Tag Archives: โจโฉ

กุยแกตาย…เหมือนฟ้าทำร้ายข้า

โจโฉนั้นนับว่าเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ นิยมชมชอบผู้มีปัญญา ขอให้เป็นผู้มีความสามารถเถอะ ต่อให้เป็นฝ่ายตรงข้าม เขาก็มักจะหาทางดึงตัวมาอยู่ด้วยเสมอ อย่างกวนอูน้องร่วมสาบานของเล่าปี่ ครั้งหนึ่งก็เคยมาอยู่ด้วยโจโฉ แม้จะด้วยความจำยอมก็ตาม แต่โจโฉก็เลี้ยงดูอย่างดีหวังจะซื้อใจกวนอูไว้ หรืออย่างเตียวเลี้ยว เตียวคับ โกลำ เหล่านี้โจโฉก็ดึงตัวมาอยู่ด้วยทั้งนั้น แม้ว่าจะมีขุนพลเอกอยู่มากมายก็ตามที ทางฝ่ายบุ๋นก็เคยดึงตัว ชีซี มาจากเล่าปี่ แต่เสียดายที่เขาพรากชีซีมาด้วยเล่ห์จึงไม่อาจซื้อใจชีซีได้

บรรดากุนซือของโจโฉนั้นมีมากมาย ทั้งซุนฮก ซุนฮิว กาเซี่ยง เทียหยก เป็นต้น แต่มีคนหนึ่งที่โจโฉรักและไว้วางใจมากที่สุดคือ กุยแก เสนาธิการที่หนุ่มที่สุดของเขาหลายครั้งที่โจโฉขอฟังความเห็นของกุยแกก่อนการตัดสินใจใดๆ ก็ตาม และหลายครั้งที่แม้กุยแกจะเห็นต่างจากปราชญ์คนอื่นๆ แต่โจโฉกลับไว้ใจเชื่อเขามากกว่า และถ้าผมจำไม่ผิด มีเพียงกุยแกคนนี้ผู้เดียวที่โจโฉเอ่ยปากว่าอยาจะฝากฝังให้ทำการใหญ่สืบต่อจากเขา

กุยแกคนนี้แหละที่เคยทัดทานมิให้สังหารเล่าปี่เมื่อครั้งที่พระเจ้าอาหนีภัยมาอยู่กับโจโฉ เพื่อหวังใช้เล่าปี่ในการ Repositioning ของโจโฉ (ตามอ่านได้ที่ การrepositioning ของโจโฉ) ต่างจากกุนซือท่านอื่นที่แนะว่าให้รีบฆ่าเล่าปี่เสีย และกุยแกผู้นี้ที่ชี้ข้อดี ๑๐ ประการของโจโฉ และข้อด้อย ๑๐ ประการของอ้วนเสี้ยว ทำให้โจโฉเกิดมานะและสามารถพิชิตอ้วนสี้ยวได้ในที่สุด

หลังจากที่โจโฉเอาชนะอ้วนเสี้ยวยึดกิจิ๋วได้แล้ว ต่อมาก็ตามเก็บอ้วนถำกับอ้วนฮี หวังจะกำราบภาคเหนือให้สงบให้ได้ ระหว่างการเดินทางที่กันดาร กุยแกก็ล้มป่วย แต่ก็ยังอุตส่าห์แนะให้โจโฉนำทัพม้ารุกเข้าตีเร็ว แล้วให้กองทัพที่ใหญ่โตอุ้ยอ้ายเคลื่อนพลไปพักที่อิจิ๋ว แล้วกุยแกก็กลับไปรักษาตัวที่อิจิ๋ว แต่ไม่นานนักเขาก็สิ้นใจเพราะโรคร้ายด้วยวัยเพียง ๓๘ ปี

ฝ่ายโจโฉบุกเข้าตีอ้วนซงและอ้วนฮีแต่ไม่สำเร็จ ทั้งสองหนีไปพึ่งกองซุนของ โจโฉจึงยกทัพกลับอิจิ๋วและทราบข่าวว่ากุยแกถึงแก่กรรม ก็เสียใจเป็นอันมาก ก่อนตายกุยแกฝากจดหมายถึงโจโฉความว่า “ยินข่าวว่าอ้วยซง อ้วนฮี ไปเลียวตั๋ง ขอท่านจงอย่ายกทัพไป กองซุนของระแวงตระกูลอ้วนเกรงจะยึดแดนไป หากท่านไปตี พวกมันจะสามัคคี ต้องใจเย็นรอสักก่อน พวกมันจะแตกคอฆ่าฟันกันเองอย่างแน่นอน” มิทันไรก็มีม้าเร็วจากกองซุนของหิ้วหัวอ้วนซงและอ้วนฮีมาสวามิภักดิ์โจโฉ

โจโฉกล่าวต่อหน้านายทหารและกุนซือว่า “พวกท่านอายุใกล้เคียงกับข้า แต่กุยแกยังหนุ่ม ข้าหวังฝากฝังการใหญ่ ไม่คิดว่าเขาจะอายุสั้น ทำให้ข้าเสียใจ กุยแกตายเหมือนฟ้าทำร้ายข้า”

โจโฉยังกล่าวถึงกุยแกอีกครั้งต่อหน้านายทหารและเสนาธิการเมื่อครั้งพ่ายแพ้ที่ศึกเซ็กเพ็ก ครั้งนั้นโจโฉถึงกลับร้องว่า “ถ้ากุยแกยังอยู่ เขาคงไม่พ่ายแพ้เยี่ยงนี้” ทำเอาทุกคนถึงกับละอายใจ

เป็นปกติที่ผู้นำมักจะต้องมีที่ปรึกษาดีไว้ข้างกาย ที่ปรึกษาดีหมายถึงผู้ที่คอยให้คำเสนอแนะอย่างชาญฉลาด บางครั้งบางหนที่ปรึกษานั้นอาจจะต้องมองการณ์ไกลกว่าผู้เป็นนายเสียด้วยซ้ำ ฝ่ายนายนั้นต้องเลี้ยงดูและให้ความไว้วางใจลูกน้องเช่นกัน ความเชื่อใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญ จะอยู่กันยืดหรือไม่ก็ขึ้นกับความเชื่อใจนี้แล และควรฟังความอย่างรอบคอบ ที่ปรึกษามีไว้ให้ปรึกษา หากไม่ฟังเขาแล้วก็อย่าให้เขาเสียเวลาอยู่ด้วยเลยจะดีกว่า

“…งานสำเร็จลง ก็ด้วยเราช่วยกัน                            
ไม่ควรดื้อถือรั้น ฟังไม่ห้าม
เป็นนายเขาเอาแต่ใจ ใครก็ตาม                          
ควรฟังความเห็นอื่นบ้าง เป็นทางดี…”

จะมีสักกี่ครั้งที่โจโฉคำนับผู้อื่นก่อน

ร้อยอุบาย ไร้การตัดสินใจ

ย้อนความจากคราวก่อนเมื่อตอนที่กัวเจ๋าถูกโจโฉบุกตี กัวเจ๋าเป็นแหล่งเก็บเสบียงที่สำคัญของฝ่ายอ้วนเสี้ยว หากเสียกัวเจ๋ากองทัพก็พินาศ เมื่อเห็นเพลิงลุกไหม้ที่กัวเจ๋า อ้วนเสี้ยวตกใจมาก เพราะนึกไม่ถึงว่าโจโฉจะยอมเสี่ยงยกทัพบุกไปปล้นกัวเจ๋า เตียวคับทหารเอกแนะนำให้ยกทัพไปช่วยกัวเจ๋าเพราะเห็นว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องรักษาไว้ ฝ่ายเสนาธิการกัวเต๋าแนะว่า การตีค่ายเสบียงนั้นโจโฉต้องยกมาเองแน่นอน ดังนั้นค่ายของโจโฉจึงว่างเปล่า เหมาะที่จะตลบหลังบุกเข้าชิงพื้นที่มากกว่า

สถานการณ์ในตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าโจโฉบุกมาเองหรือไม่ ดังนั้นทั้งเตียวคับกับกัวเต๋าจึงไม่มีฝ่ายใดผิดหรือถูก ทั้งคู่พยายามให้คำแนะนำที่ดีแก่นาย สุดท้ายแล้วฝ่ายอ้วนเสี้ยวนั่นแหละที่ต้องตัดสินใจ ถ้ายกไปช่วยกัวเจ๋าก็น่าจะรักษาจุดยุทธศาสตร์ไว้ได้ แล้วก็ค่อยว่ากันต่อ แต่ถ้าบุกตีค่ายโจโฉก็ถือว่าโชคดีที่สามารถยึดพื้นที่ได้ เรียกว่าทั้งสองทางนั้นก็มีดีไปคนละทาง

แต่แล้วอ้วนเสี้ยวกลับลังเล “คำพูดของท่านทั้งสองต่างมีเหตุผล แล้วข้าจะทำอย่างไร” อ้วนเสี้ยวตัดสินใจเลือกทั้งสองอย่าง แต่ดันสั่งการสลับทาง ให้เตียวกับกับโกลำไปตีค่ายโจโฉ โดยยกกำลังให้ห้าพัน แล้วให้เตียวกี๋ยกไปช่วยกัวเจ๋า โดยให้กำลังพลหนึ่งหมื่น งานนี้ทำเอาขุนพลเตียวคับน้อยอกน้อยใจเป็นอันมาก

สุดท้ายกัวเจ๋าก็แตก ฝ่ายเตียวคับก็ตีค่ายไม่ได้ ส่วนอ้วนเสี้ยวผู้เป็นแม่ทัพใหญ่กลับโทษคนโน้นคนนี้ และยังหาว่าเตียวคับรบไม่เต็มกำลังจึงไม่สามารถยึดพื้นที่มาได้ ตรงนี้เองที่ทำให้เตียวคับน้อยใจและเสียใจมาก จึงแปรพักตร์ไปอยู่กับโจโฉ

อ้วนเสี้ยวเป็นตัวอย่างของ “ร้อยอุบาย ไร้การตัดสินใจ” จริงๆ แล้วอ้วนเสี้ยวมีผู้ภักดีมากและมีเสนาธิการเก่งๆ หลายคน แต่อ้วนเสี้ยวกลับโลเล ไม่ตัดสินใจให้เฉียบขาด ฟังคนโน้นก็เชื่อ ฟังคนนี้ก็เชื่อ ไม่เหมือนโจโฉที่มีกุนซือให้คำแนะนำเยอะพอกัน แต่โจโฉใช้วิจารณญาณและข่าวกรองที่ดี ตัดสินใจเด็ดขาด ตรงนี้อาจจะเป็นด้วยอุปนิสัยส่วนตัวของอ้วนเสี้ยวเอง จะไปโทษเขาก็ไม่ใคร่เต็มปากนัก แต่ถึงอย่างไร เมื่อตัวเป็นแม่ทัพบัญชาลูกน้องเป็นแสน ต้องย่อมเด็ดขาด เพื่อแสดงความเป็นผู้นำให้ลูกน้องเชื่อถือ ที่สำคัญ หากผิดก็ยอมรับว่าตนตัดสินใจผิด อย่าเที่ยวโทษคนโน้นคนนี้แบบอ้วนเสี้ยว เพราะคนเราผิดพลาดกันได้ ยืดอกรับผิดเอง มันดูแมนกว่ากันเยอะนะครับ

จะมีสักกี่ครั้งที่โจโฉคำนับผู้อื่นก่อน

หลังจากที่เตียวคับและโกลำ สองขุนพลฝั่งอ้วนเสี้ยวบุกไปตีค่ายโจโฉ แต่กลับเสียทีเป็นฝ่ายถูกล้อมเสียเอง แทนที่อ้วนเสี้ยวจะหาทางช่วยเหลือ กลับฟังคำยุยงว่าเตียวคับนั้นปันใจออกห่าง จึงแกล้งรบแพ้ เตียวคับรู้ข่าวก็น้อยใจ จึงตัดสินใจแปรพักตร์หนีไปเข้าด้วยโจโฉมันซะเลย

โจโฉจัดทัพนั่งรอที่หน้าค่าย กระหนาบข้างด้วยขุนพลเอกหลายนาย เตียวคับและโกลำเดินทางมาถึงหน้าค่าย ทั้งสองฝ่ายต่างหยั่งเชิงกันอยู่ เตียวคับก็ไม่มั่นใจว่าโจโฉจะยอมรับตนหรือไม่ ขุนพลฝ่ายโจโฉก็กลัวว่าจะเป็นอุบาย แต่โจโฉนั้นกลับไม่คิดเช่นนั้น “นั่นคือขุนพลเตียวคับที่เคยรบกับเตียวเลี้ยวถึงห้าสิบเพลง ก็ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ ข้าควรออกไปรับเอง ข้าแสดงน้ำใจ สองคนนั้นหากคิดทำร้ายข้าก็คงเปลี่ยนใจ”

ท่ามกลางความเป็นห่วงของเหล่าขุนพล โจโฉเดินเดี่ยวออกไปรับถึงนอกค่าย พร้อมกับซื้อใจเป็นประเดิม “ท่านทั้งสองจะมาอยู่ด้วยข้า ข้าขอขอบคุณท่านก่อน” ว่าแล้วโจโฉก็ยกมือคำนับแสดงความเคารพท่ามกลางความตกตะลึงของเตียวคับและโกลำ เมื่อเห็นดังนั้นทั้งคู่จึงรีบลงจากหลังม้าแล้วคุกเข่าแสดงความเคารพแทบเท้าโจโฉ

ถ้าไม่นับองค์ฮ่องเต้ เท่าที่ผมจำได้ นี่เป็นครั้งที่สองเท่านั้นที่เห็นโจโฉคำนับคนอื่นก่อน ครั้งแรกนั้นคือคำนับกวนอู ตอนที่เกลี้ยกล่อมให้กวนอูมาอยู่ด้วย (ตอนนั้นก้มเสียจนแทบจะติดดิน) แล้วก็มาครั้งนี้แหละที่เขาเป็นฝ่ายคำนับคนอื่นก่อน การแสดงออกของโจโฉครั้งนี้เป็นการแสดงความมีน้ำใจ และแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขายินดีต้อนรับคนเก่ง คนที่มีความสามารถเสมอ ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นฝ่ายศัตรูหรือไม่ และต่อมาเตียวคับผู้นี้ก็กลายเป็นทหารเอกคู่ใจที่โจโฉรักมากที่สุดคนหนึ่ง

วิธีการของโจโฉนั้นก็คือการซื้อน้ำใจ การแสดงความจริงใจในครั้งนี้เป็นกุศโลบายที่ทำให้โจโฉได้คนดีๆ มาเป็นลูกน้อง ดังนั้นคนที่เป็นนายคนต้องชนะใจลูกน้องให้ได้ ถ้าทำได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อด้วยเงินทอง แค่แสดงน้ำใจรักให้เขารู้สึกว่าไม่ถูกโดดเดี่ยว ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ และให้ความรักที่เสมอภาคกัน เท่านี้เขาก็จะอุทิศตนทำงานรับใช้ท่านแบบยอมถวายหัวเลยทีเดียว

ยุทธการกัวต๋อ “อดทนรอโอกาสที่เหมาะสม คือกุญแจสู่ชัยชนะ”

อดทนรอโอกาสที่เหมาะสม สถานการณ์ย่อมเปลี่ยนแปลง

การรบที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่กล่าวขานมากที่สุดครั้งหนึ่งในสามก๊ก คือ ยุทธการกัวต๋อ เป็นการรบกันระหว่าง โจโฉ กับ อ้วนเสี้ยว เป็นการรบที่ใครๆ เห็นแล้วต้องร้องว่าโจโฉตายแน่ๆ เพราะหากเทียบจำนวนไพร่พลกันแล้ว โจโฉมีทหาร แต่โจโฉก็แสดงให้เห็นว่าทำไมเขาถึงได้ชื่อว่านักการทหารที่เก่งระดับเซียนเรียกพ่อ

ในการรบครั้งนี้ทัพโจโฉเสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม รบกันไปได้เดือนหนึ่ง โจโฉก็ลังเลว่าจะเอาไงดี นับจำนวนทหารแล้วก็ด้อยกว่าอ้วนเสียวถึงสิบเท่า เสบียงก็ร่อยหรอลงทุกที ตั้งทัพยันอ้วนเสี้ยวมาได้เดือนหนึ่งแต่ก็ยังไม่มีผลอะไร ฮูโต๋ก็ว่างเปล่า หากอ้วนเสี้ยวแบ่งกำลังไปตีคงเสียฮูโต๋เป็นแน่ โจโฉจึงคิดจะถอยทัพ เสนาธิการเล่าหัวจึงแย้งว่า “ท่านลองตรองดู กองทัพเราเจ็ดหมื่นตั้งรับกองทัพอ้วนเสี้ยวถึงเจ็ดสิบหมื่นอยู่ที่กัวต๋อได้ถึงหนึ่งเดือน แม้เราจะยังไม่ชนะแต่กองทัพอ้วนเสี้ยวก็ชิงพื้นที่จากเราไม่ได้นี่มิใช่หมายความว่ากองทัพอ้วนเสี้ยวไม่มีน้ำยาหรอกหรือ”

สักพักก็มีสารมาจากซูนฮกส่ง EMS มาจากฮูโต๋ แนะนำว่า “อ้วนเสี้ยวยกทัพเจ็ดสิบหมื่นมาหวังจะทำการรบชี้ขาด ท่านใช้ทัพเล็กต้านทัพใหญ่ หากไม่เพลี่ยงพล้ำ ต่อไปย่อมชนะ กองทัพอ้วนเสี้ยวมากแต่อ่อนประสบการณ์ ไม่อาจรับมือกลยุทธ์ของท่านได้  หากทัพฝ่ายเรายึดที่ค้ำคอมันไว้ไม่ให้มันคืบหน้าได้ สถานการณ์ย่อมเปลี่ยนแปลง นั่นคือโอกาสทอง” ได้รับคำแนะนำจากสองกุนซือ โจโฉจึงได้สติและมีกำลังใจ เริ่มวางแผนชิงเสบียงจากอ้วนเสี้ยวและใช้กลวิธีปลุกใจทหาร ซึ่งต่อมาไม่นานนักฝ่ายที่พลาดท่าก่อนคืออ้วนเสี้ยว และผลการรบก็นับว่าหักปากกาเซียน

ความประมาทคือหนทางแห่งความวิบัติ

ทัพอ้วนเสี้ยวเจ็ดสิบหมื่นคึกคะนองสุดกำลัง คิดว่าจะขย้ำทัพเล็กของโจโฉได้สะดวกตีนเป็นแน่ แต่เพราะกลวิธีของอ้วนเสี้ยวที่ผิดพลาด แม้จะล้อมโจโฉไว้ได้นานเป็นเดือนแต่ก็ยังไม่สามารถบุกเอาชัยได้เหมือนที่เล่าหัวว่าไว้ไม่ผิด นานวันเข้าวินัยก็เริ่มหย่อนยาน อีกทั้งจำนวนไพร่พลที่มากทำให้การปกครองเป็นไปไม่ทั่วถึง ที่สำคัญเหนืออื่นใดอ้วนเสี้ยวยังบริหารงานผิดพลาด โดยการใช้คนไม่ตรงกับงาน

เริ่มจากใช้ฮันเบ๋งขุนพลชาญศึกแต่ไร้ปัญญาคุมเสบียงมาส่ง ฮันเบ๋งแม้จะเก่งกาจแต่ก็ไม่รอบคอบ สุดท้ายก็โดนซิหลงชิงเสบียงไปได้ หลังแพ้ศึกกลับไป อ้วนเสี้ยวสั่งประหารฮันเบ๋งทันที ดีที่แม่ทัพนายกองขอชีวิตไว้ ความจริงไม่ใช่ความผิดของฮันเบ๋งเสียทั้งหมด รู้ทั้งรู้ว่าโจโฉเสบียงหมด จ้องจะชิงเสบียงอยู่ตลอด แต่อ้วนเสี้ยวก็ยังจะส่งนายทหารที่เก่งแต่ใช้กำลังมากกว่าปัญญาไปคุมเสบียง พอเสียทีกลับมาก็สั่งตัดหัวเขาซะงั้น

ยังไม่ทันไร อ้วนเสี้ยวก็ส่งอิเขงไปคุมเสบียงที่กัวเจ๋า ไอ้เจ้าอิเขงนี่เป็นปีศาจสุราขี้เมา ประมาทเลินเล่อ ประกอบกับเขาฮิวกุนซือฝั่งอ้วนเสี้ยวก็แปรพักตรืไปหาโจโฉ เพราะเจ็บใจที่อ้วนเสี้ยวไม่ฟังคำแนะนำของตน กลายเป็นว่าเขาฮิวส่งข่าวนี้ให้โจโฉรู้ จึงสามารถเผาค่ายปล้นเสบียง ทำให้ทัพอ้วนเสี้ยววุ่นวายแลัเสียขวัญ จนท้ายสุดก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทั้งที่ตอนเริ่มเกมนั้นมีทหารมากกว่าถึงสิบเท่า

ทั้งหมดนี้แม้จะดูเหมือนเป็นโชคดีของโจโฉ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความไม่เอาไหนของอ้วนเสี้ยวที่โลเล ตัดสินใจไม่เด็ดขาด จะบุกก็ไม่ทุ่มกำลัง จะล้อมก็ไม่รอบคอบ แถมใช้คนมั่วซั่ว ใครที่ถูกใจก็เชื่อคนนั้น คนที่ภักดีก็ละเลย  และที่สำคัญคือความประมาท คิดว่าฝ่ายตนเหนือกว่าจนดูแคลนความสามารถของโจโฉ ทั้งที่แต่เดิมทั้งคู่ต่างเคยร่วมงานกันมาก่อนแล้วแท้ๆ

เช่นนี้คือตัวอย่างที่ดีของความเลิ่นเล่อ ประมาท และดูแคลนฝ่ายตรงข้าม ยิ่งในยุคนี้สมัยนี้ แม้คู่ต่อสู้จะดูด้อยกว่าเรา แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะเหนือกว่าเขาจริง มีดเราคมและของเขาไม่คมหรือไร บางทีมีดเขาอาจจะคมกว่าเราด้วยซ้ำ

การปรับตัวของเล่าปี่ และการ Repositioning ของโจโฉ

“จะยิ่งใหญ่ได้ต้องรู้จักปรับตัว เมื่อคับขันอับจนต้องยอมน้อมกายรอคอยโอกาส”

รู้กันอยู่ว่าเตียวหุย น้องร่วมสาบานคนเล็กของเล่าปี่ ชอบกินเหล้า เมาแล้วก็ก่อเรื่องเสมอจนไปมีเรื่องกับลิโป้ แล้วก็ถูกลิโป้ยึดเมืองเสียวพ่าย ทำให้เตียมหุยแค้นลิโป้ยิ่งนัก ต่อมาเตียวหุยก็เอาคืนโดยแอบไปยึดม้าศึกของลิโป้ทั้งคอก ลิโป้โกรธมากเตรียมจะบุกมาจัดการเล่าปี่ เอาไงล่ะทีนี้ ในตอนนั้นเล่าปี่ยังตั้งตัวไม่ได้ ต้องไปอาศัยคนนั้นทีคนนี้ที เมื่อลิโป้ยกทัพมาเล่าปี่คำนวณแล้วว่าแพ้แน่ๆ จึงคิดจะหนีไปพึ่งโจโฉที่เมืองฮูโต๋ ทำเอาเตียวหุยเคืองมาก ต่อว่าเล่าปี่ว่าเหตุใดจึงยอมเขาไปทั่ว เดี๋ยวอยู่กับลิโป้เดี๋ยวอยู่กับโจโฉ เล่าปี่จึงสอนน้องว่า “พี่เองก็เข้าใจเจ้าและรู้สึกเช่นเจ้าที่พวกลิโป้เป็นคนกลับกลอกเช่นนี้ แต่หากคิดจะเป็นใหญ่ต้องรู้จักปรับตัว เมื่อคับขันอับจนต้องยอมน้อมกายรอคอยโอกาส จะแข็งขืนจนหักดันมิได้”

ว่าแล้วเล่าปี่ก็ตัดสินใจสั่งเตรียมทัพบุกออกจากเมืองหนีไปหาโจโฉ ซึ่งเป็นการแสดงความเด็ดขาดของเล่าปี่ที่มีให้เห็นบ่อยครั้ง เฉพาะตอนหนุ่มๆ หรือตอนที่ยังไม่ได้เป็นใหญ่ เพราะตอนนั้นหากเล่าปี่ยอมอ่อนน้อมให้ลิโป้ก็คงจะได้ แต่เล่าปี่คำนวณแล้วว่ามีแต่เสีย การไปยอมโจโฉนั้นแม้จะดูเสียหน้าไปบ้าง แต่โจโฉในตอนนั้นกินตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การไปพึ่งใบบุญก็ไม่เสียหายตรงไหน การตัดสินใจเช่นนี้ไม่มีให้เห็นอีกเลยเมื่อเล่าปี่สถาปนาตนเป็นเจ้าเสฉวน

เล่าปี่ได่ชื่อว่าเป็น “ผู้พนมมือให้แก่ชนทุกชั้น” แต่นั่นคือตอนที่เขายังเป็นเพียงแม่ทัพพเนจรที่ยังตั้งตัวไม่ได้ เพราะหลังจากที่เขาครองเสฉวนแล้วก็ไม่เคยเห็นเขาน้อมกายให้ใครอีก … คงเป็นธรรมดาโลก ตอนที่ยังเป็นคนธรรมดาก็ยอมเขาได้หมด ขอเพียงผลประโยชน์ในวันข้างหน้า จะให้ทำอะไรก็ยอมหมดล่ะ แต่พอเป็นใหญ่แล้วก็มักจะไม่ฟังคนอื่น เรื่องเล็กน้อยก็ไม่มีวันยอม สงสัยเพราะตัวใหญ่ขึ้น จึง “น้อมกาย” ไม่ลง

 ”กำจัดศัตรูได้คนเดียว แต่เสียศรัทธาไปทั่วแผ่นดิน”

พอเล่าปี่หนีกระเซอะกระเซิงมาพึ่งโจโฉ โจโฉให้การรับรองอย่างดียิ่ง ในที่ประชุมขุนนาง ที่ปรึกษาของโจโฉมีความเห็นแตกต่างกัน ซุนฮกว่า “เล่าปี่มันก็มังกรเหมือนกันถ้าไม่รีบจัดการ ต่อไปจะเป็นภัย” ตอนนี้เล่าปี่หนีมาพึ่งโจโฉ เหมือนนกอยู่ในกรงจึงควรรีบจัดการเสีย แต่กุยแกเห็นต่าง “ท่านชูธงคุณธรรม หวังให้ผู้มีความสามารถมาเข้าร่วมด้วย หวังได้น้ำใจผู้คน เล่าปี่มีชื่อเสียงเรื่องดีงาม เขามาพึ่งเรา หากฆ่าเสีย ท่านก็จะเสียชื่อเสียง ผู้ปรีชาในแผ่นดินรู้ข่าวก็จะมิกล้ามาหาท่านอีก แล้วต่อไปจะมีใครมาเข้าด้วยท่านเล่า”

ความเห็นนี้ถูกใจโจโฉมาก เพราะโจโฉนั้นชอบเลี้ยงคนเก่ง เห็นใครเก่งใครมีความสามารถ โจโฉก็มักจะดึงตัวมาอยู่ด้วย เล่าปี่นั้นทะยานใหญ่มีหรือที่โจโฉจะไม่รู้ แต่เขารู้ดีว่า Positioning ของเล่าปี่นั้นคือความเป็นผู้มีคุณธรรม ตรงข้ามกับเขาที่ถูกสังคมวางไว้ในตำแหน่งของโจรกบฎ เพียงแต่เขาเป็นผู้ชูฮ่องเต้และมีอำนาจทหารในมือจึงไม่มีใครกล้าแหยม การเลี้ยงดูเล่าปี่จึงถือเป็นการ Repositioning ที่ดีอย่างยิ่ง