Tag Archives: เกาหลี

เล่าด้วยรูป ส่งท้ายการไปแท่ดที่โซล (ชุด ๑)

จะจบแล้วจ้ะ ยังมีภาพบางส่วนที่อยากจะบันทึกเอาไว้เป็นความทรงจำ ก็เลยถือโอกาสเล่าด้วยภาพเลยละกัน

อยากให้แหงนหน้าดูสายไฟที่ระโยงระยาง เหมือนบ้านเราไม่มีผิด ที่เกาหลียังคงเดินสายไฟตามบ้านด้วยการดึงสายจากเสาไฟหลักตามถนนใหญ่ ซึ่งเหมือนเมืองไทยเปี๊ยบ ดังนั้นจึงมีภาพสายไฟระเกะระกะดูหวาดเสียวไม่น้อย ไม่รู้สายไหนเข้าบ้านไหน พันกันยุ่งเหยิงไปหมด บางที่ก็ต่ำเตี้ยจนระหัวคนเดิน กลัวไฟมันจะรั่วไหลลงกบาลเสียจริงๆ

อีกอย่างหนึ่งที่จับพิรุธได้คือที่โซล (ไม่รู้เมืองอื่นเป็นไหม) รู้สึกจะนิยมมินิมาร์ทมากเสียจริง เดินเล่นไปรอบๆ เมืองทุกๆ ร้อยเมตรจะต้องเจอมินิมาร์ทเข้าซักร้าน ไม่ว่าจะยี่ห้อไหนก็แล้วแต่ล่ะ ในภาพเป็นซอยขนาดย่อมๆ ระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตรนิดๆ ผมเดินเล่นมันทุกวัน เจอมินิมาร์ทหลากยี่ห้อประมาณ ๘ ร้าน เข้าแม่งทุกร้านเลย ด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่ค่อยจะ
เจอร้านโชห่วยแบบบ้านๆ


อันนี้เป็นร้านขายของกินที่ตลาดฮงอิก ไม่รู้จะเรียกอะไรดี ดูหน้าตาคล้ายเกี๊ยวซ่า มีทั้งแบบทอด แบบนึ่ง และแบบต้ม ข้างในเป็นไส้ผักและเนื้อสัตว์ ไม่รู้ใช้ผักอะไร รสชาติเค็ม มัน และชิ้นมหึมามาก จานนึงได้มา ๕ ชิ้น กินได้อิ่มหนึ่งเลยเชียว เขาให้ยืนกินเอาหน้าร้าน
รีบกินรีบไปเอาอิ่มเร็วเข้าว่า จะซื้อกลับบ้านก็มีพร้อมบริการ ผมแวะมาร้านนี้สามรอบ เจ๊คนนี้เป็นพนักงานในร้าน ส่วนเจ้าของร้าน (เข้าใจว่าใช่) ผมจีบไว้ตั้งแต่วันแรกที่ไปอุดหนุน พอขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเจ๊เจ้าของขวยอายใหญ่ บอกว่าให้ถ่ายอีนี่แทน

แผงนี้อยู่ที่ตลาดเมียงดง แผงขายของกินที่โน่นมีทั้งแบบที่เป็นเพิงขึงด้วยผ้าพลาสติกสีส้มอร่ามตา และแบบที่เป็นร้านค้าถาวรแบบนี้ พื้นที่เล็กๆ ไม่กีดขวางทางเดินนัก คงเพราะทางเดินบ้านเขาค่อนข้างกว้าง เฉพาะบริเวณถนนเส้นใหญ่นะที่มีทางเท้ากว้างหน่อย ร้านพวกนี้ก็ขายอาหารยอดนิยมพวกของทอดประเภทต่างๆ คือไม่รู้ห่าอะไรแม่งจับชุบแป้งลงทอดหมด กินกับซอสมะเขือเทศและซอสพริก ราคาไม่แพง ถ้าเทียบบ้านเราก็คงราวๆ ๓๐ บาท

ห้างอะไรก็ไม่รู้ ห้างแบบนี้มีเกลื่อน ยิ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งอย่างเมียงดง ทงแดมุน ประมาณคล้ายๆ ประตูน้ำ แพลตินั่ม บ้านเรานั่นแหละ ขายเสื้อผ้าเครื่องประดับเต็มห้าง แผงใครแผงมัน ขายทั้งส่งทั้งปลีก เดินๆ ดูก็ไม่ต่างจากบ้านเรานัก บ้านเราใส่อะไรบ้านมันก็มีเหมือนกัน
มีให้เลือกกันจุใจ สาวๆ คงเดินกันได้ทั้งวัน แต่หนุ่มๆ จะหน้าซีดหน่อย ราคายืนพื้นที่ ๑ หมื่นวอน ราวๆ ๒๘๐ บาท เหมือนบ้านเราที่ยืนพื้น ๑๙๙ นั่นแหละ หมอลองเข้าไปเลือกซื้อดูร้านนึง เจ๊บอกราคามาแทบทรุด พอบอกไม่เอาราคาก็ถูกเปลี่ยนทันที แต่สุดท้ายเราก็ไม่เอาอยู่ดี

ภายใต้ความเป็นเมืองใหญ่ก็ยังมีมุมเล็กๆ สำหรับวิถีชาวบ้าน คล้ายๆ บ้านเรานั่นแหละ อย่างป้าคนนี้ยึดเอาพื้นที่เล็กๆ ทางลงรถไฟเป็นอาณาจักรขายผักเล็กๆ ของแก มีกั้นคอกซะด้วย ประกาศพื้นที่ชัดเจนไม่เบียดเบียนใคร มันเป็นมุมที่ไม่น่าจะมีใครมาตั้งแผงขายผัก
และไม่คิดว่าจะมีใครมาซื้อ แต่เอาเข้าจริงก็มีคนมาซื้อเยอะเหมือนกัน ประเภทก่อนเข้าบ้านก็แวะซื้อซักหน่อย ผักที่ขายก็เป็นผักกำเล็กๆ ดูเหมือนคะน้า มีถั่ว หอมใหญ่ กระเทียม ดูแกขายแบบสบายๆ ดี แล้วก็ไม่ยักกะมีใครมาไล่ที่ซะด้วย

แผงแบบนี้มีเห็นทั่วเมือง บางจุดมีหลายแผง บางจุดก็มีแผงเดียว ที่เห็นแบบอึ้งก็คือเจอป้าแก่ๆ คนนึงจอดซาเล้งโทรมๆ ไว้ข้างทาง มีถุงพลาสติกขึงคลุมโน่นคลุมนี่ดูเหมือนคนจร ที่ไหนได้ ป้าแกขายปลา กำลังยืนขอดเกล็ดอยู่ริมทางเท้านั่นแหละใครจะทำไม แล้วก็มีแม่
บ้านมายืนรอซื้อซะด้วย ทำไปได้

ที่โซลจะมีถนนเส้นเล็กๆ ตัดซอยกันยิบย่อย แล้วก็ทะลุถึงกันได้ตลอดเสียด้วย แทบจะไม่เจอซอยตันเลย เส้นนี้เป็นถนนตัดผ่านใกล้ๆ มหาวิทยาลัยฮงอิก ตลอดทั้งเส้นเขาเปิดร้านห่าอะไรไม่รู้เกลื่อน คือดูไม่เป็นย่านอะไรซักอย่าง คือมีร้านทุกประเภทเปิดกันมั่วซั่วไปหมด มากสุดก็ร้านของกินประเภทผับร้านเหล้า ระหว่างนั้นก็มีร้านตัดผม มินิมาร์ท ร้านขายอดอกไม้ ขายเสื้อผ้า ร้านขายแว่น หอพัก หรือบ้านคนเฉยๆ คือแม่งเปิดกันตามใจฉัน ซึ่งก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ ขืนเปิดเหมือนๆ กันหมด คนเดินก็เซ็งแย่

อลังการร้านขายรองเท้าที่เมียงดง ไม่มีเก็บ ไม่มีกั๊ก ไม่มีเม้ม คือกูมีขายเท่าไหร่ก็โชว์แม่งหมด ข้อดีคือทำให้ร้านดูน่าเข้า และดูสินค้าเยอะ ข้อเสียคือลูกค้ามึน ถ้าดูดีๆ มันก็รูปแบบเหมือนๆ กัน แต่มันดูน่าแวะชมใช่ไหมล่ะ ถามหาแบบไหน เบอร์อะไร คนขายแม่งหา
ได้หมด

ขายเครื่องสำอางประทินโฉมแท้ๆ แต่พรีเซนเตอร์เสือกเป็นผู้ชาย (รึเปล่า) เดินๆ ดูแล้วพบว่าพรีเซนเตอร์ส่วนใหญ่กลับเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเสียอีก แล้วอ้ายอีพวกนี้แม่งก็เสือกหน้าใสกว่าสาวๆ ตัวจริง ตกลงมันจะขายเพศไหนกันแน่วะเนี่ย

อีเจ๊ที่ยืนแอ่นอยู่หน้าร้านนี่คืออาชีพเรียกแขก หล่อนจะประกาศกู่ร้องสรรพคุณและจุขายของร้าน พร้อมแจกของให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาบางร้านถึงขั้นจูงมือ บางร้านใจถึงกว่า คว้าตัวกอดปล้ำแกมบังคับให้เข้าร้านให้ได้ แต่ไม่ซื้อก็ไม่ว่าอะไร รับของแจกฟรีเปล่าๆ ก็ได้
เพราะมันวางกลยุทธ์ไว้เสร็จสรรพแล้ว

กลยุทธ์ที่ว่าก็คือร้านห่าพวกนี้มันหาใช่มีร้านเดียว อย่างที่เมียงดง คุณจะเจอ FACE SHOP ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ร้านคือมึงเดินเลยร้านนี้ไป เดี๋ยวก็เจออีกร้านจนได้ มึงไม่ซื้อร้านนี้เดี๋ยวก็ต้องเข้าอีกร้านจนได้ เล่นใช้วิธีขยายพื้นที่ให้เยอะเข้าว่า มึงมาเดินที่นี่ก็ต้องมาช้อปปิ้ง
อยู่แล้ว โอกาสที่จะเสียทรัพย์ให้พวกมันมีอยู่แล้วไง ดังนั้นมีงรับของแจกกูไปก็ต้องเกิดสนใจบ้างแหละน่า แล้วบางร้านแอบสังเกตเห็นว่ามันหันหลังชนกัน คือตึกที่นี่มันเปิดสองด้านหันหลังชนกัน แล้วปรากฏว่าบางร้านแม่งเสือกร้านเดียวกันแต่เปิดคนละฝั่ง เอากะแม่งสิ

ดูอลังการราวกับปราสาทในเทพนิยาย สีสันสดใสสว่างมลังเมลือง ที่ผมลองนับดู FACE SHOP นี่เยอะสุดนะ หรือผมอาจจะนับซ้ำก็ได้แล้วทุกร้านพวกนี้แม่งเข้าไปทีไรก็เจอคนไทย ไม่รู้เราไปยึดแม่งเป็นเมืองขึ้นเมื่อไหร่ บางร้านคนขายเป็นคนไทย มีติดป้ายบรรยาย
สรรพคุณภาษาไทยซะด้วย ที่เด็ดกว่าคือที่ ETUDE กำลังดูอะไรเพลินๆ มีแขกนุ่งส่าหรีเข้ามาเลีย นังคนขายพอส่งภาษาไม่รู้ความ ก็เรีกยแผนกอาบังมาทันที คือแม่งมีครบหลายเชื้อชาติเว้ย

หมอลองเข้าไปถามร้านนึง มันก็ส่งภาษาแรกคือเกาหลี นึกว่าชาติเดียวกัน อ๊ะไม่ใช่ แม่งส่งต่อภาษาญี่ปุ่น อ๊ะยังไม่ใช่ ภาษาจีนเอ้า ไม่ใช่อีก สุดท้ายจบลงที่ภาษาไทย แม่งเรียงลำดับตามค่าเงินรึไงวะ แล้วแม่งพูดไทยชัดชิบหาย สวัสดีค่ะ ชัดแจ๋ว ไปเจอร้านนึง Rojukiss ซื้อของใากลูกสาว คนขายเป็นไทยแท้ๆ คุยไปคุยมาได้ของแถมมาถุงเบ้อเริ่ม เธอบอกว่าคนไทยบางคนแม่งมาซื้อกระปุกเดียวแต่ขอของแถมเป็นลัง ผมไม่ได้ขอเพระาไม่รู้ว่ามันขอได้ เธอเลยตอบแทนโทษฐานที่ไม่ยอมของตามนิสัยคนไทย ด้วยการขนมาให้เพียบ … แต่กูขี้เกียจแบกเว้ย

รั้วบ้านใครไม่รู้ เสือกทำเท่ใช้เซรามิคเล็กๆ ประดับรั้ว ก็สะดวกพวกมือบอนสิครับ เขียนห่าอะไรไม่รู้ระบายกันเต็ม แบ่งช่องให้เสร็จสรรพ ชอบใจเขาล่ะ ที่นี่ก็มีพวกศิลปินข้างถนนเยอะ มีที่ว่างแม่งก็พ่นระบายซะ บางที่ทำกราฟิตี้สวย อย่างแถวฮงอิกนี่ทำสวยนะ แต่ไม่ได้
ถ่ายมาให้ดู มันพ่นเป็นรูปนักบาส โคตรสวย ขนาดเบ้อเริ่มแต่ scale ไม่มีเพี้ยน พวกนี้แม่งฝีมือ ไม่ต้องร่าง พ่นกันสดๆ

ป้าอ้วนนี่จอดรถขายอยู่ระหว่างทางกลับที่พัก นอกจากร้านริมถนน เพิงพลาสติกสีฉูดฉาด ก็มีรถกะป๊อแบบนี้แหละที่จอดตามจุดต่างๆ ของที่ขายก็ไม่พ้นของทอด ของนึ่ง พนักงานบริษัทใส่สูท ออฟฟิศเกิร์ลเซกซี่ก็มายืนกินเหมือนๆ กัน ก็มันหิวนี่หว่า แล้วยิ่งอากาศเย็นๆ
แวะจิบซุปร้อนๆ ไก่ย่างซักไม้ ก็ทำให้อุ่นพุงดีนัก

ป้าอ้วนนี่ผมก็อุดหนุนแกประจำ วันละไม้ จนสุดท้ายก็ได้แถมจนได้ (วางแผนไว้แล้ว) จีบไว้สองวันเท่านั้นแหละได้เรื่อง ส่งภาษากันไม่รู้เรื่องหรอก แต่คนเกาหลีใจดีมาก ยิ่งกับนักท่องเที่ยวแล้ว เขายิ่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มใจ พวกแม่ค้าพ่อค้านี่ก็สุดยอด ทำความ
รู้จักไม่กี่ครั้งก็จำเราได้ แล้วก็ได้แถมเรื่อย

ร้านนี้เป็นร้านที่ผมฝากท้องไว้มากสุด อยู่ใกล้ที่พักหัวโค้ง สถานที่ตั้งร้านดูไม่น่าจะขายได้ เพราะแถวนั้นเงียบเชียบ แต่ก็ดันขายได้ซะงั้น ขายอาหารทั่วๆ ไป พวกข้าวหน้าต่างๆ แล้วก็อาหารชุด ข้อดีคือมันมีภาพประกอบผมเลยเลือกได้

ร้านนี้แหละที่ผมเคยเล่าไปว่าเถ้าแก่มายืนจ้องแกมบังคับว่าให้เอาข้าวใส่ในน้ำแกง จนได้กินข้าวต้มเละๆ ก่อนจากบังเอิญเจอแกกำลังปิดร้านพอดี แวะเข้าไปทักทายบอกว่ากูจะกลับแล้วนะ จับมือโอบกอดร่ำลากันราวกับเป็นญาติสนิทเชียว

เดี๋ยวมาต่อครับ อีกชุดใหญ่

มิวเซียมกุ๊กไก่…ความพยายามของคนคลั่งไก่

คราวนี้จะไปดูมิวเซียมเล็กๆ อีกแห่งหนึ่ง เป็นมิวเซียมเอกชน ก็คือของส่วนตัวนั่นแหละที่บังเอิญเจ้าของเขามีทุนรอน เก็บมากเข้าๆ ก็เลยเปิดเป็นมิวเซียมแม่งเลย เข้าใจว่าน่าจะได้รับการส่งเสริมจากท้องถิ่นพอสมควร เพราะมิวเซียมที่นี่ต่อให้เล็กแค่ไหน ถ้าน่าสนใจเขาก็จะช่วยประชาสัมพันธ์ให้เต็มที่ อย่างในโบรชัวร์ แผนที่ท่องเที่ยวไม่ว่าจะใครผลิตก็มักจะใส่ที่ตั้งของมิวเซียมเหล่านี้เอาไว้ให้เสมอ ซึ่งมันก็น่าดูจริงๆ นั่นแหละ

มิวเซียมแห่งนี้ขอเรียกว่า มิวเซียมกุ๊กไก่ ก็เพราะมันมีแต่ไก่น่ะสิ ชื่อเต็มๆ ของเขาคือ Seoul Museum of Chicken Art หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะจากไก่ ชื่อก็แปลกดีแท้ เลยตั้งใจไว้แต่ต้นว่ามาที่นี่ต้องไปดูให้ได้ พอมาดูจริงๆ แล้วแม้จะไม่อลังอย่างที่คาดแต่ก็ได้เห็นความตั้งใจของคนที่เขามีความรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างจริงจัง ก็เป็นแรงบันดาลใจดีๆ ให้กับตัวเองได้เหมือนกัน

บริเวณทางเข้า เป็นตึกแถวธรรมดาๆ นี่แหละ

อาเฮียคนนี้แหละที่เป็นเจ้าของ นำชมด้วยตัวเองเลยนะเนี่ย

พื้นที่แถวนี้เคยเล่าไปแล้วตอนที่พาไปดูพิพิธภัณฑ์ปมเชือก คืออยู่แนวเดียวกัน ถ้าดูในแผนที่ก็จะรู้สึกไม่เท่าไหร่ แต่พอเดินจริงๆ ก็ไกลชิบหอย เดินจนเกือบจะเลิก เพราะบ่ายมากแล้ว บรรยากาศบ่ายแก่ๆ มันเที่ยวไม่สนุก คุณรู้สึกไหม ผมว่าช่วงสายๆ นี่แหละกำลังดี พอตกบ่ายคล้อย มันก็เริ่มจะหมดแรง

เดิมทีตั้งใจไปดูวังแต่เงินใกล้หมด คิดว่าข้างในวังมันก็คงเหมือนๆ กัน เลยตัดสินใจเดินเที่ยวรอบๆ ดีกว่า เดินมาไกลโคตรจนเริ่มจะไม่ไหวละ บังเอิญเจอศูนย์นักท่องเที่ยวพอดี เลยเข้าไปของแผนที่แล้วก็ถามไถ่ ปรากฏว่าเกือบแล้ว ใกล้ถึงพิพิธภัณฑ์ปมเชือกแล้ว เจ้าหน้าที่ก็น่ารักใจหาย บอกเสร็จสรรพว่าไปอีกหน่อยก็มีอะไรให้ดูอีกเพียบ แต่ในใจน่ะคิดว่าอีกสองที่กูก็จะกลับแล้ว เหนื่อยชิบ

เสียดายที่มาบ่าย ดูปมเชือกได้เดี๋ยวเดียว ใกล้ๆ กันมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้าน แต่เดินเข้าไปได้ก้าวเดียว เจ้าหน้าที่บอก ปิดแล้วเว้ย เลยเดินชมบ้านเมือง แถวนั้นเขาเรียก Bukchon เป็นชุมชนเก่าแก่ของโซล บ้านเมืองยังมีแบบโบราณให้เห็นอยู่ แต่ถ้าติดถนนใหญ่ก็จะเป็นตึกใหม่ๆ ไปเสียหมด

เดินมาอีกพอเมื่อยก็เจอซักที พิพิธภัณฑ์กุ๊กไก่ จ่ายเงินเสร็จสรรพ ๓ พันวอน เป็นค่าบำรุง เจ้าของก็พาทัวร์เองเลย เขาบอกว่าเขาคือเจ้าของนะครับ หรืออาจจะมีเจ้าของหลายคนก็ได้ เพราะลองกลับมาค้นหาข้อมูลดูมันไม่ใช่คนนี้นี่หว่า แต่ก็ช่างเถอะ เขาก็ต้อนรับอย่างเต็มที่ บ่ายวันนั้นเงียบสนิท ไม่มีคนเดินผ่านเลย ผมเข้าไปคนเดียวแกก็ยังกุลีกุจอมาต้อนรับ เสียอย่างเดียวว่าภาษาอังกฤษของแกฟังยากโคตรๆ ไอ้เราก็พอฟังภาษาอังกฤษได้หรอกน่า แต่ไอ้ที่ลุงแกพูดมานี่ฟังไม่รู้เรื่องจริงๆ

ไม้แกะสลักรูปไก่ เรียงรายอยู่เป็นสิบ แกว่าเขาเอาไว้ประดับหีบศพ

อันนี้คือหีบศพของจริง ถ่ายมาจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่วังเคียงบก
รูปไก่จะอยู่บริเวณชั้นกลาง

ที่นี่มีเนื้อที่กะทัดรัด ดูไปก็เป็นตึกแถวธรรมดา เอาดัดแปลงเป็นมิวเซียม ในนี้เต็มไปด้วยไก่ งานศิลปะ ภาพเขียน ประติมากรรม ตู้ เก้าอี้ โคมไฟ ตุ๊กตา คือห่าอะไรที่เป็นไก่ เค้าก็สะสมไว้หมด น่าจะมีหลายพันชิ้นเชียวล่ะ บางชิ้นก็ธรรมดา บางชิ้นก็สวยน่ารัก และบางชิ้นก็เก่าแก่มากๆ

ขอเก่าเขาเอาขึ้นไปเก็บชั้นสอง ลุงแกอวดตู้ใบเขื่องอายุร้อยกว่าปี สงสัยว่าแม่งใส่อะไรมาก่อนรึเปล่าวะ ดูสยองๆ ชอบกล แล้วแกก็อวดถึงเหตุผลว่าทำไมถึงได้คลั่งไคล้ไก่นักหนา ก็คือแกบอกว่าเพราะไก่เนี่ยมันปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมของบ้านเขามานมนาน หมวกของเสนาบดีทั้งหลายก็ประดับด้วยขนไก่ ซึ่งมีรูปร่างลักษณ์คล้ายหงอนไก่ ไก่มีความอดทนและมีอาวุธที่เฉียบคม มีความเป็นนักสู้ และมีความซื่อสัตย์ ว่าไปนั่น

เห็นมีไม้แกะเป็นรูปไก่อยู่ค่อนข้างเยอะ สงสัยว่ามันเอาไว้ทำอะไร แกบอกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของหีบบรรจุศพ แต่บรรจงแกะประดับประดาซะสวยงาม แล้วก็จะหามแบกกันไปประกอบพิธีทางศาสนา ตัวโลงหรือหีบที่นี่มีเป็นภาพถ่ายเอาไว้ แต่ของจริงนั้นผมมาเห็นที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่วังเคียงบก ดูอลังการแบบแปลกๆ สวยก็สวยดีหรอก แต่ดูเหมือนจะเหมาะสำหรับประกอบพิธีกรรมอะไรซักอย่างมากกว่าเอาแค่สวยอย่างเดียว

จากนั้นก็เดินชมของสะสมไปทั่ว มีที่น่าสนใจอยู่หลายชิ้น ส่วนใหญ่จะเป็นงานประติมากรรมเก่าๆ ที่ไม่รู้แกไปกวาดต้อนมาจากที่ไหน ส่วนชั้นล่างจะเป็นพวกของสะสมกระจุกกระจิก บรรดาสาวๆ น่าจะชอบ เป็นพวกตุ๊กตากระเบื้องบ้าง ไม้บ้าง ดินเผาบ้าง ดูแล้วแกก็ช่างสรรหามาเก็บไว้เสียจริงเชียว เดินไปเดินมาเจอชิ้นหนึ่งแกอวดว่าเป็นของที่ได้มาจากพม่า แล้วก็อวดว่าแกรู้จักตำนานไก่ชนของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชด้วย ทีแรกก็ฟังตั้งนานว่าหมายถึงใคร เพราะฟังไม่รู้เรื่องจริงๆ แต่คนไทยเราก็คุ้นเคยดีเรื่องไก่ชนนี้ก็เลยอ๋อในตอนท้าย แล้วก็นึกได้ว่าบ้านเราก็ขึ้นชื่อเรื่องไก่ แต่ทำไมของสะสมของแกกลับไม่มีที่มาจากเมืองไทยบ้าง ถ้ามีโอกาสคราวหน้ากะว่าจะเอาไปฝากแกซักชิ้น … แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่นะลุง

ตรงนี้คือบริเวณที่จัดแสดงชั้น ๑ จัดแบบง่ายๆ เอาตู้มาโชว์ธรรมดาๆ

เจ้าตัวนี้ขนาดมหึมามาก เป็นไม้ทั้งดุ้น ลองเทียบกับขนาดโต๊ะดูสิ

โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์นิทรรศการแบบต่างๆ
เข้าใจว่าน่าจะมีการจัดแสดงทุกๆ ปี

ภาพนี้เอามาจากในเว็บ มีการร่วมมือกับโรงเรียนในท้องถิ่น
จัดกิจกรรมให้เด็กๆ เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนรู้จักศิลปะ …ยอดจริงๆ

ก่อนจากก็ลงชื่อเป็นที่ระลึกซักหน่อย แอบดูแล้วว่าวันนั้นมีผมเป็นคนเดียวที่มาชมมิวเซียมของแก ย้อนไปหนึ่งอาทิตย์ก่อนหน้าก็มีไม่ถึงสิบ หรือเขาอาจจะไม่ได้ลงชื่อไว้ก็ได้มั้ง ระหว่างนั้นมีสองสาวมาจากฮ่องกงเข้ามาชม แกเลยส่งผมแค่ตรงด้านล่าง ก็เลยถือโอกาสเดินชมออฟฟิศ มีเจ้าหน้าที่กำลังแพ็กของใส่ซอง คงเป็นของที่ระลึกสำหรับขายหรือแจกนี่แหละ เยอะมาก น่าจะถึง ๕๐๐ ชิ้นได้ ในตู้ก็ยังมีของที่ระลึกพวกแก้วน้ำ พวงกุญแจ เสื้อยืด จำหน่าย แต่ดูแล้วราคาสู้ไม่ไหวจริงๆ

ใครสนใจก็ลองเข้าไปชมเว็บไซต์ของที่นี่ได้ที่ www.kokodac.com แต่ก็น่าเสียดายที่เป็นภาษาเกาหลีอีกแล้ว

ปิ๊งสาวชุดแดงที่แอฟริกันมิวเซียม

ออกจากเคียงบกออกมาด้านข้าง เป็นถนนที่เต็มไปด้วยแกลอรี่ ดูตามแผนที่แล้วเขาว่ามันอยู่แถวๆ นี้ แต่ก็ยังหาไม่ยักเจอ พยายามเดินช้าๆ มองดูให้ละเอียดจนที่สุดก็เจอจนได้ แว้บแรกเล่นเอาอึ้งเล็กน้อยเพราะมันซ่อนตัวอยู่จนแทบมองไม่เห็น ดูไปดูมามันตึกแถวแคบๆ นี่หว่า ซุกตัวอยู่ในหลืบหนึ่ง ด้านล่างเป็นคอฟฟี่ช็อปแต่แหงนหน้าขึ้นไปก็จะเห็นคัตเอาท์รูปหน้ากากแอฟริกันอันเบ้อเริ่ม มั่นใจว่าถึงแล้วเว้ย

เดินมาจากวังเคียงบก ข้ามฝั่งถนนมาก็เจอร้านหนังสือเบ้อเริ่มเทิ่ม แต่ไม่ได้แวะเข้าไป

ตั้งแต่หัวถนนจะมีแกลอรี่เรียงรายตลอดทาง เป็นถนนสายศิลปะจริงๆ
อันนี้เป็นอีกแกลอรี่หนึ่งที่เท่มาก

ในซอยป้ายสีดำนั่นแหละคือ African Museum Art แทบมองไม่เห็น
เงยหน้าด้านบนจะเห็นคัตเอาท์รูปหน้ากากแอฟริกัน
ข้างๆ กันคือร้านกาแฟน่ารัก ใช้ถ่ายแบบด้วย เห็นในเน็ตเขาเอามาโปรโมท

ชื่ออย่างเป็นทางการของเขาคือ African Museum Art เดินขึ้นไปท่ามกลางความเงียบงัน สงสัยอยู่ว่ามันเปิดรึเปล่าวะ เข้าไปถึงตัวมิวเซียมก็ไม่มีใครเลย เก้ๆ กังๆ พักนึงก็มีสาวน้อยชุดแดงโผล่หน้ามา จับได้ว่าเขามองจากกล้อง CCTV เจราจากับแป๊บนึงก็จ่ายเงินค่าเข้าชม แล้วหล่อนก็เปิดไฟเปิดแอร์ให้ ประมาณว่ามันไม่มีคนมา จะเปิดไฟเปิดแอร์ทิ้งไว้ก็เปลือง อ้าว นี่กูมารบกวนเขารึเปล่านี่

ภายในกะทัดรัดมาก กะว่าเดินสิบห้านาทีก็หมด สาวชุดแดงก็พาเดินเข้ามาแนะนำโนนี่ แปลกใจที่เธอบอกว่าชมเสร็จแล้วให้เดินขึ้นไปชั้นบนต่อนะจ้ะ แล้วเธอก็จากไป

มิวเซียมที่นี่เป็นของอาจารย์ศิลปะท่านหนึ่ง จากที่คุยกับสาวชุดแดงได้ความว่าเป็นอาจารย์ที่บิ๊กพอสมควร เป็นคนที่หลงใหลได้ปลื้มกับงานศิลปะแอฟริกัน เลยสะสมขวนขวายมาได้มากมายจนเปิดเป็นมิวเซียม และก็เช่นเดิมคือได้รับความใส่ใจและการสนับสนุนจากทางการ ชิ้นงานส่วนใหญ่เป็นประติมากรรมทั้งจากไม้และจากโลหะ ก็เป็นสไตล์แอฟริกันที่เราคุ้นๆ กันคือเป็นภาพคนเสียส่วนใหญ่ มีรูปร่างและสัดส่วนที่แปลกตา บางชิ้นดูท่าทางจะเก่าพอดู มีชิ้นหนึ่งตรงทางเข้า ใหญ่มาก เป็นรูปสตรีแอฟริกัน ประดับประดาเสียสวยเชียว

ประติมากรรมโลหะรูปสตรีแอฟริกันขนาดมหึมายืนต้อนรับหน้ามิวเซียม

ภายในตกแต่งแบบธรรมดาๆ แต่ก็ดูเป็นระเบียบ
เสียดายที่ป้ายบรรยายเป็นภาษาเกาหลีทั้งหมด

อันนี้เป็นงานไม้ สังเกตดีๆ จะเห็นภาพรวมอย่างนึง …

มาถึงตรงนี้สาวเจ้าก็อายม้วนเพราะหลังคามันรั่ว ต้องเอาถังมารอง ดูบ้านๆ ดี

ถัดเข้ามาด้านในเจอกับภาพเขียนสีน้ำและลายเส้น สวยมากๆ เขาขายด้วยเห็นราคาแล้วก็สะดุ้ง ราคาหลักแสนวอนทั้งนั้น แต่สวยจริงๆ ลายเส้นง่ายๆ แต่ได้ใจความ มีอยู่ชิ้นหนึ่งเป็นภาพชุมชนที่ไหนซักที่ ลายเส้นงี้ละเอียดยิบเลย เขาใช้ปากกาหมึกซึมเส้นเล็กๆ เซียนมากๆ

คุยกับสาวสวยชุดแดงได้ความว่าเธอเป็นคนดูแลที่นี่และเป็นผู้ออกแบบการจัดแสดงทั้งหมด ว้าว…ดูแล้วอายุไม่น่าถึง ๓๐ ยิ้มตลอดเวลา หน้าแบบเกาลี้เกาหลี

เดินดูไปเรื่อยๆ ก็เจอะเข้ากับถังน้ำ !! คือหลังคามันรั่ว สาวเจ้าก็ยิ้มอายๆ ประมาณว่าอย่าไปสนใจมันเลยนะ ถามดูก็รู้ว่ากำลังหางบมาซ่อมอยู่ น่ารักดี จัดกันแบบง่ายๆ ใช้พื้นที่นิดเดียว แถมหลังคายังรั่วเสียอีก แต่ก็ให้อภัยจากความตั้งใจของเจ้าของมิวเซียมนี่แหละ

บันไดวนขึ้นไปดาดฟ้า ประดับด้วยโปสเตอร์งานแสดงศิลปะแอฟริกันบ้าง
คอนเสิร์ตบ้าง ชอบสีสันและลวดลายสไตล์แอฟริกัน ดูเป็นเอกลักษณ์

ขึ้นมาก็จ๊ะเอ๋กับออฟฟิศน่ารัก น่าอยู่เชียว ต่อเติมเป็นห้องแบบง่ายๆ
พื้นที่ที่เหลือก็ยังอุตส่าห์จัดแสดงผลงาน

ดูจนหมดแล้วก็เลยเดินซอกแซกไปเจอบันไดวนขึ้นไปดาดฟ้า ชั่งใจอยู่ว่าจะขึ้นไปดีมั้ยวะ ก็เธอบอกว่าให้ขึ้นไปนี่หว่า ก็เลยเปิดประตูดาดฟ้าโชะเข้าให้ โอ้โห … อึ้งเลย ดาดฟ้าเล็กๆ แห่งนั้นเป็นสถานที่ที่รู้สึกประทับใจมากๆ ตั้งแต่มาเกาหลีครั้งนี้

สาวชุดแดงยิ้มแฉ่งวิ่งเข้ามาต้อนรับ ตรงนี้เขาจัดสรรพื้นที่ไว้จัดแสดงงานอีกส่วนหนึ่ง เข้าใจว่ามันคงเต็มอ่ะนะ เลยเอามาไว้ดาดฟ้า แล้วก็ขึงผ้าใบทำเป็นเพิงแบบง่ายๆ มีที่นั่งตากลมสบายๆ ผมเลยนั่งชมวิวชมงานศิลปะต่อ ตรงนี้เป็นที่พบปะของบรรดาศิลปินทั้งชาวเกาหลีและชาวแอฟริกัน เพิ่งสังเกตว่าที่โซลมีคนผิวสีเยอะพอสมควร ดูในภาพที่ประดับก็เห็นว่าที่มิวเซียมแห่งนี้เป็นเหมือนแหล่งชุมนุมของคนคอเดียวกัน

แอบมองไปด้านในเขาก็ยังแบ่งพื้นที่ทำเป็นออฟฟิศและเข้าใจว่าก็ใช้เป็นที่พักด้วยซะเลย เจอสาวอีกคนหนึ่งกำลังเลี้ยงลูกเล็กอยู่ ออกมายิ้มแย้มทักทายบอกให้ทำตัวตามสบาย รู้สึกชอบบรรยากาศแบบนี้ที่ทำให้เหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อน ก็เลยทำตามสบายเต็มที่ พักนึงสาวชุดแดงก็ชงกาแฟมาให้ อวดว่าเป็นกาแฟมาจากริโอ เดอ จาเนโร เชียวนะ…ชิมดูแล้วหอมจริงๆ แฮะ แม้ว่าจะเป็นกาแฟสำเร็จรูปก็ตาม ผมเลยนั่งจิบกาแฟอ้อยอิ่งอยู่ตั้งนาน

ที่อยากให้ดูก็คืองานส่วนใหญ่จะว่าด้วยมนุษย์ แสดงนัยะทางเพศ
โดยเฉพาะการเล่นกับลึงก์และร่างเปลือย
ผมเข้าใจว่ามันน่าบอกถึงความสมบูรณ์ของแผ่นดินแอฟริกา

มิวเซียมที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าไม่จำเป็นต้องใช้สถานที่หรูหราใหญ่โตเลย มีอาคารใหญ่ๆ มันก็ดี แต่มันจะขาดชีวิต อย่างที่นี่หรือที่อื่นๆ อย่างมิวเซียมกุ๊กไก่ มิวเซียมปมเชือก เล็กนิดเดียวแต่การต้อนรับการเอาใจใส่ผู้มาเยือน มันสร้างบรรยากาศที่ดี ทำให้คนดูก็รู้สึกผ่อนคลาย ไม่ใช่มาทัศนศึกษาเครียดๆ และที่สำคัญมันคือการแสดงความจริงใจและทุ่มเทของผู้สร้าง สิ่งเล็กๆ ที่ใครหลายคนอาจมองว่าไร้ค่า แต่มันคือสิ่งที่ล้ำค่าของใครบางคน เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็ยิ่งประทับใจเข้าไปใหญ่

สาวเจ้ากำลังชงกาแฟหอมกรุ่น จากนั้นผมก็อ้อยอิ่งที่โซฟาตัวนี้แหละ
นั่งแล้วไม่อยากลุกจริงๆ บรรยากาศมันแสนสบายไม่น่าเชื่อว่าเป็นแค่ดาดฟ้าตึกแคบๆ

ภาพก่อนจาก สองสาวผู้ดูแลมิวเซียม
สาวชุดแดงนั่นเล่าว่าเธอเป็น Creator ของมิวเซียมนี้ (เก่งจัง)
พอจะกลับเธอยังอุตส่าห์เดินมาส่งถึงชั้นหนึ่ง

นั่งคุยกับสองสาวอีกพักใหญ่ ก็ขอชื่อเสียงเรียงนามและขอถ่ายรูป ทีแรกน่ะจะขอถ่ายสาวชุดแดงคนเดียว แต่ก็กระไรอยู่ เลยถ่ายมาคู่ซะเลย ก่อนจากก็ให้ url บล็อกไป บอกว่าจะกลับมาเขียนถึง ไม่รู้ป่านนี้เธอจะเปิดดูมั้ยเนี่ย เล่นดองข้ามปีซะขนาดนี้

ใครสนใจลองเข้าไปเยี่ยมเว็บไซต์ได้ที่ http://www.africarho.co.kr แต่เป็นภาษาเกาหลีนะ

หอศิลป์กรุงโซล กับถนนสวยข้างวัง

ขอย้อนไปที่วังด๊อกซูกงอีกครั้ง วังนี้จำแม่นๆ ว่าที่ประตูหน้าจะมีร้าน Dunkin’s Donut รับรองไม่หลง เว้นแต่ใครจะย้ายไปก่อนระหว่างวังกับร้านโดนัท คราวนี้ไม่ได้พามากินโดนัท แต่จะพาไปดูงานศิลปะสวยๆ

ส่วนมากใครที่มาดูวังด๊อกซูกงแล้ว ก็อาจจะแวะร้านค้าน่ารักๆ แถวนั้นซักนิด แต่คงไม่ค่อยมีใครเดินเลียบวังเข้าไปด้านใน ด้านข้างพระราชวังตรงถนนเล็กๆ หน้าร้านโดนัทนั่นแหละ เป็นถนนสายเแคบๆ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ข้างในขอบอกว่าน่ารักน่าเดินเล่นเชียวล่ะ

ดูวังหมดแล้วก็แวะเข้าไปหน่อย ไม่ไกลหรอก ไปตามถนนข้างวังหน้าร้านโดนัท

โค้งแรกก็จะเจอร้านข้าวน่ากิน ถัดเข้าไปมุมโน้นโค้งซ้ายมือจะมีร้านเบเกอรี่น่ารักน่าชัง

เข้าไปหน่อยจะเป็นร้านค้าเล็กๆ ขายพวกอาหาร เบเกอรี่ เครื่องดื่ม เอาไว้นั่งเล่นให้หายเมื่อย เขยิบเข้าไปจะเป็นสถานที่ราชการ ดูไม่ออกว่ามันคืออะไร พื้นที่เริ่มจะครึ้มไปด้วยต้นไม้ และเริ่มแสดงความเป็น Creative City ขึ้นมา เมื่อสองข้างทางเขาจัดแต่งให้น่าเดิน คือฝั่งพระราชวังมันจะเก๋ด้วยกำแพงวังอยู่แล้ว พื้นถนนบางส่วนเขาเลยปูด้วยอิฐบล็อกเป็นลวดลาย ทางเดินก็ร่มรื่นด้วยต้นไม้ มีม้านั่งดีไซน์แปลกเอาไว้ตลอดทางเผื่อใครจะเมื่อย เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งคือเพราะถนนเส้นนี้มันแคบ รถใหญ่จึงไม่ค่อยเข้ามา มีรถมอเตอร์ไซค์บ้าง เก๋งคันน้อยบ้าง และทางที่คดเคี้ยวเป็นงูเลื้อย มองไปก็จะไม่เห็นข้างหน้า จะเห็นเพียงทางตัดหายไปเพราะมันเป็นโค้ง แบบนี้แหละที่ดูแปลกตา น่าเดินเล่น ชวนให้สงสัยว่ามันจะไปโผล่ที่ไหนนะ

จริงๆ แล้วทางเส้นนี้สามารถทะลุไปออกอีกฝั่งหนึ่งของเมืองได้ ถ้าดูตามแผนที่ถ้าผมดูไม่ผิดเขาว่ามันจะไปเจอวังเคียงบกได้ แต่อาจจะวกวนนิดหน่อย ที่อยากไปดูมากกว่าคือถนนเส้นนี้เป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์ศิลปะของกรุงโซล Seoul Museum of Art ช่างสรรหาที่มาหลบซ่อนเสียจริงๆ ระหว่างทางก็มีป้ายประชาสัมพันธ์งานแสดงศิลปะเรียงราย ช่วงนั้นเขากำลังจัดงานแลกเปลี่ยนศิลปะของเกาหลีกับออสเตรเลียอยู่พอดี

ทั้งที่มันก็คือถนนแคบๆ ที่ไม่มีอะไรเลยจริงๆ แต่มันเสือกทำบรรยากาศให้น่าเดินเล่น
ถ้าอยู่บ้านเราสงสัยโดนถ่ายมิวสิค ถ่ายละครแหงๆ
และที่ชื่นชมคือไม่มีแม่ค้ามาตั้งแผง เข็นรถขายของ เป็นบ้านเราก็ตรึมไปแล้ว
และคนที่โน่นแม่งขยันเดินกันจริงๆ บ้านเรานี่จำใจเดิน บ้านเขาเต็มใจเดิน
เพราะมันเดินสบาย ไม่ค่อยมีหลุ่มบ่อ อากาศก็ร่มรื่น

เดินเข้ามาประมาณ ๕๐๐ เมตร ก็เจอะทางเข้ามิวเซียม ไม่เสียเงินครับ ทางเดินจะเป็นทางลาดขึ้นไปบนเนิน ระหว่างทางก็มีงานศิลปะจัดแสดงไว้กลางแจ้งให้สมกับเป็นหอศิลป์ แล้วก็มีต้นไม้เยอะมาก ทั้งไม้ดอกและไม้ใหญ่ ขอบอกว่าเดินมาจากถนนใหญ่มาถึงตรงนี้เพลินมากๆ ไม่เหนื่อยเลย

มาถึงตัวหอศิลป์ .. (ขออนุญาตเรียกหอศิลป์) ดุ่ยๆ เข้าไปท่ามกลางความอลังการ คล้ายๆ หอศิลป์กรุงเทพบ้านเรา แต่บ้านเขาคึกคักกว่ามาก (บ้านเราผีหลอก) สังเกตตั้งแต่ทางเข้า มีลานกว้างด้านหน้า ก็มีคนมานั่งเล่น เดินเล่น มี นศ.ศิลปะ มานั่งเขียนรูป ทำกิจกรรมอะไรกันไม่รู้ คือคนบ้านเขาชอบมาทำกิจกรรมกลางแจ้ง มาชมงานศิลป์ ซึ่งขอบอกว่าจำนวนไม่น้อยเลย ต่างจากบ้านเราที่คนไม่ค่อยเข้าหอศิลป์ บางคนบอกว่าดูไม่รู้เรื่อง ส่วนที่เข้าหอศิลป์บ่อยๆ ก็พวกคุณนายไฮโซ นี่ก็ดูไม่รู้เรื่อง แต่เข้าไปซื้องานศิลป์แพงๆ ไว้อวดกัน

งานศิลป์พวกนี้บอกตรงๆ ผมก็ดูไม่รู้เรื่อง การเสพงานพวกนี้อย่าไปพยายามดูให้รู้เรื่อง มันต้องสัมผัสด้วยอารมณ์ ดูแล้วรู้สึกอย่างไร นั่นแหละคือการเสพงาน ไม่ใช่มัวแต่พินิจว่ามันรูปอะไรวะ แบบนี้ดูไปก็ปวดตุ้ม คิดมากเยี่ยวเหลืองเปลืองสมอง ถ้าดูแล้วรู้สึกอึดอัด ดูแล้วรู้สึกกลัว รู้สึกเศร้า นั่นแหละคือสิ่งที่ศิลปินเขาต้องการ เราอาจจะคิดต่างจากผู้สร้างงาน แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็น

เข้าไปในตัวตึกสำรวจคร่าวๆ เขาแบ่งออกเป็นโซน คือโซนจัดแสดงและโซนกิจกรรม ส่งภาษาสอบถามเจ้าหน้าที่สาวสวย (สวยจริง) บอกว่า “เข้าฟรีค่ะ แต่ห้ามถ่ายรูปนะมึง” ก็เลยอดถ่ายรูปข้างในมาให้ดู เส้นทางชมเขาบังคับไว้ตามลูกศรว่ามึงต้องเริ่มจากห้องนี้ก่อน แล้วเดินตามทางไปเรื่อยๆ แต่ใครจะแหกกฎก็เรื่องของมึง

ตรงเนินขึ้นไปที่ตัวตึกจะมีงานศิลปกลางแจ้งดักเป็นระยะๆ

ตัวอาคารเป็นอิฐเปลือยสวยมาก อ่านในสูจิบัตรเห็นว่าเป็นอาคารเก่าแก่ แต่มาบูรณะใหม่

บรรยากาศภายใน รูปนี้คัดมาจากสูจิบัตร เพราะ PR คนสวยบอกว่าห้ามถ่ายรูป

ประติมากรรมฝั่งตรงข้ามหอศิลป์ เขาจงใจทำให้มันเตี้ยๆ ไม่รู้ล้อใครรึเปล่า

งานส่วนใหญ่เป็นภาพเขียนและสื่อผสม งานของออสเตรเลียส่วนมากเป็นสื่อผสมใช้แสง เสียง เข้ามาผสมกัน มีอยู่ห้องหนึ่งแสดงภาพสามมิติ ดูแล้วน่าปวดหัว เขาใช้ผนังห้องขนาดยาวกว่า ๑๐ เมตร แทนจอฉาย คิดดูละกันว่าจะมึนกบาลขนาดไหน

นอกจากนี้ยังมีโซนกิจกรรม แต่ผมไม่ได้เข้าไป (เพราะต้องรีบไปรับหมอ) แต่ดูคร่าวๆ จากภายนอกแล้วน่าสนใจทีเดียว มีส่วนของกิจกรรมสำหรับเด็ก สอนศิลปะ ห้องสมุด ห้องสัมมนากลุ่มย่อย มีร้านกาแฟ มีห้องประชุม คือครบสูตรกระบวนการของศิลปศึกษา และที่สำคัญคนเยอะพอสมควร คนบ้านเขาสนใจที่จะหาความรู้และประสบการณ์มากกว่าจะไปเดินห้าง ถามว่าคนเดินห้างมีไหม มีแน่นอน คงเป็นเพราะว่าบ้านเรามันมีทางเลือกน้อย ใครๆ ก็เลยไปอาศัยห้างกันหมด ขณะที่บ้านเขามีทางเลือกมากกว่าทั้งศูนย์กีฬา มิวเซียม หอศิลป์ อะไรต่อมิอะไร จึงมีโอกาสในการแสวงหาความรู้และประสบการณ์ นี่จึงอาจเป็นที่มาว่าทำไมเกาหลีจึงพัฒนาแบบก้าวกระโดดแบบที่เราไม่มีทางทำตามได้

พาไปหอศิลป์ ไหงมาจบแบบนี้ได้วะเนี่ย

** ลองเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเขาได้ที่ http://seoulmoa.seoul.go.kr **

ไปดูวังใหญ่ (เคียงบก)

อีกพระราชวังหนึ่งที่ใครมากรุงโซลต้องมาสัมผัสให้ได้ ไม่งั้นไม่ครบสูตร (นอกจากมาตระเวนซื้อเครื่องสำอาง) คือพระราชวังเคียงบก บางคนเรียกเคียงบุก แต่ฟังดูแล้วเหมือนจะยกพวกไปกระทืบกะใครเลยขอใช้เคียงบกแทนละกัน

เคียงบกเป็นพระราชวังที่เบ้อเริ่มที่สุดในห้าสุดยอดวังของกรุงโซล เรื่องของประวัติความเป็นมานั้นไม่รู้จริงๆ รู้แต่ว่าเก่าแก่มากๆ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยต้นราชวงศ์โจซอง ซึ่งเป็นยุคทองของเกาหลีเขา มีกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เคยมาประทับหลายพระองค์ จึงไม่แปลกที่จะมีตำหนักใหญ่น้อยเรียงรายเต็มไปหมด และก็เหมือนทุกๆ วัง ที่แต่ละตำหนักจะเว้นระยะทางห่างกันชนิดเดินเมื่อยตีน อันนี้ยกเว้นพระราชวังอึนเฮียนกุงที่มีขนาดเล็กที่สุดที่เดียว

ทางเดินภายในสถานีรถไฟใต้ดิน ตกแต่งด้วยโปสเตอร์ของพิพิธภัณฑ์พระราชวัง
เป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนชมของจริง
 ความขัดแย้งกันระหว่างอาคารโบราณและตึกทรงทันสมัย

ไฮไลต์น่าจะอยู่ที่ท้องพระโรงมหึมา เข้าใจว่าน่าจะใช้สำหรับออกว่าราชการ เป็นศูนย์กลางของพระราชวัง บริเวณรอบๆ กว้างขวาง กว้างมากๆ แล้วก็แปลก ที่นี่ต้นไม้ค่อนข้างน้อย คือมีห่างๆ กัน ดูโปร่งตา ไม่เหมือนด๊อกซูกงกับอึนเฮียนกุงที่ค่อนข้างครึ้มไปด้วยต้นไม้ ส่วนวังที่เหลือไม่ได้เข้าไปดูแต่คิดว่าน่าจะครึ้มพอกัน อันนี้ก็คิดเอาเองอีกว่าเป็นเพราะว่านี่คือที่ประทับของกษัตริย์ หากปล่อยให้ครึ้มมากเกินไปอาจจะกลายเป็นที่หลบซ่อนของผู้ไม่หวังดีเอาได้

ประตูใหญ่เป็นจุดสนใจของทุกคน อากาศยามเช้าๆ ท้องฟ้าโปร่ง เย็นสบาย

 คติความเชื่อเรื่องสิงห์มีอยู่แทบจะทั่วไปในภูมิภาคเอเชีย น่าแปลกไหมล่ะ

ตำหนักอะไรไม่รู้อยู่กลางน้ำ มีปลาตรึม
ถ้าเป็นบ้านเราต้องมีแผงขายอาหารปลาแล้วล่ะ 

รูปแบบสถาปัตยกรรมก็คล้ายๆ เดิม ดูดีๆ ที่ด้านบนจะมีเหล็กแหลมเสียบไว้
สันนิษฐานว่าไว้เพื่อกันนกไม่ให้มาเกาะ ไม่งั้นก็เจอขี้นกแหงๆ
เทคนิคนี้ก็คล้ายๆ สถาปัตยกรรมบ้านเราที่เรียกว่า บราลี ที่อยู่ตามหลังคาโบสถ์

วันที่ไปไม่รู้มันกำลังเตรียมจัดงานอะไร มีเครื่องดนตรีหลายชนิดมาจัดเรียงไว้
สงสัยจะมีคอนเสิร์ต

ศิลปะสถาปัตยกรรมก็เหมือนๆ เดิม คือสร้างด้วยไม้ สีสันเจ็บตา ประตูวังนั้นเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของกรุงโซล ใครแวะมาก็ต้องมาถ่ายรูปคู่ และที่ขาดไม่ได้คือการแสดงเปลี่ยนเวรยามของทหารองครักษ์ ซึ่งก็คล้ายๆ กับที่ด๊อกซูกง แต่ว่าที่นี่จะชุดใหญ่กว่า เพราะมีพื้นที่กว้างกว่า โดยแสดงกันภายในลานกว้าง ไม่เหมือนที่ด๊อกซูกงที่ต้องออกมาแสดงกันหน้าวังติดกับถนนใหญ่

ที่เคียงบกก็ยังมีคนสนใจชมการแสดงเช่นเดิม ที่ลานกว้างเป็นลานดินโล่ง ไม่มีหญ้าซักต้น เวลาลมพัดแรงๆ ฝุ่นทรายก็ปลิวพองาม พอจะเข้าใจได้ว่าถ้าปลูกหญ้าก็ตายฟรี เพราะบรรดานักท่องเที่ยวคงเหยีบย่ำกันสนุก ฉะนั้นอย่าปลูกแม่งให้เปลืองเงินวอนเลย นักแสดงจึงต้องแสดงกันท่ามกลางเปลวแดดและฝุ่นทราย แม้ว่าอากาศจะเย็นสบายแต่ถ้าอยู่กลางแดดเปรี้ยงๆ ก็ทำเอามึนได้เหมือนกัน

ถ้าใครมีกล้องดีๆ คงถ่ายได้สวย เพราะสีสันมันเจ็บเสียเหลือเกิน ธิวธงปลิวไสว แล้วแดดก็ดีเหมาะแก่การถ่ายภาพเสียจริงๆ

การแสดงเปลี่ยนเวรยามของทหารองครักษ์ จัดแสดงในลานกว้าง 

จากนั้นก็ยกขบวนเดินออกมาด้านหน้าประตูใหญ่

กลองอันมหึมานี้ตั้งอยู่บริเวณลานกว้าง นึกว่าเขาจะใช้ในพิธี แต่กลับไม่ใช่

ไอ้หมอนี่เป็นคนหนึ่งที่ผมเห็นว่ามันแอบสัปหงก ดูสิ ตาปรือเชียว

เดินวนดูวังอยู่เกือบชั่วโมงก็มาดูที่ประตูใหญ่เสียหน่อย มีทหารองครักษ์ยืนเฝ้าประตูทำหน้าเครียด พยายามทำนิ่งๆ เหมือนที่บัคกิ้งแฮม แต่ไม่นิ่งพอ ฮาเหมือนกัน คือเค้าจะมียุกยิกๆ บ้าง หลับตาหลบแดด เกาโน่นเกานี่ บางรายแม่งแอบหลับ แล้วนักท่องเที่ยวก็ชอบมาถ่ายรูปคู่ใกล้ๆ บางคนแม่งกอดคอเฉยเลย เออ ถ้าเป็นเราก็คงนิ่งไม่ไหวเว้ย แล้วไม่อยากบอกว่าไอ้ที่ถ่ายเยอะสุดหนีไม่พ้นพี่ไทย อยู่ที่นี่ไปทางไหนก็เจอคนไทย นึกว่าอยู่เชียงใหม่ซะอีก

มีเรื่องฮาอีกเรื่อง ไม่รู้มีใครสังเกตรึเปล่า บังเอิญไอ้กระผมก็เดินวนไปวนมาอยู่ บังเอิญเจอทหารหนวดหลุด! หนวดหลุดจริงๆ เพราะเขาติดหนวดปลอม ไอ้ที่เห็นหนวดดำเป็นแผงที่หนวดปลอมทั้งนั้น พออากาศมันร้อน เหงื่อออก หนวดมันก็ร่วง ก็เห็นเจ้าหน้าที่เดินถือขวดกาวคอยมาติดหนวดกลับเหมือนเดิม พอมันหันมาเห็นผมถือกล้องก็ยิ้มเขินๆ พูดอะไรไม่รู้ ผมก็ยิ้มๆ เลยไม่กล้าถ่ายรูป เกรงใจมัน

มุมน่ารักๆ เด็กๆ ชาวเกาหลีออกมาทัศนศึกษากับคุณครูแสนสวย

มุมเลวๆ ของพ่อแม่ชาวเกาหลีที่ไม่สั่งสอนลูก ดูมันสิ ให้เด็กๆ ปีนป่ายงานประติมากรรม
มันอาจไม่ใช่ของโบราณ แต่พฤติกรรมแบบนี้ผู้ปกครองควรบอกเด็กๆ 

ขบวนนี้เป็นกรุ๊ปทัวร์ชาวไทย เดินกันส่งเสียงเอะอะ แล้วก็ไม่ยักกะมีใครสนใจไกด์
แถมยังเอาแต่ถ่ายรูป เจออยู่แก๊งค์นึงบ่นว่าหลงกับทัวร์ ก็พวกมึงเอาแต่ถ่ายรูปนี่หว่า

ภายในเขตพระราชวังก็ยังมีส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์พระราชวัง คือเป็นอาคารจัดแสดงวัตถุพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพระราชวังและพระราชวงศ์ เสียดายที่เขาห้ามถ่ายรูป แต่ … แต่ก็เจอคนถ่ายรูปเฉยเลย (ไม่ต้องบอกว่าเป็นชาติใด) ทีแรกก็อยากจะถ่ายเหมือนกัน แต่พอเห็นเขาละเมิดกฎกันอย่างงั้นแล้วก็เลยคิดว่าขอทำตัวเป็นคนดีหน่อยละกัน จึงเดินชมเพียงอย่างเดียว

ปวดตีนเหมือนเกิน เดินเที่ยวมาตั้งหลายวัน วันนี้เป็นวันที่ปวดที่สุด ขนาดมาตั้งแต่เช้า (๙ โมง) แต่ก็รู้สึกเหงื่อซึม แต่เอากูไม่อยู่หรอก มาถึงขนาดนี้แล้วเดี๋ยวจะอ้อมวังไปดูมิวเซียมสวยๆ ต่อ

เดินดูวังในโซล (ด๊อกซูกุง)

เวลาผ่านวัดพระแก้ว เห็นนักท่องเที่ยวต่างๆชาติแห่กันเข้ามาชม ก็มักจะรู้สึกว่าพวกแม่งมาดูอะไรกันมากมาย แต่พอไปต่างบ้านต่างเมืองแล้วก็เข้าใจทันทีว่าพวกมันมาดูอะไรกัน

มากรุงโซลสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือต้องไปชมห้าพระราชวังที่ถือเป็นไฮไลต์ เหมือนกันมาบางกอกแล้วต้องไปวัดพระแก้วนั่นแหละ งานนี้ผมไปไม่ครบทุกที่ ที่ไปดูแบบจริงๆ จังก็แค่สาม คือ ด๊อกซูกุง (Deoksugung Palace) เคียงบุก (Gyeongbokgung Palace) และ อึนเฮียนกุง (Unhyeongung Palace) ที่นี่ผมเคยเล่าไปแล้ว กลับไปอ่านได้ใน “ไปดูเขาชงชาที่อึนเฮียนกุง

ที่หน้าประตูวังมีเหล่าทหารองครักษ์ยืนเก๊กหน้าถมึงทึงอยู่
ประมาณว่าใครอย่าแหยมเข้ามานะเว้ย เดี๋ยวพ่อฟันหัวแบะ

ด้วยความที่ชอบดูอะไรแบบนี้เป็นทุนเดิม การเดินชมวังจึงนับความคุ้มค่าสำหรับการมาแรดในครั้งนี้อย่างที่สุด น่าแปลกอย่างหนึ่งคือก่อนเดินทางมาผมลองค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ ปรากฏว่าคนไทยที่ว่าคลั่งวัฒนธรรมเกาหลีนั้น แท้จริงคลั่งความบันเทิงพวกดารานักร้องมากกว่าสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมจริงๆ ของบ้านเขา ไม่มีใครให้ข้อมูลแบบละเอียดเกี่ยวกับศิลปะบ้านเขาเลย สัญลักษณ์ สถาปัตยกรรม หรืออะไรก็ตาม ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของเกาหลีนั้น คนไทยได้มาจากละคร ซึ่งก็ล้วนแต่ถูกแต่งเติมทั้งนั้น ลองไปค้นดูหนังสือในห้องสมุดใหญ่ๆ ดูสิครับ เราจะเจอหนังสือท่องเที่ยวเกาหลีเป็นกระตั๊ก ในนั้นอาจจะมีข้อมูลประวัติศาสตร์บ้าง แต่ก็พอสังเขปสำหรับนักท่องเที่ยว อันนี้ผมไม่รู้จริงๆ ว่ามีมหาลัยไหนเปิดสอนเรื่องเกาหลีศึกษาอย่างจริงจังหรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่ตำราต่างประเทศแล้ว ผมมองหาที่เป็นของคนไทยทำได้น้อยมากๆ แต่ถ้าหาประวัติดาราเกาหลีล่ะก็ ขุดกันมาเขียนได้เป็นเล่มๆ เลยเชียว

ดังนั้นการเดินชมวังเพียงลำพังของผมจึงอาศัยความรู้เท่าที่พอจะมีอยู่เท่าหางเป็ด ซึมซับวัฒนธรรมบ้านเขากลับมาเท่านั้น ส่วนหมอก็ปล่อยให้เขาเข้าประชุมไป (ก็เธอจะมาประชุมมิใช่รึ)

เริ่มไปที่ด๊อกซูงกุง เขาว่าเป็นวังที่มีความสำคัญพอสมควรทีเดียว มีกษัตริย์มาประทับหลายพระองค์ จะเป็นบ้างก็ช่างเขาเถอะ ไม่อยากจำ เอาเป็นว่าวังนี้มีความสำคัญระดับชาติของเขาละกัน ขนาดนั้นด้อยกว่าเคียงบกซึ่งเป็นวังใหญ่พอสมควร แต่ก็นับว่าใหญ่เอาเรื่อง เดินกันเมื่อยตีนเชียวล่ะ เสน่ห์ของวังบ้านเขาคือมีพื้นที่ให้เดินมากกว่าบ้านเราซึ่งมักจะสร้างพระที่นั่งติดๆ กัน ส่วนที่เป็นอุทยานก็จะแยกไว้ แต่บ้านเขานั่นใช้พื้นที่ค่อนข้างกว้าง ระยะห่างระหว่างพระที่นั่งแต่ละหลังก็ไกลพอดู พื้นที่ทางเดินจึงปลูกต้นไม้เสียครึ้ม เหมาะสำหรับมาเดินเที่ยวออกกำลังหรือพักผ่อน

สถาปัตยกรรมเกาหลีนั้นดูไปก็คล้ายของจีน เกือบจะเหมือนเลยเชียวล่ะ ทั้งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม ดูมีความคล้ายกันอย่างมาก พระราชวังของเกาหลีนั้นสร้างจากไม้ทั้งหลัง พยายามมองหาดูก็ไม่เจอตะปูซักดอก เพดานยกสูงมาก ที่พวกเขาเน้นมากๆ คือหลังคา สถาปัตยกรรมบ้านเขานี่ดูเหมือนจะตั้งใจทำหลังคาเป็นพิเศษ อย่างตัวพระราชวังว่าประดิดประดอยแล้ว แต่หลังคายิ่งอลังการมากกว่าอีก ถ้ามองไกลๆ จะเห็นว่าสัดส่วนของหลังคากินเนื้อที่ไปถึง ๒ ใน ๓ ของอาคารเลยทีเดียว

หลังคาส่วนนี้เข้าใจว่ายังรอการบูรณะอยู่ แต่กระนั้นก็เห็นเค้าความงาม
ไม่ต้องดูสีสัน เอาแค่รูปทรงก็สวยแล้ว

ส่วนนี้คือผ่านการขัดสีฉวีวรรณเรียบร้อย ออกมาได้สีเจ็บแสบ น่าแปลกตรงที่ไม่ว่าประเทศไหนๆ ตามปกติสีสันของฝ่ายในมักจะเป็นสีโทนเย็น ไม่ก็ออกแนวขรึม ส่วนสีสันของชาวบ้านจะออกแนวจัดจ้าน ลองไปดูสิครับ folk art ที่ไหนๆ ก็นิยมใช้สีแสบๆ แต่ที่นี่สลับกัน พระราชวังกลับใช้สีจัดๆ ทั้งนั้น

ตัวหลังคาทำเป็นคลื่น มีความลาดเอียงค่อนข้างมาก นัยว่าบ้านเขาฝนตกและมีหิมะ ตกแต่งสีสันอย่างวิจิตร ตรงเชิงหลังคาบางหลังจะมีประติมากรรมประดับ เท่าที่เห็นจะเป็นรูปพระถังซัมจั๋งเดินทางไปชมพูทวีปตามคติของมหายาน บางทีก็เป็นสัตว์แปลกๆ คงเป็นสัตว์ในตำนานของบ้านเขา สีสันของอาคารส่วนมากใช้สีที่ฉูดฉาด แดง ส้ม เขียว เหลือง น้ำเงิน เน้นลายเครือเถาหรือไม่ก็มังกร หน้าต่างและประตูฉลุลวดลายเสียบรรจง

หากมองจากด้านในขึ้นไปเขาจะไม่ทำฝ้าเพดาน จะโชว์ขื่อและคานให้เห็นถึงความแข็งแรง ที่ได้ชมกันทุกวันนี้ผ่านการบูรณะมาแล้วทั้งสิ้น ว่ากันว่าของเดิมนั้นโทรมมากๆ จากภัยสงคราม ที่เหลือรอดพ้นลูกระเบิดมาได้นี่ก็นับว่าอัศจรรย์สุดๆ แล้ว

หลังนี้เป็นตำหนักเล็กๆ ไม่มีการลงสี ไม่แน่ใจว่าสีลอกหรือว่าจงใจเป็นแบบนี้ แต่รูปทรงยังคงเหมือนกัน แบบนี้ก็ดูคลาสสิกดี ลองดูต้นไม้ที่เป็น foreground สิ เปลือกไม้ยังสวยเลย

อีกสิ่งหนึ่งที่เขาว่าพลาดไม่ได้คือการแสดงเปลี่ยนเวรยามของทหารองครักษ์ ทหารพวกนี้ก็ทำหน้าที่คล้ายๆ องครักษ์ที่เราเคยเห็นในหนังนั่นแหละ เดินไปเดินมาเฝ้าพระราชวัง พอถึงเวลาเปลี่ยนเวรก็มีพิธีรีตองนิดหน่อย ไม่ใช่เดินดุ่ยๆ มาแตะมือเปลี่ยนยามกันง่ายๆ ด้วยความมี Creative Culture แม่งก็เลยเอามาเป็นจุดขายเสียเลย เหมือนในอังกฤษไงครับที่ใครไปก็ต้องไปถ่ายรูปกับทหารยามที่ยืนตรงเปรี๊ยะเป็นหุ่นไม่ขยับ ทหารยามที่เกาหลีก็เหมือนกัน แต่ยังยุกยิกๆ อยู่ ไม่นิ่งเหมือนอังกฤษ

บริเวณข้างประตูมีอะไรให้ดูที่ผมว่าน่าสนใจกว่าทหารซะอีก สองสาวจับคู่ประกาศกำหนดการแสดงเจื้อยแจ้ว ดึงดูดผมมากกว่าพวกองครักษ์เยอะ ส่วนนังกะเทยข้างๆ นั่นไม่เกี่ยว

ขณะที่รอเวลาแสดง คุณทหารก็ทำหน้าที่เป็นตากล้องจำเป็นบริการนักท่องเที่ยวไปด้วย

คนบ้านเขาคงคุ้นเคยกับการแสดงนี้ จึงเดินผ่านไปอย่างไม่ค่อยใส่ใจ
ราวกับว่ามันคือเรื่องปกติของที่นั่น ส่วนทหารชุดเหลืองนี่เป็นพวกกองดุริยางค์

ด้านหลังนั่นเป็นพวกหัวหน้าองครักษ์ทำพิธีแลกเวรกัน
จากนั้นพี่ตุ้ยก็จะกระหน่ำกลองเป็นสัญญาณว่า เลิกงานแล้วเว้ย

พอเดินทางไปถึงตอนเกือบเที่ยงก็โชคดีได้เวลาแสดงพอดี ที่ว่าแสดงก็เพราะว่าเป็นการจำลองสถานการณ์ณเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว บรรดาทหารแต่งกายสีสันฉูดฉาด เครื่องแต่งกายนี้จะบอกสถานะและลำดับชั้นของพวกทหารองครักษ์ (เดี๋ยวเอาไว้เล่าตอนไปเคียงบุก) พิธีการก็ไม่มีอะไรมาก พอได้เวลาก็จะมีขบวนทหารเดินมาพร้อมกับวงดุริยางค์ หัวหน้าองครักษ์รับมอบธง ตีกลอง เดินเปลี่ยนตัวกัน แล้วก็จบ กินเวลาราว ๑๐ นาที ที่มันสวยงามก็คือเครื่องแต่งกายและธงที่สีสันเจ็บตาดีเหลือเกิน พอเสร็จพิธีบรรดานักท่องเที่ยวก็จับจองนายทหารที่ชื่นชอบเพื่อถ่ายรูปยกใหญ่

เดี๋ยวไปต่อที่เคียงบุก …


ถ่ายมาดูสั้นๆ ลมแรงมาก อาจจะเบลอเล็กน้อยเพราะมือสั่นเทิ้มด้วยความหิว

เบื้องหลังการแสดง บรรดานายทหารก็จับกลุ่มหลบร้อน ควักบุหรี่ออกมาดูดกัน

สองแท่งนี้เขาว่าคือนาฬิกาน้ำโบราณ ไม่รู้เหมือนกันว่าใช้งานยังไง

เดินออกมาภายนอกพระราชวังก็เจอกับความโอฬารของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่
เหมือนออกมาสู่อีกโลกหนึ่ง