Tag Archives: อิสราเอล

โกลด้า เมียร์ สตรีเหล็กของชาวยิว

golda-meir

โกลด้า เมียร์ สตรีเหล็กของชาวยิว

ในโลกของการเมือง มีสตรีอยู่ไม่มากนักที่สามารถก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดในฐานะผู้นำของประเทศ เราขอไม่นับเหตุการณ์ในสมัยโบราณที่สตรีก้าวขึ้นมาปกครองแผ่นดิน อย่างในยุคของพระนางบูเช็คเทียน ที่ปกครองแผ่นดินจีนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนพระนางถูกยกย่องให้เป็นจักรพรรดินีพระองค์แรกของโลก หรืออย่างพระนางคลีโอพัตรา ที่เคยปกครองแผ่นดินไอยคุปต์ หากถ้าจะนับเอาโลกยุคใหม่แล้ว คงต้องยกย่องให้ นางศิริมาโว บันดาราไนยเก เป็นผู้นำสตรีคนแรก เธอขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของศรีลังกาในปี ๑๙๖๐ หลังจากนั้นเป็นต้นมาทั่วโลกก็เริ่มเปิดรับกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่มีสตรีเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทัดเทียมกับผู้ชาย

แต่ยังมีผู้นำสตรีอีกท่านหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญและมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในยุคที่โลกเต็มไปด้วยสงครามและความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ เธอคือ นางโกลด้า เมียร์ (Golda Meir) นายกรัฐมนตรีหญิงของอิสราเอล

munich113
ภาพจากภาพยนตร์ MUNICH

หากท่านใดมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง MUNICH ของสตีเว่น สปิลเบิร์ก เมื่อปี ๒๐๐๕ ท่ามกลางที่ประชุมของอิสราเอล มีหญิงชราคนหนึ่งที่ดูเหมือนแค่คนแก่ไร้พิษสง แต่คนทั้งที่ประชุมต่างยำเกรง และเธอเป็นผู้ออกคำสั่งให้ตอบโต้พวกอาหรับอย่างลับๆ นั่นแหละเธอล่ะ นางโกลดา เมียร์ ผู้นำหญิงเหล็กของชาวยิว

เส้นทางชีวิตของเธอนับว่าต้องฝ่าฟันความยากลำบากมาไม่ใช่น้อย กว่าจะก้าวมาอยู่ยังจุดสูงสุดของชีวิต เธอเกิดเมื่อปี ๑๘๙๘ ในครอบครัวชาวยิวผู้ยากจน ในวัยเด็กเธออาศัยอยู่กับครอบครัวในยูเครน ประเทศรัสเซีย (ในขณะนั้น) ตามประสาเด็กผู้หญิงชาวยิวที่มักจะไม่ค่อยได้รับการส่งเสริมเรื่องของการศึกษามากนัก เธอเรียนหนังสือเบื้องต้นจากบิดาของเธอเอง แต่เธอก็เป็นเด็กที่ใฝ่รู้และมีความฝันจะโตขึ้นมาเป็นครูให้จงได้

ครอบครัวของเธออพยพมายังแผ่นดินอเมริกาในปี ๑๙๐๖ ชีวิตที่นี่ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่ยูเครนนัก ครอบครัวของเธอยังต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบอยู่เช่นเดิม เธอมีโอกาสได้เรียนถึงแค่ชั้นประถม ทางบ้านจึงให้เธอออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เธอเสียใจมากที่ไม่ได้เรียนต่อจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพื่อออกหางานหาเงินเรียนหนังสือด้วยตนเอง ในตอนนั้นเธอมีอายุเพียง ๑๔ ปี

เมื่ออายุ ๑๖ ปี เธอเดินทางกลับมาอยู่กับครอบครัวอีกครั้ง ในตอนนั้นครอบครัวของเธอเริ่มลงหลักปักฐานในอเมริกาและเริ่มมีฐานะที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่เธอก็ยังตั้งปณิธานที่จะเรียนหนังสือให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และความฝันในการเป็นครูของเธอก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยเธอเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยครูในมิลวอคกี้ ที่นั่นเธอเป็นดาวเด่น ด้วยความเป็นคนที่ฉลาด หัวไว และเธอเป็นคนที่มีความสามารถในการพูดในที่ชุมชนมากทีเดียว ซึ่งทำให้เธอถูกจับตามองจากกลุ่มการเมืองชาวยิวที่นั่น

ในช่วงที่เธอศึกษาอยู่ในวิทยาลัยครูนั้นก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ขึ้น ภายหลังจากสำเร็จการศึกษาในปีถัดมา เธอก็หันเหความสนใจและล้มความฝันในการเป็นครูเข้าสู่โลกของการเมือง โดยเธอเข้าร่วมงานกับพรรคการเมืองชาวยิวอย่างเต็มตัว เนื่องจากเธอคิดว่างานการเมืองนั้นน่าจะเปิดโอกาสให้ได้ช่วยเหลือชาวยิวทั่วโลกที่ถูกข่มเหงได้มากกว่า

minster-meir
คณะรัฐบาลอิสราเอล นายกรัฐมนตรีเบนกูเรียน (หัวโต๊ะ) และนางโกลดา (ซ้ายล่าง)

ในขณะนั้นปัญหาทางเชื้อชาติลุกลามไปทั่วโลก โดยเฉพาะชาติพันธุ์ยิว ปัญหาเรื่องของดินแดนในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นทุกที ประกอบกับผลพวงจากสงครามโลกยิ่งทำให้ตะวันออกกลางร้อนระอุยิ่งขึ้น

ชาวยิวทั่วโลกสร้างเครือข่ายถึงกัน ความตั้งใจอย่างหนึ่งของพวกเขาคือความพยายามในการทวงคืนแผ่นดินปาเลสไตน์กลับมาเป็นของพวกเขา เพราะเชื่อว่าเดิมทีนั้นแผ่นดินนี้เป็นของชาวยิว ชาวยิวชั้นปัญญาชนกระจายแนวคิดนี้ไปทั่วโลกและส่งเสริมให้ชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่เดินทางกลับแผ่นดินแม่ ชาวยิวนั้นนับว่าเป็นชนชาติที่แข็งแกร่ง ฉลาด และทำการค้าเก่ง จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะจัดเป็นกลุ่มชนที่มีฐานะพอสมควร เมื่อเดินทางกลับดินแดนปาเลสไตน์พวกเขาก็กว้านซื้อที่ดินอย่างไม่เกี่ยงราคา แม้จะเป็นผืนดินที่แห้งแล้งหาประโยชน์อันใด้ไม่ได้

ชาวอาหรับที่อาศัยอยู่เดิมเห็นเป็นช่องทางทำเงิน จึงยอมขายที่ดินแห้งแล้งเหล่านั้น โดยไม่คาดคิดเลยว่าในเวลาต่อมาจะกลายเป็นผลร้ายกับพวกเขาเอง

นางโกลด้าเดินทางกลับสู่ปาเลสไตน์ในปี ๑๙๒๑ แต่ชีวิตเธอก็ไม่สบายนัก เธอทำงานรับจ้างทุกอย่างเพื่อนหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว จนในปี ๑๙๒๘ เธอก็ได้รับโอกาสกลับเข้าทำงานการเมืองอีกครั้ง โดยเข้าทำงานเป็นเลขานุการในสภาแรงงานสตรีและต่อมาไม่นานเธอก็ก้าวขึ้นเป็นผู้นำของสภาในที่สุด

ตอนนั้นเองที่ชาวยิวทั่วโลกต่างเดินทางกลับแผ่นดินแม่มากขึ้นทุกทีๆ โดยมีแผนที่จะก่อตั้งรัฐอิสราเอลขึ้น แผนการครั้งนั้นได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มการเมืองลัทธิไซออนนิสต์ (Zionist) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของชาวยิวระดับปัญญาชนและบรรดาเศรษฐียิวทั้งหลาย ช่วงนั้นเองกลุ่มไซออนนิสต์สร้างผลงานยอดเยี่ยม จากผลงานของ ดร. คาอิม ไวช์มันน์ ที่คิดค้นสูตรระเบิดให้อังกฤษใช้ในการทำสงคราม

ปี ๑๙๓๙ เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชาวยิวทั่วโลก เนื่องจากผลของการล้างเผ่าพันธุ์ของฮิตเลอร์ นางโกลด้าที่ในตอนนั้นเริ่มมีบทบาทและตำแหน่งที่สูงขึ้น เธอร่วมมือกับ เดวิด เบนกูเรียน ผู้นำกลุ่มไซออนนิสต์ ในการเดินทางไปยังอเมริกาเพื่อหาทุนร่วมในการก่อตั้งรับอิสราเอล ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม และผลงานยอดเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่งของเธอคือการเข้าเฝ้าฯ กษัตริย์อับดุลเลาะห์แห่งจอร์แดนเพื่อเจรจาขอให้พระองค์หยุดยั้งการรุกคืบของอาหรับที่จะขัดขวางแผนการก่อตั้งรัฐอิสราเอล

ที่สุดแล้วในปี ๑๙๔๘ ประเทศอิสราเอลก็ก่อตั้งขึ้นสำเร็จ มี ดร. คาอิม ไวช์มันน์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เดวิด เบนกูเรียน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนนางโกลด้า ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกว่าการกระทรวงแรงงาน อาจกล่าวได้ว่าเธอเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสถาปนาประเทศอิสราเอลขึ้นและตำแหน่งที่ได้รับก็นับว่าสมควรแล้ว

David BenGurion and Golda meir
นางโกลด้ากับ เดวิด เบนกูเรียนผู้นำกลุ่มไซออนนิสต์

ปี ๑๙๕๖ เธอได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วึ่งถือว่าสำคัญมากต่อการดำรงอยู่ของอิสราเอล เนื่องจากในตอนนั้นอิสราเอลต้องเผชิญกับภัยคุกคามรอบด้าน และนับว่าเป็นการดำเนินนโยบายที่ถูกต้องทีเดียวเมื่ออิสราเอลเลือกที่จะจับมือกับพี่ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา

ปี ๑๙๖๙ เธอได้รับเกียรติให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการณ์ และเมื่อจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศ เธอก็ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๔ ของอิสราเอล และเป็นผู้นำหญิงคนที่ ๓ ของโลก

ในขณะที่เธอดำรงตำแหน่งผู้นำนั้น อิสราเอลหรือชาวยิวถูกคุกคามจากภัยร้ายรอบด้าน ที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นกลุ่มชาติอาหรับ และกลุ่ม PLO (ขบวนการปลดปล่อยปาเลสไตน์) บททดสอบสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในฐานะผู้นำประเทศของเธอก็คือเหตุการณ์จับตัวประกันในโอลิมปิก ๑๙๗๒ ที่มิวนิค ประเทศเยอรมันตะวันตก ผลก็คือนักกีฬาชาวอิสราเอลและเจ้าหน้าที่เสียชีวิตไปถึง ๑๑ คน

meir-in-un
ลีลาเผ็ดร้อนบนเวทีสหประชาชาติ

นางโกลดา สั่งให้ทำการตอบโต้อย่างเต็มรูปแบบ แต่การตอบโต้ของเธอไม่ใช่การประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ แต่เธอใช้กองกำลังลับ มอสสาด บุกเข้าทำการจู่โจมแบบกองโจร ผลที่ตามมาคือการเกิดสงครามระหว่างอาหรับกับอิสราเอล ที่รู้จักกันในชื่อ Yom Kippur War โดยอียิปต์และซีเรียร่วมมือกันบุกรุกเข้าตีอิสราเอลเหมือนในสงคราม ๖ วัน เมื่อปี ๑๙๖๗ และผลก็จบลงเหมือนกันเป๊ะ คืออิสราเอลเป็นฝ่ายชนะและยังได้ดินแดนเพิ่มอีกด้วย

prime_meir
นางโกลดา เมียร์ สนิทชิดเชื้อกับผู้นำอเมริกาถึงสามท่าน
จากซ้าย เจเอฟเค, นิกสัน และคาร์เตอร์

นางโกลดา เมียร์ ดำรงตำแหน่งผู้นำอิสราเอลอยู่ ๕ ปี ตลอดระยะเวลานั้นเธอต้องทำสงครามแทบจะตลอดเวลา แต่เธอก็ฉลาดพอที่จะหาแนวร่วมชั้นดีอย่างอเมริกาหรือประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งหลายในยุโรป เธอจึงมักจะออกพบปะกับบรรดาผู้นำของประเทศเหล่านั้นอยู่เสมอ เป็นการประกาศว่าอิสราเอลของเธอนั้นไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว หากแต่มีพันธมิตรสำคัญๆ อยู่ทั่วโลก

เธอก้าวลงจากตำแหน่งในปี ๑๙๗๔ และเสียชีวิตในอีก ๔ ปีถัดมาด้วยโรคมะเร็ง เหลือไว้แต่ผลงานที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวอิสราเอลทั้งมวล

ติดตามอ่านเรื่องราวในตะวันออกกลางได้ที่ “อิสราเอล-ปาเลสไตน์”

อิสราเอล-ปาเลสไตน์ ปฐมบทแห่งความขัดแย้ง

อิสราเอล – ปาเลสไตน์ : ปฐมบทแห่งความขัดแย้ง

สงครามเชื้อชาติระหว่างพวกยิว (อิสราเอล) กับชาวอาหรับ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยอดีตมาจนถึงปัจจุบัน นับเวลาได้หลายร้อยหลายพันปี ก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติลงได้เสียที ความขัดแย้งจากเดิมที่มีสาเหตุมาจากเรื่องของชาติพันธุ์ถูกขยับขยายลุกลามออกไป ทั้งเรื่องของดินแดน ผลประโยชน์ต่างๆ นานา ความขัดแย้งนี้ก่อให้เกิดหายนะอันใหญ่หลวงที่ดูเหมือนจะหาจุดสิ้นสุดไม่ได้ บางครั้งยังลุกลามไปยังบ้านเมืองใกล้เคียง จนส่งผลสะท้อนไปทั่วทั้งโลก หลายท่านอาจจะสงสัยว่าต้นเหตุใดหนอที่ก่อให้เกิดความบาดหมางกันระหว่างชนสองเผ่าพันธุ์นี้ ข้าพเจ้าจะขอย้อนความไปเมื่อครั้งอดีตเพื่อเล่าถึงต้อตอของเรื่องราว

เรื่องราวทั้งหมดนี้ปรากฎในพระคัมภีร์เก่า และเป็นคติความเชื่อของผู้นับถือพระเจ้าตามแต่ศาสนาของเขา ข้าพเจ้าจะพยายามเล่าอย่างเป็นกลางตามข้อมูลที่สืบค้นมาได้ที่สุด และหากมีการพาดพิงถึงกลุ่มหรือสิ่งใดที่หลายท่านนับถือ ข้าพเจ้าขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยความจริงใจในการเผยแพร่ข้อมูลอันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทั่วไปเท่านั้น

god

ย้อนความไปในสมัยที่พระเจ้าสร้างโลก อดัมและเอวา คือมนุษย์ชาย-หญิงคู่แรกของโลกตามที่ปรากฎในพระคัมภีร์ ในครั้งนั้นทั้งสองยังคงอาศัยอยู่รวมกับสรรพสัตว์ต่างๆ ในสวนอีเดนของพระเจ้า จนกระทั่งเมื่อได้ละเมิดข้อห้ามของพระเจ้าและถูกเนรเทศลงมาอยู่บนโลกมนุษย์และขยายพงศ์พันธุ์กระจายไปทั่วแผ่นดิน

ในยุคนั้นแม้ว่ามนุษย์จะใช้ชีวิตอยู่บนโลกแต่ยังมีความใกล้ชิดกับพระเจ้าในระดับหนึ่ง คือยังสามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ จวบจนวันเวลาผ่านไป มนุษย์ที่เคยบริสุทธิ์เริ่มกระทำบาปมากขึ้นอันเป็นปรกติวิสัยของมนุษย์เอง เมื่อมีบาป ความใกล้ชิดกับพระเจ้าก็เริ่มมีช่องว่างเพิ่มมากขึ้นทุกที ๆ แต่พระเจ้าเองก็ยังคงปรากฎกายและติดต่อกับมนุษย์อยู่บ้างในบางโอกาส

จนเมื่อพระเจ้าเห็นว่าโลกมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความชั่วช้าบาปหนาจนเกินอภัย พระองค์จึงมีอุบายที่จะทำลายล้างโลกเสีย แต่ทรงเห็นว่าหากทำเช่นนั้นจริงเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็จะไม่หลงเหลืออยู่เลย พระองค์จึงแสดงนิมิตรปรากฎให้โนอาห์เห็นและบอกแผนการณ์ให้ฟัง นั่นก็คือเหตุการณ์น้ำท่วมโลกที่เราคุ้นเคยกันดี โนอาห์ทำตามพระบัญชาของพระเจ้า นั่นจึงเป็นการปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์และสรรพสัตว์เอาไว้จากมหาพิบัตในครั้งนั้น

noahark1
ภาพเขียน Noah and his family leaving the Ark
เขียนโดย Adam Colonia ในปี ๑๖๖๓

หลังจากน้ำท่วมโลกหนนั้น โนอาห์ได้สืบทอดเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ต่อมาอีกนับพันปีจนกระทั่งถึงยุคของ อับราฮัม อับราฮัมผู้นี้ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมอันดีและเคารพยำเกรงพระเจ้าอย่างที่สุดไม่ต่างจากโนอาห์ ครั้งหนึ่งอับราฮัมถึงกับนำอิสอัคบุตรของตนไปบวงสรวงแด่พระเจ้า (แท้จริงเป็นการลองใจของพระเจ้า) และด้วยความเคารพในพระองค์อย่างสูงสุด อับราฮัมจึงได้รับพรจากพระเจ้าอยู่เสมอ

เดิมทีนั้นอับราฮัมอาศัยอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าแคว้นคันนาอัน แต่ต่อมาได้พาครอบครัวเดินทางไปตั้งรกรากใหม่ในดินแดนของประเทศอียิปต์ในปัจจุบัน อับราฮัมมีภรรยาคนหนึ่งชื่อ นางซาร่าห์ นางเป็นหญิงที่มีรูปร่างหน้าตางดงามยิ่งนัก เมื่อจะเดินทางเข้าแผ่นดินอียิปต์ อับราฮัมนัดแนะกับนางให้ปกปิดฐานะของสามี-ภรรยา เพราะเกรงว่าอาจถูกปองร้ายจากคนชั่วที่หวังจะครอบครองนาง เมื่อมาถึงอียิปต์ก็เป็นดังคาด นางซาร่าห์กลายเป็นที่หมายปองของบรรดาผู้มีอำนาจทั้งหลายรวมถึงฟาโรห์ด้วย องค์ฟาโรห์ต้อนรับเลี้ยงดูอับราฮัมเป็นอย่างดีด้วยเข้าใจว่าเป็นพี่ชายของนางซาร่าห์ จนต่อมาเมื่อรู้ความจริงทั้งหมดพระองค์จึงกลับพระทัย แต่ก็ขอให้อับราฮัมอพยพออกจากอียิปต์ไปเสีย

begin02
อับราฮัมและครอบครัว เมื่อครั้งเดินทางออกจากแคว้นคันนาอัน

อับราฮัมออกเดินทางอีกครั้งมาตั้งรกรากที่เมืองเบธเอล จนได้มาพบกับ โลท หลานชายของตน ต่อมาไม่นานก็เกิดกรณีพิพาทกันระหว่างสองครอบครัวอา-หลาน เนื่องด้วยพื้นที่ปศุสัตว์ของทั้งคู่คาบเกี่ยวกัน จึงมักจะมีการกระทบกระทั่งกันอยู่เนืองๆ อับราฮัมไม่ต้องการให้เกิดเรื่องราวใหญ่โต จึงตกลงกับโลทหลานชายว่าจะแบ่งดินแดนกัน โดยให้หลานชายเลือกก่อนว่าจะไปทางไหน และเขาจะเป็นฝ่ายไปทางตรงข้ามเอง

โลท ตัดสินใจเลือกพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์บริเวณลุ่มแม่น้ำจอร์แดน หรือบริเวณประเทศจอร์แดนในปัจจุบัน พื้นที่นั้นครอบคลุมไปถึงบริเวณลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส ซึ่งครอบครัวของโลทก็คือต้นกำเนิดของชาวอาหรับที่อาศัยอยู่บนดินแดนแถบนั้นนั่นเอง

อับราฮัมนั้นมีบุตรชายอยู่สองคน คนหนึ่งคือ อิสอัค อันเกิดจากนางซาร่าห์ ภรรยายแสนสวย อีกคนหนึ่งคือ อิชมาเอล เกิดกับนางฮาการ์ ซึ่งเป็นทาสชาวอียิปต์ ต่อมานางซาร่าห์เกิดความระแวงกลัวว่าบุตรของนางฮาการ์จะมาแย่งชิงสมบัติของอิสอัคบุตรของตน จึงขอให้อับราฮัมขับนางและบุตรไปให้พ้นเสีย ขณะที่อับราฮัมไม่รู้จะทำอย่างไรดี พระเจ้าก็มาปรากฏต่อหน้าอับราฮัมและให้พรว่า อย่าได้กังวลไป เพราะบุตรของอับราฮัมทั้งสองต่อไปจะสืบเชื้อสายเป็นบรรพบุรุษของสองชนชาติ เขาจึงจำต้องขับนางฮาการ์ไปจากครอบครัว

นางฮาการ์และอิชมาเอลซัดเซพเนจรไปยังดินแดนตรงข้ามของอียิปต์ สองแม่ลูกต้องลำบากลำบนอย่างแสนสาหัส จนอิชมาเองถึงกับแสดงความน้อยอกน้อยใจที่พระเจ้าไม่เหลียวแลเขา พระองค์จึงแสดงปาฏิหารย์บังเกิดน้ำพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุ พื้นที่ตรงนั้นคือบริเวณนครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบียนั่นเอง ซึ่งต่อมาอิชมาเอลก็ตั้งรกรากบนดินแดนนี้และสืบลูกหลานต่อมากลายเป็นชนชาติอาหรับอีกสายหนึ่ง และสืบต่อมาจนถึงยุคสมัยของพระโมฮัมหมัด ศาสดาของศาสนาอิสลาม นั่นจึงหมายถึงว่าทั้งสองศาสนาต่างมีเชื้อสายสืบต่อมาจากบรรพบุรุษสายเดียวเดียวกันนั่นเอง

zpage020

กลับมาที่อิสอัคบุตรชายของอับราฮัมที่เกิดจากนางซาร่าห์ เมื่ออับราฮัมสิ้นบุญ เขาจึงเป็นผู้สืบเชื้อสายโดยตรงจากบิดา อิสอัคมีภรรยาชื่อนางรีเบก้า นางตั้งครรภ์ลูกแฝด ระหว่างที่อุ้มท้องนั้นนางได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมาก พระเจ้าได้บอกแก่นางว่า นางจะให้กำเนิดบรรพบุรุษของสองชนชาติ แต่ทั้งคู่จะต้องแตกแยกกัน ฝ่ายหนึ่งจะแข็งแรงกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง และพี่จะกลายเป็นผู้รับใช้น้อง

เมื่อคลอดออกมา คนหนึ่งมีขนทั่วตัว ได้ชื่อว่า เอซาว ส่วนคนน้องได้ชื่อว่า ยาคอบ คนพี่นั้นมีนิสัยกล้าหาญ เป็นนายพรานฝีมือดี ชอบออกล่าสัตว์ ใช้ชีวิตอยู่ในทุ่ง ขณะที่คนน้องกลับเงียบๆ ชอบอยู่กับบ้าน ช่างคิด และออกจะเจ้าเล่ห์กว่า อิสอัครักเอซาวบุตรคนโตมาก และชอบรับประทานเนื้อที่เอซาวล่ามาให้ ส่วนนางรีเบก้ากลับรักยาคอบ บุตรคนเล็กมากกว่า

ในพระคัมภีร์เล่าว่า วันหนึ่ง เอซาวกลับมาจากการล่าสัตว์ กำลังเหนื่อยและหิวเต็มที เห็นยาคอบกำลังปรุงอาหารอยู่ในครัว จึงเอ่ยปากของกินอาหารนั้น ยาคอบยินดียกอาหารนั้นให้แต่มีข้อแลกเปลี่ยน คือขอสิทธิ์ของการเป็นบุตรคนโตจากเอซาวพี่ชาย เอซาวที่กำลังหิวจัดจนลืมนึกถึงทุกสิ่งทุกอย่าง จึงเอ่ยปากมอบสิทธิ์ของการเป็นบุตรคนโตให้แก่น้องชายแลกกับอาหารมื้อนั้น

ตามธรรมเนียมของยุคนั้น บุตรคนโตจะได้รับศีลรับพรจากหัวหน้าครอบครัวเมื่อถึงคราวที่หัวหน้าครอบครัวกำลังจะสิ้นบุญ ซึ่งพรในยุคนั้นยังคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับพรจากพระเจ้า จนเมื่อออิสอัครู้กำหนดวาระสุดท้ายของตนเอง จึงได้เรียกเอซาวเข้าไปพบและสั่งให้ไปล่าสัตว์นำมาปรุงอาหารให้รับประทานก่อนที่เขาจะประสาทพรให้ ซึ่งนางรีเบก้าแอบฟังอยู่อย่างเงียบๆ

เมื่อเอซาวออกไปล่าสัตว์ตามคำสั่งของบิดา นางรีเบก้ารีบนำเรื่องไปบอกแก่ยาคอบ ให้ยาคอบไปจับสัตว์ที่เลี้ยงไว้มาปรุงอาหารเพื่อจะได้รับพรตัดหน้าเอซาว เมื่อปรุงอาหารเสร็จแล้ว นางรีเบก้าจัดการเอาหนังสัตว์นั้นมาคลุมตัวยาคอบเพื่อให้ยาคอบมีขนรุงรังเหมือนกับเอซาว พอยาคอบนำอาหารไปให้ อิสอัคที่อายุมากแล้ว นัยน์ตาฝ้าฟางมองอะไรไม่เห็น เอื้อมมือไปจับยาคอบ เมื่อสัมผัสกับขนสัตว์ก็นึกว่าเป็นเอซาวจริง จึงรับประทานอาหารจนหมดและให้พร

begin01

“ขอพระเจ้าทรงอำนวยพรให้แก่เจ้า ทรงประทานน้ำจากท้องฟ้าให้แก่เจ้า ประทานความสมบูรณ์ของแผ่นดินให้แก่เจ้า ชนชาติทั้งหลายจะเคารพยำเกรงเจ้า เจ้าจะเป็นนายมีอำนาจเหนือพี่น้องและพวกพ้องทั้งปวง ผู้ใดสาปแช่งเจ้าก็ขอให้มันถูกสาปแช่ง ผู้ใดอำนวยพรแก่เจ้าผู้นั้นก็จะได้รับการอำนวยพรด้วย”

จนเมื่อเอซาวกลับมารู้ความจริงจึงเสียใจมาก ฝ่ายอิสอัคที่รู้ตัวว่าหลงกลยาคอบเสียแล้วก็ไม่รู้จะทำประการใด เพราะพรที่อำนวยแต่สิ่งดีๆ ได้มอบให้แก่ยาคอบหมดแล้ว เขาจึงให้พรอีกครั้ง

“เจ้าจะอาศัยอยู่บนแผ่นดินที่แห้งแล้ง แต่เจ้าจะดำรงชีวิตด้วยคมดาบ เจ้าจะรับใช้น้องเจ้า แต่วันใดที่เจ้าหลุดพ้นมันไปได้ เจ้าจะเป็นไทและเป็นใหญ่”

เอซาวอาฆาตยาคอบน้องชายของตนยิ่งนัก ถึงกับประกาศว่าจะต้องสังหารยาคอบให้ได้จึงจะหายแค้น ยาคอบนั้นเกรงกลัวพี่ชายจึงออกเดินทางร่อนเร่ไปยังดินแดนต่างๆ หวังจะให้ห่างจากพี่ชาย และเขาได้สืบสานวงศ์ตระกูลสืบทอดมาจนกลายเป็นชนชาติอิสราเอล หรือ ยิว ในปัจจุบัน ส่วนเอซาวนั้นคือบรรพบุรุษของชนชาติอาหรับที่อาศัยอยู่รอบดินแดนอิสราเอล และยังคงมีความเคียดแค้นชิงชังมาจนถึงปัจจุบัน

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ “อิสราเอล-ปาเลสไตน์ คู่แค้นถาวรแห่งตะวันออกกลาง”

อิสราเอล-ปาเลสไตน์ (ตอนที่ห้า)

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้เสนอบทความเรื่อง “อิสราเอล-ปาเลสไตน์ คู่แค้นถาวรแห่งตะวันออกกลาง” ลงใน weblog ได้หนึ่งปี ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจเข้ามาอ่านเป็นจำนวนมากพอสมควร ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจ ข้อมูลที่ได้จากการทำการบ้านจากหลากหลายแหล่งข้อมูล หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ท่านบ้าง หากมีส่วนใดผิดพลาดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้

ปัจจุบัน เหตุการณ์ในดินแดนแถบนี้ได้กลับมาร้อนเป็นไฟอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเกิดเหตุปะทะกันอย่างรุนแรงบริเวณฉนวนกาซ่า ดินแดนของปาเลสไตน์ มีผู้คนล้มตายมากมายจนส่งผลกระทบไปทั่วโลก ข้าพเจ้าจึงขอเสนอบทความนี้ในตอนที่ห้า ซึ่งจะต่อเนื่องจากที่ค้างไว้แต่เดิม

071123-el-haddad-gaza

“อิสราเอล-ปาเลสไตน์ คู่แค้นถาวรแห่งตะวันออกกลาง”

ภายหลังการเจรจาสันติภาพที่กรุงออสโลในปี ๑๙๙๓ สถานการณ์ในตะวันออกกลางก็มีท่าทีที่สงบลง แต่แท้จริงแล้วสนธิสัญญานั้นเป็นเพียงแผ่นกระดาษที่หลอกลวงชาวโลก ความพยายามในฐานะตำรวจโลกของฝั่งอเมริกา นำโดยประธานาธิบดีคลินตัน กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะเพียงหนึ่งปีให้หลังก็เกิดการปะทะกันระหว่างสองฝ่ายเหมือนเช่นเดิม

ตำรวจโลกอย่างอเมริกาไม่ยอมวางตัวเป็นกลาง แม้ว่าปากจะพร่ำบอกเสมอว่าขอเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยข้อบาดหมางในดินแดนนี้ แต่พฤติกรรมของอเมริกากลับส่อให้เห็นว่าพวกเขาเป็นพี่เลี้ยงชั้นดีที่คอย หนุนหลังอิสราเอลอยู่ ทั้งอย่างลับๆ และแบบเปิดเผย

แต่แล้วจู่ๆ ความตึงเครียดก็เริ่มคลี่คลายลง จากการเสียชีวิตของนายอาราฟัตเมื่อ ปี ๒๐๐๔ หลังจากที่เขาถูกปิดล้อมอยู่ที่เมืองรอมัลเลาะห์ แม้ว่าหลายฝ่ายจะคลางแคลงต่อสาเหตุการเสียชีวิตของเขาว่าน่าจะเป็นการลอบ สังหารมากกว่า อย่างอื่น แต่การเสียชีวิตของเขากลับเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาสันติภาพครั้งใหม่ เพราะรู้กันดีว่านายอาราฟัตมีนโยบายที่แข็งกร้าว ไม่ยอมอ่อนข้อให้ฝ่ายอิสราเอล ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้การเจรจาหลายต่อหลายครั้งต้องล้มเลิกไปด้วยความดึงดันของนายอาราฟัตเอง

hamas310305

ในขณะที่ผู้นำคนใหม่ของ PLO คือนายมะห์มูด อับบาส (Mahmoud Abbas) กลับมีท่าทีที่อ่อนข้อมากกว่า อิสราเอลพร้อมทั้งพันธมิตรสำคัญอย่างอเมริกา นำโดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช จึงสบโอกาสเหมาะประกาศว่า พร้อมจะเจรจาสันติภาพกับนายอับบาส ตรงนี้เองที่มีคนวิเคราะห์ว่า ฝ่ายอเมริกานั้นเองที่ต้องการกำจัดนายอาราฟัต เพราะหากว่าเขายังอยู่ สันติภาพในดินแดนนี้ย่อมไม่มีวันเกิดขึ้น (รวมถึงผลประโยชน์มหาศาลที่อเมริกาจ้องจะกอบโกย) นั่นหมายความว่าการเสียชีวิตของนายอาราฟัตอาจจะมีเบื้องหลังที่ไม่ชอบมาพากลก็เป็นได้

ใน ที่สุด เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๐๐๕ อิสราเอลก็ยอมถอนกำลังออกจากฉนวนกาซ่า หลังจากครอบครองอย่างไม่เป็นธรรมมานานถึง ๓๘ ปี เปิดทางให้ปาเลสไตน์จัดการเลือกตั้งขึ้นในปี ๒๐๐๖

การเลือกตั้งของปาเลสไตน์ถูกจับตามองจากทั่วโลก รวมทั้งอิสราเอลและอเมริกา ที่ดูเหมือนว่าจะเอาใจช่วยให้พรรคฟาตาห์ ของนายอับบาสขึ้นครองอำนาจเบ็ดเสร็จให้จงได้ อาจจะเพราะเห็นว่านายอับบาสมีนโยบายทางการเมืองที่ ไม่แข็งกร้าวนักและพร้อมจะเจรจากับอิสราเอล แต่ก็มีผู้วิเคราะห์อีกว่าแท้จริงแล้ว นายอับบาสก็ยังคงเดินตามความเชื่อของนายอาราฟัตที่ว่าการเจรจาจะไม่ก่อให้ เกิดสันติภาพ หากแต่ต้องใช้วิธีการรุนแรงเท่านั้น และเหตุการณ์กระทบกระทั่งที่เกิดขึ้นหลายครั้งก็มีเขานั่นเองคอยบงการอยู่เบื้องหลัง

gaza_hamas_demonstration

แต่ความมั่นใจของอิสราเอลและอเมริกาก็ดับวูบลง เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฎว่าพรรคฮามาสกลับได้ครองเสียงข้างมาก ซึ่งผิดจากการคาดเดาของหลายๆ ฝ่าย แต่ถึงกระนั้นพรรคฮามาสก็ยังไม่สามารถจังตั้งรัฐบาลในระบบพรรคเดียวได้ ต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นมา

พรรคฮามาส (Hamas) เป็นพรรคการเมืองสำคัญพรรคหนึ่งของปาเลสไตน์ มีแนวคิดที่ค่อนข้างรุนแรง มีกองกำลังเป็นของตนเอง เรามักจะคุ้นหูกับชื่อ กลุ่มติดอาวุธฮามาส ซึ่งก็คือกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้นี่เอง กลุ่มฮามาสเริ่มมีบทบาท มากขึ้นภายหลังที่ชาวปาเลสไตน์เริ่มเบื่อหน่ายกับกลุ่ม PLO ที่แรกๆ ทำท่าเหมือนจะไปได้สวย อีกทั้งการสูญเสียผู้นำอย่างนายอาราฟัต ทำให้กลุ่มฮามาสก้าวเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณฉนวนกาซ่า และที่สุดแล้ว พวกฮามาสก็ทำการยึดดินแดนเขตฉนวนกาซ่าไว้ในครอบครอง และมีข่าวลือหนาหูว่าพวกเขาเตรียมที่จะจัดตั้งรัฐฮามาสขึ้นเป็นรับอิสระด้วย ซ้ำไป

ขณะที่ฉนวนกาซ่าตกเป็นของกลุ่มฮามาส ทางฝั่งเวสต์แบงค์ก็ตกเป็นของกลุ่มฟาตาห์ของนายอับบาส กลายเป็นว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแย่งชิงความเป็นใหญ่ในดินแดนของตนเอง ท้ายที่สุดเมื่อกลุ่มฮามาสสามารถครองเสียงข้างมาก ในสภาได้ก็เหมือนกับว่าปาเลสไตน์ตกเป็นของพวกเขาไปโดยปริยาย แม้ว่านายอับบาสยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ก็ตามที การขึ้นครองอำนาจของกลุ่มฮามาสไม่เป็นที่สบอารมณ์ของอิสราเอลและพี่เบิ้ม อย่างอเมริกานัก และ ลามปามไปถึงประเทศต่างๆ ในยุโรปหลายประเทศที่ไม่ยอมรับกลุ่มหัวรุนแรงนี้ สหรัฐอเมริกานำโดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ถึงกับประกาศตัดเงินช่วยเหลือจำนวนกว่า ๖๐๐ ล้านเหรียญ ที่เคยสัญญาว่าจะมอบให้กับปาเลสไตน์ แต่เมื่อกลุ่มฮามาสขึ้นมาครองอำนาจ บุชก็สั่งระงับการช่วยเหลือทันที

20080209endgazasiege1433

ทางฝั่งนายอับบาสซึ่งยึดดินแดนเขตเวสต์แบงค์ไว้เห็นช่องทางเหมาะ จึงประกาศจัดตั้งรัฐบาลขึ้นแข่งกับกลุ่มฮามาสทันที กลายเป็นว่าปาเลสไตน์มีการแบ่งแยกออกเป็นสองส่วน ซึ่งบรรดาประเทศต่างๆ ล้วนแต่มีทีท่าสนับสนุนรัฐบาล ของนายอับบาสมากกว่ารัฐบาลของกลุ่มฮามาส และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อมีการปะทะกันระหว่างกองกำลังของกลุ่มฮามาสกับกองกำลังของอิสราเอล บริเวณฉนวนกาซ่า ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ระบุว่าเป็นการป้องกันตัวเนื่องจากฝ่ายตรงข้ามเปิดฉากโจมตีก่อน

ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ การรบพุ่งกันก็เกิดขึ้นจนได้ ฝ่ายอิสราเอลที่ไม่ค่อยพอใจกลุ่มฮามาสเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงฉวยโอกาสใช้ เป็นเหตุผลเข้าโจมตีฉนวนกาซ่าอย่างเต็มรูปแบบ แถมยังประกาศอีกว่าการรบจะยุติลงก็ต่อเมื่อสามารถ ล้มล้างกลุ่มฮามาสให้สิ้นซากไปได้เท่านั้น แน่นอนว่าพวกเขามีแบ็คอัพชั้นดีคืออเมริกาคอยหนุนหลัง และอาจหมายรวมถึงหลายประเทศในยุโรป ในขณะเดียวกันการจู่โจมครั้งนี้ก็สร้างความไม่พอใจให้กับพี่น้องมุสลิมทั่วโลก เช่นกัน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในฉนวนกาซ่าล้วนแต่เป็นชาวมุสลิมแทบทั้งสิ้น การประท้วงของชาวมุสลิมต่อการกระทำของอิสราเอลขยายตัวไปทั่วโลก แม้แต่ในเขตเวสต์แบงค์เองที่เป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มฮามาสก็ยังออกมาประณามการโจมตีของอิสราเอลเช่นกัน

wide-gaza-smoke-cp-6034102

ข่าวหลายกระแสระบุว่าที่อเมริกาและประเทศในยุโรปต่างเห็นดีเห็นงามที่จะกำจัด กลุ่มฮามาสก็เพราะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มก่อการร้ายอัล กออิดะห์ และหากพวกเขาสามารถผลักดันให้กลุ่มฟาตาห์กลับมาครอบอำนาจเช่นเดิม ก็จะสามารถต่อรองผลประโยชน์ได้ง่ายกว่านั่นเอง

การโจมตีอย่างเต็มรูปแบบของอิสราเอลทำให้มียอดผู้เสียชีวิตมากกว่า ๕๐๐ ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายพันคน รวมถึงบรรดาเด็กๆ ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วย ประชาชนตาดำๆ ต่างอพยพหนีภัยสงครามข้ามไปยังเขตแดนของอียิปต์ แต่ ก็กลับถูกผลักดันให้กลับเข้ามาเหมือนเดิม ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าอียิปต์ไม่ต้องการที่จะขัดใจอิสราเอลนั่นเอง การสูญเสียที่ว่านี้ถูกคาดการณ์ว่ารุนแรงกว่าเมื่อครั้งสงคราม ๖ วัน เมื่อปี ๑๙๖๗ เสียอีก และการสูญเสียยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าอิสราเอลจะบรรลุจุดประสงค์ที่ได้ประกาศไว้ แม้ว่าหลายชาติจะไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงครั้งนี้ แต่ก็ยังไม่มีชาติใดออกมาดำเนินการใดๆ ที่เป็นรูปธรรมเสียที

** อ่านเพิ่มเติมได้ที่ “อิสราเอล-ปาเลสไตน์” ตอนที่หนึ่ง **

 

อิสราเอล-ปาเลสไตน์ (ตอนสี่)

โศกนาฏกรรมครั้งนี้สร้างความเคืองแค้นให้อิสราเอลอย่างมาก เพราะนอกจากตัวประกันจะเสียชีวิตหมด บรรดาชาติต่างๆ ก็ดูเหมือนจะลืมเลือนเรื่องนี้กันอย่างรวดเร็ว โดยหันสนใจการแข่งขันโอลิมปิกแทน ทั้งที่เกิดเรื่องราวอันเลวร้ายเช่นนี้แต่นานาชาติกลับยังคงดำเนินการแข่งขันต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งเดียวที่มีการแสดงออกคือการลดธงลงครึ่งเสา ยกเว้นเพียงกลุ่มประเทศอาหรับที่ยืนยันไม่ยอมลดธง ซึ่งเป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนถึงความชอบธรรมในการก่อการร้ายครั้งนี้

mossad-large-cut
เครื่องหมายของกลุ่มมอดสาด หรือหน่วยสืบราชการลับของอิสราเอล

2ebts8zgc4-1-1
กลุ่มผู้เรียกเรียกร้องเอกราชของปาเลสไตน์ยังคงเดินขวนประท้วงอยู่เป็นระยะ

อิสราเอล ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาลงมือปฏิบัติการตอบโต้อย่างทันควัน นางโกลดา เมียร์ ส่งฝูงบินอิสราเอลไปถล่มฐานปฏิบัติการขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ในซีเรีย และเลบานอน รวมถึงการส่งหน่วยจารชนเข้าไปจัดการกับกลุ่ม PLO ทั้งในปาเลสไตน์ กลุ่มชาติอาหรับ และหลายพื้นที่ในยุโรปอย่างลับๆ  ซึ่งปฏิบัติการหลายครั้งสร้างความเสียหายขั้นรุนแรง แต่อิสราเอลก็ไม่ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบอีกทั้งปฏิเสธอย่างแข็งขันว่าพวก เขาไม่ได้อยู่เบื้องหลังการล้างแค้นดังกล่าว แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่าเหตุการณ์สะเทือนขวัญหลายครั้งเกิดขึ้นจากฝีมือของ หน่วยสืบราชการลับอิสราเอล ที่เรียกตัวเองว่าพวก มอสสาด (Mossad)

หลัง จากที่ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติการด้วยความรุนแรงทั้งอย่างลับๆ และอย่างโจ่งแจ้งมาช่วงระยะหนึ่ง ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็พบว่าการใช้ความุรนแรงไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด ผู้นำของ PLO และอิสราเอล ยอมหันหน้าเข้าหากัน โดยเจรจาผ่านทางสหประชาชาติในปี ๑๙๗๒ การประนีประนอมครั้งนี้เป็นผล ก่อให้เกิดการลงนามใน “ข้อตกลงสันติภาพออสโล ฉบับที่ ๑” ในปี ๑๙๙๓ เป็นการประกาศว่าโลกยอมรับให้มีดินแดนปกครองตนเองที่ชื่อปาเลสไตน์ ในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซ่า

oslo_signatory1993
การลงนามในสนธิสัญญาออสโล ในปี ๑๙๙๓
มีประธานาธิบดีคลินตันเป็นคนกลางในการเจรจา

nobel-peace-1994
ผลของการทำสนธิสัญญาที่ออสโล
ทำให้ทั้งสามได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี ๑๙๙๔

yitzhak_rabin
พลเอก Yitzhak Rabin นายกรัฐมนตรีอิสราเอลในขณะนั้น ถูกลอบสังหารในปี ๑๙๙๕

shimon_peres_2001-10-22
นาย Shimon Peres อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ
ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแทนที่พลเอก Rabin

จากข้อตกลงสันติภาพดังกล่าว ทำให้นายอาราฟัต ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในปี ๑๙๙๔  ร่วมกับ พลเอกยิตซัค ราบิน (Yitzhak Rabin) และนายชิมอน เปเรส (Shimon Peres) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลในสมัยนั้น

แต่ แล้วความสงบสุขก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อกลุ่มชาวยิวหัวรุนแรงในอิสราเอล ไม่พอใจท่าทีที่ยอมอ่อนข้อของนายกฯ ราบิน จึงเกิดการลอบสังหารขึ้น ในปี ๑๙๙๕ ตามด้วยการลุกฮือของชาวปาเลสไตน์ จากนั้นสันติภาพก็ลอยห่าง ความขัดแย้งทวีเพิ่มขึ้น แม้นายอาราฟัตจะได้เป็นประธานาธิบดีปาเลสไตน์ในปีถัดมา แต่ความนิยมในตัวเขาก็ลดลงเนื่องจากผู้คนเห็นว่าเขาอ่อนข้อให้อิสราเอลจน เกินไป หนำซ้ำ นายอาเรียล ชารอน (Ariel Sharon) นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอิสราเอล ก็มีทีท่าแข็งกร้าว ไม่ยอมเจรจากับเขา เนื่องจากเห็นว่านายอาราฟัตยังแอบหนุนให้มีการใช้ความรุนแรงกับอิสราเอลอยู่

clinton_arafat
สันติภาพมีแววบังเกิดขึ้นในยุคของประธานาธิบดีคลินตัน

bush_israel
เหตุการณ์กลับแย่ลงอีกในยุคของประธานาธิดีบุช

050106zionistenemy-x
การ์ตูนล้อเลียน นายมะมูดห์ อับบาส ผู้นำ PLO คนใหม่

เสรีภาพ ที่ได้มาทำให้ชาวปาเลสไตน์ปิติยินดี ออกมาฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ มีการยิงปืนขึ้นฟ้าและลุกลามไปถึงขั้นจุดไฟเผาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น สัญลักษณ์ของชาวยิว จากนั้นก็ชักธงชาติปาเลสไตน์ขึ้นยอดเสา แต่ขณะเดียวกันชาวยิวบางส่วนที่ยังอาศัยอยู่ในดินแดนนี้ก็เกิดความไม่พอใจ ออกมาก่อความวุ่นวายตามท้องถนนจนเกิดเป็นจลาจลไปทั่วเมือง

แผ่นดินแห่งพันธสัญญาของพระเจ้า ยังคงคุกรุ่นไปด้วยความเกลียดชังและความขัดแย้ง สันติภาพจะเกิดขึ้นอย่างจริงจังและถาวรเมื่อไหร่ ยังคงเป็นคำถามที่ยากจะหาคำตอบได้ในเร็ววันนี้

04mideast-600
 *** ลองเช็คดูแล้วเห็นว่ามีท่านที่สนใจเข้ามาชมหัวข้อนี้มากทีเดียว ข้าพเจ้าขอขอบคุณอย่างมากที่กรุณาเข้ามาติดตามผลงาน ข้อมูลทั้งหมดนี้ได้มาจากหลายๆ แหล่ง ส่วนใหญ่จะเป็นเอกสารเก่าๆ จากหนังสือ หรือบทความในวารสารทั้งไทยและเทศ รวมถึงข่าวคราวที่ออกมาเป็นระยะๆ แต่เนื่องด้วยในตอนนี้สันติภาพในดินแดนนี้ยังไม่มีความคืบหน้า คาดว่าอีกหลายชั่วคนกว่าจะสิ้นสุด ข้าพเจ้าจึงขอยุติบทความเรื่องนี้ไปก่อน รอให้มีจุดเปลี่ยนใดๆ เกิดขึ้น แล้วจะรวบรวมมานำเสนอต่อไปขอรับ ขอขอบพระคุณ ***
*** ล่าสุด ตอนที่ห้าออกมาแล้วนะจ๊ะ ติดตามอ่านได้จ้ะ ตอนที่ห้า **

อิสราเอล-ปาเลสไตน์ (ตอนสาม)

arafat
นาย Arafat ผู้นำ PLO

อาราฟัต เข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตั้งแต่สมัยที่ยังศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแห่งกษัตริย์ฟาฮัดที่ ๑ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ และได้เข้าร่วมเป็นทหารในกองทัพอียิปต์เมื่อครั้งสงครามคลองสุเอซ ในปี ค.ศ.๑๙๕๖ จากนั้นได้ไต่เต้าขึ้นมาสู่ตำแหน่งสำคัญๆ ในองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ จนกระทั่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำในที่สุด

อาราฟัต พยายามอย่างยิ่งในการแสดงให้ชาวโลกยอมรับการมีตัวตนของชาวปาเลสไตน์และ พยายามแสดงให้เห็นถึงความชอบธรรม ในการกอบกู้ดินแดนของชาวปาเลสไตน์คืนจากอิสราเอล เขาใช้ทุกวิถีทางแม้ กระทั่งใช้ความรุนแรงทางทหารรวมทั้งการก่อการร้ายเหตุการณ์ที่เป็นที่จดจำของชาวโลกมากที่สุดครั้งหนึ่งคือการจับนักกีฬาชาวอิสเราเอลเป็นตัวประกัน ระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ในปี ๑๙๗๒ ณ เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี โดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ขบวนการกันยาทมิฬ”(Black September)

96e/19/kocd/4115/7t01
กลุ่มผู้ก่อการร้ายบุกเข้าสังหารนักกีฬาอิสราเอลในหมู่บ้านักกีฬา

1972_half-mast-flags
อิสราเอลไม่พอใจอย่างมากที่คณะกรรมการโอลิมปิกทำเพียงแค่
ลดธงครึ่งเสา แล้วก็แข่งขันกันต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

1972_nyt-front-page
พาดหัวข่าวของ New York Times ถึงเหตุการณ์ในมิวนิค

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มนักรบปาเลสไตน์บุกเข้าหอพักนักกีฬาโอลิมปิก พร้อมกับจับตัวนักกีฬาชาวอิสราเอลจำนวน ๑๑ คนเป็นตัวประกัน โดยพวกเขาเรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเอลปล่อยตัวนักโทษการเมืองชาวปาเลสไตน์ ๒๓๔ คน และอีก ๒ คนที่ถูกคุมขังอยู่ที่เยอรมัน พร้อมทั้งร้องขอเครื่องบินเพื่อเตรียมหลบหนีเข้าอียิปต์

อิสราเอล นำโดยนางโกลดา เมียร์ (Golda Meir) นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นซึ่งดำเนินนโยบายแข็งกร้าวต่อปาเลสไตน์และไม่ยินยอมเจรจากับผู้ก่อการร้าย ปฏิเสธข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ก่อการ และยังส่งหน่วยรบพิเศษที่เชี่ยวชาญในการชิงตัวประกันเข้ามาช่วยเหลือ แต่รัฐบาลเยอรมันปฏิเสธ เนื่องจากต้องการจัดการสะสางปัญหาด้วยตนเองเพื่อรักษาหน้าของเจ้าภาพ โอลิมปิก หรืออีกประเด็นหนึ่งที่เป็นนัยยะแอบแฝง นั่นคือคือรัฐบาลเยอรมันต้องการแสดงความรับผิดชอบและลบล้างความผิดสมัย สงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวนั่นเอง

golda_meir
สตรีเหล็กของอิสราเอล นาง Golda Meir
ผู้ออกคำสั่งปฏิบัติการลับจัดการเสี้ยนหนามของประเทศ

munich
ภาพยนตร์เรื่อง Munich ผลงานของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก
ถ่ายทอดเรื่องราวเหตุการณ์ในโอลิมปิกที่มิวนิค

แต่ปฏิบัติการของทีมช่วยเหลือของเจ้าภาพผิดพลาด พลแม่นปืนของเยอรมันทำพลาดจนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เมื่อตัวประกันเสียชีวิตหมดทั้ง ๑๑ คน ตำรวจเยอรมันเสียชีวิต ๑ นาย ผู้ก่อการร้ายเสียชีวิต ๕ ราย ถูกจับเป็น ๓ ราย … (โปรดติดตามตอนต่อไป)

อิสราเอล-ปาเลสไตน์ (ตอนสอง)

 israel_map_2006

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ ดร.คาอิม ไวช์มันน์ นักเคมีชาวยิวสมาชิกกลุ่มไซออนนิสต์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด และได้เปลี่ยนสัญชาติจากลัตเวียมาเป็นอังกฤษ ในปี ค.ศ. ๑๙๑๐ ได้ทำการคิดค้นดินระเบิดประสิทธิภาพสูงซึ่งสามารถผลิตเองได้โดยใช้วัตถุดิบ ที่หาได้ง่าย เนื่องจากก่อนหน้านั้นกองทัพอังกฤษใช้ดินระเบิดคอร์ไดท์ ซึ่งอังกฤษผลิตเองได้แต่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบสำคัญคือ อาซีโทน (Acetone) โดยอาซีโทนนี้จำเป็นต้องสั่งเข้าจากเยอรมันซึ่งเป็นคู่สงคราม เมื่อไม่มีวัตถุดิบ อังกฤษจึงประสบปัญหาใหญ่ในการทำสงคราม จนกระทั่งได้ ดร.คาอิม มาช่วย อังกฤษจึงยังคงสามารถเข้าร่วมรบในสงครามโลกต่อไปได้

จาก การช่วยเหลือของ ดร.คาอิม (ต่อมาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ กระทรวงทหารเรือของอังกฤษ ในช่วงปี ๑๙๑๖-๑๙๑๙) ทำให้อังกฤษซึ่งมีอิทธิพลเหนือดินแดนตะวันออกกลางในช่วงนั้น ตอบแทนโดยการมอบดินแดนปาเลสไตน์ให้เป็นที่พักพิงถาวรของชาวยิว โดย ลอร์ด อาร์เธอร์ เจมส์ บาลฟอร์ (Lord. Arthur James Balfour) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอังกฤษในขณะนั้น เป็นผู้ลงนามใน “สนธิสัญญาบาลฟอร์”

arthur-james-balfour1
Lord. Arthur James Balfour

henry-mcmahon
Sir. Henry McMahon

ขณะเดียวกันก็เกิดสนธิสัญญาขึ้นซ้อนอีกหนึ่งฉบับที่ลงนามโดย เซอร์เฮนรี่ แม็กมาฮอน (Sir. Henry McMahon) ข้าหลวงใหญ่ของอังกฤษในอียิปต์ ซึ่งไปตกลงกับชาวอาหรับว่า หากชาวอาหรับช่วยอังกฤษทำสงครามกับเยอรมันแล้ว อังกฤษจะยกดินแดนบางส่วน รวมถึงปาเลสไตน์คืนให้แก่ชาวอาหรับ แต่เมื่อสิ้นสงคราม อังกฤษก็ยังคงยึดครองปาเลสไตน์โดยมิได้มอบให้แก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด  เนื่องด้วยฝ่ายยิวและอาหรับต่างก็อ้างสนธิสัญญาที่ตนเองถือเป็นข้ออ้างใน การครอบครองดินแดน

ปี ค.ศ. ๑๙๒๓ องค์การสันนิบาตชาติ มอบหมายให้อังกฤษเป็นผู้ดำเนินการส่งมอบดินแดนปาเลสไตน์ให้แก่ชาวยิว แต่อังกฤษก็ยังคงครอบครองดินแดนไว้เพื่อใช้ต่อรองกับกลุ่มชาติอาหรับ ในการทำสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งแน่นอนว่าภายหลังสงคราม ดินแดนเจ้าปัญหานี้ก็ยังไม่ได้ถูกส่งมอบให้แก่ฝ่ายไหนอยู่ดี อีกทั้งปัญหาการอพยพเข้ามาของชาวยิวจำนวนมากก็ยังเพิ่มทวีความวุ่นวายเข้าไป ทุกขณะ โดยมีกลุ่มชาติอาหรับแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

ปี ค.ศ. ๑๙๔๗ สมัชชาสหประชาชาติ ลงมติแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ให้กับชาวยิว โดยแบ่งเอาดินแดนบางส่วนของซีเรียและอียิปต์ไปด้วย โดยมติดังกล่าวไม่ได้ขอความเห็นชอบจากชาวปาเลสไตน์เลยแม้แต่น้อย

david_ben_gurion
David BenGurion ผู้นำรัฐอิสราเอลคนแรก
      

การ แบ่งดินแดนในครั้งนั้น ทำให้ปาเลสไตน์ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นที่อาศัยของชาวยิว และอีกส่วนหนึ่งเป็นที่อาศัยของชาวอาหรับ

ปี ค.ศ. ๑๙๔๘ มีการจัดตั้งรัฐยิวขึ้นอย่างเป็นทางการบนแผ่นดินปาเลสไตน์ โดยมี ดาวิด เบนกูเรียน (David Bengurion) เป็นผู้นำคนแรก โดยตั้งชื่อว่า รัฐอิสราเอล ส่งผลให้ชาวยิวที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้กลายเป็นชาวอิสราเอลไปโดยปริยาย ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้ชนชาติอาหรับ จนกลุ่มชาติอาหรับจัดตั้งกองกำลังบุกเข้าอิสราเอล หวังที่จะกลาดล้างชาวยิวให้สิ้นซาก

สงคราม ที่กินเวลายานาน ๘ เดือน ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของชาติอาหรับ แต่ก็ก่อให้เกิดการรบพุ่งกันต่อเนื่องมาอีกหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะ “สงคราม ๖ วัน” ในปี ค.ศ. ๑๙๖๗ ประธานาธิบดี นัสเซอร์ แห่งอียิปต์ ส่งกองกำลังทหารกว่า ๗ แสนนาย จากความร่วมมือของ ๗ ชาติอาหรับ เข้าถล่มอิสราเอลที่มีกองกำลังเพียง ๒ แสนนายเท่านั้น เหตุการณ์กลับตาลปัตรกลายเป็นว่ายิวเป็นฝ่ายมีชัยในสงคราม อีกทั้งยังยึดดินแดนของฝ่ายชาติอาหรับมาเป็นของตน ไม่ว่าจะเป็นเขตกาซ่าตะวันออก แหลมซีนายของอียิปต์ ชายฝั่งตะวันตกบางส่วนของแม่น้ำจอร์แดน (เขตเวสต์แบงก์) ที่ราบสูงโกรันของซีเรีย นครเยรูซาเล็มฝั่งตะวันออก ซึ่งดินแดนที่ว่านี้ก็ยังถูกอิสราเอลครอบครองมาจนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากชัยชนะครั้งนี้แล้ว อิสราเอลยังฉวยโอกาสนี้ทำการขับไล่ชาวอาหรับออกจากจากดินแดนของตนเป็นจำนวนมาก

6daywar01
ครื่องบินรบของอียิปต์ทิ้งระเบิดใส่กองทัพอิสราเอลบริเวณใกล้กับคลองซุเอส
ในสงคราม ๖ วัน เมื่อปี ๑๙๖๗

arafat020925
นาย Arafat ผู้นำกลุ่มองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์

จากความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ทำให้กลุ่มชาติอาหรับลดความนับถือต่อประธานาธิบดี นัสเซอร์ เป็นอย่างมาก และยังทำให้ “องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์”(PLO : Palestine Liberation Organization) ที่เขาก่อตั้งขึ้น ต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่ มีการเลือกประธานคนใหม่ที่มาพร้อมกับนโยบายที่แข็งกร้าวขึ้น นั่นคือ นายยัสเซอร์ อาราฟัต (Yasser Arafat) … (โปรดติดตามตอนต่อไป)