สืบเนื่องจากเรื่องกินๆ จากตอนที่แล้ว ก็เลยขอต่อด้วยของกินอย่างอื่นด้วยซะเลย
ถ้ามาเกาหลีใครๆ ก็มักแนะนำอาหารที่ห้ามพลาด ไม่ว่าจะเป็นข้าวยำเกาหลี (Bibimbap) หรือเนื้อย่างคาลบี้ ฮานามิ อะไรนี่แหละ แต่ที่ว่ามานี้ผมพลาดหมด ด้วยหลากหลายเหตุผล ทีแรกน่ะเล็งเนื้อย่างเอาไว้แล้ว แต่หมอไม่กินเนื้อ เอ้าเปลี่ยนเป็นหมู แต่หมอทานเนื้อสัตว์มากไม่ได้แล้วเธอยังเล็คเชอร์ถึงผลที่ตามมาต่างๆ นานาจากการกินเนื้อสัตว์มาก โอเชเจ้าค่ะ เป็นอันว่าตัดทิ้งไปละกัน แต่ถึงเธอจะไม่ปฏิเสธ ผมก็คงไม่กินอยู่ดีนั่นแหละ เหตุผลเพราะดูๆ ไปมันก็เนื้อย่างธรรมดา เอาล่ะ เนื้ออาจจะดูดีมีชาติตระกูล ผ่านกรรมวิธีมากมาย แต่เมื่อคำนวณเสร็จสรรพผมว่าผ่านจะดีกว่า เพราะหากเข้าไปกินคนเดียวอาจจะเจอปัญหาได้
แถวที่พักมีร้านเนื้อย่างเยอะมาก อันที่จริงก็มีทุกที่แหละครับ เหมือนบ้านเราที่ไปทางไหนก็เจอร้านตำส้มฉันใดฉันนั้น บ้านเขาก็กินเนื้อย่างเป็นอาหารหลัก ไม่ว่าจะมื้อเช้า พักเที่ยง ยิ่งตอนเย็นไล่ไปจนถึงค่ำมืด ร้านเนื้อย่างจะขายดียังกับแจกฟรี ไม่เฉพาะแต่ในร้าน ริมถนนเขาก็เปิดขายกัน นั่งย่างกันริมทางนี่แหละครับ ควันฉุยเชียว
ยืนดูการกินของเขาแล้ว อุปกรณ์การกินเยอะมาก สมมุติไปกินในร้านซักมื้อนึง โต๊ะตัวนึงก็แบ่งพื้นที่ตรงกลางไว้สำหรับเตาย่าง เหลือเนื้อที่รอบๆ ไม่เท่าไหร่ ก็จะถูกจับจองไปด้วยเครื่องเคียงนานาชนิด ไปกันกี่คนจำนวนจานก็จะแยกเท่าจำนวนคน ถ้าหนึ่งสำรับมีเครื่องเคียง ๕ ชนิด ไปกัน ๔ คน ก็จะมีจานเครื่องเคียง ๒๐ จานแล้ว นึกภาพดูว่ามันจะอลหม่านแค่ไหน แล้วเท่าที่ดูเครื่องเคียงมันมหาศาลมาก คือมากราวกับเป็นจานหลักเลยนะนั่น เครื่องเคียงทั้งหมดก็เป็นผัก กิมจินี่ขาดไม่ได้อยู่แล้ว ไชเท้าดอง ผักดองชนิดอื่นๆ แล้วก็ผักสดอีก บางโต๊ะก็สั่งข้าวมากินด้วย ยิ่งเพิ่มจำนวนจานมากขึ้นไปอีก แล้วทุกโต๊ะก็กินเหล้าไม่ก็เบียร์ ถึงผมจะกินจุแค่ไหน แต่ถ้าลุยเข้าไปคนเดียวอาจจะจอดเอาได้
คนเกาหลีน่าจะมีนิสัยคล้ายคนไทยคือชอบสังสรรค์ อีกทั้งช่วงเวลากลางวันยาวมาก คือทุ่มกว่าแล้วแต่ฟ้ายังสว่างอยู่ พอเลิกงานปุ๊บก็เฮโลกันมาโจ๊ะกันตามร้านเนื้อย่าง ไล่ยาวไปจนดึกดื่น ทั้งหนุ่มสาว คนทำงาน นั่งย่างเนื้อ ซดเหล้ากันเฮฮา เป็นแบบนี้ทุกๆ คืน สงสัยเหมือนกันว่าจะกินอะไรมากมายขนาดนั้นวะ
ข้ามเนื้อย่างไปที่ข้าวยำดีกว่า บ้านเขาเรียก Bibimbap รู้จักครั้งแรกตอนดูรายการทำอาหารทางเคเบิ้ล บอกตัวเองเลยว่ากูไม่กิน มันอุดมไปด้วยผัก และกระผมไม่ใช่พวกนิยมกินผักมากขนาดนั้น หลังจากเห็นของจริงแล้วหน้าตาก็ยอมรับว่าดูน่ากิน แต่ส่วนผสมไม่ถูกปากแน่ๆ ขนาดหมอเองไปวันแรกๆ ก็บอกว่าอยากลองๆ มาแล้วต้องกิน พอเอาเข้าจริงก็เปลี่ยนใจ
กรรมวิธีไม่ได้ยากอะไรเลย ไม่ต่างจากข้าวยำบ้านเรา คือมีข้าวอยู่หย่อมนึง ใส่ผักนานาชนิดลงไป ทั้งผักสดและผักดอง ตามด้วยเนื้อสัตว์ บางแห่งเป็นเนื้อดิบด้วยซ้ำ แล้วก็ตอกไข่สดลงไป เวลากินก็คลุกให้เข้ากัน … เอ่อ ลองนึกภาพดูน่ะครับว่าหน้าตาจะเป็นยังไง แต่เขาก็กินกันนะ คนไทยหลายคนก็บอกว่าอร่อยดีด้วยซ้ำ แต่คงไม่มีผมกะหมออยู่ในนั้นแน่ๆ
มาอยู่นี่หนึ่งอาทิตย์ เรากินข้าวพร้อมกันไม่กี่มื้อ ช่วงกลางวันเราแยกกันกิน เพราะหมอเข้าประชุม ซึ่งเป็นการดีเพราะผมจะได้เลือกกินอย่างที่อยากได้โดยไม่ต้องเกรงใจ แถวที่พักมีร้านที่ดูเข้าท่าอยู่ร้านนึง ติดแอร์เย็นฉ่ำ สะอาดสะอ้าน ไม่พลุกพล่านดี ถ้าเข้าไปในตลาดจะแน่นทุกร้าน และเขาคงไม่มีเวลามาเสวนากับคนที่พูดภาษาเขาไม่ได้ ก็เลยเลือกร้านนี้เป็นร้านประจำ เจ้าของร้านเป็นอาเฮียหน้าตาใจดี พูดอังกฤษพอได้ ที่สำคัญร้านนี้มีอาหารตัวอย่างให้เลือกซะด้วย
มื้อแรกจิ้มมาได้หนึ่งอย่าง ดูจากตัวอย่างมันคือของทะเลผัดกะกิมจิมั้ง ดูแดงๆ เผ็ดๆ น่าจะพอกินได้เลยเลือกอันนี้มา มันเรียกว่าอะไรก็จำไม่ได้แล้ว พอเฮียยกมาเสิร์ฟ แว่บแรกตกใจเพราะมันไม่ค่อยเหมือนในรูป ปลาหมึกมันไม่เป็นแผ่นสวย แต่มันเป็นปลาหมึกซอยเล็กๆ มาพร้อมกับน้ำซุป สลัด ไชเท้าดอง กิมจิ ชิมดูปรากฏว่า … จืดสนิท … ถ้าเป็นคนไทยอ่ะนะผมว่าต้องคิดเหมือนกันแหง มันจืดจริงๆ สีสันอาจหลอกตาแต่หลอกลิ้นเราไม่ได้ แม้ว่าจะจืดแต่มันเสือกร้อน ร้อนมาก เพราะเฮียใส่มาในชามร้อน เฮียจะอุ่นทิพย์ให้ผมมากไปรึเปล่า (ร้านอื่นก็เป็นนะครับ ชามร้อนทุกร้าน) ข้าวส่วนที่ติดก้นชามมันก็จะไหม้ มันจะกรอบและอร่อยอีตรงนี้แหละครับ กินไปนิดหน่อยก็ต้องหยุดเป่า อาเฮียคงคิดว่าผมเผ็ด เลยยกน้ำมาให้ทั้งขวดเลย
ผมยังอาศัยร้านเฮียแกอีกหลายมื้อ ก็จิ้มไปเรื่อยครับ ถ้าอยู่ต่ออีกหน่อยคงครบทุกเมนู วันนึงเกิดอยากกินข้าวกับแกงร้อนๆ เห็นเมนูนึงเป็นแกงหน้าตาคล้ายต้มยำ (ซึ่งคงจะจืดตามเคย) และมีข้าวให้ด้วย เอาอันนี้เลยเฮีย พอยกมาก็เหมือนดังภาพ มีชามร้อนใส่แกงหน้าตาเหมือนต้มยำ เป็นของทะเลใส่ผักต่างๆ มีถั่วงอกต้นอวบๆ ผักกาดขาว ต้นหอม ชิมไปหน่อยก็จืดอย่างที่คิด ตามด้วยข้าวสวยหนึ่งถ้วย ไก่ทอดหนึ่งจาน สลัด และกิมจิ …
ยกมาวางเสร็จ เฮียยังไม่ยอมเดินไปไหน ยังยืนรออยู่ ผมก็ยกข้าวขึ้นมาเตรียมตักกินกับแกง อาเฮียปราดเข้ามาทันที ‘โน ๆ ๆ ม่ายถูก ๆ ยูต้องเอาข้าวใส่ในแกงแล้วค่อยกิน’ … ห่า มันก็เป็นข้าวต้มสิวะ ยังไม่อยากินข้าวต้มตอนบ่ายสองเว้ย เอาน่าเฮีย ผมกินได้ แต่เฮียไม่ยอมครับ คราวนี้เฮียเขาไม่ยอม ยังแสดงความเป็นเจ้าบ้านที่ดี ยืนกรานว่า มึงต้องเอาข้าวใส่ในแกง
ตามใจเฮียซะหน่อย หย่อนลงไปช้อนนึง พอใจยัง … ยังครับ เฮียบอกใส่หมดเลย แล้วก็ยืนรอจนกว่าผมจะใส่หมด วันนั้นผมต้องตามใจเจ้าถิ่น นั่งกินข้าวต้มท่ามกลางชัยชนะของเฮีย

หน้าตาข้าวต้มร้อนฉ่าที่อาเฮียเจ้าของร้านแนะนำ
ใครๆ มักจะบอกว่าอาหารเกาหลีนั้นเผ็ด สำหรับคนไทยแล้วผมว่าไม่นะครับ ถ้าเทียบกับต้มยำบ้านเรานี่นับว่าอาหารเกาหลีเด็กๆ ไปเลย หมอนี่กินไม่ได้เลย บอกว่ากินได้นิดหน่อย แต่ถ้าให้กินบ่อยๆ ก็ขอกินม่ามาแทนดีกว่า ตัวผมนั้นไม่มีปัญหา รับได้ครับ ออกจะสนุกด้วยซ้ำ อาหารก็ไม่ได้พิสดารมากมายก็ออกแนวข้าวหน้าต่างๆ แล้วก็อาหารประเภทเส้น ก็เลยพาเข้าร้านอาหารจีนดีกว่า น่าจะคุ้นลิ้นมากกว่าอาหารเกาหลี หมอสั่งข้าวผัดก็พื้นๆ ไป ส่วนผมยังสั่งของแปลก เป็นแกงชามเบ้อเริ่มมาพร้อมกับเส้นก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม
ทำไมมันไม่ใส่เส้นมาเลยวะ ก็งงๆ หันซ้ายหันขวา คราวนี้ไม่มีใครมายืนคุม ตกลงกูต้องเอาเส้นใส่แกง หรือจะกินแบบเอาแกงใส่เส้น … เอาเส้นใส่ชามแม่งเลยดีกว่า กินเป็นก๋วยเตี๋ยวเลย แต่ที่ลำบากก็คือของในชามแม่งเยอะมาก อุดมไปด้วยอาหารหลากชนิด ทั้งของทะเลและผักต่างๆ โดยเฉพาะของทะเลแม่งยัดมาทั้งคาบสมุทรเกาหลีเลยมั้ง ชามโตมาก อยากเรียกว่ากาละมังมากกว่า กุ้งตัวใหญ่ ปูครึ่งตัว หอยเป็นสิบ แล้วเสือกใส่มาทั้งเปลือก มันเลยล้นทะลัก กินลำบากมาก … เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู เพราะคนในร้านเยอะ ไม่สะดวกถ่าย แต่ขอบอกว่ามันบึ้มมากๆ

แผงขายของกินเล่นที่เมียงดง มีปลาหมึกย่าง เกาลัดคั่ว ข้าวโพด

แผงขายของกินเอาอิ่มและกินเอาเมา เป็นเพิงแบบนี้ตามซอกซอยทั่วไป
ราคาไม่แพง แถมมีเหล้า-เบียร์บริการ

ลองนั่งกินไปหนึ่งมื้อ ที่เห็นข้างๆ คือมาม่าเกาหลี (คิดได้ไงเนี่ย ใครสั่งวะ)
แต่อร่อยนะขอบอก แล้วก็สั่งไอ้จานนี้มา หน้าตาคล้ายปอเปี๊ยะ รสจืดๆ มันๆ

ไม่รู้เรียกว่าอะไร เป็นขนมทานเล่นแต่อิ่มโคตร ด้านล่างเป็นแป้ง ด้านบนใส่ไข่ทั้งฟอง
รสชาติหวานๆ เค็มๆ เหมือนกินไข่ต้มทั้งลูก มีทั้งแบบธรรมดาและแบบรสข้าวโพด
สามชิ้น สองพันวอน


















