Tag Archives: อาหาร

แท่ดๆ ที่โซล … ตอนที่ ๔ อาหารการกิน

สืบเนื่องจากเรื่องกินๆ จากตอนที่แล้ว ก็เลยขอต่อด้วยของกินอย่างอื่นด้วยซะเลย

ถ้ามาเกาหลีใครๆ ก็มักแนะนำอาหารที่ห้ามพลาด ไม่ว่าจะเป็นข้าวยำเกาหลี (Bibimbap) หรือเนื้อย่างคาลบี้ ฮานามิ อะไรนี่แหละ แต่ที่ว่ามานี้ผมพลาดหมด ด้วยหลากหลายเหตุผล ทีแรกน่ะเล็งเนื้อย่างเอาไว้แล้ว แต่หมอไม่กินเนื้อ เอ้าเปลี่ยนเป็นหมู แต่หมอทานเนื้อสัตว์มากไม่ได้แล้วเธอยังเล็คเชอร์ถึงผลที่ตามมาต่างๆ นานาจากการกินเนื้อสัตว์มาก โอเชเจ้าค่ะ เป็นอันว่าตัดทิ้งไปละกัน แต่ถึงเธอจะไม่ปฏิเสธ ผมก็คงไม่กินอยู่ดีนั่นแหละ เหตุผลเพราะดูๆ ไปมันก็เนื้อย่างธรรมดา เอาล่ะ เนื้ออาจจะดูดีมีชาติตระกูล ผ่านกรรมวิธีมากมาย แต่เมื่อคำนวณเสร็จสรรพผมว่าผ่านจะดีกว่า เพราะหากเข้าไปกินคนเดียวอาจจะเจอปัญหาได้

แถวที่พักมีร้านเนื้อย่างเยอะมาก อันที่จริงก็มีทุกที่แหละครับ เหมือนบ้านเราที่ไปทางไหนก็เจอร้านตำส้มฉันใดฉันนั้น บ้านเขาก็กินเนื้อย่างเป็นอาหารหลัก ไม่ว่าจะมื้อเช้า พักเที่ยง ยิ่งตอนเย็นไล่ไปจนถึงค่ำมืด ร้านเนื้อย่างจะขายดียังกับแจกฟรี ไม่เฉพาะแต่ในร้าน ริมถนนเขาก็เปิดขายกัน นั่งย่างกันริมทางนี่แหละครับ ควันฉุยเชียว

ยืนดูการกินของเขาแล้ว อุปกรณ์การกินเยอะมาก สมมุติไปกินในร้านซักมื้อนึง โต๊ะตัวนึงก็แบ่งพื้นที่ตรงกลางไว้สำหรับเตาย่าง เหลือเนื้อที่รอบๆ ไม่เท่าไหร่ ก็จะถูกจับจองไปด้วยเครื่องเคียงนานาชนิด ไปกันกี่คนจำนวนจานก็จะแยกเท่าจำนวนคน ถ้าหนึ่งสำรับมีเครื่องเคียง ๕ ชนิด ไปกัน ๔ คน ก็จะมีจานเครื่องเคียง ๒๐ จานแล้ว นึกภาพดูว่ามันจะอลหม่านแค่ไหน แล้วเท่าที่ดูเครื่องเคียงมันมหาศาลมาก คือมากราวกับเป็นจานหลักเลยนะนั่น เครื่องเคียงทั้งหมดก็เป็นผัก กิมจินี่ขาดไม่ได้อยู่แล้ว ไชเท้าดอง ผักดองชนิดอื่นๆ แล้วก็ผักสดอีก บางโต๊ะก็สั่งข้าวมากินด้วย ยิ่งเพิ่มจำนวนจานมากขึ้นไปอีก แล้วทุกโต๊ะก็กินเหล้าไม่ก็เบียร์ ถึงผมจะกินจุแค่ไหน แต่ถ้าลุยเข้าไปคนเดียวอาจจะจอดเอาได้

คนเกาหลีน่าจะมีนิสัยคล้ายคนไทยคือชอบสังสรรค์ อีกทั้งช่วงเวลากลางวันยาวมาก คือทุ่มกว่าแล้วแต่ฟ้ายังสว่างอยู่ พอเลิกงานปุ๊บก็เฮโลกันมาโจ๊ะกันตามร้านเนื้อย่าง ไล่ยาวไปจนดึกดื่น ทั้งหนุ่มสาว คนทำงาน นั่งย่างเนื้อ ซดเหล้ากันเฮฮา เป็นแบบนี้ทุกๆ คืน สงสัยเหมือนกันว่าจะกินอะไรมากมายขนาดนั้นวะ

ข้ามเนื้อย่างไปที่ข้าวยำดีกว่า บ้านเขาเรียก Bibimbap รู้จักครั้งแรกตอนดูรายการทำอาหารทางเคเบิ้ล บอกตัวเองเลยว่ากูไม่กิน มันอุดมไปด้วยผัก และกระผมไม่ใช่พวกนิยมกินผักมากขนาดนั้น หลังจากเห็นของจริงแล้วหน้าตาก็ยอมรับว่าดูน่ากิน แต่ส่วนผสมไม่ถูกปากแน่ๆ ขนาดหมอเองไปวันแรกๆ ก็บอกว่าอยากลองๆ มาแล้วต้องกิน พอเอาเข้าจริงก็เปลี่ยนใจ

กรรมวิธีไม่ได้ยากอะไรเลย ไม่ต่างจากข้าวยำบ้านเรา คือมีข้าวอยู่หย่อมนึง ใส่ผักนานาชนิดลงไป ทั้งผักสดและผักดอง ตามด้วยเนื้อสัตว์ บางแห่งเป็นเนื้อดิบด้วยซ้ำ แล้วก็ตอกไข่สดลงไป เวลากินก็คลุกให้เข้ากัน … เอ่อ ลองนึกภาพดูน่ะครับว่าหน้าตาจะเป็นยังไง แต่เขาก็กินกันนะ คนไทยหลายคนก็บอกว่าอร่อยดีด้วยซ้ำ แต่คงไม่มีผมกะหมออยู่ในนั้นแน่ๆ


สีสันจัดจ้านแต่รสชาติจืดสนิท

มาอยู่นี่หนึ่งอาทิตย์ เรากินข้าวพร้อมกันไม่กี่มื้อ ช่วงกลางวันเราแยกกันกิน เพราะหมอเข้าประชุม ซึ่งเป็นการดีเพราะผมจะได้เลือกกินอย่างที่อยากได้โดยไม่ต้องเกรงใจ แถวที่พักมีร้านที่ดูเข้าท่าอยู่ร้านนึง ติดแอร์เย็นฉ่ำ สะอาดสะอ้าน ไม่พลุกพล่านดี ถ้าเข้าไปในตลาดจะแน่นทุกร้าน และเขาคงไม่มีเวลามาเสวนากับคนที่พูดภาษาเขาไม่ได้ ก็เลยเลือกร้านนี้เป็นร้านประจำ เจ้าของร้านเป็นอาเฮียหน้าตาใจดี พูดอังกฤษพอได้ ที่สำคัญร้านนี้มีอาหารตัวอย่างให้เลือกซะด้วย

มื้อแรกจิ้มมาได้หนึ่งอย่าง ดูจากตัวอย่างมันคือของทะเลผัดกะกิมจิมั้ง ดูแดงๆ เผ็ดๆ น่าจะพอกินได้เลยเลือกอันนี้มา มันเรียกว่าอะไรก็จำไม่ได้แล้ว พอเฮียยกมาเสิร์ฟ แว่บแรกตกใจเพราะมันไม่ค่อยเหมือนในรูป ปลาหมึกมันไม่เป็นแผ่นสวย แต่มันเป็นปลาหมึกซอยเล็กๆ มาพร้อมกับน้ำซุป สลัด ไชเท้าดอง กิมจิ ชิมดูปรากฏว่า … จืดสนิท … ถ้าเป็นคนไทยอ่ะนะผมว่าต้องคิดเหมือนกันแหง มันจืดจริงๆ สีสันอาจหลอกตาแต่หลอกลิ้นเราไม่ได้ แม้ว่าจะจืดแต่มันเสือกร้อน ร้อนมาก เพราะเฮียใส่มาในชามร้อน เฮียจะอุ่นทิพย์ให้ผมมากไปรึเปล่า (ร้านอื่นก็เป็นนะครับ ชามร้อนทุกร้าน) ข้าวส่วนที่ติดก้นชามมันก็จะไหม้ มันจะกรอบและอร่อยอีตรงนี้แหละครับ กินไปนิดหน่อยก็ต้องหยุดเป่า อาเฮียคงคิดว่าผมเผ็ด เลยยกน้ำมาให้ทั้งขวดเลย

ผมยังอาศัยร้านเฮียแกอีกหลายมื้อ ก็จิ้มไปเรื่อยครับ ถ้าอยู่ต่ออีกหน่อยคงครบทุกเมนู วันนึงเกิดอยากกินข้าวกับแกงร้อนๆ เห็นเมนูนึงเป็นแกงหน้าตาคล้ายต้มยำ (ซึ่งคงจะจืดตามเคย) และมีข้าวให้ด้วย เอาอันนี้เลยเฮีย พอยกมาก็เหมือนดังภาพ มีชามร้อนใส่แกงหน้าตาเหมือนต้มยำ เป็นของทะเลใส่ผักต่างๆ มีถั่วงอกต้นอวบๆ ผักกาดขาว ต้นหอม ชิมไปหน่อยก็จืดอย่างที่คิด ตามด้วยข้าวสวยหนึ่งถ้วย ไก่ทอดหนึ่งจาน สลัด และกิมจิ …

ยกมาวางเสร็จ เฮียยังไม่ยอมเดินไปไหน ยังยืนรออยู่ ผมก็ยกข้าวขึ้นมาเตรียมตักกินกับแกง อาเฮียปราดเข้ามาทันที ‘โน ๆ ๆ ม่ายถูก ๆ ยูต้องเอาข้าวใส่ในแกงแล้วค่อยกิน’ … ห่า มันก็เป็นข้าวต้มสิวะ ยังไม่อยากินข้าวต้มตอนบ่ายสองเว้ย เอาน่าเฮีย ผมกินได้ แต่เฮียไม่ยอมครับ คราวนี้เฮียเขาไม่ยอม ยังแสดงความเป็นเจ้าบ้านที่ดี ยืนกรานว่า มึงต้องเอาข้าวใส่ในแกง

ตามใจเฮียซะหน่อย หย่อนลงไปช้อนนึง พอใจยัง … ยังครับ เฮียบอกใส่หมดเลย แล้วก็ยืนรอจนกว่าผมจะใส่หมด วันนั้นผมต้องตามใจเจ้าถิ่น นั่งกินข้าวต้มท่ามกลางชัยชนะของเฮีย


หน้าตาข้าวต้มร้อนฉ่าที่อาเฮียเจ้าของร้านแนะนำ

ใครๆ มักจะบอกว่าอาหารเกาหลีนั้นเผ็ด สำหรับคนไทยแล้วผมว่าไม่นะครับ ถ้าเทียบกับต้มยำบ้านเรานี่นับว่าอาหารเกาหลีเด็กๆ ไปเลย หมอนี่กินไม่ได้เลย บอกว่ากินได้นิดหน่อย แต่ถ้าให้กินบ่อยๆ ก็ขอกินม่ามาแทนดีกว่า ตัวผมนั้นไม่มีปัญหา รับได้ครับ ออกจะสนุกด้วยซ้ำ อาหารก็ไม่ได้พิสดารมากมายก็ออกแนวข้าวหน้าต่างๆ แล้วก็อาหารประเภทเส้น ก็เลยพาเข้าร้านอาหารจีนดีกว่า น่าจะคุ้นลิ้นมากกว่าอาหารเกาหลี หมอสั่งข้าวผัดก็พื้นๆ ไป ส่วนผมยังสั่งของแปลก เป็นแกงชามเบ้อเริ่มมาพร้อมกับเส้นก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม

ทำไมมันไม่ใส่เส้นมาเลยวะ ก็งงๆ หันซ้ายหันขวา คราวนี้ไม่มีใครมายืนคุม ตกลงกูต้องเอาเส้นใส่แกง หรือจะกินแบบเอาแกงใส่เส้น … เอาเส้นใส่ชามแม่งเลยดีกว่า กินเป็นก๋วยเตี๋ยวเลย แต่ที่ลำบากก็คือของในชามแม่งเยอะมาก อุดมไปด้วยอาหารหลากชนิด ทั้งของทะเลและผักต่างๆ โดยเฉพาะของทะเลแม่งยัดมาทั้งคาบสมุทรเกาหลีเลยมั้ง ชามโตมาก อยากเรียกว่ากาละมังมากกว่า กุ้งตัวใหญ่ ปูครึ่งตัว หอยเป็นสิบ แล้วเสือกใส่มาทั้งเปลือก มันเลยล้นทะลัก กินลำบากมาก … เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู เพราะคนในร้านเยอะ ไม่สะดวกถ่าย แต่ขอบอกว่ามันบึ้มมากๆ


แผงขายของกินเล่นที่เมียงดง มีปลาหมึกย่าง เกาลัดคั่ว ข้าวโพด


แผงขายของกินเอาอิ่มและกินเอาเมา เป็นเพิงแบบนี้ตามซอกซอยทั่วไป
ราคาไม่แพง แถมมีเหล้า-เบียร์บริการ


ลองนั่งกินไปหนึ่งมื้อ ที่เห็นข้างๆ คือมาม่าเกาหลี (คิดได้ไงเนี่ย ใครสั่งวะ)
แต่อร่อยนะขอบอก แล้วก็สั่งไอ้จานนี้มา หน้าตาคล้ายปอเปี๊ยะ รสจืดๆ มันๆ


ไม่รู้เรียกว่าอะไร เป็นขนมทานเล่นแต่อิ่มโคตร ด้านล่างเป็นแป้ง ด้านบนใส่ไข่ทั้งฟอง
รสชาติหวานๆ เค็มๆ เหมือนกินไข่ต้มทั้งลูก มีทั้งแบบธรรมดาและแบบรสข้าวโพด
สามชิ้น สองพันวอน


ไอ้เจ้าขนมด้านบนกินกับนมกล้วย เล่นเอาจุกเลยนะนั่น

ไปกินบะหมี่จับกังกันเถอะ

นานแล้วที่ไม่ได้ไปเยือนเยาวราช มีโอกาสได้แวะไปเยี่ยมเยือนเมื่อวันก่อน เยาวราชเปลี่ยนไปจากเดิมมากในสายตาข้าพเจ้า  มีร้านค้าใหม่ๆ ดูทันสมัย เปิดขึ้นมากมาย แต่ร้านเก่าแก่ดั้งเดิมหลายเจ้าก็ยังเปิดอยู่ไม่เปลี่ยน ถนนหนทางบางที่ทำใหม่ อย่างซอยเท็กซัส เดินเข้าไปแทบตกใจ เขาปูพื้นใหม่หมดเป็นอิฐแดงดูสวยเชียว ไม่ใช่ราดยางแบบถนนทั่วไป เดินผ่านร้านค้าเก่าๆ แล้วก็ให้นึกถึงอดีต ร้านเหรียญทอง ขายอะไหล่นาฬิกาชื่อดังก็ยังอยู่ แอบมองเข้าไปในร้าน เจ๊คนเดิมยังอยู่ สมัยเรียนที่สวนฯ ข้าพเจ้าต้องเดินมาซื้ออะไหล่นาฬิกากลับไปให้อาป๊าเป็นประจำ ร้านขายเครื่องเขียนร้านเก่าก็ยังอยู่ สมัยประถม อาป๊าเคยพามาซื้อดินสอเป็นมัดๆ ยางลบเป็นกล่องๆ … ดินสอตราจระเข้ แท่งสีน้ำตาลไหม้ เอาไปใช้ที่โรงเรียนเท่อย่าบอกใคร ที่เหลาดินสอรุ่นใหม่ล่าสุดก็มาซื้อที่นี่ สามารถปรับระดับความแหลมของดินสอได้ โก้ซะไม่มี…ก่อนกลับต้องแวะกินน้ำส้มเช้งคั้นซักหน่อย อร่อยซะจริงๆ แก้วละ 3 บาท เดี๋ยวนี้เห็นเขาใส่ขวดพลาสติกขายแล้ว หมดความขลังไปพอควร

แผงลอยข้างทางเปิดขายกันมากขึ้น เดิมทีเขาก็วางขายกันแต่เก่าก่อน ตั้งแต่ตรงหน้าทรงสมัยยาวไปถึงวงเวียนโอเดียน แต่ที่เพิ่งไปมานี่รู้สึกว่ามันเยอะกว่าเก่า สมัยโน้นแถวตรอกบาหยันยังเป็นตึกแถวปิดตาย มีร้านค้าบ้างเล็กๆ น้อยๆ เดี๋ยวนี้เปิดเป็นร้านขายส่ง ทั้งแว่นตา อุปกรณ์สนาม นาฬิกา จิปาถะ แทบไม่มีที่ว่างให้เดินกันเลย

 
เขาลวกกันทีเป็นกาละมังครับ ที่เห็นในภาพอาจดูไม่เยอะ …แต่เห็นของจริงแล้วจะหนาว

แวะมากิน บะหมี่จับกัง ร้านดังของถนนเจริญกรุง อยู่ปากซอยเจริญกรุง 23 นึกว่าจะปิดร้านเสียแล้วเพราะไปถึงก็เย็นย่ำมาก วันนั้นฝนตกพอดีสภาพซอยจึงเฉอะแฉะพิกล พื้นที่ออกจะซกมกๆ หน่อย แต่ก็ได้บรรยากาศแบบบ้านๆ ดี ยังขายในชามตราไก่เหมือนเดิม ชามยังคงมันแผล่บเช่นเดิม และบะหมี่ยังคงพูนชามเช่นเดิม ราคาขึ้นจากแต่ก่อนนิดหน่อย ตอนนี้ขายที่ชามละ 25 บาท ถ้าพิเศษก็ 30 ไม่รู้ว่าจะมีคนสั่งรึเปล่านะ

จากข้อมูลที่ทราบเขาขายมานานนมแล้ว เป็นที่พึ่งให้กับบรรดากรรมกรแถวนั้นที่ต้องใช้พลังงานมาก ราคาถูก ปริมาณมาก ชาวบ้านแถวนั้นอีกทั้งพนักงานห้างร้านต่างๆ ก็พากันมาอุดหนุน ขายดิบขายดี จะห่อกลับบ้านก็ไม่เลว ห่อนึงก็หลายขีดอยู่ หนักอึ้งเลยล่ะ ก็เพราะสำหรับหนึ่งที่ เขาใส่บะหมี่ไปราวๆ 4-5 ก้อน ในขณะที่ร้านทั่วๆ ไปก็อยู่ 1 ก้อน – ก้อนครึ่ง แต่ร้านนี้เขาลวกทีเป็น10-20 ก้อน พักใส่กาละมังรอแบ่งใส่จาน โยนคึ่นฉ่ายใส่เป็นกำๆ มีหมูเนื้อแน่นโปะใส่มา หากใครไม่เรื่องมากเรื่องความสอาดก็นั่งกินแถวนั้นแหละ อย่าไปกลัวเรื่องสกปรกเลยครับ เขาขายเขากินกันมาเป็นยี่สิบกว่าปีแล้ว ยังไม่เห็นมีใครตายเลย ส่วนใหญ่เขากินแบบแห้งกัน ถ้าฝืดคอนักก็ขอน้ำแกงเขามาซดได้

ของกินอร่อยๆ ในเยาวราชมีอยู่ทุกมุมทุกตรอก บางที่แทบนึกไม่ออกว่าจะมีร้านเข้าไปตั้ง เอาแค่ซอยนี้ซอยเดียว เดินเข้าไปหน่อยจะเป็นตึกแถวเรียงๆ กัน บรรยากาศเก่าๆ หน่อย เขาก็เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวมั่ง บะหมี่มั่ง ขายโจ๊กมั่ง อะไรสารพัด ก็มีคนดั้นด้นเข้าไปหากินกันจนได้ ถ้ารักจะกินก็ห้ามไปสายครับ เลยเที่ยงไปหน่อยก็หมดแล้ว ถ้าเป็นช่วงหัวค่ำหน่อยต้องย้ายมาฝั่งเยาวราช ร้านอร่อยๆ ทยอยเปิดกันแล้ว ถ้ามาดึกหน่อยที่นั่งอาจเต็มได้

ราเม็ง

ราเม็ง 

(บทความนี้เรียบเรียงขึ้นจาก  RAMEN : Boom goes into overdrive. JAPAN plus Asia-Pacific Perspectives 4, 3 (July 2006) : 18-19. มีการเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วนเพื่อความสมบูรณ์)

สายสัมพันธ์ระหว่างคนญี่ปุ่น กับ ราเม็ง นั้น ไม่มีทางที่จะตัดขาดจากกันได้ ราเม็งแทบจะกลายเป็นอาหารหลักของชาวอาทิตย์อุทัยไปแล้ว ชาวญี่ปุ่นนิยมทางราเม็งในมื้อกลางวัน เนื่องจากเป็นอาหารที่รสชาติอร่อย อิ่มท้อง สะดวกรวดเร็ว และที่สำคัญ สามารถหาทานได้แทบจะทั่วทุกซอกมุมของประเทศ ว่ากันว่าชาวญี่ปุ่นสามารถทานราเม็งได้ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เป็นมื้อเช้าไปจนถึงมื้อค่ำ หรือแม้กระทั่งเป็นอาหารปิดท้ายหลังจากสังสรรค์ยามราตรี 

ราเม็ง หรือบะหมี่ มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน เข้ามาสู่เกาะญี่ปุ่นในสมัยเมจิ (ราว ค.ศ.1868-1912) จากชุมชนชาวจีนที่มาตั้งรกรากที่ญี่ปุ่น รวมทั้งชาวญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งและทหารญี่ปุ่นที่อพยพกลับมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ได้เอาวิชาทำบะหมี่กลับมาเปิดร้านขายจนได้รับความนิยมไปทั่วประเทศ และเพื่อให้ได้รสชาติที่ถูกปากชาวญี่ปุ่น จึงมีการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ มากมาย จนกลายเป็น ราเม็ง ในปัจจุบัน 

ราเม็งในญี่ปุ่นสามารถจำแนกออกได้หลากหลายประเภทตามแต่ลักษณะของรสชาติ น้ำซุป หรือเส้น เช่น โชยุราเม็ง (รสซอสญี่ปุ่น), มิโซะราเม็ง (รสถั่วหมัก), ชิโอะราเม็ง (รสเกลือ) อีกทั้งแต่ละท้องถิ่นก็จะมีราเม็งที่เป็นต้นตำรับหรือสูตรเฉพาะที่แตกต่างกันไป นับตั้งแต่ที่ราเม็งเดินทางมาสู่ญี่ปุ่นก็ได้รับการพัฒนารูปแบบและรสชาติมาอย่างต่อเนื่อง มีร้านจำหน่ายราเม็งมากมายทั่วประเทศ แม้ราเม็งจะเป็นอาหารที่หาทานง่าย รวดเร็ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังยอมทนรอคิวเป็นเวลานานๆ เพื่อให้ได้ลิ้มลองรสชาติราเม็งจากร้านยอดนิยมที่มีคนต่อคิวยาวเหยียด ซึ่งก็เป็นภาพที่เห็นกันจนชินตา สำหรับชาวญี่ปุ่น ร้านดังๆ บางร้าน มีการจำกัดปริมาณการขาย เพราะต้องการคงรสชาติเอาไว้ เรียกว่ายอมขายได้น้อยเพื่อรักษาชื่อเสียง มากกว่าจะเน้นที่การขายให้ได้มากๆ แต่ลดคุณภาพลงไป 

นับจากช่วงทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา นับว่าเป็นช่วงที่ราเม็งบูมสุดขีด มีการออกเป็นหนังสือคู่มือสำหรับชิมราเม็งจากทั่วประเทศ ออกเป็นนิตยสารสำหรับราเม็งโดยเฉพาะ จัดการแข่งขันออกฉายทั่วประเทศ มีเว็บไซต์เกี่ยวกับราเม็งออกเผยแพร่และมีแม้กระทั่งพิพิธภัณฑ์ราเม็ง

ra1
เข้าคิวยาวเพื่อให้ได้กินราเม็งซักชาม

ra2
พิพิธภัณฑ์ราเม็งที่แสนโด่งดัง ในโยโกฮาม่า

ในราเม็งหนึ่งชามจะมีส่วนประกอบหลักๆ อยู่ 3 อย่าง นั่นคือ เส้น, น้ำซุป และเครื่อง (Topping) โดยราเม็งแต่ละร้านก็จะมีสูตรเฉพาะแตกต่างกันไป

เส้น        เส้นราเม็งจะผลิตโดยใช้ส่วนประกอบหลักเพียงแค่ แป้งสาลี น้ำ และเกลือเท่านั้น แต่ละร้านอาจจะมีวิธีการผลิตเส้นที่ไม่เหมือนกัน บางร้านอาจจะใส่ส่วนประกอบบางอย่างลงไปเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มรสชาติหรือเพื่อเป็นเอกลักษณ์ อย่างเช่น ไข่ ฟักทอง ชาเขียว พริก และอื่นๆ ตามแต่ไอเดียของผู้ปรุง สำหรับร้านที่มีชื่อเสียงจะผลิตเส้นเอง เพื่อคงรสชาติและความเป็นต้นตำรับไว้ แต่ก็มีบ้างที่ใช้เส้นจากโรงงาน

นอกจากนี้ในการผลิตเส้นยังมีอยู่หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเส้นแบบตรง ซึ่งก็มีขนาดแตกต่างกันไป เส้นแบบหยัก เส้นขนาดใหญ่แบบอุด้ง เส้นแบน ซึ่งแต่ละร้านก็จะเลือกใช้เส้นตามสูตรเฉพาะของตน

น้ำซุป       น้ำซุปราเม็งนับเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุด แต่ละร้านจะมีสูตรเฉพาะของตน โดยส่วนใหญ่จะใช้กระดูกสัตว์เคี่ยวจนได้น้ำซุป อาจเปลี่ยนเป็นปลา ปลาแห้ง หรืออาหารทะเลบ้าง อาจมีการเพิ่มผักหรือผลไม้หลากชนิดเพื่อเพิ่มรสชาติ ซุปของราเม็งสามารถแบ่งออกได้หลากหลายชนิด โดยประเภทใหญ่ ๆ มีอยู่ 4 ชนิด 

1. ซุปโชยุ หรือซอสถั่วเหลืองของญี่ปุ่น ราเม็งเกือบทุกร้านจะมีส่วนผสมเพื่อเพิ่มรสชาติของซุป โชยุก็นับเป็นเครื่องปรุงที่นิยมมากชนิดหนึ่ง ลักษณะและรสชาติคล้ายซีอิ๊วของจีน เพราะทำมาจากวัตถุดิบประเภทถั่วเหมือนกัน แตกต่างกันที่วิธีการและการปรุงรส น้ำซุปที่ได้จะมีสีเข้ม ขณะที่รสชาติจะแตกต่างกันไปตามแต่ชนิดของโชยุ 

2. ซุปมิโซะ หรือถั่วหมัก นำมาละลายกับน้ำซุป จะได้รสชาติที่เข้มข้น และซุปที่ได้จะมีลักษณะค่อนข้างข้น สีเข้ม รสชาติของราเม็งก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ชนิดของมิโซะที่ใช้ 

3. ซุปชิโอะ หรือซุปรสเกลือ ใช้เกลือเป็นตัวปรุงรสหลัก 

4. ซุปทงคัตสึ หรือซุปกระดูกหมู เป็นน้ำซุปที่ได้จากการเคี่ยวกระดูกหมูเป็นเวลานาน อาจผสมกระดูกไก่ลงไปด้วย ซุปที่ได้จะมีความข้น สีขาวข้น เนื่องจากมีส่วนผสมของไขกระดูก มีปริมาณไขมันค่อนข้างมาก

 

ra4 ราเม็งแบบต่างๆ

เครื่อง (Topping)      เครื่องของราเม็งส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย ชาชู หรือเนื้อปรุงรส ผักชนิดต่างๆ หน่อไม้จีน นอกจากนี้อาจมีการเพิ่มเครื่องต่างๆ ตามแต่สูตรของแต่ละร้าน ไม่ว่าจะเป็น ไข่ต้ม ของทอด ชีส ธัญพืช ฯลฯ 

ชาชู หรือเนื้อปรุงรส นับเป็นเครื่องที่ใช้มากที่สุดในราเม็ง ส่วนใหญ่จะใช้เนื้อหมูติดมันหมักกับซอส นำมาต้มหรือย่าง หั่นเป็นชิ้นบางๆ รสชาติและชนิดของชาชูก็มีแตกต่างกันไปตามสูตรของแต่ละร้านเช่นกัน

 ra8 เนื้อหมูติดมันเคี่ยวกับซอสปรุงรส ปรุงเป็นชาชูรสเลิศ 

เนื่องจากราเม็งเป็นอาหารยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น ปัจจุบันมีร้านราเม็งทั่วประเทศมากกว่า 4 หมื่นร้าน รสนิยมการรับประทานของแต่ละท้องถิ่นก็จะแตกต่างกันไปด้วย อย่างเช่น 

ชาวฮอกไกโด    ก็จะนิยมรับประทานมิโซะราเม็ง ใส่ชีส ข้าวโพด ธัญพืช กระเทียม และในแถบจังหวัดที่ติดทะเลก็จะนิยมใช้อาหารทะเลเป็นเครื่องประกอบ
ชาวฮอนชู         ก็จะนิยมราเม็งที่ใช้เส้นหนาและหยัก รับประทานพร้อมเนื้อหมูและปลาแห้ง และในบางเขตจะเรียกราเม็งว่า โซบะ
ชาวโตเกียว       นิยมรับประทานโชยุราเม็งที่มีรสเข้มและใช้เส้นขนาดเล็ก ใส่เนื้อหมูหั่นบาง ปลาเส้น ผักโขม หอมทอด ไข่ต้ม สาหร่ายแผ่น และหน่อไม้
ชาวโยโกฮาม่า   นิยมรับประทานราเม็งที่ใช้เส้นขนาดใหญ่และหนา คล้ายอุด้ง 

แต่หากจะแยกประเภทของราเม็งตามกรรมวิธีการปรุง ก็ยังแบ่งออกได้อีกหลายประเภท เช่น ราเม็งแบบเย็น ราเม็งรสเผ็ด ราเม็งแบบแห้ง ราเม็งแกงกะหรี่ เป็นต้น ในยุคสมัยที่ราเม็งเป็นอาหารยอดนิยมอันดับหนึ่งของประเทศ มีร้านราเม็งเปิดกิจการขึ้นมามากมาย ประกอบกับกระแสการตลาดและอิทธิพลของสื่อมวลชน ทำให้ราเม็งแต่ละร้านมีโอกาสเผยแพร่เอกลักษณ์และจุดเด่นของร้านเพื่อโปรโมทราเม็งของตน ร้านที่ได้ออกรายการโทรทัศน์ก็จะมีโอกาสได้รับความสนใจจากนักนิยมราเม็งทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีการจัดแข่งขันทำราเม็งเป็นประจำทุกปี และแน่นอนว่าผู้ที่ชนะเลิศก็จะได้รับความสนใจจากคนทั้งประเทศ

ra9 ”เจ้าชายราเม็ง” นากามูระ

ชิเงะโทชิ นากามูระ ชายหนุ่มที่ได้รับการยกย่องเป็น เจ้าชายราเม็ง เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในโลกของราเม็งตั้งแต่อายุเพียง 22 ปี (ปัจจุบันอายุ 30 ปี) เขาเป็นพ่อครัวราเม็งที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของประเทศ จบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาแต่กลับสนใจเรื่องของราเม็งเป็นพิเศษ ทันทีที่จบการศึกษาเขาก็อุทิศตนให้กับการค้นคว้าเรื่องราเม็ง คิดค้นสูตรราเม็งใหม่ๆ ออกมา จะกลายเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ 

ราเม็ง เป็นอาหารที่สามารถพัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด ผมไม่ต้องการเลียนแบบใคร ผมต้องการจะสร้างสรรค์ราเม็งแบบใหม่ๆ ในแบบฉบับของตัวผมเอง 

ราเม็งได้พัฒนาอย่างที่ นากามูระ ว่าไว้จริงๆ ก่อนหน้ายุคของเขา ราเม็งก็ได้พัฒนามาเป็นบะหมี่สำเร็จรูปที่รู้จักกันทั่วโลก ไปจนถึงราเม็งสด ที่บรรจุใส่กล่องที่นำไปทำรับประทานเองที่บ้านได้ ทั้งแบบที่มีเครื่องให้พร้อมสรรพ หรือแบบที่มีเฉพาะเส้นและหัวเชื้อน้ำซุป และล่าสุดมีการสร้างเครื่องขายราเม็งอัตโนมัติออกมาวางตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่นแล้ว  

ra10
Ramen Stadium ที่เมืองฟุกุโอกะ ภายในแบ่งเป็นโซนต่างๆ ประกอบด้วยร้านราเม็งมากมาย

 

ซูชิ

ซูชิ 

(บทความนี้เรียบเรียงขึ้นจาก Sophisticated, Sumptous : SUSHI. JAPAN plus Asia-Pacific Perspectives 4, 3 (July 2006) : 10-11. มีการเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วนเพื่อความสมบูรณ์)

การได้ลิ้มลองรสชาติของ ซูชิ นับว่าเป็นประสบการณ์อันยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่สนใจจะเรียนรู้วัฒนธรรมการบริโภคของชาวญี่ปุ่น แม้จะเป็นเพียงอาหารที่ดูง่ายๆ มีแค่ชิ้นปลาวางบนข้าวที่ปั้นเป็นก้อนขนาดพอดีคำ แต่ซูชิก็มีเสน่ห์และมีความน่าหลงใหลในตัวของมันเองชนิดที่เราแทบไม่รู้ตัว 

ปัจจุบันเรารับรู้กันมาว่าซูชิเป็นอาหารที่เกิดมาจากประเทศญี่ปุ่น แต่หากจะย้อนถึงที่มาแล้ว อาหารชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการบริโภคอาหารทะเลในปริมาณที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งยังเป็นแถบที่มีการบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก แรกเริ่มนั้นซูชิกำเนิดมาจากความคิดในการต้องการถนอมอาหารประเภทปลาไว้ เพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้เป็นเวลานานๆ จึงมีการนำมาปลามาผ่านขั้นตอนการปรุงโดยใช้ เกลือ เป็นส่วนประกอบหลัก ตัวอย่างเช่นการทำปลาส้มของบ้านเรา ที่ทำการหมักปลาโดยใช้เกลือ และเก็บเอาไว้เป็นเวลานานจนการกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมี

Zushi1
โยเฮอิ ฮานายะ และร้านของเขา

ซูชิ มีอยู่หลายประเภท ที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ นิงิริซูชิ ซึ่งก็คือซูชิแบบธรรมดาที่เราคุ้นตากัน ประกอบด้วยข้าวสุกปรุงรสด้วยน้ำส้ม ปั้นเป็นก้อนขนาดพอดีคำ มีอาหารทะเลชนิดต่างๆ วางไว้ด้านบน ซูชิชนิดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยพ่อครัวชาวเอโดะที่ชื่อ โยเฮอิ ฮานายะ (ค.ศ. 1799-1858) ซูชิในสมัยนั้นเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากมีรสชาติถูกปากชาวญี่ปุ่นและยังทำได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังสามารถนำออกไปรับประทานนอกสถานที่ได้อย่างสะดวกอีกด้วย เดิมทีนั้น นิงิริซูชิ เป็นอาหารท้องถิ่นของชาวเอโดะ แต่หลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในแถบคันโต เมื่อปี ค.ศ. 1923 รวมไปถึงภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พ่อครัวชาวเอโดะหลายคนได้ออกเดินทางไปทำมาหารกินยังต่างเมือง และได้นำซูชิออกไปเผยแพร่จนกลายเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมไปทั่วประเทศ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ประกอบกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีการสร้างตู้แช่แข็งเพื่อให้ถนอมอาหาร มีการผลิตอาหารแช่แข็งอย่างแพร่หลาย ซูชิจึงไม่จำเป็นต้องใช้ของสดๆ มาปรุงอีกต่อไป แต่ด้วยเหตุที่ใช้อาหารแช่แข็งจึงทำให้รสชาติเปลี่ยนไปจากต้นตำรับ พ่อครัวซูชิจึงต้องมีการปรุงแต่งรสชาติและคิดค้นสูตรใหม่ๆ เพื่อครองใจผู้บริโภค

Zushi2

ปัจจุบันมีร้านซูชิมากมายนับพันร้านกระจายอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น แต่ละร้านก็จะคิดค้นสูตรเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป และบางร้านก็ยังคงรักษารสชาติซูชิแบบดั้งเดิม ซึ่งร้านหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก คือ ภัตตาคารคิวเบ (Kyubey Restaurant) ที่เปิดกิจการมากว่า 70 ปี หัวหน้าเชฟคนปัจจุบันคือ โยสุเกะ อิมาดะ ที่เป็นพ่อครัวซูชิฝีมืออันดับต้นๆ ของประเทศ โดย อิมาดะ ได้รับการถ่ายทอดวิชาการทำซูชิมาจากผู้เป็นบิดา

zushi3.jpg โยสุเกะ อิมาดะ เชฟใหญ่แห่งร้านคิวเบ
 
อิมาดะ เชื่อว่า เพราะญี่ปุ่นมีสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะ จึงได้ถือกำเนิดอาหารที่วิเศษชนิดนี้ขึ้นมา อาหารทะเลจัดเป็นอาหารหลักของชาวญี่ปุ่น ซึ่งการนำอาหารทะเลมาทำซูชินั้น มิใช่ว่าจะเอาอะไรมาทำก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงรสชาติ ความสด และของที่มีตามฤดูกาล ว่าฤดูไหนควรจะนำปลาชนิดไหนมาทำซูชิถึงจะอร่อยที่สุด หรือแม้กระทั่งการปรุงรสข้าว ก็ต้องคำนึงถึงชนิดของน้ำส้มที่ใช้และระยะเวลาในการหมักข้าว แม้กระทั่งอุณหภูมิของข้าวก็ต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก ซูชิจึงถือว่าเป็นอาหารที่ต้องใช้ความพิถีพิถันมากในแต่ละขั้นตอนการปรุง

ประเภทของซูชิ เราสามารถแบ่งซูชิตามลักษณะได้ 4 ประเภท

1. นิงิริซูชิ  เป็นซูชิรูปแบบดั้งเดิม โดยใช้ข้าวสุกปรุงรสด้วยน้ำส้ม ปั้นเป็นก้อนขนาดพอดีคำ ป้ายวาซาบิบนข้าวเล็กน้อยก่อนจะวางทับด้วยอาหารทะเลชนิดต่างๆ ตามแต่ฤดูกาล เช่น ปลาเนื้อขาว ปลาทะเล กุ้ง ปลาหมึก ฯลฯ อาจจะใช้ของทะเลสดๆ หรือทำให้สุกด้วยวิธีการต่างๆ ก็ได้

 zushi4
(จากซ้าย) ซูชิหน้าโอโทโร่ หรือปลาทูน่าบริเวณที่มีไขมัน / หน้าอาคามิ หรือทูน่าไร้ไขมัน / หน้าปลาหมึกสด ทั้งสามหน้านี้ล้วนแต่เป็นที่นิยมและมีราคาแพง
zushi5
(จากซ้าย) ซูชิหน้าปลาไท / หน้าหอยทะเลชนิดต่างๆ / หน้าปลาโคฮาดะ

2. มากิซูชิ  คือการน้ำข้าวสุกมาม้วนรวมกับไส้ที่ทำจากอาหารทะเลชนิดต่างๆ และแผ่นสาหร่าย โดยอาจม้วนโดยให้สาหร่ายอยู่ด้านนอกหรืออยู่ด้านในก็ได้ รวมทั้งยังมีการคิดค้นด้วยการม้วนแผ่นสาหร่ายเป็นรูปกรวยและใส่ข้าวรวมกับเครื่องปรุงไว้ด้านใน

zushi6 มากิซูชิ แบบต่างๆ

3. โอชิซูชิ         เป็นการน้ำข้าวมาอัดลงในแม่พิมพ์รูปสี่เหลี่ยมขนาดพอดีคำ และวางของทะเลไว้ด้านบน

zushi7zushi8

แม่พิมพ์สำหรับทำ โอชิซูชิ เมื่อสำเร็จจะออกมาเป็นทรงสี่เหลี่ยม

4. ชิราชิซูชิ       เป็นการนำอาหารทะเลและผักต่างๆ มาจัดเรียงไว้บนข้าวที่ใส่ไว้ในภาชนะ

zushi9
ชิราชิซูชิ หน้าต่างๆ ที่จัดลงกล่อง พร้อมนำกลับไปรับประทานที่บ้าน

ซูชิ ยังคงได้รับการพัฒนาจากพ่อครัวรุ่นใหม่อยู่เสมอ เมนูแปลกใหม่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน จากที่เคยจำกัดอยู่แต่เพียงอาหารทะเล แต่ปัจจุบันมีการนำวัตถุดิบหลากหลายประเภทมาใช้ทำซูชิ  ทั้งเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ รวมไปถึงผักนานาชนิด นักนิยมซูชิจึงเฝ้ารอที่จะได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ อยู่เสมอ