Tag Archives: เกาะรัตนโกสินทร์

ไปดูโลหะปราสาท วัดราชนัดดาฯ

เมื่อก่อนตอนยังเล็กผ่านแถวโรงหนังเฉลิมไทย นอกจากตัวโรงหนังแล้วที่โดดเด่นไม่แพ้กันก็คือภูเขาทอง จนต่อมาเมื่อเขาทุบโรงหนังทิ้ง พุทธสถานที่งดงามก็ได้เปิดเผยตัวออกมาให้ใครๆ ได้เห็น จริงอยู่ที่ของเขามีมาแต่ไหนแต่ไร แต่ก็ไม่มีใครสนใจแลเห็น ถึงแม้ทุกวันนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีใครสนใจอีกหรือไม่ หรือจะมีแต่นักท่องเที่ยวกระมัง


โลหะปราสาทมองจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์

วัดราชนัดดารามวรวิหาร เป็นอารามหลวงชั้นตรี สร้างขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ พระราชทานแก่พระราชนัดดา (หลาน) คือ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ด้วยพระองค์เห็นว่ากำพร้าบิดาตั้งแต่ยังเล็ก จึงให้ความเอ็นดูยิ่งนัก ต่อมาพระนางโสมนัสวัฒนาวดีทรงขึ้นเป็นพระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ก็บุญน้อยนัก สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุเพียง ๑๙ พรรษา

ศาสนาสถานที่โดดเด่นที่สุดของวัดราชนัดดาก็คือ โลหะปราสาท ที่ปัจจุบันเหลือที่นี่เพียงแห่งเดียวในโลก

โลหะปราสาทคืออะไร? สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงให้ความหมายไว้ว่า “ตึกที่มียอดเป็นโลหะ” ตามประวัติศาสตร์เล่าว่ามีการสร้างโลหะปราสาาทขึ้นมาเพียง ๒ หลังเท่านั้น (ที่วัดราชนัดดานี้เป็นหลังที่สาม) หลังแรกสร้างในสมัยพุทธกาล ที่ประเทศอินเดีย บริเวณทิศตะวันออกของเมืองสาวัตถีในสมัยก่อน มีเรื่องเล่าว่า นางวิสาขา อุบาสิกาคนสำคัญในพุทธศาสนา ครั้งหนึ่งนางไปฟังธรรมตามปรกติแล้วลืมทิ้งเครื่องประดับอันมีค่าไว้ ปรากฏว่า พระอานนท์ พบเข้าและเก็บรักษาไว้ให้ เมื่อนางวิสาขาทราบความจึงหมายใจจะมอบเครื่องประดับนั้นถวายเป็นพุทธบูชา แต่นั่นเป็นการผิดวินัยสงฆ์ นางจึงออกอุบายขายเครื่องประดับนั้นแต่ด้วยความที่มีราคามหาศาลถึง ๙ โกฏิ (๑ โกฏิ เท่ากับ ๑๐ ล้าน) นางจึงซื้อไว้เสียเองและนำเงินไปสร้างพระอารามขึ้น ให้ชื่อว่า บุพพาราม เล่าว่า พระโมคคัลานะ เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ทำเป็นโลหะปราสาทสองชั้น มีจำนวนถึง ๑,๐๐๐ ห้อง ใช้เวลาทั้งสิ้น ๙ เดือนจึงแล้วเสร็จ นับเป็นโลหะปราสาทหลังแรกของโลก ภายหลังโลหะปราสาทหลังนี้ได้ชื่อว่า มิคารมาตุปราสาท ตามชื่อของบิดาของสามี เนื่องจากนางเป็นผู้ชักชวนให้มิคารเศรษฐีหันมานับถือพุทธศาสนาด้วยใจจริง


บริเวณชั้นล่างทำเป็นซุ้ม แต่เข้าไม่ได้ทุกซุ้มนะ เขาทำเหล็กดัดติดไว้


มุมนี้มองจากพระอุโบสถ ตอนกลางคืนเขาจะเปิดไฟสวยงามมาก

โลหะปราสาทหลังที่สองสร้างขึ้นที่อนุราธปุระ หรือเมืองหลวงเก่าของศรีลังกา สร้างขึ้นในสมัยของ พระเจ้าทุฏคามนี ราวพุทธศักราช ๓๘๒ มีขนาดใหญ่โตไม่แพ้หลังแรก มีความสูงถึง ๙ ชั้น มีห้องจำนวน ๑,๐๐๐ ห้องเท่ากัน ประดับด้วยงาช้างและอัญมณีงดงามยิ่งนัก หลังคามุงด้วยแผ่นทองแดง ซึ่งท่านก็คงพอจะนึกว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ปัจจุบันเหลือเพียงซากเสานับพันต้นเป็นอนุสรณ์

สำหรับโลหะปราสาทที่วัดราชนัดดานี้ เริ่มสร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เล่ากันว่าพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นโดยหวังจะให้แทนเจดีย์ต่างๆ ที่สร้างกันอย่างดาษดื่น เหมือนอย่างที่พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือสำเภาที่วัดยานนาวา แต่ขึ้นเพียงโครงสร้างเท่านั้นก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน จากนั้นก็สร้างต่อเติมมาเรื่อย แต่กว่าจะเสร็จสมบูรณ์งดงามก็มาสำเร็จเอาในรัชกาลปัจจุบันนี้เอง องค์ปราสาททำเป็นตัวตึกสูง ๗ ชั้น ยอดเป็นทรงปราสาทมีทั้งสิ้น ๓๗ ยอด แทนความหมายถึง โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ หมายถึง ธรรมะแห่งการตรัสรู้ ยอดปราสาทชั้นบนสุดประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ


บนยอดสุด ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุให้ประชาชนขึ้นไปบูชา
แต่ที่ออกจะแคบมากๆ นั่งได้เต็มที่ซักสองคน
วันไหนคนเยอะๆ ก็คงต้องเข้าคิวกันยาว


บทสวดบูชาพระบรมสารีริกธาตุ มีติดไว้ให้สวดบูชากัน

ช่วงนี้ทางวัดเขากำลังทำการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ (มาก)  กำแพงวัดโดยรอบถูกกระเทาะออกจากสิ้นและทำการฉาบและทำลายปูนปั้นใหม่ ส่วนตัวปราสาทเองก็ยังคงมีการเจาะพื้นโดยรอบ คาดว่าเป็นการเดินสายไฟใหม่หมด ใครไปช่วงนี้คงต้องทำใจนิดหน่อย เพราะพื้นที่อาจจะไม่งดงามเท่าใดนัก คาดว่าเมื่อปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จก็คงจะงดงามอย่างแน่นอน

ติดกับวัดราชนัดดา ตรงที่ตั้งของโรงหนังเฉลิมไทยเก่านั้น ทางกรุงเทพมหานครจัดสร้างเป็น ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ เป็นลานกว้างประดับไปด้วยแมกไม้ต่างๆ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงสรัางวัดราชนัดดารามและโลหะปราสาท มีพลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้ต้อนรับพระราชอาคันตุกะหรือประมุขจากต่างแดนเพื่อให้สมพระเกียรติ และบริเวณโดยรอบก็เปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้เป็นที่พักผ่อน


พระเสฏฐตมมุนี พระประธานในพระอุโบสถ


มุมหนึ่งของวัด มีซุ้มเปิดบริการดูหมอ ลูกค้าเยอะพอสมควรทีเดียว


ภูเขาทอง มองจากยอดโลหะปราสาท

ไปพิพิธภัณฑ์…มิวเซียมสยาม

เมื่อพูดถึงพิพิธภัณฑ์ หลายคนส่ายหน้าด้วยความเบื่อหน่าย เพราะพาลไปนึกอะไรเก่าๆ คร่ำครึ ที่เขาว่ากันว่า “เก่าจนเข้าพิพิธภัณฑ์ได้แล้ว”  ในช่วงสอง-สามปีหลังมานี้รู้สึกว่ากระแสพิพิธภัณฑ์ กำลังมาแรง ที่จริงบูมมาก่อนหน้านั้นแล้วมีพิพิธภัณฑ์โน่นนี่เปิดใหม่ ไม่ก็ทำการบูรณะของเดิม ทำภาพลักษณ์ให้ทันสมัยขึ้น ก่อนจะซาลงไปตามสมัยตามกระแสเศรษฐกิจและสังคมจนกระทั่งเริ่มกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง แต่ก็ยังจำกัดอยู่ในวงผู้ที่สนใจหรือพวกนักเรียน นักศึกษา ที่ (จำเป็น) ต้องเข้าเพราะโดนสั่งมา

พิพิธภัณฑ์แห่งล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา คือ พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ หรือเรียกอย่างโก้ๆ ว่า มิวเซียมสยาม เป็นไทยปนอังกฤษที่ดูมีเอกลักษณ์ดี ใช้สถานที่บริเวณกระทรวงพาณิชย์เดิมเป็นที่ทำการ ตั้งอยู่บนถนนสนามไชย นึกเอาง่ายๆ ก็ตรงข้ามโรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด ถ้ามาทางสนามหลวงก็อยู่ติดกะวัดโพธิ์นั่นแหละ รถเมล์ผ่านตรึม สาย 6,9,32,44,53,82 หรือนั่งรือมาลงท่าเตียน ท่าช้าง แล้วเดินย้อนขึ้นมาหน่อยก็สะดวก

มิวเซียสยาม ที่ว่านี้อยู่ภายใต้การดูแลของ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หน่วยงานเดียวกับที่ดูแล อุทยานการเรียนรู้ หรือ TK Park นั่นแหละ คอนเซ็ปของมิวเซียมสยามคือความพยายามเป็นแหล่งรวมความรู้ในสาขาต่างๆ เพื่อถ่ายทอดแก่ผู้เข้าชมผ่านนิทรรศการ เล่าเรื่องราวความเป็นมาของชาติไทยและวิถีชีวิตคนไทยในอดีต แม้เรื่องที่เล่าจะเป็นเรื่องเก่า แต่การนำเสนอนั้นดูทันสมัยทัดเทียมกับพิพิธภัณฑ์เจ๋งๆ ของบ้านเมืองอื่นเลยทีเดียว

ได้มีโอกาสแวะเวียนไปเยี่ยมชมมา น่าชื่นใจที่มีคนเข้ามาชมกันหนาตาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ที่น่าชื่นใจยิ่งกว่าก็คือเกินครึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่น ไม่รู้ล่ะว่ามาเพราะจำเป็นต้องมาตามคำสั่งอาจารย์รึเปล่า อย่างน้อยพวกเขาก็ได้มาเห็น มาสัมผัสกับความรู้ความน่าภูมิใจของคนไทย แม้จะผ่านตาเพียงเล็กน้อยก็ยังดี

ตัวอาคารของมิวเซียมเดิมเป็นกระทรวงพาณิชย์ สมัยก่อนที่จะบูรณะออกจะดูคลาสสิก ด้วยเป็นอาคารเก่าอายุเกิน 80 ปีแล้ว สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ตอนนี้เขาทำใหม่ ตกแต่ง ทาสี กลับมาดูสดใสเหมือนสร้างใหม่ เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรป ภายในก็ตกแต่งใหม่ดูงามเชียวล่ะ ผู้ที่ไปชมส่วนมากก็จะเก็บภาพอาคารกันเสียทั้งสิ้น บริเวณสนามหญ้าหน้าอาคารก็มีการประดับด้วยงานประติมากรรมชิ้นใหญ่รูปทรงแปลกตา และบริเวณเดียวกันนี้ก็ใช้ในการจัดกิจกรรมต่างๆ ในช่วงเย็นของทุกวันศุกร์

ภายในอาคารจัดเป็นพื้นที่จัดแสดงมีทั้งหมด 3 ชั้น เดินเข้าไปในอาคารชั้นที่หนึ่งจะมีเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์แนะนำและแจกเอกสารให้กับเรา เดินเข้าไปที่ห้องแรกใกล้ๆ กันนั้นเองจะพาเราไปรู้จักความเป็นมาของอาคารหลังนี้ จากนั้นก็เมื่อยขานิดนึง เดินขึ้นไปเริ่มต้นที่ชั้น 3 เริ่มต้นรู้จักกับดินแดนสุวรรณภูมิ…ที่ไม่ใช่สนามบิน จุดเริ่มต้นของสยามประเทศ บอกเล่าเรื่องราวความรุ่งเรืองในอดีต เลื้อยออกมาเจอบันไดลงมาชั้น 2 เข้าไปพบกับแผ่นดินบางกอก ยุคสมัยที่เปลี่ยนจากสยามเป็นประเทศไทย เราจะพบกับสิ่งละอันพันละน้อย เรื่องราวที่บางท่านอาจะไม่รู้มาก่อนด้วยซ้ำ จากนั้นก็วนกลับมาที่ชั้น 1 แวะชมร้านของที่ระลึก มีทั้งหนังสือ สมุด โปสการ์ด ของกระจุกกระจิกน่ารักๆ ติดมือไว้เป็นที่ระลึก เหนื่อยนักก็นั่งจิบกาแฟ หรือถ้าหิวหนัก เดินออกมานอกอาคารย้อนไปด้านหลังจะเจอกับร้าน Black Canyon มีเครื่องดื่ม ขนม และอาหารอร่อยๆ ไว้คอยเรียกเงินจากกระเป๋า (แน่นอนว่าราคาก็ไม่ถูก)

วันที่ข้าพเจ้าไปชมมีคนเยอะมาก เลยแทบจะไม่ได้เก็บรายละเอียดของข้อมูล แต่เท่าที่ดูผ่านตาก็นับว่าน่าสนใจใช้ได้ ที่เด่นก็คือการจัดเรียงเนื้อหาตามช่วงเวลาและการนำเสนอที่ดูทันสมัยมาก ไม่ใช่แค่เอาของมาตั้งเฉยๆ มีเสียงบรรยาย วีดิทัศน์ประกอบสวยงาม เรียกว่าใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เต็มสูบเลยทีเดียว แต่ก็ขอติหน่อยเถอะ ปรกติพิพิธภัณฑ์ทั่วไปเขาจะจัดห้องโดยใช้แสงน้อยๆ เพื่อให้ตัวนิทรรศการมันเด่นขึ้น แต่ที่นี่เขาไม่เรียกว่าแสงน้อยล่ะ เขาแทบจะปิดไฟเลยทีเดียว มืดเสียกว่าในโรงหนังเสียอีก เห็นคนเดินชนกันหลายราย น่าจะเปิดแสงเพิ่มอีกสักหน่อยจะเป็นการดีทีเดียว

นอกจากนิทรรศการแล้วที่นี่เขายังมีกิจกรรมน่าสนใจอีก อย่างช่วงเย็นของทุกวันศุกร์เขาจะจัดกิจกรรมกลางแจ้งบ้างในห้องประชุมบ้าง อย่างเช่นมีดนตรี การละเล่นพื้นบ้าน ฉายหนังกลางแปลง แต่รู้สึกจะโปรโมทน้อยไปนิดนะขอรับ อย่างในเวบก็ยังขาดโปรแกรมของอาทิตย์ถัดไป ทำให้ไม่รู้ว่าศุกร์นี้จะมีอะไรชม ส่วนถ้าเป็นกิจกรรมในห้องประชุมเขาก็มีนะครับ แต่ก็เหมือนกันแหละ ยังรู้กันน้อย ถ้าอยากรู้ล่วงหน้าไวๆ คงต้องโทรไปถามที่นั่นเอง

คุ้มขอรับ มาชมโน่นชมนี่นิดๆ หน่อยๆ มันก็ค่อยๆ ซึมซับกันไปเอง เอาแค่มาถ่ายรูปกับตัวตึกก็คุ้มแล้วครับ วิวเขาสวยจริงๆ ยิ่งช่วงเย็นๆ พาลูกจูงหลานมาเดินเล่นก็ไม่เลว เห็นคุณพ่อคุณแม่หลายคนพาคุณลูกมาเดินชมนิทรรศการก็น่ายินดีครับ ของแบบนี้ปลูกฝังเขาไว้แต่น้อยจะได้ภูมิใจในความเป็นชนชาติเรา ดีกว่าปล่อยให้ลูกมีทีวีเป็นที่พึ่งนะขอรับ

สนใจลองเข้าไปชมที่เว็บไซต์ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ


ทางเข้าพิพิธภัณฑ์เก๋ไก๋มีสไตล์มาก ชอบโลโก้และสีสันที่ไม่แสบตา


ตึกที่ทำการเดิมเป็นที่ทำการกระทรวงพาณิชย์ ตกแต่งใหม่หมด ดูดีขึ้นมาทันตา
ประติมากรรมกลางแจ้งโดดเด่น เรียกผู้ชมได้เยอะทีเดียว


ด่านแรกจะเจอะเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ มีเจ้าหน้าที่คอยต้อนรับ
ที่เห็นใส่เสื้อขาวคุยโทรศัพท์อยู่นั่นแหละ


บริเวณบันไดตกแต่งด้วยโมบายรูป “คนกบแดง” อันเป็นโลโก้ของมิวเซียม
เข้าไปดูใกล้ๆ จะเห็นว่ามีหลากหลายอิริยาบถ


บรรยากาศภายในห้องจัดแสดงชั้น 3 ที่เห็นสว่างแบบนี้เป็นอานุภาพของแฟลช
สถานที่จริงมืดมาก


อีกห้องจัดแสดง มีการนำเสนออย่างมีสไตล์ ไม่ใช่เอะอะก็ทำบอร์ด เอาของมาตั้ง
อยากให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทำแบบนี้มั้ง รื้อใหม่หมดเลย เอาให้มันดูทันสมัย น่าเข้าชม


บรรยากาศในห้องประชุม อยู่ด้านหลังของตึกทำการ วันนี้มีการเสวนาเรื่อง
จากจีนสยามสู่จีนท่าเตียน มีผู้เข้าชมหนาตาพอสมควร มีทีวีมาถ่ายเอาไปออกข่าวด้วยนะ


เป็นร้าน Black Canyon ที่น่านั่งมากสาขาหนึ่ง ลมโชยตลอดและบรรยากาศก็สงบ
สั่งกาแฟแก้วเดียวนั่งมันทั้งวัน

นั่งรถรางชมเกาะรัตนโกสินทร์

ย้อนกลับไปแวะเวียนแถวๆ สวนฯ อีกที ช่วงนี้อยู่ในอารมณ์ย้อนอดีต ผ่านไปแถววัดพระแก้ว อาจจะเพราะเป็นช่วงมีพิธีเคารพพระศพสมเด็จพระพี่นางฯ จึงรู้สึกว่านักท่องเที่ยวดูบางตาพิกล ก็ยังเยอะอยู่เพียงแต่น้อยกว่าทุกครั้ง ผ่านไปเจอรถรางที่ทางกรุงเทพมหานคร นำมาให้บริการแก่นักท่องเที่ยวนั่งชมทิวทัศน์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ ก็เลยขอใช้บริการซักหน่อยซิ

หลายคนอาจงงๆ ว่าทำไมเรียกว่าเกาะรัตนโกสินทร์ มันดูยังไงๆ ก็ไม่เห็นเป็นเกาะ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เกาะจริงๆ นั่นแหละ เพียงแต่ลักษณะทางภูมิทัศน์มันดูเหมือนเป็นเกาะ ลองดูแผนที่ประกอบจะเห็นว่าทางฝั่งซ้ายมีแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วก็มีคลองต่างๆ ล้อมรอบ ทำให้แยกเป็นแผ่นดินที่มีเส้นทางน้ำล้อมรอบ เขาเลยเรียกเสียโก้ว่าเกาะรัตนโกสินทร์


ตรงกลางภาพนี่แหละคือเกาะรัตนโกสินทร์ ถ้ากรุณาเพ่งดีๆ จะเห็นมีคลองตัดผ่านจนตัดแผ่นดินออกมาเป็นเกาะ

คลองคูเมืองที่ว่าก็เช่นคลองหลอด คลองผดุงกรุงเกษม คลองบางลำพู คลองโอ่งอ่าง แล้วพื้นที่ส่วนนี้ตั้งแต่สมัยก่อนก็เป็นแหล่งชุมชนของชาวสยาม นับแต่ย้ายราชธานีมาจากอีกฝั่งหนึ่ง แต่ละชุมชนล้วนมีที่มาที่ไปและประวัติศาสตร์ยาวนานนับร้อยปี ชนิดที่หลายๆ คนอาจจะคาดไม่ถึง

รถรางของกรุงเทพฯ ที่จัดให้บริการไม่ใช่รถรางแบบสมัยก่อนที่ต้องวิ่งบนรางเหล็ก แต่ก็เป็นรถเครื่องยนต์ธรรมดา เพียงแต่นำมาดัดแปลงตกแต่งตัวถังให้เหมือนรถราง แล้วที่เท่อีกอย่างคือการควบคุมที่คนขับต้องยืนขับเหมือนยุคโน้นจริงๆ พวงมาลัยก็ดัดแปลงเป็นก้านจับหมุนไปมาได้ ดูเผินๆ ก็คล้ายของเก่าจริงๆ

จุดเริ่มต้นที่บริเวณป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามกรมศิลปากร ตรงที่เป็นสามแยกตรงข้ามศาลหลักเมือง รถจะออกทุกๆ 45 นาที (โดยประมาณ) รถจะออกวิ่งผ่านหน้าศาลฎีกาวนใต้สะพานปิ่นเกล้าผ่านพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ โรงละครแห่งชาติ เข้าถนนพระอาทิตย์ บางลำพู ศาลเจ้าพ่อเสือ เสาชิงช้า ถนนดินสอ มาโผล่ราชดำเนิน แล่นเรื่อยมาถึงสนามหลวงอีกรอบ ตรงลิ่วไปกระทรวงกลาโหม สวนเจ้าเชษฐ วัดพระเชตุพน ปากคลองตลาด ท่าเตียน ท่าพระจันทร์ แล้วจึงวนกลับมาที่เดิม เป็นอันเสร็จพิธี


รถรางที่ออกวิ่งมีหลายแบบ ทั้งแบบสองสี (เหลือง/ส้ม) สีแดงลายมังกร
ในภาพเป็นรุ่นสีเหลือง คนขับเป็นสุภาพสตรี 
สังเกตมือคนขับเป็นแกนหมุนไม่ใช่พวงมาลัย ฝรั่งให้ความสนใจทีเดียว มีขอลองขับด้วยนะ

ตลอดทางมีอะไรๆ น่าสนใจมากมาย อันที่จริงเราๆ ท่านๆ ก็คุ้นเคยกับเส้นทางนี้แหละ เพียงแต่ถรางที่ว่านี้เขาจัดเส้นทางวนผ่านสถานที่สำคัญๆ โดยเฉพาะ ซึ่งรถเมล์ทั่วไปคงไม่วนให้เราแบบนี้ อีกทั้งยังมีมัคคุเทศก์เสียงใสๆ คอยให้ความรู้ตลอดทาง แต่ก็ขอติหน่อยเถอะ ไม่แน่ใจว่าเป็นทุกรอบหรือเปล่านะ แต่รอบที่ข้าพเจ้านั่งรู้สึกว่ามัคคุเทศก์จะให้ข้อมูลผิดๆ ถูกๆ ไปหน่อยนะ (บางอย่างผิดจนไม่น่าให้อภัย) ข้าพเจ้าก็พยายามไม่ใส่ใจ ชมทิวทัศน์ข้างทางดีกว่า แต่โดยรวมแล้วก็นับว่าดีทีเดียว เข้าใจว่าน้องๆ มัคคุเทศก์ก็คงเป็นนักศึกษาที่มาช่วยงาน ขอปรบมือให้ในความตั้งใจละกันครับ

อีกอย่างหนึ่งที่อยากเล่าคือรู้สึกว่ารถรางนี้จะเร่งทำรอบไปหน่อย คนขับขับเร็วเหลือเกิน ถ่ายภาพไม่ค่อยได้เลย น่าจะขับแบบอ้อยอิ่งหน่อย ผู้โดยสารจะได้มีเวลาอิ่มเอมกับบรรยากาศ แล้วอีกอย่างหนึ่งที่เห็นแล้วไม่ชอบใจเลยคือเจอรถบีบแตรไล่รถราง น่าจะทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่น่ารักกันบ้าง นักท่องเที่ยวนั่งอยู่เต็มคันเขาจะรู้สึกอย่างไร คนไทยบีบแตรไล่รถรางของนักท่องเที่ยวเหมือนกับว่ารีบๆ หลบไปซักทีสิ ฉันจะได้แซง … กิริยาแบบนี้ไม่น่าดูเลย

 
บรรยากาศภายในรถ ที่แคบไปนิด ถ้าเป็นฝรั่งคงอึดอัดพิลึก
ถัดมาเป็นถนนพระจันทร์ติดกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เดี๋ยวนี้มีพ่อค้าแม่ค้าพระเครื่องตั้งแผงขายกันยาวเต็มถนน เซียนพระนั่งส่องกันสนุกสนาน
เมื่อก่อนถนนเส้นนี้เงียบมาก ไม่มีแผงขายของเหมือนในสมัยนี้

โดยรวมแล้วขอชื่นชมมากๆ ในความพยายามของกรุงเทพมหานคร ในอันที่จะยกระดับการท่องเที่ยวของกรุงเทพ คนกรุงเทพเองอาจจะรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ อึดอัด  ไม่เห็นมีอะไรน่าเที่ยว แต่เชื่อเถอะว่าไอ้เมืองที่เราอยู่กันนี้ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่คุณยังไม่รู้ หากเราตั้งใจสัมผัสมันสักนิดจะรู้สึกเลยว่าทำไมกรุงเทพถึงเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเสียมากมาย