไปตามที่ใจของเขาเรียกร้อง แต่มันคงจะโหดร้ายเกินไปที่เขาจะทิ้งครอบครัวไปหาความสุขใส่ตัวเพียงลำพัง หรือไม่ก็เป็นเพราะเขาขลาดเขลาเกินกว่าจะเผชิญโลกภายนอกที่ไม่รู้จะโหดร้ายกว่าที่เป็นอยู่อีกสักกี่ร้อยเท่า

มีฉากหนึ่งที่กิลเบิร์ตสติแตก เขาผลุนผลันขับรถออกจากบ้าน ออกนอกเขตเมือง เขากำลังจะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว พอกันทีกับชีวิตเส็งเคร็ง กิลเบิร์ตบึ่งรถไกลออกไป ๆ ๆ … แต่แล้วเขาก็หยุดรถ หันหลังกลับบ้าน เพราะเขาไม่รู้จะไปไหนดี … ช่วงชีวิตที่ผ่านมากิลเบิร์ตไม่เคยคิดถึงอย่างอื่นนอกจากครอบครัว เบ๊กกี้เคยถามกิลเบิร์ตว่าเขาอยากจะได้อะไร เขาตอบว่าอยากได้บ้านใหม่สำหรับครอบครัว อยากให้แม่ลุกขึ้นมาเต้นแอโรบิก อยากให้เอลเลนโตเป็นผู้ใหญ่เสียที อยากได้สมองใหม่สำหรับอาร์นี่ อยากได้ … “ไม่ใช่กิลเบิร์ต … ฉันหมายถึงว่าสำหรับเธอเองตังหาก”

จุดหนึ่งที่แสนสะเทือนใจคือตอนที่แม่รู้ข่าวว่าอาร์นี่ถูกจับขังคุกเพราะไปปีนหอคอย (อีกแล้ว) คราวนี้ตำรวจไม่ยอมกิลเบิร์ตอีกต่อไป พวกเขาจำเป็นต้องขังอาร์นี่ในข้อหาก่อความเดือนร้อน ทันทีที่บอนนี่รู้ข่าว เธอลุกขึ้นออกจากบ้านเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เพียงเพื่อว่า “ชั้นมาเอาลูกชั้นคืน ได้ยินมั้ย … ใครหน้าไหนก็เอาเขาไปจากชั้นไม่ได้ ชั้นต้องการลูกชั้นคืน … เดี๋ยวนี้”  อารมณ์นั้นเธอไม่แคร์สายตาใครๆ อีกแล้ว ชาวเมืองมองเธอเหมือนเป็นตัวประหลาด (บางคนถึงกับถ่ายรูปเก็บไว้) เธอไม่ได้อาย แต่เธอเจ็บใจ … เจ็บใจที่ทำให้ลูกๆ เสียใจ

เกือบตลอดเรื่องคนดูไม่เคยเห็นบอนนี่แสดงความรักต่อกิลเบิร์ต ทั้งที่เขาคือผู้อุ้มชูครอบครัวนี้ไว้แท้ ๆ ทั้งที่เธอต่างหากคือผู้ที่ควรจะเป็นเสาหลักของครอบครัว ในงานวันเกิดของอาร์นี่ เธอพยายามปีนขึ้นบันไดเพื่อขึ้นไปนอนที่ห้องชั้นสอง (ในรอบหลายปี) ท่ามกลางความตกตะลึงของลูกๆ  เธอเปิดอกคุยกับกิลเบิร์ต “แม่ไม่ได้ต้องการจะเป็นแบบนี้หรอกนะ แม่รู้ตัวดีว่าเป็นภาระให้กับลูกๆ แม่ไม่ต้องการเป็นตัวตลก”… “กิลเบิร์ต … ลูกเป็นเหมือนอัศวินสำหรับแม่…”  นี่คือฉากเดียวที่บอนนี่แสดงความรักต่อลูกชายคนโต และเย็นวันนั้นเอง เธอก็สิ้นใจอย่างสงบ

ปัญหาที่ตามมาก็คือชาวบ้านต้องไปเอารถเครนมาเพื่อยกศพของหล่อนออกจากบ้าน … “ฉันจะไม่ยอมให้แม่เป็นตัวประหลาดสำหรับใครๆ อีก”  กิลเบิร์ตตัดสินใจเผาบ้านทิ้งพร้อมๆ กับศพแม่ เหมือนจะจงใจเผาอดีตที่ผ่านมา ทุกคนต้องเผชิญกับความจริง แม้มันจะโหดร้ายเพียงใด แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป เขาจะต้องไม่เหมือนแม่ ที่จมปลักอยู่กับความระทมจนสูญเสียศรัทธาในตัวเอง บัดนี้กิลเบิร์ตพร้อมแล้วที่จะโบยบินไปตามใจปรารถนา ในฉากสุดท้ายที่กิลเบิร์ตและอาร์นี่นั่งรอเบ๊กกี้ ที่สัญญาไว้ว่าจะกลับมาที่เมืองนี้อีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ลังเลที่จะออกเดินทางไปพร้อมกัน แม้ข้างหน้าจะมีเรื่องเลวร้ายขนาดไหนแต่เขาก็พร้อมจะเผชิญหน้ากับมันอย่างไม่เกรงกลัว

นักแสดงแต่ละคนเล่นได้อย่างกลมกลืน นานๆ ครั้งเราจะให้เห็น จอห์นนี่ เดปป์ ในบทที่ดูจะปกติที่สุดแล้วเท่าที่เคยมีมา จูเลียต ลิวอิส สมัยที่ยังหน้าใสปิ๊ง เธอดูสดใสและทำให้หนังมีชีวิตชีวาขึ้นมาทุกครั้งที่เธอโผล่มาเข้าฉาก และที่เด่นที่สุดก็คือ ดิ คาปริโอ ในบทเด็กปัญญาอ่อน มีเรื่องเล่าว่าตอนฉายรอบสื่อมวลชน ฮัลสตรอมโดนสื่อสับเละว่าทำไมเอาเด็กปัญญาอ่อนจริงๆ มาเล่น … เพราะ ลีโอ เล่นได้เยี่ยมเหลือเกิน อาจจะเรียกได้ว่าดีที่สุดในชีวิตการแสดงของเขาเลยก็ว่าได้ (ลีโอ เข้าชิงออสการ์สาขาสมทบชายจากบทนี้)

ดูกี่ครั้งก็ประทับใจทุกครั้ง เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เวลารู้สึกห่อเหี่ยวก็มักจะหยิบขึ้นมาดู แม้ชีวิตจะไม่ได้ห่วยแตกเหมือนนายกิลเบิร์ต แต่อย่างน้อยมันก็เป็นกำลังใจให้ต่อสู้ไป เพราะชีวิตมันไม่ได้แย่ไปอย่างงี้ทุกวันหรอก (โว้ย)

ปล. ดนตรีประกอบเพราะโคตรๆ

ข้อมูลภาพยนตร์  What’s eating Gilbert Grape (๑๙๙๓)
ผู้กำกับ Lasse Hallstrom
นักแสดง Johnny Depp, Leonado DiCaprio, Juliette Lewis

The Siege … กองทัพบุกเมือง

The Siege…กองทัพบุกเมือง

 siege1 

เรื่องของการก่อวินาศกรรมหรือการก่อการร้ายนับเป็นของชอบของบรรดาผู้สร้างหนังฮอลลิวู้ดมาตั้งแต่ไรแต่ไร แต่หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยา เป็นต้นมา การสร้างหนังแนวนี้ต้องระมัดระวังตัวกันมากขึ้นเป็นพิเศษ หากคิดจะสร้างขึ้นมาซักเรื่องก็ต้องคิดทบทวนกันหลายตลบ หลายแง่มุม เพราะนอกจากจะไปกระทบกระเทือนความรู้สึกของชาวอเมริกันแล้ว การจะหาใครซักคนมารับบท “ผู้ร้าย” นั้นก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าจะต้องไม่สร้างความเสียหายต่อภาพพจน์ของกลุ่มการเมืองใดๆ  

ก่อนเหตุการณ์ 11 กันยา มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่เล่าถึงการก่อวินาศกรรม เช่น Little Nikita (1988) ว่าถึงครอบครัวสายลับรัสเซียที่ต้องการจะวางมือ Blown Away (1994) ที่เล่าถึงมือวางระเบิดโรคจิต The X-Files (1998) ซีรี่ส์ยอดฮิตที่นำมาสร้างเป็นหนังใหญ่ ที่การวางระเบิดตึกในเมืองใหญ่ Arlington Road (1999) ผู้ก่อการร้ายที่แฝงตัวอยู่ในเมืองที่แสนจะอบอุ่น เหล่านี้เป็นต้น

 siege2

แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่โดนใจ เพราะนอกจากจะเล่าถึงขบวนการก่อการร้ายได้อย่างน่าสนใจแล้ว หนังยังหยิบยกเอาความหวาดกลัวของผู้คนมาเป็นแกนหลักของเรื่องได้อย่างสมจริง จนแทบไม่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นจริงในอีก 3 ปีถัดมา  The Siege ออกฉายในปี 1998 กระแสหนังค่อนข้างแรงพอสมควร เพราะผู้คนยังไม่ลืมเหตุการณ์ระเบิดอาคารสำนักงานรัฐบาลที่โอกลาโฮม่า ซิตี้ ซึ่งหนังก็วางพล็อตถึงเรื่องการก่อวินาศกรรมในเขตเมืองใหญ่ ที่คล้ายกับเหตุการณ์จริงเข้าพอดิบพอดี เปิดฉากแรกกลางทะเลทราย มีการบุกจับ ชีค อาเหม็ด บิน ทาลาล ผู้นำทางศาสนาของชาวอาหรับโดยใครไม่ต้องบอก เพราะในฉากถัดมา ชีค ที่ว่านี้ก็นั่งสวดมนต์อยู่ในคุก โดยมีนายพลวิลเลี่ยม เดฟเวอโรซ์ (บรูซ วิลลิส) ผบ. ทบ. สหรัฐฯ เดินไปเดินมาอยู่ข้างๆ จากนั้นก็ตัดมาที่การยึดรถประจำทางใจกลางเมืองบรูคลิน ขณะทำการเจรจาก็เกิดระเบิดขึ้นในรถ เดชะบุญที่เป็นเพียงระเบิดสี แต่นั่นก็เป็นสัญญาณเตือนว่าระเบิดจริงๆ นั้นจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้านี้ 

siege3 

แอนโธนี่ ฮับบาธ (แดนเซล วอชิงตัน) หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านการก่อการร้ายของ FBI คือผู้รับผิดชอบโดยตรง เขาเริ่มสืบสาวไปจนพบเงื่อนงำอะไรบางอย่างที่น่าจะเกี่ยวข้องกับใครบางคนที่กำลังทำอะไรบางอย่างที่ลับสุดยอด ฮับสืบจนไปสะดุดเข้ากับ เอลลิส (แอนเน็ต เบนนิ่ง) CAI สาวที่ปกปิดความจริงอะไรบางอย่างไว้  ฉากเด็ดของหนังฉากหนึ่งคือการวางระเบิดรถเมล์ในย่านกลางเมือง ฮับพยายามต่อรองแล้วแต่มือระเบิดก็จัดการระเบิดรถเมล์เป็นจุล หนังทำเหมือนว่าการต่อรองน่าจะเป็นไปด้วยดี เมื่อมือระเบิดปล่อยเด็กๆ ออกมาก่อนชุดแรก (หนังแนวนี้ เด็กห้ามตาย) และขณะที่กำลังเจราจาให้ปล่อยพวกคนแก่ จู่ๆ รถเมล์ก็ระเบิดซะงั้น … ผู้โดยสารทั้งหมดตายเรียบพร้อมกับมือระเบิด กลุ่มผู้ก่อการร้ายไม่ได้เรียกร้องอะไรอย่างเจาะจง มีเพียงแฟกซ์ที่บอกว่า “ปล่อยเขาซะ” ฮับจึงต้องพยายามสืบว่าพวกเขาหมายถึงใครกันแน่ ซึ่งใครที่ว่านั่นก็คือ ชีค ทาลาล ที่ถูกจับตัวมาในฉากแรก แน่นอนว่ากองทัพปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เคยมีปฏิบัติการเช่นนี้มาก่อน 

 

การก่อวินาศกรรมต่างๆ ในโลกเบี้ยวๆ ใบนี้ นอกจากจะเพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทั้งในด้านวัตถุและจิตใจแล้ว มันยังเป็นการประกาศให้โลกรับรู้ถึงการมีตัวตนของกลุ่มการเมืองนั้นๆ ดังจะเห็นได้ว่าทุกครั้งที่เกิดการก่อการร้ายขึ้นจะต้องมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกมาอ้างความรับผิดชอบเสมอ แต่ในยุคสมัยที่โลกสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้อย่างรวดเร็ว การก่อการร้ายแต่ละครั้งก็สามารถกระจายข่าวไปได้ทั้งโลกในคราวเดียวอีกด้วย 

siege4 

ฉากที่เจรจากับมือระเบิดที่ยึดรถเมล์นั้น เอลลิส ฟันธงไปว่ายังไงเสียมันต้องระเบิดแน่ๆ เพราะจุดประสงค์จริงๆ ไม่ใช่ชีวิตของพลเมืองอเมริกัน แต่มันคือการถ่ายทอดสดการสังหารหมู่ออกไปทั่วโลกต่างหาก (มีทั้งรถนักข่าว เฮลิคอปเตอร์ของทีวีเต็มไปหมด) และมันก็ได้ผลเสียด้วย เพราะวันถัดมาพ่อแม่ของเด็กๆ กว่าครึ่งเมือง ไม่ยอมให้ลูกหลานไปโรงเรียน วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป เต็มไปด้วยความระแวง หวาดกลัว แค่เสียงท่อไอเสียรถดังหน่อยก็วิ่งกันป่าราบแล้ว 

ดูเหมือนเรื่องตลก แต่อเมริกันชนภายหลังเหตุการณ์ 11 กันยา เป็นอย่างนี้จริงๆ ความหวาดกลัวครอบคลุมไปทั้งประเทศ ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นอีกกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ การระเบิดรถเมล์เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ในขณะที่สังคมกำลังหวาดผวา ก็เกิดระเบิดที่โรงละคร ตามมาด้วยการจับเด็กนักเรียนในโรงเรียนเป็นตัวประกัน และที่ร้ายที่สุด คือการระเบิดอาคารสำนักงานหน่วยเฉพาะกิจของฮับ ลูกทีมของเขาตายเกือบเกลี้ยง ตัวอาคารพินาศไปครึ่งหลัง รวมมีผู้เสียชีวิตถึง 600 กว่าราย  

การถูกโจมที่อาคารสำนักงานของฮับ คือจุดที่ทำให้สภาความมั่นคงตัดสินใจเด็ดขาดเสนอให้ประธานาธิบดีประกาศกฎอัยการศึก อำนาจการสั่งการตกอยู่ในมือของกองทัพ ตรงนี้เองที่พาให้นึกถึงบางประเทศ ที่เอาทหารเข้ามาปฏิบัติการในเรื่องบางเรื่องที่ละเอียดอ่อนเกินกว่าที่พวกเขาเข้ามาจัดการ 

ในโต๊ะประชุม วุฒิสมาชิกคนหนึ่งให้ความเห็นว่า ในเมื่อพวกมันปล่อยหมาออกมากัดเรา เราก็ส่งหมาที่ตัวใหญ่กว่าออกไปจัดการซะก็หมดเรื่อง แต่เขาคงลืมไปว่าในบ้านยังมีเด็กๆ อยู่ด้วย แล้วหากหมามันดุเกินไปล่ะ มันไม่เชื่องเท่าที่คิดล่ะ มันจะไม่มากัดเด็กๆ ของเราหรือ? นั่นคือสิ่งที่ฮับไม่เห็นด้วย และเขาก็พยายามจะเอาปลอกคอมาใส่ให้มันดังเดิม 

อันที่จริงมันก็ไม่มีฝ่ายใดผิดฝ่ายใดถูกหรอก เพราะทุกฝ่ายต่างก็มุ่งประโยชน์เพื่อประเทศชาติทั้งสิ้น นายพลวิลเลี่ยมก็ได้เตือนที่ประชุมไปแล้วถึงผลเสียหากให้ทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ในช่วงเวลาที่สังคมต้องการใครซักคน…ใครก็ได้ที่จะเข้ามาสร้างความอุ่นใจให้ประชาชน หันไปหันมาก็เจอกองทัพมีอำนาจ มีปืน มีกำลังพล ก็ชี้นิ้วไปที่กองทัพทันที เหมือนบางประเทศที่เรียกร้องหาใครก็ได้ ใครก็ได้ที่จะเข้ามาทำให้บ้านเมืองสงบสุข แต่พอ “ใครก็ได้” คนนั้นเข้ามา ถึงพบความจริงว่า พวกเข้าใจร้อนไปหน่อยที่ดันไปเลือก “ใครก็ได้” คนนั้น 

กองทัพใช้วิธีการของกองทัพ ในเมื่อรู้แล้วว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายเป็นชาวอาหรับ นายพลวิลเลี่ยมก็เลยสั่งจับชาวอาหรับทุกคนซะเลย โดยไม่สนใจว่าใครเป็นใคร ถ้าอยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัย เขาก็อนุญาตให้จับได้ไม่มีเว้น ซึ่งนั่นกลับยิ่งพัดกระพือความเดือดแค้นให้มากขึ้นไปอีก 

 

siege05 

ฮับค้นพบทฤษฎีสำคัญจากเอลลิสที่ว่า กลุ่มก่อการร้ายนั้นไม่มีความเชื่อมโยงกัน แต่ละกลุ่มจะแยกกันทำงานเป็นเอกเทศ “…เหมือนหัวไฮดรา เมื่อหัวหนึ่งถูกตัด อีกหัวหนึ่งก็จะงอกมาแทนที่ ที่เรายังไม่รู้ตอนนี้คือ หัวต่อไปมันอยู่ที่ไหน…” แต่ก่อนที่เหตุการณ์จะลุกลามบานปลาย ฮับก็ค้นพบหัวสุดท้ายที่กำลังตามหา และมันก็อยู่ใกล้ตัวเขาจนคาดไม่ถึง! 

 ตัวหนังวิพากษ์ระบบรักษาความปลอดภัยของอเมริกาอย่างเจ็บแสบ อย่างเช่นผู้ก่อการร้ายที่มีชื่ออยู่ในบัญชีดำของทางการแท้ๆ แล้วดันหลุดเข้ามาในประเทศได้อย่างไร ซึ่งจนแล้วจนรอดฮับก็ไม่ได้คำตอบ เพราะซีไอเอบอกว่าให้ไปถามกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงก็บอกว่าให้ไปถาม ต.ม. …. หรือการปฏิบัติการอย่างลับๆ ของกองทัพ เช่นการจับตัวชีคในตอนต้นเรื่อง นายพลวิลเลี่ยมตอบคำถามนี้ต่อที่ปรึกษาประธานาธิบดีอย่างเต็มปากว่า “ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงประธานาธิบดี ผมขอตอบเลยว่าเราไม่เคยทำ” 

ผู้กำกับ เอ็ดเวิร์ด ซวิค เคยฝากผลงานไว้กับภาพยนตร์สวยๆ อย่าง Legends of the Fall ก่อนจะมาจับงานเครียดๆ อย่าง The Siege จากนั้นก็มีผลงานเข้าตาอย่าง Last Samurai และที่เพิ่งผ่านตาคนไทยไปก็ Blood Diamond หนังที่เอาใจตลาดสุดฤทธิ์แต่ก็ยังแฝงนัยทางการเมืองไว้เช่นเดิม ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ ก็เล่นได้ตามฟอร์ม บทเด่นตกอยู่กับ แดนเซล วอชิงตัน ซึ่งก็ไม่ได้แสดงฝีมืออะไรมากนัก เช่นเดียวกับ บรูซ วิลลิส ที่ออกมาปั้นหน้าตายทั้งเรื่อง ที่เด่นสุดเห็นจะเป็น แอน เบ็นนิ่ง ที่เล่นได้ไหลลื่นดูไม่ออกว่าเธออยู่ฝ่ายไหนกันแน่ สมที่รับบทซีไอเอสาวจอมพลิกลิ้นจริงๆ  

ดูแล้วก็แอบสะใจเล็กๆ ให้พวกอเมริกันได้สำนึกเสียมั่งว่าถ้าหากพวกคุณต้องเผชิญกับความหวาดกลัว ต้องเผชิญกับอันตรายที่มองไม่เห็น เผชิญกับความรู้สึกแบบที่ชาวอาหรับเค้าเป็นตอนที่พวกคุณเอาระเบิดไปบอมบ์บ้านเค้า แล้วก็ย้อนมาถึงบ้านเราที่เหตุการณ์ก็คล้ายๆ กัน วิถีชีวิตพลเมืองต้องเปลี่ยนไปเพราะความขัดแย้งของกลุ่มคนไม่กี่กลุ่ม อย่าว่าแต่บ้านเขาเลย ขนาดบ้านเราแผ่นดินเดียวกันแท้ๆ ยังกัดกันไม่เลิก

ข้อมูลภาพยนตร์
The Siege (1998) ผู้กำกับ Edward Zwick นักแสดง Denzel Washington, Annette Benning, Bruce willis

S1MONE…ความคลั่งไคล้ที่ไร้สติ

S1MONE … ความคลั่งไคล้ที่ไร้สติ

junlajak “… สื่อสามารถสั่งคนจำนวนมากให้เปลี่ยนสีหน้า สีผิว ไปใช้ครีม whitening ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘ถ้าคุณอยากจะสวย ต้องผิวขาวเหมือนฝรั่ง’ มันไม่ใช่เรื่องเลย มันไม่ใช่อะไรที่จำเป็น ผมไม่เห็นว่ามันสวยกว่าหรอก ถ้าคุณจะดำจะขาว อย่างอิทธิพลเรื่องแฟชั่นเสื้อผ้านี่ผมเข้าใจและรับได้ แต่สำหรับแฟชั่นสีผิวรับไม่ได้เลย เนื้อหนังมังสาของเราคนเอเชียแท้ ๆ แต่เราต้องเชื่อตามสังคมโฆษณาบอกเราว่า ผิวขาวมันสวยกว่าผิวสีอื่น แล้วเราก็ต้องไปซื้อครีมที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากทำให้เราขาวขึ้น”
จุลจักร จักรพงษ์ 


นั่นคือส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ ฮิวโก้ ที่ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ของสังคม นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการมอง “สื่อ” ว่าเข้ามามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนเรามากขนาดไหน ถึงขนาดที่ทำให้ผู้หญิงไทยอยากผิวขาวเป็นฝรั่งกันทั้งประเทศ วัยรุ่นไทยตัดผมสกินเฮดกันทั้งประเทศ ใส่เหล็กดัดฟันกันทั้งประเทศ ฯลฯ 

สื่อ สามารถสร้างให้คนเป็นวีรบุรุษและสร้างให้คนเป็นจอมวายร้ายเพียงชั่วข้ามคืน มันก็น่าแปลกที่คนเราสามารถเชื่อถือสื่อได้มากขนาดนี้ ทั้งที่ก็ด่าว่าสื่อไม่เป็นกลาง สื่อหลอกลวง แต่พวกเราก็ยังเสพสื่อกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งที่เพิ่งด่าเขาไปอยู่หยกๆ 

mediaในวงการภาพยนตร์นั้น นำเรื่องราวของ “สื่อ” มานำเสนอในรูปแบบที่ต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อโทรทัศน์ ที่ถูกนำมาวางตัวให้เป็น “ผู้ร้าย” ก็เพราะในยุคที่โทรทัศน์เริ่มถือกำเนิดขึ้น สื่อชนิดใหม่นี้ได้กวาดต้อนเอากลุ่มผู้ชมที่เคยเป็นขาประจำของโรงภาพยนตร์ไปเป็นของตนเองเสียหมดสิ้น ก็ในเมื่อมันสามารถดูกันได้ทั้งครอบครัว ไม่ต้องเสียเวลาออกมาชมถึงโรงภายนตร์ ชาวบ้านชาวช่องก็สามารถนอนดูอยู่บ้านได้ ความที่เข้าถึงผู้ชมในเจาะลึกและขยายฐานได้กว้างกว่านี่เอง จึงกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของบรรดาผู้สร้างหนังไปโดยปริยาย 

วงการหนังใหญ่จึงมักจะหยิบเอาสื่อโทรทัศน์มาเป็นผู้ร้าย ทั้งที่ตัวเองก็ถือเป็นสื่อประเภทที่ไม่ต่างอะไรจากโทรทัศน์นัก แต่ก็มีหนังบางเรื่องที่หยิบเอาวงการภาพยนตร์มาเป็นบทผู้ร้ายเสียเอง ไม่ว่าจะเป็น Truman Show, Ed TV, Wag the Dog เป็นต้น ทั้งหมดล้วนว่าด้วยเรื่องของการสร้างภาพ หลอกลวง บิดเบือนข้อเท็จจริง (คล้ายๆ บางประเทศ) ซึ่ง S1MONE ก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่นัก 

simone

S1MONE ว่าด้วยเรื่องของผู้กำกับตกอับ วิคเตอร์ ทาแรนสกี้ (อัล ปาชิโน ที่เล่นได้โทรมสุดๆ) ที่กำลังสติแตกหลังจากทำหนังเจ๊งติดต่อกันมาหลายเรื่อง แถมโปรเจคล่าสุดก็ถูกดาราดังขอถอนตัวเสียอีก (บทรับเชิญโดย วิโนน่า ไรเดอร์) ขณะที่วิคเตอร์กำลังหัวเสียอยู่นั้น เขาก็ได้พบกับ แฮงค์ โปรแกรมเมอร์สติเฟื่องที่ยื่นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชนิดใหม่ที่เขาสร้างขึ้นให้ โดยแฮงค์หวังว่าวิคเตอร์จะเอามันไปใช้สร้างสรรค์ผลงานที่สุดยอดได้ (ว่าแต่ทำไมไม่ให้คนอื่นฟะ ไอ้วิคเตอร์มันคือตัวหายนะแท้ๆ) 

โปรแกรมที่ว่าก็คือโปรแกรมสร้างภาพเสมือนจริงที่แฮงค์ประดิษฐ์ขึ้นอย่างลับๆ ซึ่งวิคเตอร์ก็เอามันมาสร้างดาราหน้าใหม่แสนสวยที่กลายเป็นที่กล่าวขวัญของใครต่อใคร หนังเรื่องล่าสุดของเขาโด่งดังเป็นพลุแตก จากดาราที่ไม่มีตัวตนจริงๆ ดาราที่วิคเตอร์สร้างขึ้นจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่เขาตั้งชื่อว่า ซิโมน (Simone มาจาก Simulation One) 

เมื่อหนังมันดัง วิคเตอร์ก็ปล่อยเลยตามเลย เขาโกหกคนทั้งฮอลลิวู้ดว่า ซิโมน มีตัวตนอยู่จริงๆ แต่ไปๆ มาๆ มันไม่ใช่แค่ฮอลลิวู้ดน่ะสิ ซิโมนกลายเป็นดาราขวัญของคนทั้งโลก วิคเตอร์ต้องรับมือกับคนทั้งโลกเสียแล้ว เขาจะแก้ปัญหานี้อย่างไรล่ะเนี่ย 

simone1simone2 

หนังแดกดันความบ้าบอของชาวโลกที่ไปคลั่งไคล้ใครที่ไหนก็ไม่รู้ ใครซักคนที่ถูก “ผู้สร้างสื่อ” อย่างวิคเตอร์อุปโลกน์ขึ้นมา ด้วยความคลั่งไคล้อย่างไม่ลืมหูลืมตานี่เองที่ทำให้ผู้คนมองข้ามความจริงที่ว่า ไม่เคยมีใครเคยพบซิโมนตัวจริง ไม่เคยมีใครรู้ที่มาที่ไปของเธอ หรือแม้กระทั่งดาราร่วมแสดงที่ไม่เคนเข้าฉากกับเธอจริงๆ ซักครั้ง 

วิคเตอร์หลอกได้แม้กระทั่งสื่อด้วยกัน อย่างฉากที่เขาทำฟอร์มคุยโทรศัพท์กับซิโมน ทั้งที่เขาพูดอยู่กับโทรศัพท์เปล่า พวกนักข่าวที่ดักฟังอยู่ก็ยังคิดไปว่า เขาคงใช้รหัสลับหรือปล่อยสัญญาณบางอย่างมารบกวนการดักฟัง (คิดไปได้) หรือตอนที่พวกนักข่าวแอบเข้าไปห้องพักของซิโมน ที่วิคเตอร์จัดฉากหลอกๆ ไว้ นักข่าวจิตแตกคนหนึ่งถึงกับลงไปนอนเกลือกกลิ้งกับเตียงที่เขาคิดเอาว่าซิโมนเคยนอนอยู่ หรือเอาแปรงสีฟัน (ที่เขาคิดเอาว่าซิโมนเคยใช้) มาจูบ ทั้งที่วิคเตอร์เพิ่งทำในตกลงไปในชักโครกแท้ๆ  … แหวะ 

ความงมงายหลงใหลของผู้คนเห็นได้ชัดในตอนที่ซิโมนเปิดแสดงคอนเสิร์ตต่อหน้าผู้คนเรือนแสนในสเตเดี้ยม และอีกนับล้านจากการถ่ายทอดสดทั่วโลก โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่านั่นคือของปลอม วิคเตอร์ถึงกับเอ่ยปากว่า “หลอกคนเป็นแสนให้เชื่อน่ะ ง่ายกว่าหลอกคนๆ เดียวให้เชื่อซะอีก” 

simone3 

เมื่อเขาเป็นผู้สร้างซิโมนจนดังเป็นพลุแตก (เธอเข้าชิงออสการ์ดารานำหญิงจากภาพยนตร์ 2 เรื่อง แล้วก็ได้รางวัลไป…เอากะเค้าสิ) วิคเตอร์หวังว่าใครต่อใครจะหันมาฟังเขาบ้าง แต่กลับกลายเป็นว่าทุกคนพุ่งความสนใจไปที่ซิโมน หรือแม้กระทั่งตัวซิโมนเองก็ไม่ได้เห็นวิคเตอร์อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย ในฉากที่ซิโมนขึ้นรับรางวัล เธอกล่าวขอบคุณใครต่อใคร แต่เธอไม่ได้พูดถึงวิคเตอร์เลยซักแอะ … ทั้งที่เขาเองนั่นแหละเป็นคนยัดบทพูดใส่ปากของซิโมนเองแท้ๆ แต่กลับลืมให้เธอกล่าวขอบคุณตัวเอง ก็เพราะวิคเตอร์คือซิโมน และซิโมนก็คือวิคเตอร์น่ะสิ 

ท้ายสุดวิคเตอร์ก็ประสาทแดก เมื่อเขารู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมซิโมนได้แล้ว (ทั้งที่เธอก็เป็นเพียงรหัส 1 กับ 0 แท้ๆ) เขาเอาแผ่นดิสก์ทั้งหมดไปทิ้งทะเลและประกาศว่าซิโมนเสียชีวิตแล้ว ท่ามกลางความตกตะลึงและโศกเศร้าของคนทั้งโลก (ย้ำว่าทั้งโลกนะ) ถึงกับมีการสร้างหลุมศพใหญ่โตสวยงามไว้เป็นอนุสรณ์ ทั้งที่ข้างในมีแต่โลงเปล่าๆ  

วิคเตอร์ถูกจับในข้อหาฆาตกรรม หลังจากที่กล้องวงจรปิดบันทึกภาพขณะที่เขาขนหีบใส่ CD ไปทิ้งทะเล แต่ตำรวจปักใจเชื่อว่าข้างในนั้นเป็นศพของซิโมน วิคเตอร์ถูกเค้นอย่างหนักให้สารภาพ เขาก็สารภาพหมดเปลือกว่าซิโมนเป็นการแหกตาครั้งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ไม่มีใครเชื่อเขาซักคน และไปๆ มาๆ ตัวเขาเองก็ชักจะเชื่อเข้าจริงๆ ซะแล้วว่าตัวเองลงมือฆ่าซิโมนไปจริงๆ 

หนังทำได้เนียนใช้ได้และก็ดูสนุกตลอดเรื่อง คนดูต้องคอยลุ้นตลอดว่าวิคเตอร์จะเอาตัวรอดกับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างไร กับการที่ต้องคอยปกปิดความจริงและคอยสร้างภาพให้ใครๆ เชื่อว่า ซิโมน มีตัวตนอยู่จริงๆ  แม้บางครั้งมันอาจจะดูงี่เง่าปัญญาอ่อนและดูไม่เข้าท่าพิกล แต่ลงว่าคนมันเชื่อไปแล้ว จะว่ายังไงมันก็ยังเชื่ออยู่ดีนั่นแหละ อัล ปาชิโน สลัดคราบเจ้าพ่อมาเฟียมาเป็นผู้กำกับหนังจอมลวงโลกได้อย่างสนุกสนาน ฉากเด็ดฉากหนึ่งก็คือตอนที่เขาปะทะคารมกับซิโมน ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเขากำลังพูดอยู่กับตัวเองแท้ๆ ฉากนี้บิ๊กอัลเล่นได้อย่างสมราคาจริงๆ  

rachelและที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือ ราเชล โรเบิร์ตส์ (Rachel Roberts) ผู้รับบท ซิโมน ดาราดิจิตอลที่หลอกให้คนทั้งโลกคลั่งไคล้ ราเชล เป็นชาวแคนาเดี้ยน เธอเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 16 ปี เป็นนางแบบชื่อดังที่บ้านเกิดก่อนจะข้ามฝั่งมาดังต่อในยุโรป ขึ้นปกนิตยสารดังๆ เป็นว่าเล่น อย่าง Elle ทั้งของ UK แคนาดา  ฝรั่งเศส ขึ้นปก Sports Illustrated (ทั้งที่เธอไม่ใช่นักกีฬา) นิวยอร์ค ไทม์ Vogue Magazine และอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะ จนถูกใจผู้กำกับ แอนดรูว นิคโคล และเธอก็คว้าบทซิโมนไปครองในที่สุด ซึ่งเธอก็สวยจริงๆ สมกับที่จะมารับซิโมนที่คนทั้งโลกหลงรัก 

ดูหนังจบแล้วก็อดขำไม่ได้ถึงความบ้าบอของคนเราที่มีต่อดารา แต่ในขณะเดียวกันก็อดสมเพชไม่ได้เช่นกัน นึกถึงบ้านเราที่คลั่งไคล้ดารานักร้องกันจนไม่ลืมหูลืมตา ดาราขยับตัวหน่อยก็เป็นข่าวใหญ่โต ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องที่จะน่าสนใจซักนิด ทำให้อดคิดได้เหมือนกันว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่เราเห็นกับความเป็นจริง มันเหมือนหรือมันจะต่างกันอย่างสุดขั้วเพียงใด ก็แล้วแต่ท่านจะใช้วิจารณญาณไตร่ตรองกันเองเถิด 

ข้อมูลภาพยนตร์
S1MONE (2002) กำกับการแสดงโดย Andrew Niccole นำแสดงโดย Al Pacino, Rachel Roberts, Catherine Keener

Man of the Year

Man of the Year…ดาวตลกจะเป็นประธานาธิบดี

man1

ท่ามกลางบรรยากาศของการฟาดฟันเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา ข้าพเจ้าอยากจะขอแนะนำหนังการเมืองที่ดูสนุกและฮาแตกเรื่องนี้ นำแสดงโดย โรบิน วิลเลี่ยมส์ (Robin Williams) 

ก่อนอื่นข้าพเจ้าอยากจะขอทำความเข้าใจกับระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเสียหน่อย การเลือกตั้งของบ้านเขาเป็นการเลือกผู้นำของประเทศโดยตรง ไม่เหมือนบ้านเราที่เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตใครเขตมัน ก่อนที่พวก…เหล่านี้ (ที่เว้นไว้ เติมเอาเองละกัน) จะรวมหัวกันแบ่งพวกเลือกข้าง และเลือกตัวนายกรัฐมนตรี หรือผู้บริหารประเทศต่อไป 

voteที่บ้านเขามีพรรคการเมืองที่แบ่งข้างกันอย่างชัดเจน 2 พรรคใหญ่ๆ (ความจริงมีมากกว่า 2 พรรค แต่อย่าไปพูดถึงมัน เพราะไม่ได้ส่งผลกระเทือนอะไรกับภาพรวม) ประชาชนจะแบ่งข้างกันอย่างชัดเจนว่าฉันเป็นเดโมแครต ฉันเป็นรีพลับลิกัน โดยประชาชนบ้านเขาเลือกข้างโดยดูนโยบายเป็นหลัก ไม่ใช่ดูที่ตัวบุคคล (เหมือนบ้านเรา)  

ในพื้นที่ย่อยๆ นับตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน แต่ละพรรคก็จะเสนอชื่อผู้เห็นควรเข้าชิงตำแหน่ง สมาชิกพรรคในแต่ละหมู่บ้านก็จะเลือกตัวแทนของตน เมื่อได้มาแล้วก็จะเข้าไปสู้กันต่อในระดับที่สูงขึ้นไปๆ จนกระทั่งได้ตัวแทนของแต่ละพรรค ที่เลือกมาแล้วจากสมาชิกพรรคของทั้งประเทศ เรียกได้ว่าคัดสรรมาตั้งแต่ระดับล่างๆ ขึ้นมาจนเลือกตัวแทนพรรคสองคนสุดท้าย เรียกว่ากว่าจะขึ้นมาชิงชัยในระดับประเทศได้ คุณต้องได้รับความไว้วางใจเบื้องต้นจากคนในพรรคเดียวกันทั้งประเทศเสียก่อน 

ทีนี้มันก็จะมีคนที่มีลูกบ้า ที่เสนอตัวเองเข้าชิงชัยในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคอิสระ อย่างเช่น นายรอส เปโรต์ (Ross Perot) ที่สร้างความฮือฮาเมื่อหลายปีก่อน รวมถึง นายทอม ด็อบส์ ในหนังรื่องนี้ 

ด็อบส์ มีอาชีพเป็นนักแสดงตลกที่มีชื่อเสียง มุขตลก ไหวพริบ และความเฉลียวฉลาดของเขาเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวอเมริกันยิ่งนัก โดยเฉพาะมุขล้อการเมืองที่บางครั้งมันฟังดูเข้าท่า จนเมื่อมีผู้ชมยุให้เขาเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีซะเลย ซึ่ง ด็อบส์ ก็บ้าพอที่จะทำจริงๆ 

man2เริ่มแรกเขาถูกมองว่าเป็นเพียงตลกสลับฉาก แต่หลังจากได้ตระเวนหาเสียงโชว์วิสัยทัศน์ ชาวอเมริกันก็เริ่มหันมามองเขาด้วยท่าทีจริงจังมากขึ้น จนเมื่อ ด็อบส์ ได้โอกาสขึ้นโต้เวทีกับผู้เสนอตัวเข้าชิงจากสองพรรคใหญ่ เขาก็ปล่อยมุขเด็ดกระแทกใจชาวอเมริกันทั้งประเทศ จนมีคะแนนนิยมพุ่งพรวดๆ  ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนจำนวนมาก แต่เขาเองก็รู้ตัวดีว่าโอกาสที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำของประเทศนั้นมีน้อยเต็มที แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ประมวลผลคะแนนเสียงเกิดผิดพลาด ทำให้เขากลายเป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ จากดาวตลกทางทีวี เขาต้องก้าวขึ้นมาบริหารประเทศ ด็อบส์ จะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร 

ผู้กำกับ แบร์รี่ เลวินสัน เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าง่ายมาก เขาเพียงโยนบทคร่าวๆ ให้เท่านั้น ส่วนมุขที่เหลือ โรบิน วิลเลี่ยมส์ ผู้แสดงนำจะจัดการเองทั้งหมด ซึ่งการด้นมุขสดๆ นั่นถือเป็นของหวานสำหรับดาวตลกอย่างเขาเลย อีกทั้งการได้ปล่อยมุขเกี่ยวกับการเมืองก็นับเป็นของชอบสำหรับเขาเช่นกัน มุขตลกการเมืองประเภทที่หยิกแกมหยอก หรือประเภทที่ซัดเปรี้ยงเข้าแสกหน้านักการเมืองขี้ฉ้อ อัดแน่นอยู่ในหนังเรื่องนี้

ในฉากเปิดเรื่อง วิลเลี่ยมส์ ก็ซัดมุขการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศไปหนึ่งดอก (มุขนี้หลายท่านอาจะเคยผ่านหูมาบ้าง ว่าด้วยเรื่องที่นาซ่าใช้งบประมาณไป 20 กว่าล้านเพื่อประดิษฐ์ปากกาสำหรับใช้เขียนในอวกาศ แต่รัสเซียแก้ปัญหาเดียวกันด้วยดินสอราคา 5 เซนต์!) หรือมุขการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ที่กัดกองตรวจคนเข้าเมืองซึ่งจะซักถามจนละเอียดยิบ จนบางครั้งเราเองก็ชักไม่แน่ใจว่าตกลงเราจะเดินทางไปทำไมกันแน่ หรือมุขที่แนะนำให้นักการเมืองติดป้ายโฆษณาให้ทั่วตัว จะได้รู้กันไปว่าใครมีสปอนเซอร์เป็นสินค้าชนิดใดกันแน่ และอื่นๆ อีกเยอะแยะ 

หนังยังตอกย้ำให้เห็นถึงความชั่วช้าของระบบนายทุนที่ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อตัวเลขในตลาดหุ้น อย่างผู้บริหารของเดลาครอยที่พยายามปิดปากพนักงานภายหลังทราบความจริงว่าระบบประมวลผลทำงานผิดพลาด จนทำให้ ด็อบส์ ได้เป็นว่าที่ประธานาธิบดี พวกเขาทำทุกอย่างให้บริษัทมีกำไรสูงสุดโดยไม่สนใจว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างไรบ้าง 

man3

โรบิน วิลเลียมส์ รับบท ด็อบส์ อย่างสบายๆ หนังเปิดโอกาสให้เขาได้ปล่อยมุขแสบๆ ได้ตลอดเรื่อง แม้ในเวลาวิกฤต เขาก็ยังคงมีมุขอยู่เสมอ ซึ่งนั่นอาจจะลดทอนความสมจริงของหนังไปซักนิด ว่าถ้าเกิดมีคนบ้าๆ อย่างเขาขึ้นมาจริงๆ ประชาชนจะทำใจยอมรับประธานาธิบดีเพี้ยนๆ แบบนี้ได้จริงหรือ ในขณะที่ขวัญใจอีกคนของข้าพเจ้า ลอร่า ลินนี่ย์ (Laura Linney) ที่ระยะหลังฝีไม้ลายมือของเธอจัดจ้านขึ้นทุกที (ถูกเสนอเข้าชิงออสการ์มาแล้ว) มารับบทพนักงานที่ถูกสั่งเก็บหลังจากพยายามเปิดเผยความจริงได้อย่างดีเยี่ยม อย่างเช่นท่าทีลังเลของเธอเมื่อเผชิญหน้ากับ ด็อบส์ ตอนที่เธอพยายามจะบอกความจริงทั้งหมด ส่วนดาราประกอบอีกคนคือ คริสโตเฟอร์ วอลเก้น (Christopher Walken) ก็เล่นตามน้ำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีดความสามารถอะไรมาก 

เนื้อหนังโดยรวมก็ไม่ได้วิเศษอะไรมาก ตัวหนังกะขาย วิลเลี่ยมส์ เต็มที่ ซึ่งนั่นก็ถือว่าได้ผลดี ความพยายามใส่สาระและการวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเมืองยังถือว่าทำได้ไม่เต็มที่นัก เพราะมัวแต่จะใส่มุขฮาเข้าไปเสียมาก จนผู้ชมอาจจะไม่ทันได้เก็บมาขบคิด อาศัยเอาลูกฮา ลูกกัดจิก ให้ผู้ชมสะใจเล่นๆ ซึ่งหากจะพิจารณากันดีๆ นักการเมืองไม่ว่าจะที่ไหนมันก็ไม่ต่างกันสักเท่าไร แต่ก็นั่นแหละนะ ทั้งๆ ที่รู้ แต่สุดท้ายประชาชนก็ยังเลือกไอ้คนพวกนี้เข้ามา … มันก็น่าคิดนะ เฮ้อ

ข้อมูลภาพยนตร์
Man of the Year (2006) กำกับโดย Barry Levinson (Wag the Dog, Sleepers) นำแสดงโดย Robin Williams (Good Will Hunting) Laura Linney (Mystic River) Christopher Walken (Catch Me If You Can)

Children of Men…เมื่อโลกไร้เสียงเด็กๆ

Children of Men … เมื่อโลกไร้เสียงเด็กๆ

child1

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าในวันหนึ่ง ผู้หญิงไม่สามารถตั้งท้องได้ ! 

ในปี 2008 เกิดไข้หวัดระบาดหนักไปทั่วโลก ก่อนจะลุกลามกลายพันธุ์กลายเป็นโรคร้ายที่ทำให้ว่าที่คุณแม่ต้องแท้งกันไปทั้งโลก และหลังจากนั้นทั้งโลกก็ไม่ปรากฏว่ามีการตั้งครรภ์อีกเลย มนุษย์ถึงคราวสูญพันธุ์เสียแล้ว 

Children of Men เริ่มต้นเรื่องที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษในอีก 20 ปีนับจากนี้ ประเทศต้องระส่ำระสายเมื่อเกิดการพิพาทระหว่างฝ่ายรัฐบาลและประชาชนในปัญหาเรื่องเชื้อชาติ ในตอนนั้นโลกกำลังเศร้าสลดเมื่อทราบข่าวการเสียชีวิตของผู้ที่อายุน้อยที่สุดในโลก ธีโอ ตัวเอกของเรื่องมีชีวิตอยู่ไปวันๆ หลังจากชีวิตคู่ล้มเหลว ลูกชายเพียงคนเดียวต้องจบชีวิตด้วยโรคร้าย เขาใช้ชีวิตอย่างเซ็งๆ และมักจะไปหมกตัวพี้กัญชาที่บ้านของเพื่อนสูงวัยในป่า วันหนึ่ง ธีโอ ได้รับการขอร้องจาก จูเลี่ยน อดีตภรรยาที่ตอนนี้กลายเป็นผู้นำกลุ่มต่อต้านรัฐบาลให้ช่วยนำตัวเด็กสาวคนหนึ่งไปขึ้นเรือที่ชื่อว่า Tomorrow โดยที่ ธีโอ ไม่ได้รู้เลยว่าเด็กสาวคนนั้นกำลังตั้งท้อง ! 

ธีโอ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย ต้องตกกระไดพลอยโจนแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ท่ามกลางความวุ่นวายของสถานการณ์บ้านเมือง และความขัดแย้งกันเองในขบวนการต่อต้านรัฐบาล คนที่เขารักต้องจบชีวิตลง ทั้ง จูเลี่ยน อดีตภรรยา และ แจสเปอร์ เพื่อนผู้เฒ่า และในขณะที่กำลังดิ้นรนหาวิธีเอาตัวรอดอยู่นั้น คี เด็กสาวที่เขาต้องพาไปขึ้นเรือตามที่สัญญาไว้ ก็คลอดลูกออกมา ท่ามกลางไฟสงคราม ความขัดแย้งและสิ้นหวังของผู้คน ความหวังใหม่ของโลกก็ได้บังเกิดขึ้น 

Children of Men อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนังดีที่ถูกลืมของปี 2006 ถึงแม้ตัวหนังจะถูกเสนอชื่อเข้าชิงราวัลออสการ์ถึง 2 สาขา (กลับบ้านมือเปล่า) แต่ก็กลับไม่ค่อยทำเงินนัก ในทางกลับกัน ตัวหนังเป็นที่ชื่นชอบของนักวิจารณ์จากหลายสำนัก 

child2

นักแสดงแต่ละคนล้วนแต่คุ้นหน้าคุ้นตากันอย่างดี ทั้ง ไคล้ฟ โอเว่น (King Arthur, Sin City), จูลี่ แอนด์ มัวร์ (Hannibal, The Hours), ไมเคิล เคน (The Quiet American) สำหรับ มัวร์ นั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นบทรับเชิญเสียมากกว่า เธอปรากฏตัวออกมาไม่กี่ฉากก่อนจะเสียชีวิต แต่แค่ไม่กี่ฉากของเธอก็มัดใจผู้ชมด้วยบทบาทของผู้หญิงที่สูญเสียลูก หมดความมั่นใจในตัวคนรัก จนพลิกชีวิตกลายเป็นผู้นำกลุ่มต่อต้านที่แข็งกร้าว หนังทำให้เธอจบชีวิตชนิดที่ช็อกคนดูอยู่ซักหน่อย ส่วนจะเป็นอย่างไรไปหาชมกันเอง ในขณะที่ผู้อาวุโสอย่าง เคน รับบทเพื่อนต่างวัยของ ธีโอ ที่อุทิศชีวิตช่วงสุดท้ายที่เหลือให้กับการดูแลภรรยาที่ป่วยและกัญชา! ส่วน โอเว่น ที่รับบทตัวเอกนั้น ขอบอกว่าโทรมทั้งเรื่อง หามาดนักรบผู้ยิ่งใหญ่อย่างใน คิง อาเธอร์ ไม่เจอซักนิด มีแต่แววตาเท่านั้นที่มุ่งมั่นและเชื่อมั่นว่าเขากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องอยู่ 

หลายช็อตในหนังใช้วิธีถือกล้องเดินถ่ายตามตัวละคร เราจะเห็นภาพที่สั่นไหวอยู่ตลอดราวกับว่าเรากำลังวิ่งตามตัวละครอยู่ ฉากที่ ธีโอ และ มัวร์ ถูกกลุ่มผู้ประท้วงไล่ล่า (จนจูเลี่ยนต้องตาย) นั่นก็นับว่าทำร้ายจิตใจคนดูอย่างรุนแรง และฉากการรบในท้ายเรื่องที่กล้องต้องวิ่งตาม ธีโอ จนล้มลุกคลุกคลาน ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังวิ่งตาม ธีโอ อยู่ติดๆ ทั้งฝุ่น เศษดิน หรือคราบเลือดที่กระเซ็นมาติดเลนส์ก็ไม่ถูกลบออก ยิ่งทำให้เหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งในภาระกิจเสี่ยงตายของ ธีโอ ด้วยเช่นกัน 

child3

หนังแสดงให้เห็นถึงความงี่เง่าของมนุษย์ ในขณะที่มนุษยชาติกำลังจะสูญพันธุ์ แต่ก็ยังอุตส่าห์มีกะใจรบราฆ่าฟันกันเอง หรือในขณะที่กลุ่มต่อต้านกำลังตกเป็นรองฝ่ายรัฐบาล คนในกลุ่มก็ยังขัดแย้งกันเอง ผู้ชมก็เปรียบเสมือน ธีโอ ที่เฝ้ามองดูเรื่องราวงี่เง่านี้ด้วยความไม่เข้าใจ ส่วน คี หญิงสาวที่ตั้งครรภ์ เธอเองก็คงไม่ต่างจาก ธีโอ ที่ไม่เข้าใจว่าทำไมทุกฝ่ายถึงไม่ร่วมมือกันจัดการกับสถานการณ์ แทนที่จะมาฆ่ากันเองโดยไม่มีอะไรดีขึ้น 

ในท่ามกลางห่ากระสุน ธีโอ พา คี และลูกน้อยที่กำลังร้องไห้จ้าเดินออกมาจากตึก ทั้งทหารฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านต่างหยุดยิง ทุกคนตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น บ้างคุกเข่าขอบคุณพระเจ้า บ้างเข้ามาขอดูเด็กน้อย บ้างก็ร้องไห้ด้วยความดีใจ ราวกับว่านี่คือความหวังของมนุษย์ คล้ายๆ กับเหตุการณ์ตอนประสูติของพระเยซู ! … แต่หนังก็ยังตอกย้ำความบ้าคลั่งของมนุษย์ เมื่อทั้งสองฝ่ายกลับหันมายิงกันต่อ ราวกับภาพเด็กน้อยที่ผ่านตาไปเมื่อกี้เป็นเพียงความฝัน 

โทนหนังทำออกมาหม่นหมองตลอดเรื่อง แทบไม่มีสีสันความสดใส แต่ก็ยังอุตส่าห์แทรกอารมณ์ขันแบบขำไม่ออกลงไปอยู่นิดๆ อย่างเช่นตอนที่ แจสเปอร์ พยายามเล่นมุขกับกลุ่มต่อต้านจนถูกยิงตาย หรือมุขตั้งชื่อลูกของ คี ที่เธอบอกกับ ธีโอ ว่าจะตั้งชื่อลูกว่า บาซูก้า หลังจากที่เพิ่งวิ่งหลบลูกกระสุนมาแหม็บๆ  

ว่ากันว่ามนุษย์นั้นมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง แม้เพียงน้อยนิดแต่มันก็หล่อเลี้ยงให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แต่ในความเป็นจริง กิเลส ของมนุษย์ก็บดบังทำให้คนเราหน้ามืดตามัว มองข้ามความหวังของชีวิตและกระทืบมันจมดิน กว่าที่จะรู้ตัวก็กลับมาควานหาความหวังนั้นไม่เจอเสียแล้ว 

ข้อมูลภาพยนตร์
Children of Men (2006) กำกับโดย Alfonso Cuaron (Great Expectations) นำแสดงโดย Clive Owen (King Arthur) Julianne Moore (Hannibal, The Hours) Michael Cane (The Quiet American)