Tag Archives: แบทแมน

Batman Story (ภาคหนังโรง ตอนสอง)

ดูเพิ่มเติมได้ใน Batman Story (ภาคหนังสือการ์ตูน) / (ภาคหนังทีวี) / ภาคหนังโรง ตอนแรก)

วอร์เนอร์ฯ ประกาศสร้างแบทแมนภาคสามโดยตั้งชื่อว่า “Batman Forever” พร้อมตั้งความหวังว่าแบทแมนจะกลับมาโกยเงินอีกครั้ง แต่แล้วก็เกิดปัญหาขึ้นจนได้ เมื่อมีการเปลี่ยนหัวเรือใหญ่กลางคัน เดิมทีนั้นชื่อของเบอร์ตันและคีตันยังคงนอนมาในฐานะผู้กำกับและนักแสดงนำเหมือนเคย แต่เบอร์ตันประกาศถอนตัวจากโปรเจคต์นี้ซะดื้อๆ หลังจากที่มีความเห็นไม่ลงรอยกับทางผู้บริหาร โดยทางวอร์เนอร์ฯ อยากให้แบทแมนภาคนี้ดูสดใสมากขึ้น ลดความหดหู่ลงอีกหน่อย ซึ่งมันขัดแย้งกับแนวทางของเขาอย่างสิ้นเชิง แล้ว Batman Forever ก็เลยไม่มีชื่อของ ทิม เบอร์ตัน ในที่สุด ส่วนทาง ไมเคิล คีตัน ก็ถอนตัวตามออกมาอีกราย เข้าทำนองว่าลูกพี่ไปไหนผมไปด้วย เพราะทั้งเขาติดตามและโด่งดังขึ้นมาได้เพราะเบอร์ตัน ดังนั้นเมื่อเบอร์ตันถอนตัวเขาจึงถอนตามอย่างไม่ต้องคิด แต่อีกกระแสหนึ่งก็ลือว่า คีตันที่เริ่มมีชื่อเสียงแล้วไม่พอใจที่บทของแบทแมนถูกลดความสำคัญลงไปมาก แล้วไปเน้นที่ตัวละครอย่าง โรบิน ทูเฟซ ริดเลอร์ ที่ล้วนแต่รับบทโดยดาราระดับแม่เหล็ก เมื่อถูกลดบทบาทลงเขาก็เลยโบกมือลาดีกว่า

ถึงจะขาดคีย์แมนคนสำคัญไปถึงสองรายแต่วอร์เนอร์ฯ ก็ไม่ง้อ โจเอล ชูมัคเกอร์ ถูกดันขึ้นมาคุมบังเหียนแทน ส่วนบทแบทแมนตกเป็นของหนุ่มรูปงามอย่าง วาล คิลเมอร์ ที่วอร์เนอร์ฯ เชื่อว่าเรียกคนดูได้มากกว่าคีตันแน่นอน โดยเฉพาะพวกวัยรุ่น อีกด้านหนึ่งบรรดาวายร้ายของเรื่องก็เด่นไม่แพ้กัน ทอมมี่ ลี โจนส์ ที่เพิ่งรับออสการ์มาจาก The Fugituve มาสวมบททูเฟซ อดีตอัยการเขตที่มีความแค้นฝังลึกกับแบทแมน และบทมนุษย์เจ้าปัญหา ริดเลอร์ ก็ได้ดาราตลกหน้าเบี้ยว จิม แคร์รี่ย์ มารับไป โรบิน คู่หูของแบทแมนก็ได้ฤกษ์เปิดตัวในภาคนี้เอง และได้ คริส โอดอนเนลล์ ดาราดาวรุ่งมารับบทนี้ ส่วนผู้หญิงของแบทแมนก็ได้สาวสวย นิโคล คิดแมน มาสร้างความกระชุ่มกระชวยให้

Batman Forever ออกฉายในปี ๑๙๙๕ ได้รับการตอบรับพอสมควร ตัวหนังแตกต่างจากสองภาคแรกโดยสิ้นเชิง ความหม่นเศร้าและหดหู่ถูกกำจัดออกไปจนเกือบหมด ความขัดแย้งในตัวเองของแบทแมนถูกกล่าวถึงเพียงเล็กน้อย ความสนุกสนานไปตกอยู่กับสองตัวร้ายของเรื่องเสียมากกว่า ทั้งทูเฟซและริดเลอร์ต่างดูโดดเด่นทั้งในด้านการแสดงและเครื่องแต่งกาย หนังรวมๆ ดูแล้วเหมือนหลุดออกมาจากหนังสือการ์ตูนทั้งกระบิ จนอาจกล่าวได้ว่าแบทแมนภาคนี้เป็นภาคที่ให้ความบันเทิงมากที่สุด รายได้ปิดตัวอยู่ที่ ๑๘๔ ล้านเหรียญเฉพาะในอเมริกาที่เดียว ซึ่งก็สูงกว่า Batman Return ส่วนรายได้ทั่วโลกปิดตัวที่ ๓๓๓ ล้านเหรียญ มากกว่าเดิมอีกเช่นกัน เมื่อหักลบต้นทุนที่ ๑๐๐ ล้านเหรียญ ก็นับว่าแบทแมนกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง (ทุนสร้าง ๑๐๐ ล้าน นั้น ต้องจ่ายเป็นค่าตัวให้ จิม แคร์รี่ย์ คนเดียว ถึง ๒๐ ล้าน!)

แน่นอนว่าภาคสี่ต้องตามมาติดๆ แต่ก็เจอปัญหาตั้งแต่เริ่มโครงการ เมื่อ วาล คิลเมอร์ โบกมือไม่เอาแล้ว มีข่าวว่าเขาไม่ค่อยพอใจตัวเลขที่วอร์เนอร์ฯ ยื่นให้ซักเท่าไหร่ และหันไปเล่นเป็นสายลับพันหน้าใน The Saint กับค่ายพาราเมาต์ดีกว่า และที่โจษจันกันกว้างขวางกว่าก็คือสงครามย่อยๆ ในกองถ่ายระหว่างคิลเมอร์กับผู้กำกับ โจเอล ชูมัคเกอร์ ข่าวว่าคิลเมอร์นั้นเล่นหนังไม่ได้เรื่องไม่เป็นที่พอใจของผู้กำกับซักเท่าไหร่ แถมยังทำตัวเรื่องมาก จนทำให้ป่วนไปทั้งกองถ่าย หน้าที่แบทแมนคนใหม่จึงตกเป็นของคุณหมอเสน่ห์แรงจากซี่รี่ส์ดัง ER จอร์จ คลูนี่ย์ ที่มีมาดสุขุม มีบุคลิกที่เป็นผู้ใหญ่ จนชูมัคเกอร์ออกปากชมว่า แบทแมนที่คลูนี่ย์เล่นนั้นเป็นผู้ใหญ่สมวัย แต่แบทแมนที่คิลเมอร์เล่นนั้นเป็นแบทแมนแบบเด็กๆ ส่วนบทโรบินยังเป็นของ คริส โอดอนเนลล์ เหมือนเดิม บทตัวร้ายนั้นก็เด่นไม่แพ้ของเดิมหรืออาจจะเด่นกว่าด้วยซ้ำไป นั่นคือบท มร.ฟรีซ ที่ได้ อาร์โนลด์ ชวาร์ซเนกเกอร์ มารับบทร้ายเป็นครั้งแรก ตามด้วย อูม่า เธอร์แมน ดาราคนสวยมารับบท พอยซั่นไอวี่ ยัง … ยังไม่พอ ยังมี แบทเกิร์ล เข้ามาอีกราย บทนี้ตกเป็นของ อลิเซีย ซิลเวอร์สโตน

แบทแมนภาคสี่ใช้ชื่อว่า “Batman and Robin” ออกฉายในปี ๑๙๙๗ ปรากฏว่าถูกนักวิจารณ์และผู้ชมก่นด่าเสียจมดิน บทหนังกลวงโบ๋ ใส่สีสันมากจนเป็นการ์ตูน (มากกว่าภาคก่อนเสียอีก) ตัวละครมากเกินจำเป็น แถมคนดูยังตั้งข้อสังเกตว่าแบทแมนและโรบิน มีอะไรลึกซึ้งกันเกินกว่าคู่หูรึเปล่าเนี่ย สรุปได้ว่า Batman and Robin ได้รับเสียงด่ามากกว่าเสียงชม ซึ่งถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากมาย ซ้ำยังดูเพลินสนุกๆ เสียอีก แต่ด้วยความที่เนื้อเรื่องมันออกทะเลมากไปหน่อยเท่าน หนังปิดตัวในอเมริกาที่ ๑๐๐ ล้านเหรียญ น้อยที่สุดเท่าที่สร้างแบทแมนมาสามภาค แถมยังเข้าชิงหนังสุดเห่ยถึง ๑๑ รางวัล…น่าภูมิใจซะไม่มี


ใบปิด Batman Forever ไปๆ มาๆ ตัวละครอื่นกลับดูน่าสนใจกว่าพระเอกซะอีก


วาล คิลเมอร์ รับบทแบทแมนเป็นคนที่สองต่อจาก คีตัน เขาเล่นแค่ตอนเดียวแล้วก็ขอบ๋ายบาย


ใบปิด Batman and Robin แบบแรกไม่โดนเท่าไหร่
แบบที่สองก็ให้ผู้ร้ายเด่นกว่าพระเอก (อีกแล้ว)
ก็เพราะชื่อของอาร์นี่ขายได้มากกว่าน่ะสิ แถวยังฟันค่าตัวคนเดียวถึง ๒๐ ล้านเหรียญ


จอร์จ คลูนี่ย์ วางมีดผ่าตัดใน ER มาสวมชุดค้างคาวปราบเหล่าร้าย … ก่อนถูกด่าเละ


หนูอลิเซียที่ต้องลุ้นแทบตายว่าเธอจะใส่ชุดนี้ได้หรือไม่ ก็ตอนนั้นเธอ…เอ่อ…บวมซะ
ส่วนคริส โอดอนเนลล์ ยังพอถูไถไปได้กับบทโรบิน


วายร้ายทั้งสี่ที่เด่นกว่าพระเอกทั้งนอกจอและในจอ
เฉพาะสองคนกลางก็ฟันค่าตัวไปรวมกัน ๔๐ ล้านเหรียญ

Batman Story (ภาคหนังโรง ตอนแรก)

ดูเพิ่มเติมได้ใน Batman Story (ภาคหนังสือการ์ตูน) / Batman Story (ภาคหนังทีวี)

ในบรรดาซูเปอร์ฮีโร่ที่ขึ้นจอเงินคงจะมีเพียง ซูเปอร์แมน เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทาง วอร์เนอร์ บราเธอร์ส (Warner Bros.) ผู้สร้างจึงเตรียมปล่อย แบทแมน ขึ้นสู่จอเงิน หวังจะโกยรายได้เหมือนกับซูเปอร์แมน โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ ๘๐ คือหลังจากที่ซูเปอร์แมนโกยเงินไปเรียบร้อยแล้ว แต่ท้ายที่สุดโปรเจคต์แบทแมนก็ถูกดองไว้จนเค็มถึงเกือบสิบปี กว่าจะได้เปิดตัวในปี ๑๙๘๙

ตอนเริ่มโครงการใหม่ๆ ทาง Warner Bros. วางแนวไว้ให้แบทแมนเดินตามรอยซีรี่ส์ยุค ๖๐ คือเป็นแนวสืบสวนปนตลก และดาราที่ถูกเตรียมไว้ให้สวมบทแบทแมนในตอนนั้นก็คือ บิลล์ เมอร์เร่ย์ (Bill Murray) นักแสดงตลกหนุ่ม แต่ไปๆ มาๆ โปรเจคต์นี้ก็ยังไม่ได้สร้างเสียที เพราะยังข้อสรุปที่ลงตัวไม่ได้ทั้งเรื่องของบทภาพยนตร์ ดารานำแสดง หรือแม้แต่ตัวผู้กำกับ

ปี ๑๙๘๑ โปรเจคต์แบทแมนถูกเผยแพร่ออกไป สร้างความฮือฮาอย่างมากด้วยงบที่ตั้งไว้ ๑๕ ล้านเหรียญ แต่จนแล้วจนรอดมันก็จะไม่ไปถึงไหน บทภาพยนตร์ฉบับแรกเดินตามสูตรของซูเปอร์แมนที่เพิ่งดังไปก่อนหน้านี้ แถมยังไม่ค่อยมีเนื้อมีหนังเท่าไหร่นัก อีกทั้งยังใส่มุขอารมณ์ขันไว้จนเกินงาม แล้วก็ยังยัดตัวละครหลักๆ ใส่เข้าไปจนแน่นเอียด สวนทางกับทางนายทุนที่อยากให้แบทแมนออกมาตรงกับต้นฉบับที่มีความมืดทึม หมกหมุ่นอยู่กับความแค้น จากแผนเดิมที่วางไว้ว่าจะออกฉายในปี ๑๙๘๕ แถมยังเพิ่มงบไปอีกเป็น ๒๐ ล้านเหรียญ แต่จนแล้วจนรอดโปรเจคต์แบทแมนก็ยังหาทางออกไม่เจอ

ในที่สุดพระเอกก็มาถึง ผู้กำกับมาดเซอร์ ทิม เบอร์ตัน (Tim Burton) ที่เพิ่งสร้างชื่อจาก Beeetlejuice ก็หอบเอาไอเดียแบทแมนมานำเสนอ ใน Beetlejuice เบอร์ตันทำออกมาในแนวเพี้ยนๆ แม้จะเป็นหนังตลกแต่บรรยากาศโดยรวมกลับทำออกมาอึมครึม เคร่งครึม และออกจะเป็นตลกร้ายเสียส่วนใหญ่ แต่หนังกลับไปได้สวย ผู้ชมให้การต้อนรับหนังเพี้ยนๆ เรื่องนี้เป็นอย่างดี โดยทำรายได้ในอเมริกาที่เดียวถึงเกือบ ๘๐ ล้านเหรียญ ทางวอร์เนอร์ฯ จึงตัดสินใจยอมเสี่ยงกับเบอร์ตันโดยมอบหมายหน้าที่ทำโปรเจคต์แบทแมนออกมาให้สำเร็จให้ได้

เมื่อทางวอร์เนอร์ฯ ประกาศชื่อ ทิม เบอร์ตัน ออกไปก็เกิดกระแสวิจารณ์ออกมามากมายว่าไอ้หมอนี่จะทำได้เหรอ อีกทั้งสไตล์หนังก็ไม่น่าจะเข้ากันได้กับหนังแนวซูเปอร์ฮีโร่เสียเท่าไหร่ แต่วอร์เนอร์ฯ ก็ให้เปิดโอกาสเต็มที่ให้กับเขา งานแรกของเขาคือการแก้ไขบทภาพยนตร์เสียใหม่ ใส่อารมณ์ขันแค่พองาม เน้นไปที่ตัวแบทแมน ตัวร้ายก็มีเพียงโจ๊กเกอร์คนเดียว และที่ลืมไม่ได้คือบรรยากาศของหนังที่เป็น เบอร์ตันสไตล์ คือเต็มไปด้วยโทนมืดหม่น หดหู่ ย้อนยุค นำเสนอด้านมืดของจิตใจมนุษย์ ความวังเวง เน้นสีดำ เล่นแสงเงา ดัดแปลงเมืองกอทแธมให้เป็นสไตล์โกธิค และก็ตลกร้าย

ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่สิ่งที่เป็นข้อถกเถียงอย่างมากคือ ใครจะมาสวมชุดแบทแมนกันดี? ดาราหลายคนเข้ามามีเอี่ยวกับบทนี้ ทั้งที่ดังมากและดังน้อย ไม่ว่าจะเป็น เมล กิ๊บสัน บิลล์ เมอร์เรย์ ชาร์ลี ชีน เพียร์ซ บรอสแนน แต่เบอร์ตันจิ้มไปที่ ไมเคิล คีตัน ดาราตลกที่เพิ่งร่วมงานกันใน Beetlejuice กระแสต่อต้านมาทันที ใครๆ ต่างส่ายหน้าเมื่อรู้ว่าคีตันจะมาเป็นแบทแมน เพราะดูยังไงๆ หมอนี่มันก็ดีไปในบทตลกซะมากกว่า แถมยังโนเนมอีกตังหาก แล้วอย่างงี้หนังจะมีคนดูหรือ โชคดีของเบอร์ตันที่ทางวอร์เนอร์ฯ เปิดไฟเขียวให้เขาเลือกตัวแสดงได้อย่างอิสระ ซึ่งก็เป็นไปตามความคิดของเบอร์ตันกับทางผู้บริหารที่เห็นพ้อกงันว่า บทแบทแมนน่าจะเป็นของดาราหน้าใหม่ หรือดาราที่ไม่โด่งดังนัก และต้องเป็นดาราที่ดูเหมือนคนทั่วๆ ไป ไม่มีภาพลักษณ์ใดๆ ติดตัวมาก่อน และเสียงวิจารณ์ก็สงบลงในที่สุด เมื่อ บ็อบ เคน ผู้ให้กำเนิดแบทแมนออกมาให้การสนับสนุนว่า คีตัน นี่แหละ เหมาะจะเป็นแบทแมนมากที่สุด

ที่ฮือฮามากกว่าก็คือบทของตัวร้าย โจ๊กเกอร์ ที่ได้ตัวโคตรนักแสดงระดับออสการ์ แจ๊ค นิโคลสัน มารับบทนี้ เรียกว่าหากขายคีตันในบทแบทแมนไม่ได้ พวกเขาก็ยังมีชื่อของบิ๊กแจ๊คเอาไว้ให้โปรโมทได้อีก แล้วบิ๊กแจ๊คก็ไม่ทำให้วอร์เนอร์ฯ ผิดหวัง เขาสวมบทวายร้ายโรคจิตโจ๊กเกอร์ได้อย่างแนบแนียนและน่าสะพรึงกลัว จนกลายเป็นภาพลักษณ์ติดตามผู้ชมไปนาน (จนกระทั่ง ฮีธ เลดเจอร์ มาสวมบทเดียวกันกับเขาในปี ๒๐๐๘)

เบอร์ตันเขียนบทใหม่โดยเล่าถึงความขัดแย้งระหว่างแบทแมนกับโจ๊กเกอร์ แถมยังให้โจ๊กเกอร์เป็นคนฆ่าพ่อแม่ของแบทแมนเสียอีก บทหนังที่เน้นไปยังตัวละครทั้งสองมากจึงทำให้ไม่มีที่ว่างสำหรับโรบิน แต่ถูกแทนที่ด้วย วิกกี้ เวลล์ แฟนสาวของ บรูซ เวย์น แทน หนังเปิดตัวช่วงกลางปี ๑๙๘๙ ใช้ชื่อว่า “Batman” ทำรายได้อย่างดี ๓ วันแรกโกยไปถึง ๔๐ ล้าน ก่อนจะปิดตัวเลขเฉพาะในอเมริกาที่เดียว ๒๕๑ ล้านเหรียญ และรายได้จากทั่วโลกที่ ๔๑๓ ล้านเหรียญ ทำเอาวอร์เนอร์ฯ ยิ้มไม่หุบ และเตรียมโปรเจคต์ภาคสองต่อทันที

จากรายได้มหาศาลในภาคแรก วอร์เนอร์ฯ จึงเอาใจเบอร์ตันทุกอย่าง แบทแมนภาคสองจึงดูจะเพี้ยนกว่าเดิมอีกเยอะ งานสร้างที่ดูอลังการมากขึ้นแต่โทนหนังกลับหม่นและรุนแรงกว่าภาคแรก มีตัวละครเพิ่มเข้ามาถึงสองราย คือ มร.เพนกวิน และ แคทวูแมน ทุกอย่างไปได้สวยแต่ก็มีข้อขัดแย้งเล็กๆ เกิดขึ้นจนได้ เมื่อเบอร์ตันไม่เอาบทร่างชิ้นแรกที่มีโรบินเสริมเข้ามา โดยหวังจะให้หนังมีความสดใสมากขึ้น แต่เบอร์ตันบอกว่าไม่เอา ยังไม่มีที่ว่างพอสำหรับโรบิน (อีกแล้ว)

แบทแมนภาคสองใช้ชื่อว่า “Batman Returns” มีความอมทุกข์มากกว่าเดิม ไมเคิล คีตัน ยังคงรับบทแบทแมนเหมือนเดิม ตามด้วยสองนักแสดงมากฝีมือ แดนนี่ เดอ วีโต้ รับบท มร.เพนกวิน มนุษย์ประหลาดที่ถูกทอดทิ้งแต่เด็ก เลยมีความแค้นฝังใจ พยายามทำลายกอทแธทซิตี้ให้กลายเป็นเมืองคนบาปให้ได้ มิเชลล์ ไฟเฟอร์ นักแสดงสาวสวยรับบท แคทวูแมน คู่ปรับอีกรายของแบทแมน คริสโตเฟอร์ วอลเคน รับบท ชเร็ค เจ้าของโรงงานใหญ่ในกอทแธมซิตี้ที่มีปูมหลังอันโสมม

Batman Returns ออกฉายในปี ๑๙๙๒ ทำรายได้เฉพาะในอเมริกา ๑๖๒ ล้านเหรียญ ลดลงจากภาคแรกถึงเกือบครึ่ง แต่มันก็เป็นเรื่องปรกติของหนังภาคต่อ แต่ที่ทางวอร์เนอร์ฯ ไม่สบายใจก็คือ Batman Returns มีความรุนแรงมากกว่าเดิม ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในด้านลบมากขึ้น แม้หนังจะเป็นที่ถูกใจของผู้ชมที่เป็นผู้ใหญ่แต่มันก็ลดปริมาณผู้ชมรุ่นเยาว์ลงไปอีกโขทีเดียว บรรดาสินค้าต่างๆ ที่พะยี่ห้อแบทแมนก็พลอยขายได้น้อยไปด้วย กลายเป็นว่าแบทแมนภาคสามอาจจะไม่มีชื่อของ ทิม เบอร์ตัน อีกแล้วก็เป็นได้


ใบปิดหนัง Batman สังเกตชื่อนักแสดงนำที่เอา บิ๊กแจ๊ค ที่เล่นเป็นตัวร้าย
ขึ้นก่อน คีตัน ที่รับบทพระเอกเสียอีก


บิลล์ เมอร์เร่ย์ เกือบจะได้เป็นแบทแมนคนแรกอยู่แล้วเชียว


ไมเคิล คีตัน ในชุดแบทสูท แม้จะมาจากแนวตลก แต่โครงหน้าของเขากลับดูจริงจังทีเดียว
และปากที่หยักได้รูปก็ทำให้แบทแมนดูมีเสน่ห์ขึ้นมาพอตัว


ใบปิด Batman Returns ใส่ลูกเล่นที่โลโก้แบทแมนให้เป็นหิมะ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ
ของตัวร้ายอย่าง มร.เพนกวิน อีกแบบหนึ่งใช้ตัวนักแสดงเป็นจุดขาย
แต่ก็ยังอยู่ในโมนมืดหม่นเช่นเดิม


แจ๊ค นิโคลสัน กับบท โจ๊กเกอร์ ที่กลายเป็นต้นแบบของโจ๊กเกอร์ยุคใหม่
แดนนี่ เดอ วีโต้ รับบท มร.เพนกวิน ตัวร้ายที่น่าสงสารที่สุดคนหนึ่ง


มิเชลล์ ไฟเฟอร์ กับบท แคทวูแมน
ที่ดูยังไงก็เซ็กส์ซี่และมีเสน่ห์กว่าแคทวูแมนเวอร์ชั่น ฮัลลี่ เบอร์รี่ จมเลย

Batman Story (ภาคหนังทีวี)

ดูเพิ่มเติมได้ใน Batman Story (ภาคหนังสือการ์ตูน)

ไม่ใช่เฉพาะในหนังสือการ์ตูนเท่านั้น แบทแมนยังโลดแล่นให้เห็นตัวเป็นๆ ในจอโทรทัศน์ด้วย ในปี ๑๙๔๓ หลังก่อกำเนิดได้ไม่นาน แบทแมนก็กลายเป็นหนังทีวีครั้งแรก แต่ด้วยบรรยากาศของสงครามโลกครั้งที่สอง แบทแมน เดอะซีรี่ส์ ในช่วงนั้นจึงไม่ค่อยน่าจดจำเท่าไหร่นัก เพราะมันกลายเป็นโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายพันธมิตรไปเสียแทน รวมถึงการทดลองนำแบทแมนมาทำเป็นละครวิทยุด้วย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่

แบทแมนฉบับทีวีมาดังเอาจริงๆ ในปี ๑๙๖๖ โดยสถานีโทรทัศน์ ABC นำแบทแมนมาทำเป็นหนังทีวี ได้ผู้กำกับ รอเบิร์ต บัตเลอร์ ที่เพิ่งดังมาจากหนังทีวี Star Trek มากำกับให้ ซีรี่ส์แบทชุดชุดนี้ออกอากาศนานถึง ๓ ปี กระแสตอบรับดีมากแต่ก็มีข้อเสียบ้าง ตรงที่เนื้อเรื่องถูกดัดแปลงไปจากฉบับการ์ตูนมากทีเดียว โดยเฉพาะการทำให้แบทแมนกลายเป็นหนังสืบสวนปนตลก คลายความน่าเกรงขามของฮีโร่รายนี้ไปเยอะทีเดียว

อย่างไรก็ตามแบทแมนฉบับหนังทีวีในยุคนั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จงดงาม ไม่แปลกที่ผู้ชมจะชื่นชอบ เพราะบ้านเมืองหลังสงคราม ประชาชนต้องการใครซักคนมาปราบทุกข์เข็ญ ก็เปรียบได้กับที่แบทแมนออกมาช่วยเมืองกอทแธมนั่นแหละ อีกทั้งในยุคนั้นก็ไม่ได้มีเรื่องของเซกส์หรือการเหยียดผิวหรืออะไรที่รุนแรง เป็นหนังที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัวจริงๆ

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของซีรี่ส์ชุดนี้คือการนำเอาขนบของการ์ตูนมาสอดแทรกในตัวหนัง โดยเฉพาะการแสดงอารมณ์หรือบรรยากาศด้วยตัวอักษรสีสดใส เช่น เสียงอุทานหรือเสียงประกอบฉากต่างๆ ผู้สร้างก็ใส่เข้ามาเป็นคำพูดเหมือนกับว่ากำลังอ่านหนังสืออยู่ อย่างเช่นฉากต่อสู้ก็จะมีคำประเภท BAP! URKK! หรือเสียงเครื่องยนต์ก็จะเป็น ZAM … ZWAPPP… ในยุคนั้นก็คงจะดูแปลกใหม่และน่าสนใจ แต่ถ้าตอนนี้กลับไปดูใหม่อีกรอบคงจะรู้สึกเชย และขบขันอยู่ไม่น้อย

สำหรับตัวนักแสดงนั้น อดัม เวสต์ (Adam West) อดีตพิธีกรและดีเจจากแคลิฟอร์เนียรับบทแบทแมน ทั้งที่ใจจริงเขาอยากจะเป็นดาราหนังเคาบอยมากกว่า แต่ก็นับว่าเป็นผลดีกับตัวเวสต์เอง เพราะใครๆ ต่างพากันจำเขาได้ในของแบทแมนนี่เอง ส่วนบท โรบิน คู่หูคนสำคัญตกเป็นของเด็กหนุ่มนายหน้าขายบ้านวัย ๑๙ ปี เบิร์ต วอร์ด (Burt Ward) ที่บังเอิญโปรดิวเซอร์ไปพบเข้าขณะกำลังติดต่อซื้อบ้าน คุยไปคุยมาก็รู้สึกว่าหมอนี่น่าจะเล่นได้ จึงเสนอให้ไปทดสอบบท

ส่วนพล็อตเรื่องก็ดำเนินไปตามสูตร แบทแมนกับโรบินจะต้องเผชิญกับวายร้ายสัปดาห์ละสองตอน เวลาทุ่มครึ่ง วันพุธและพฤหัสบดี ตอนท้ายของคืนวันพุธก็จะเดินเรื่องสู่ตอนคับขัน ใครคนหนึ่งอาจจะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก แล้วก็จะจบด้วยประโยค “พบกันใหม่คืนวันพรุ่งนี้” ผู้ชมก็ต้องอดใจรออีกวันหนึ่งเพื่อจะได้คอยเอาใจช่วยฮีโร่ของพวกเขา ส่วนตอนจบของคืนวันพฤหัสฯ ก็จะทิ้งท้ายให้ผู้ชมทราบว่าพุธหน้าจะมีอะไรมาให้ชม หรือจะพบกับตัวละครตัวไหน อย่างเช่น “สัปดาห์หน้า เตรียมพบกับจอมวายร้าย โจ๊กเกอร์” หรือ “สัปดาห์หน้า แบทแมน ปะทะ แคทวูแมน”

อีกอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังชุดนี้คือดนตรีประกอบ เพลงธีมของแบทแมนที่แสนจะติดหู ได้ยินเพียงนิดเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็นเพลงธีมแบทแมน ใช้โน้ตเพียงไม่กี่ตัว แต่ให้จังหวะเร้าใจพร้อมกับเสียงร้องประสานว่า “…แบทแมน … แบทแมน…” วนไปวนมาแค่นั้น ง่ายๆ แบบนี้แต่ก็ได้ผลดีเยี่ยม

แบทแมนบินสูงอยู่ได้ไม่นานก็เริ่มบินต่ำลงๆ จากพล็อตเรื่องเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่สองปี และจากความสำเร็จของแบทแมน จึงเกิดหนังทีวีซูเปอร์ฮีโร่ตามออกมาเป็นพรวน จนผู้ชมเริ่มเอียน ทางผู้สร้างจึงเพิ่มตัวละคร Batgirl เข้ามาในปีที่สาม แต่ก็ไม่ได้ผลอยู่ดี สุดท้ายหนังชุดนี้ก็ปิดฉากลงไปด้วยจำนวน ๑๒๐ ตอน ในระยะเวลา ๓ ปี

ในขณะที่แบทแมนซีรี่ส์ฉบับคนเล่นตกอับ แต่ฉบับอนิเมชั่นซีรี่ส์กลับไปได้สวย ในปี ๑๙๖๘ สถานี CBS นำออกฉายครั้งแรกทางโทรทัศน์ โดยใช้ชื่อว่า The Batman / Super Hour ออกอากาศช่วงเช้าวันเสาร์ เป็นเรื่องราวการผจญภัยปราบเหล่าร้ายของคู่หู แบทแมน / โรบิน และ ซูเปอร์แมน / ซูเปอร์บอย หนึ่งปีต่อมาก้ปรับเวลาเหลือออกอากาศอาทิตย์ละครึ่งชั่วโมง แล้วตัดเรื่องของซูเปอร์แมนออก เปลี่ยนชื่อเป็น The Adventures of Batmanand Robin the Boy Wonder ก่อนจะปิดฉากลงในปลายปี ๑๙๖๙ จากนั้นก็มีอนิเชั่นซีรี่ส์ออกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เช่น The New Adventures of Batman (๑๙๗๗-๑๙๗๘) Batman : The Animated Series (๑๙๙๒-๑๙๙๕, ๑๙๙๗-๑๙๙๙) ซีรี่ส์ชุดนี้ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากและได้รับรางวัลเอ็มมี่ในปี ๑๙๙๒  Batman & Mr. Freeze : SubZero (๑๙๙๘) เป็นต้น


สองคู่หูแบทแมน / โรบิน ฉบับหนังทีวี … แบทแมนจะดูท้วมไปซักหน่อยนะ
เสื้อผ้ายังธรรมดามาก เป็นผ้ายืดธรรมดาๆ


ตัวอย่างตัวหนังสือป๊อปอาร์ตที่แทรกเข้ามาในซีรี่ส์ ดูสีสันสดใสโคตรๆ ยังกับอ่านการ์ตูนอยู่


ความอึ๋มของแบทเกิร์ลก็ไม่สามารถช่วยหนังทีวีชุดนี้ได้


แบทแมน อนิเมชั่น ซีรี่ส์ ชุดนี้ได้รับความนิยมอย่างที่สุด ออกฉายทางโทรทัศน์

 
ปกอัลบั้มเพลงประกอบแบทแมน … ดูออกแนวขบขันมากกว่าน่าเกรงขามนะครับ

Batman Story (ภาคหนังสือการ์ตูน)

ดูเพิ่มเติมใน Batman Story (ภาคหนังทีวี)

แบทแมน จัดเป็นตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงใกล้เคียงกับ ซูเปอร์แมน ฮีโร่ตลอดกาล อย่างหนึ่งที่แบทแมนแตกต่างจากซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไปก็คือ เขาไม่ได้เป็นยอดมนุษย์ผู้วิเศษ ไม่ได้พลังพิเศษเหนือคนทั่วไป เขาเป็นปุถุชนคนธรรมดาที่มีความสามารถในเชิงการต่อสู้ แต่เขาก็มีสิ่งพิเศษที่เหนือกว่าซูเปอร์ฮีโร่คนอื่นก็คือการเป็นอภิมหาเศรษฐี

เพียงปีแรกที่ DC Comics เปิดตัวซูเปอร์ฮีโร่อย่าง ซูเปอร์แมน ก็ประสบความสำเร็จแบบถล่มทลาย พวกเขาไม่รอช้า รีบเปิดตัวซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่ออกมาทันทีในปี ๑๙๓๙ จากไอเดียของ บ๊อบ เคน (Bob Kane) ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังชุด หน้ากากซอร์โร (The Mask of Zorro) หนังเงียบสยองขวัญปี ๑๙๓๐ ชื่อ The Bat Whispers และภาพวาดรูปคนที่ติดเครื่องร่อนมีปีกคล้ายค้างคาวของ เลโอนาร์โด ดาวินชี ทั้งหมดนี้ เคน เอามาผสมผสานกันจนกลายเป็น แบทแมน แต่พระเอกของเราคนนี้ค่อนข้างจะมีปัญหาทางจิต หลังหน้ากากแบทแมนคือ บรูซ เวย์น เศรษฐีหนุ่มที่พบกับฝันร้ายในวัยเด็ก เมื่อเขาเห็นพ่อและแม่ถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา บรูซในวัยสิบกว่าขวบจดจำฝังใจจนกลายเป็นปมทางจิตที่แกะไม่ออก เขาจึงอุทิศตนเองเพื่อออกปราบปรามเหล่าร้าย จนน่าสงสัยว่าเขาทำเพื่อผดุงความยุติธรรมหรือเพื่อบำบัดความต้องการส่วนตัวกันแน่

แบทแมนเผยโฉมครั้งแรกในหนังสือการ์ตูน Detective Comics เดือนพฤษภาคม ปี ๑๙๓๙ เป็นที่ถูกใจผู้อ่านมากมาย อีกสิบฉบับถัดมาเขาก็มีผู้ช่วยเป็นเด็กหนุ่มที่ชื่อ Robin the Boy Wonder หรือก็คือตัวแทนของผู้อ่านรุ่นเยาว์ที่ถ่ายทอดความคิดและทัศนคติของผู้อ่านใส่ลงไปในหนังสือ นั่นยิ่งทำให้ยอดขายบวกเพิ่มไปอีกถึงสองเท่าตัวในเวลาไม่นาน และในอีกหนึ่งปีต่อมา แบทแมนก็แยกออกมาเป็นหนังสือการ์ตูนเดี่ยวๆ ในชื่อ Batman และเริ่มมีตัวละครเด่นๆ ที่คลาสสิกปรากฏตัวออกมา อย่าง Joker หรือ Catwoman

สิ่งที่ทำให้ผู้อ่านชื่นชอบและติดตามส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความเป็นคนธรรมดาๆ ไม่เหมือนมนุษย์เหล็กไหลอย่าง ซูเปอร์แมน ที่ผู้อ่านแทบจะไม่ต้องลุ้นอะไรมากนัก เพราะพ่อหนุ่มไซส์เอสรายนั้นมีพลังมหาศาล กระสุนก็ไม่ระคายผิว แถมยังบินได้อีก แต่กับแบทแมน ถ้าโดนยิงเข้าจังๆ ก็อาจม่องเท่งได้ ดังนั้นการปฏิบัติภารกิจแต่ละครั้งของแบทแมนจึงต้องอาศัยไหวพริบ สติปัญญา การแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ศิลปะการต่อสู้ และเครื่องไม่เครื่องมือไฮเทคที่งัดออกมาเล่นให้ผู้อ่านได้ตื่นเต้นเป็นระยะๆ นั่นจึงหมายความว่าผู้อ่านใกล้ชิดกับแบทแมนได้มากกว่า จับต้องได้ไม่ใช่ลอยอยู่เหนือคนทั่วไปอย่างซูเปอร์แมน

เสน่ห์อย่างหนึ่งของแบทแมนคือความลึกลับและความหม่นเศร้าของตัวละคร จากปมของการเห็นพ่อแม่ต้องตายต่อหน้าต่อตา คอยกัดกินใจ บรูซ เวย์น อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นพอจะทำให้ผู้อ่านเห็นใจและคอยเอาใจช่วย แต่ในทางตรงข้าม ปมนี้ก็ส่งผลกระทบต่อตัวแบทแมนเอง เมื่อผู้อ่านเริ่มรู้สึกว่าแบทแมนเป็นเด็กไม่รู้จักโต เป็นลูกแหง่ที่ขาดความอบอุ่น มันคงน่ารำคาญมากกว่าน่าเห็นใจที่ต้องมาดูหนุ่มใหญ่คนหนึ่งคร่ำครวญรำพึงรำพันถึงพ่อแม่ที่จากไปนานกว่า ๓๐ ปีไม่ยอมเลิกซะที

ยามกลางวัน บรูซ เวย์น คือนักธุรกิจมาดสำอาง เจ้าของอาณาจักรเวย์นเอ็นเทอร์ไพรซ์ที่มั่งคั่ง เขาเป็นชายหนุ่มรูปหล่อ รวยเสน่ห์ ดูเหมือจะเป็นเพลย์บอยที่ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน แต่ตกกลางคืน บรูซก็เปลี่ยนโฉมหน้าเป็นอีกหนึ่งบุคลิก ภายใต้หน้ากากยางสีดำ ดูลึกลับ ออกปราบปรามเหล่าร้าย นี่ก็คือการปลดปล่อยด้านมืดภายในตัวเองของเขาที่ในยามปรกติ บรูซ เวย์น ไม่สามารถทำได้ ทั้งบรูซและแบทแมนต่างเกื้อกูลกันและกัน ต่างฝ่ายต่างทำในสิ่งที่อีกฝ่ายยากที่จะทำได้ เหมือนกับ ดร.แจ๊คกิล กับ มร.ไฮด์

ในยุคแรกๆ แบทแมนยังคงความเป็นการ์ตูนอย่างครบถ้วน ทั้งรูปแบบ เนื้อหา ฉากแอ๊คชั่น อารมณ์ขัน จนผ่านไป ๓๐ ปี ยุคหลังสงคราม ผู้อ่านเริ่มเบื่อหน่ายกับมุขเดิมๆ ยอดขายแบทแมนตกฮวบฮาบ ปี ๑๙๖๔ DC Comics พยายามดันแบทแมนให้กลับมาอีกครั้ง โดยทำการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์เสียใหม่ ตั้งแต่ดีไซน์เสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่างๆ ที่สำคัญคือการตัดตัวละครบางตัว อย่างเช่น พ่อบ้านอัลเฟรด (ซึ่งสุดท้ายแฟนๆ ก็เรียกร้องให้เอาเขากลับมา) และเนื้อหาที่ไม่เข้าท่าออกไป รวมทั้งเสริมเรื่องราวแนวสืบสวนเข้ามาให้มากขึ้น

ความนิยมแบทแมนกลับมากระเตื้องขึ้นอีกนิดหน่อย แต่ก็ซาลงไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าแบทแมน เชยไปเสียแล้วกับโลกยุคใหม่ ที่มนุษย์ขึ้นไปเหยียบโลกพระจันทร์ได้แล้ว

ในปี ๑๙๗๐ ที่สุดแล้วแบทแมนก็กลับคืนสู่จุดเริ่มต้น ย้อนกลับไปสู่เรื่องราวแรกเริ่มที่เศรษฐีหนุ่มออกตระเวนปราบอาชญากรยามวิกาล ไม่ต้องจินตนาการอะไรให้ยุ่งยาก แบทแมนกลับสู่ความลึกลับและมืดหม่นอีกครั้ง แต่คราวนี้ใช้ทีมงานใหม่ นำโดย จูเลียส ชวาร์ซ และ เดนนิส โอนีล  แบทแมนมาพร้อมกับลายเส้นใหม่ๆ รูปแบบการนำเสนอที่เร้าใจมากขึ้น จากจุดนี้เองที่เป็นเสมือนการเปิดประตูสู่ยุคโมเดิร์นของแบทแมน

บุคคลสำคัญที่ทำให้แบทแมนกลับมาโดดเด่นเป็นสง่าอีกครั้งคือ แฟรงก์ มิลเลอร์ อดีตนักเขียนของ Marvel Comics ที่มีสไตล์โดดเด่น ดิบ เถื่อน และโครงเรื่องที่จริงจัง อึดอัดมากกว่าเดิม มิลเลอร์เข้ามาเปลี่ยนโฉมแบทแมนใหม่ โดยใช้ชื่อใหม่แสนเก๋ว่า The Dark Knight เขาเติมความมืดหม่นให้แบทแมนมากขึ้นไปอีกเพราะรู้ดีว่านี่คือเสน่ห์ของอัศวินแห่งรัตติกาลคนนี้

มิลเลอร์ ยังเข้ามาแต่งเติมเรื่องราวให้น่าสนใจและมีความจริงจังมากขึ้น เช่น ดิ๊ก เกรย์สัน เลิกเป็นโรบิน แล้วออกฉายเดี่ยวในชื่อ Nightwing แทน การเสียชีวิตของโรบินคนที่สองในปี ๑๙๘๘ ใน A Death in the Family วายร้ายตัวใหม่อย่าง เบน ที่ทำเอาแบทแมนเกือบตาย แต่ที่ฮือฮามากที่สุดคือ Batman : The Dark Knight Return ในปี ๑๙๘๖ ที่มิลเลอร์เล่าถึง บรูซ เวย์น ในวัย ๕๐ ที่กลายเป็นไอ้ขี้เหล้า แต่กลับต้องมาสวมชุดแบทแมนอีกครั้งด้วยความจำเป็น! จนทำให้ The Dark Knight Return กลายเป็นหนังสือขึ้นหิ้งที่นักอ่านต่างอยากได้ไว้ครอบครองกันทั้งนั้น


บ็อบ เคน ผู้ให้กำเนิดแบทแมน


แฟรงก์ มิลเลอร์ ผู้สร้างแนวทางใหม่ให้กับแบทแมน


ภาพแรกเป็นปกการ์ตูนยุคแรกๆ ฉบับปี ๑๙๔๐
สองภาพถัดมาเป็นฉบับที่พบกับตัวร้าย ริดเลอร์ และ โจ๊กเกอร์


ภาพแรกเป็นฉบับ Batman Family ปี ๑๙๗๘ มากันพร้อมทั้งแบทแมน โรบิน และแบทเกิร์ล
ภาพกลางคือ Dark Knight Return ที่โด่งดังจากฝีมือของ แฟรงก์ มิลเลอร์

สุดท้ายคือปกฉบับ Death in the Family การตายของโรบิน


Batman Legends ปี ๒๐๐๔ ฝีมือของ แฟรงก์ มิลเลอร์


วายร้ายตัวเอ้ของแบทแมน โจ๊กเกอร์, ทูเฟซ, ริดเลอร์, มิสเตอร์ฟรีซ และ พอยซั่นไอวี่