Tag Archives: Book Review

คุโรซากิ บริษัทรับส่งศพ (ไม่) จำกัด : การ์ตูนที่ว่าด้วยศพกับสันดานมนุษย์

ชีวิตหลังความตายยังคงเป็นปริศนา  ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมใดล้วนแต่อธิบายเรื่องนี้แตกต่างกันไป แต่โดยรวมแล้วเราจะเชื่อกันว่าเมื่อชีวิตดับสูญ “วิญญาณ” จะเดินทางไปสู่อีกภพหนึ่ง หากเป็นคติของชาวพุทธก็เชื่อว่าวิญญาณจะไปยังสวรรค์หรือนรก ตามแต่กรรมที่ได้ทำไว้เมื่อยังมีชีวิต หากเป็นคริสต์ ก็เชื่อว่าจะได้รับการตัดสินจากพระเจ้าว่าควรจะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ หรือถ้าเป็นฮินดูก็เชื่อว่าวิญญาณ (อาตมัน คือ ตัวตนของเรา) จะกลับคืนสู่พรหม ซึ่งก็คือจุดกำเนิดแห่งอาตมันทั้งปวง

ยังมีอีกความเชื่อหนึ่งที่เกือบจะเหมือนๆ กันในทุกวัฒนธรรม นั่นคือความเชื่อที่ว่าวิญญาณจะยังคงวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์ และไม่ยอมไปยังที่ที่ควรจะไป นั่นเป็นเพราะวิญญาณยังคงมีความอาลัยอาวรณ์ หรือยังมีพันธะที่ยังคั่งค้างอยู่จนไม่สามารถจากไปอย่างสงบได้ วิญญาณเหล่านี้จะทนทุกข์ทรมานไม่สิ้นสุดเพราะความอาวรณ์เหล่านี้

คติความเชื่อที่ว่านี้ถูกนำมาใช้ในการสื่อความหมายในรูปแบบต่างๆ ที่นิยมมากเห็นจะเป็นภาพยนตร์ ที่มักจะผูกเรื่องโยงใยเกี่ยวกับวิญญาณที่ยังคงปรากฏตัวให้เห็น เพื่อจะสื่อสารอะไรบางอย่างกับผู้ที่ยังอยู่ ซึ่งก็สร้างความสนุกสนาน สยองขวัญ สั่นประสาท ตามแต่จินตนาการของผู้สร้าง

ภาพปกฉบับภาษาญี่ปุ่น ไม่ต่างจากฉบับพิมพ์ภาษาไทยนัก ดูเผินๆ อาจนึกว่าเป็นพ็อกเก็ตบุ๊คธรรมดา


การ์ตูนเรื่อง คุโรซากิ บริษัทรับส่งศพ (ไม่)จำกัด ก็อาศัยพล็อตเรื่องที่ว่ามาข้างตน โดยนำผู้อ่านเข้าไปสู่โลกหลังความตายตามจินตนาการของผู้เขียน เนื้อหาค่อนข้างจะสะอิดสะเอียน บางตอนอาจจะเป็นที่ขัดอกขัดใจของบรรดาผู้อ่านที่ยึดมั่นในศีลธรรมจรรยา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือเรื่องจริงที่มีอยู่ในสังคม (ญี่ปุ่น) แฝงไปด้วยการเสียดสี วิพากษ์สังคมอย่างมีชั้นเชิง

หลายฉาก หลายภาพ ของคุโรซากิฯ นำเสนออย่างโจ่งแจ้งและเปิดเผยอย่างที่สุด ไม่ว่าจะเป็นภาพศพในลักษณะต่างๆ ทั้งศพที่เน่าเฟะ ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ สมองถูกแหวกออก เครื่องในทะลักออกมากอง ลูกตาที่ถูกคว้านออกมาทั้งยวง และอื่นๆ รวมถึงฉากเปลือยหลายฉากที่ไม่ได้ก่อให้เกิดอารมณ์ทางกามารมณ์เลยแม้แต่น้อย ทั้งหมดที่ว่ามานี้ไม่มีการเซ็นเซอร์แต่อย่างใด! นับว่าเป็นเรื่องแปลกมากสำหรับการ์ตูนนำเข้าในบ้านเรา

คุโรซากิฯ เป็นผลงานของ อิจิ โอตสึกะ (Eiji Otsuka) และ โฮซุย ยามาซากิ (Housui Yamasaki) แม้ลายเส้นจะไม่ค่อยเป็นที่ถูกใจนักอ่านนัก หลายภาพวาดออกมาผิดสัดส่วนอย่างไม่น่าให้อภัย โดยเฉพาะในเล่มแรกๆ แต่เล่มหลังๆ งานก็พัฒนาขึ้นอย่างผิดหูผิดตา แต่เนื้อเรื่องที่ลึกลับ ชวนให้ติดตาม (ออกแนวสืบสวนสอบสวน) ก็ช่วยกลบข้อด้อยเหล่านี้เสียจนหมดสิ้น

เริ่มเรื่องเราได้รู้จักกับ คาราซึ คุโร นักศึกษามหาวิทยาลัยพุทธศาสนาที่มีความสามารถพิเศษในการสื่อสารกับวิญญาณได้ จับพลัดจับผลูเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครค้นหาศพ จนได้พบกับเพื่อนๆ ที่มีความสามารถพิเศษประหลาดๆ จนได้มารวมกลุ่มกันก่อตั้งบริษัทประหลาดๆ ชื่อ คุโรซากิ ขึ้นมา

นอกจาก คาราซึ แล้ว เพื่อนๆ ในกลุ่มประกอบไปด้วย อาโอ ซาซากิ สาวสวยที่เป็นผู้นำของกลุ่ม มีความสามารถในการค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เป็นแฮกเกอร์ตัวฉกาจ งานอดิเรกของเธอคือ สะสมภาพศพ
! มาโกโตะ นุมาตะ ชายหนุ่มบ้าพลังที่มีความสามารถในการดาวซิ่ง คือการสุ่มหาแหล่งน้ำหรือสินแร่ โดยอาศัยปฏิกิริยาจากเครื่องมือที่ทำจากโลหะ แต่นุมาตะใช้มันในการค้นหาศพ เคย์โกะ มากิโนะ เด็กสาวท่าทางไร้เดียงสา แต่เธอมีความเชี่ยวชาญในการแต่งศพระดับแนวหน้าของประเทศ  ยูจิ ยาตะ เด็กเนิร์ดที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้ และไอ้มนุษย์ต่างดาวที่ว่าก็คือตุ๊กตาหุ่นมือที่เขาสวมอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

ภารกิจแรกที่แสนจะบังเอิญคือศพชายปริศนาที่พบบนเขา หลังจากที่ไม่รู้จะจัดการยังไงดี พวกของคาราซึก็หอบศพกลับมามหาวิทยาลัยซะงั้น … ลืมบอกไปว่าอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ขอให้ลืมนึกถึงเหตุผล อย่าได้คิดว่าทำไมไอ้พวกนี้ถึงไม่ไม่กลัวผี ไม่กลัวศพ ทั้งจับ หอบ หิ้ว กันอย่างหน้าตาเฉย (ถึงจะเกริ่นไว้ว่าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยพุทธศาสนาก็ตามเถอะ)  และทำไมมันถึงเดินหิ้วศพไปไหนมาไหนได้ตามใจ และที่สำคัญ ศพที่ไหนจะมาจ่ายค่าจ้างให้
!? … ศพชายที่ว่านี้ยังคงอาลัยต่อคนรักที่สัญญาว่าจะตายพร้อมกันและถูกฝังไว้ที่เดียวกัน แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น วิญญาณของเขาจึงยังไม่ไปสู่สุขคติ พวกของคาราซึจึงต้องออกติดตามหาศพของสาวเจ้า ซึ่งก็นำไปสู่ความจริงอันน่าเวทนา

ความจริงที่ว่านั่นก็คือ สองหนุ่มสาวถูกกีดกันจากพ่อของฝ่ายหญิงจนพร้อมใจฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา แต่ศพของฝ่ายหญิงถูกพ่อโรคจิตเก็บเอาไว้เชยชม เพราะเบื้องหลัง พ่อกับลูกสาวมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา (การมีเพศสัมพันธ์ในหมู่เครือญาติ / Incest) … แค่ตอนแรกก็เล่นกับความวิปริตภายในครอบครัวเสียแล้ว (ส่วนจะลงเอยอย่างไร หาอ่านกันนะครับ)

 

ตัวอย่างความสยอง เป็นส่วนหัวของเหยื่อที่กลิ้งตามฆาตกรด้วยความอาฆาต!


ตอนอื่นๆ ก็สยดสยองไม่แพ้กัน อย่างเช่นตอนที่ต้องนำศพคุณยายที่ถูกลูกหลานนำมาทิ้ง เพื่อลดจำนวนปากท้องที่ต้องเลี้ยงดู ไปไว้ยังทุ่งเด็นดาระเพื่อให้คุณยายไปสู่สุขคติ ตอนนี้ก็ประชดประชันสังคมญี่ปุ่นที่มีอัตราผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งผู้เฒ่าเหล่านี้ต่างถูกทอดทิ้งละเลยไม่ดูแล ไม่ต่างกับขยะที่หาประโยชน์ไม่ได้ จะเก็บไว้ก็เป็นภาระเสียเปล่าๆ

อีกตอนหนึ่งที่ชวนพะอืดพะอมก็คือ คดีที่เกี่ยวกับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะอย่างผิดกฎหมาย โดยเหยื่อจะถูกผ่าตัดนำเอาอวัยวะที่ไม่จำเป็นต่อการมีชีวิตอยู่ออกมาทีละชิ้นๆ เช่น ตาสองข้าง ปอดข้างหนึ่ง ไตข้างหนึ่ง ม้ามข้างหนึ่ง โดยที่ตัวเหยื่อจะยังคงมีชีวิตอยู่เพื่อรักษาความสดของอวัยวะต่างๆ เอาไว้ แต่เวรกรรม … เหยื่อที่ว่านี้ดันหนีออกมาได้ แต่ก็มีสภาพไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วที่ถูกเฉือน ถูกตัดออกเป็นชิ้นๆ ในที่สุดเขาก็ตายโดยเหลือความต้องการเดียว คืออยากกลับบ้าน

เรื่องราวแต่ละตอนๆ ล้วนแต่ผิดศีลธรรม วิปริตผิดมนุษย์ เต็มไปด้วยเรื่องที่ชวนสยอง ตามแต่จินตนาการของผู้เขียน อาจจะออกแนวชวนแหวะและน่ารังเกียจอยู่บ้างสำหรับคอการ์ตูนผู้รักความสวยงามและยึดมั่นกับจริยธรรม แต่มันก็ปฏิเสธไปไม่ได้ว่าสังคมเฟะๆ แบบนี้มีอยู่จริง ในโลกที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งขันเพื่อเอาตัวรอด ความรุนแรงที่มีอยู่ทุกหัวระแหงแม้กระทั่งในบ้านที่เราคิดว่าปลอดภัยที่สุด คุโรซากิฯ ตีแผ่ความเป็นจริงเหล่านี้ผ่านศพ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือถูกเล่าเรื่องผ่านผู้ที่เผชิญกับความโหดร้ายของชีวิต จนที่สุดก็พบกับจุดจบอันน่าสยดสยอง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

ภาพปก Happy People ฉบับภาษาญี่ปุ่น และปกการ์ตูน “จิตหลุด”

เมื่อหลายปีก่อน บ้านเรามีโอกาสได้สัมผัสการ์ตูนญี่ปุ่นแนวสยดสยองเชิงจิตวิทยามาแล้วครั้งหนึ่ง โดยสำนักพิมพ์แนวหน้าจัดพิมพ์ในชื่อ Happy People ซึ่งตอนนั้นเป็นที่กล่าวขานกันในวงการผู้เสพการ์ตูนของบ้านเราเป็นอย่างมาก เนื้อเรื่องก็ว่าด้วยพฤติกรรมเพี้ยนๆ วิถีชีวิตที่แสนอุบาทว์คาดไม่ถึงของคนญี่ปุ่น มีภาพที่ชวนแหวะ (แต่ถูกเซ็นเซอร์) เนื้อหาบางตอนอาจจะหดหู่และวิปริตกว่าคุโรซากิฯ นี้เสียอีก


ไม่แน่ใจว่า
Happy People จะเป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งของคุณเอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ เจ้าของงานเขียนรวมการ์ตูนสั้น “จิตหลุด” ที่มีเนื้อหาออกมาในแนวเดียวกัน คือว่าด้วยด้านมืดอันน่าสะอิดสะเอียนของมนุษย์ ซึ่งมักจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรม 


เรื่องราวของ จิตหลุด ถือว่าอ่อนชั้นไปเลยหากจะเทียบกับคุโรซากิฯ หรือ
Happy People ซึ่งก็ถือว่าเป็นโชคดี เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าบ้านเราเมืองเรายังไม่วิปริตมากเท่ากับสังคมญี่ปุ่น ที่แม้เศรษฐกิจจะเติบโตพรวดๆ แต่ประชาชนชายขอบของสังคมก็ยิงดิ้นรนแสวงหา หรือประชาชนส่วนใหญ่ของสังคมก็ยังคงหลงทาง หาความสุขที่แท้จริงไม่เจอ ซ้ำยังต้องเก็บงำด้านมืดของตัวเองไว้อย่างน่าอึดอัด จนมาระบายกับผู้อื่นอย่างโหดเหี้ยม แต่ก็อย่าได้นิ่งนอนใจไป เพราะบ้านเราก็กำลังเริ่มเดินเข้าใกล้ความวิปริตมากขึ้นทุกขณะ ดังจะเห็นได้จากข่าวคราวชวนช็อคที่มีให้เห็นตามทีวีและหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ทุกบ่อย จนนับวันมันจะกลายเป็นเรื่องปรกติประจำวันของคนไทยไปเสียแล้ว

เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก…และข้าพเจ้ายังไม่เกิด

เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็กและข้าพเจ้ายังไม่เกิด 

gm1 

ไม่แน่ใจว่ากระทรวงศึกษาฯ ยังใช้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของเด็กนักเรียนอยู่หรือไม่ ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่งทีเดียว เห็นควรให้เด็กๆ รุ่นใหม่ได้อ่านกันบ้าง 

ข้าพเจ้าคิดว่าเด็กสมัยนี้อ่านหนังสือกันมากกว่าสมัยก่อน จะด้วยกระแสสังคมหรือเพราะมีทางเลือกมากกว่าก็ตามที จำได้ว่าสมัยที่ข้าพเจ้ายังเรียนประถม มัธยมนั้น เพื่อนน้อยคนนักที่จะนิยมการอ่านหนังสือ ที่นอกเหนือจากหนังสือเรียน (ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบอ่านกันอยู่แล้ว) หลวงท่านก็อุตส่าห์เสริมด้วยการระบุหนังสือนอกเวลาไว้สำหรับให้นักเรียนได้อ่านกัน ซึ่งจะอ่านเอาเล่นหรืออ่านเอาเรื่องก็ได้ทั้งสิ้น แต่ก็น้อยคนนักที่จะให้ความสำคัญ 

เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมต้น (ไม่แน่ใจว่าสมัยนี้ยังใช้อยู่หรือไม่) เป็นการรวบรวมบทความของ คุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ฯ ซึ่งได้ตีพิมพ์เป็นตอน ลงในนิตยสารสตรีสาร ในครั้งนั้นสตรีสารได้จัดทำภาคพิเศษสำหรับเด็กไว้ (ปี พ.ศ. 2515) และได้นำบทความของคุณทิพย์วาณีมาตีพิมพ์ไว้ด้วย และได้รวมเล่มตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2520 เนื้อหากล่าวถึงบ้านเมืองไทยในช่วงปลายรัชกาลที่ 6 จนถึงรัชการที่ 7 (พ.ศ. 2460-2475) ผ่านตัวละครที่เป็นคุณตาและคุณยายของผู้เขียน ในลักษณะบันทึกเรื่องราวจากคำบอกเล่า ในลักษณะที่ว่า คุณตา / คุณยาย เล่าให้ฟังว่า… 

ผู้อ่านจะได้ซึมซับถึงวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยก่อน ความรู้สึกนึกคิด คติธรรม ความเชื่อ รวมถึงสิ่งละอันพันละน้อยที่ดูเหมือนจะค่อยๆ เลือนหายไปจากสังคมไทย เรื่องบางเรื่องหรือของบางอย่างก็หายไปแล้วจากสังคมด้วยซ้ำ ข้าพเจ้าอ่านแล้วก็พลอยให้ภูมิใจกับความอุดมสมบูรณ์และความสงบร่มเย็นของบ้านเมืองเรา แล้วก็ให้พลอยสลดใจเมื่อมองดูบ้านเราในปัจจุบันที่แทบจะไม่เหลือเค้าลางของความสุขในอดีต 

ในแต่ละตอนผู้เขียนได้หยิบยกประเด็นต่างๆ มานำเสนออย่างน่าสนใจ จับความได้ว่าครอบครัวของคุณตาคุณยายน่าจะเป็นครอบครัวที่มีอันจะกินพอสมควร มีพี่เลี้ยง คนสวน แขกยาม คนรับใช้ พรั่งพร้อม อีกทั้งยังมีโอกาสได้เดินทางไปตากอากาศตามหัวเมืองต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องไกลเกินทีเดียวสำหรับชาวบ้านธรรมดา 

gm3

ความเป็นอยู่ของคนไทยสมัยก่อนช่างเรียบง่ายและมีความสุขอย่างที่คนสมัยนี้ต้องอิจฉา ของกินของใช้แทบทุกอย่างสามารถหยิบฉวยมาใช้ได้จากธรรมชาติหรือไม่ก็ทำใช้กันเองในครัวเรือน อย่างเช่นในตอน น้ำอบน้ำปรุง หรือน้ำหอมของคนในยุคนั้น ที่แสนจะหอมชื่นใจและปลอดภัยเพราะไร้สารเคมี ไม่เหมือนน้ำหอมฝรั่งที่หนุ่มสาวสมัยนี้ใช้กัน ตอน เรือเมล์เรือโยง ที่เล่าถึงการเดินทางของคนไทยซึ่งอาศัยแม่น้ำเป็นทางสัญจร เรือเมล์แต่ละลำกว่าจะมาก็นานแสนนาน แล่นไปอย่างช้าๆ ไม่รีบเร่ง สะท้อนถึงวิถีชีวิตที่ไม่รีบร้อน ชีวิตที่ยึดติดกับนาฬิกาเหมือนยุคนี้ เดี๋ยวนี้เรือโยงยังมีเห็นอยู่บ้าง ส่วนเรือเมล์ก็กลายมาเป็นเรือด่วนไปเสียแล้ว ตอน รับเลี้ยงสงกรานต์ นี่ยิ่งชวนนึกถึงคำที่เขาว่า แขกมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ ในเรื่องนั้นเล่าว่าคุณตาผ่านไปยังตำบาลหนึ่งที่กำลังฉลองสงกรานต์ ก็ไม่ยอมให้แขกที่ผ่านมาผ่านไปเสียเฉยๆ ต้องเลี้ยงอาหารคาวหวานให้อิ่มหมีกันเสียก่อน นึกแล้วน่าชื่นใจดีแท้ 

gm4

หลายตอนก็เล่าถึงความสมบูรณ์ของบ้านเรา เช่นว่าถ้าบ้านใครอยู่ริมแม่น้ำก็แสนจะโชคดี หากนึกอยากกินกุ้งกินปลาเมื่อใดก็ลงไปงมไปจับได้ทันที เพราะแม่น้ำบ้านเราอุดมสมบูรณ์ อันนี้ข้าพเจ้ายังพอจำได้ว่าเมื่อครั้งยังเด็ก เคยไปเที่ยวเล่นบ้านคุณอาที่เป็นบ้านสวนในซอยพาณิชย์ธนฯ ฝั่งธนบุรี พวกผู้ใหญ่มักจะลงไปงมเอาหอยโข่งมาแกงกินกัน (บางทีเขาเรียกหอยจุ๊บ เพราะเวลาดูดกินจะเสียงดังจุ๊บๆ ) ได้มาทีเป็นถุงๆ บางทีก็ได้กุ้งมาบ้าง ปลามาบ้าง ช่างสมบูรณ์เหลือเกิน แม่น้ำก็ยังสะอาด เด็กๆ อย่างข้าพเจ้าได้ลงเล่น จนพวกผู้ใหญ่ดุว่าหนังเหี่ยวตัวซีดแล้วนั่นแหละถึงจะยอมขึ้น ประเดี๋ยวนี้บ้านสวนแบบนั้นแทบจะไม่มีให้เห็นอีกแล้ว กลายเป็นตึกไปหมด 

อ่านแล้วเพลินดี อยากให้เด็กๆ ได้อ่าน ผู้ใหญ่ก็อ่านได้ จะได้รับรู้เรื่องราวย้อนอดีต ถวิลหาความหลังครั้งเยาว์วัย (Nostlagia) ความเป็นสุขใจเมื่อครั้งก่อนที่หาไม่ได้ในยุคสมัยนี้ ยุคที่คนคุยกับโทรศัพท์มากกว่าจะคุยกับเพื่อนมนุษย์ ยุคที่พ่อแม่เลี้ยงลูกด้วยเอทีเอ็ม ยุคที่พิมพ์จดหมายไฟฟ้าแทนเขียนจดหมายด้วยลายมือ ยุคที่ถนนมีหลังคา ยุคที่นอนเล่นริมหาดไม่ได้เดี๋ยวโดนฆ่าตาย ยุคที่กระทืบตำรวจได้เพราะเป็นลูกนักการเมือง ยุคที่ผู้คนอ่านหนังสือพิมพ์เพื่อดูข่าวว่าดาราคู่ไหนเลิกกะกัน…เฮ้อ น่ารันทดแท้

ไอ้ฟัก(กิ้ง)เมอโซ…คำพิพากษาของคนนอก

ไอ้ฟัก (กิ้ง) เมอโซ … คำพิพากษาของคนนอก 

โทมัส ฮ็อบส์ (Thomas Hobbs, 1588-1679) ได้ให้คำนิยามของ เสรีภาพ ไว้ว่า คือการปราศจากการคัดค้าน เพราะการคัดค้านย่อมทำให้เกิดความไม่พึงพอใจ ทำให้ความหวังของบุคคลไม่สามารถสำเร็จลงได้ การคัดค้านเป็นเหตุให้สิ่งที่มนุษย์พึงพอใจพลัดพรากจากไป แต่การขัดขวางหรือการคัดค้านก็มิใช่สิ่งไม่ดีเสมอไป หากการขัดขวางนั้นเป็นเรื่องของกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่วางไว้เพื่อป้องกันการละเมิดในสังคม 

พูดกันอย่างง่ายๆ ก็คือ มนุษย์นั้นมีสิทธิ์ที่จะเลือกคิด เลือกเป็น เลือกมี เลือกกระทำการใดๆ ก็ได้ตามความปรารถนาทั้งในด้านกาย จิตใจ หรือโดยสัญชาตญาณ ซึ่งต้องไม่ก้าวเกินกฎเกณฑ์ของสังคม … คำนิยามของ เสรีภาพ มีมากมายหลายรูปแบบ ตามแต่ว่าใครจะเลือกมองในมุมมองไหน (นี่ก็เป็นเสรีภาพเหมือนกัน)  

อย่างที่ เมอโซ ไม่รู้อายุของแม่, ดูดบุหรี่ นั่งจิบกาแฟใส่นม ต่อหน้าศพแม่ มันไปก้าวล่วงกฎเกณฑ์ของสังคมตรงไหน (วะ) … เมอโซ คงจะคิดอย่างงั้น 

camus chartbook

ในนิยายของ อัลแบร์ กามู (Albert Camus, 1913-1960) เรื่อง คนนอก (L’ Etranger)” เล่าถึงชีวิตของ เมอโซ ชายหนุ่มที่ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยข้อหาฆ่าคนตาย ท่ามกลางคำถามของผู้อ่าน (รวมถึงของเมอโซ) ว่า ตกลงไอ้หมอต้องตายด้วยคดีฆ่าคนตายแน่ละหรือ? 

ก็เพราะว่าระหว่างการต่อสู้คดีในศาล มีแต่คำถามที่ว่า ทำไมชายหนุ่มถึงเอาแม่ไปไว้ที่บ้านพักคนชรา ทำไมเขาไม่ร้องไห้เมื่อแม่ตาย ทำไมเขาถึงนั่งจิบกาแฟใส่นมต่อหน้าศพแม่ ทำไมหลังจากพิธีฝังศพแม่เขายังไปเที่ยวทะเลกับแฟนสาว ฯลฯ พฤติกรรมของเมอโซที่ผิดแผกไปจากธรรมเนียมที่ปรกติชนปฏิบัติกันนั้น มันเกี่ยวข้องกับรูปคดีกระนั้นหรือ 

สังคมตัดสินลงโทษเมอโซด้วยความที่เขาเป็นคนนอกคอก ใช้ชีวิตอย่างไม่แคร์สังคม แต่ชีวิตของเขาก็ไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นมิใช่หรือ หากมองในอีกมุมหนึ่ง เป็นไปได้หรือไม่ว่าเขากำลังทำในสิ่งที่หลายๆ คนอยากทำ แต่ไม่กล้าทำหรือทำไม่ได้ สังคมจึงลงโทษเขาในโทษฐานที่บังอาจทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำ (ทั้งที่คนอื่นก็อยากทำ) 

หากเมอโซเป็นคนที่พยายามใช้ชีวิตหลีกหนีจากสังคม ไอ้ฟัก กลับเป็นคนที่พยายามดันตัวเองเข้าสู่สังคมแต่กลับถูกสังคมถีบหัวส่งออกมาอย่างโหดร้าย 

แต่เดิม ฟัก บวชเรียนเป็นสามเณรเป็นที่เคารพศรัทธาของคนในหมู่บ้าน จนกระทั่งเขาต้องสึกออกมาหลังจากพ่อตายและต้องดูแลแม่เลี้ยงสาวที่สติไม่ค่อยดี เมื่อชายหนุ่มที่เพิ่งหลุดจากร่วมกาสาวพักตร์กับหญิงสาวต้องมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ทำให้ชาวบ้านเริ่มมองฟักในแง่ร้าย มีเสียโจษจันกันว่า ฟักเอาแม่เลี้ยงทำเมียเสียแล้ว

ฟักพยายามไม่ใส่ใจกับคำพูดของชาวบ้าน แต่เมื่อชีวิตยังต้องพึ่งพาสังคม แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสังคมไม่ยอมรับคนอย่าเขาเสียแล้วฟักพยายามไม่สนใจเสียงรอบข้าง เขายังคงใช้ชีวิตตามปรกติแต่ด้วยความไม่สมประกอบของ นางสมทรง ทำให้ฟักต้องมีเรื่องเดือดร้อนอยู่เนืองๆ แม้ในบางครั้งเขาที่เขาปลีกตัวออกจากสังคมเพื่อยุติปัญหา แต่ชาวบ้านก็ยังคงตามมาหาเรื่องเขาอยู่เสมอ 

ในสายตาชาวบ้าน ฟัก กลายเป็นตัวน่ารังเกียจ นอกจากเรื่องฟักเอานางสมทรงเป็นเมียแล้ว ชาวบ้านยังเข้าใจว่าฟักใส่ร้ายครูใหญ่ที่เป็นที่เคารพของคนในหมู่บ้าน เมื่อฟักถูกครูใหญ่โกงเงินเดือนที่เขาฝากเอาไว้จนหมด ฟักพยายามประกาศความชั่วของครูใหญ่แต่กลับไม่มีใครเชื่อเขา สุดท้ายเขาก็ตรอมใจกินเหล้าเมามายจนเสียชีวิต โดยมีนางบ้าสมทรงอยู่เคียงข้างจนวาระสุดท้าย 

คนบ้าอย่างสมทรงอาจจะเป็นเพียงคนเดียวที่มองฟักด้วยสายตาบริสุทธิ์ นางอาจจะบ้าแต่ก็มองคนด้วยสายตาที่เป็นธรรม ต่างจากชาวบ้านที่มองคนแต่เพียงเปลือกนอก ภารโรงมอซออย่างฟักหรือจะมีเงินเก็บเป็นพันๆ ครูใหญ่ที่น่าเคารพน่ะหรือจะโกงเงินจิ๊บจ๊อยของฟัก ด้วยภาพลักษณ์ภายนอกเพียงเท่านี้ก็เป็นเครื่องมือในการตัดสินของชาวบ้านว่าใครเป็น คนดี หรือ คนไม่ดี ไปเสียแล้ว 

เมอโซ กับ ฟัก อาจจะมีจุดจบที่ไม่ต่างกันนัก เขาถูกคนอื่นพิพากษาด้วยอคติ มิใช่ด้วยความเป็นจริง เมอโซ ยอมรับผิดในสิ่งที่เขากระทำแต่ถูกตัดสินว่าผิดในสิ่งที่เขาทำไม่เหมือนคนอื่น (ไม่ใช่เพราะว่าเขาฆ่าคนตาย) ส่วนฟักถูกตัดสินว่าผิดในสิ่งที่เขาไม่ได้กระทำ เพราะสังคมยังคงมองปัจเจกชนด้วยสายตาที่ไม่เป็นธรรมอยู่นั่นเอง

ข้อมูลหนังสือ
คนนอก : L’ Etranger (1942) ประพันธ์โดย อัลแบร์ กามู* (Albert Camus, 1913-1960) แปลโดย อำพรรณ โอตระกูล / *กามู ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ในปี 1957

คำพิพากษา* (2524) ประพันธ์โดย ชาติ กอบจิตติ / *ได้รับรางวัลซีไรต์ ในปี 2525