Tag Archives: ห้องสมุด

มิวเซียมเล็กๆ ในโซล : Cartoon Museum

การมาแท่ดโซลครั้งนี้จุดมุ่งหมายที่เล็งไว้แต่แรกคือการทัวร์มิวเซียมต่างๆ เพราะอะไรน่ะหรือ ก็หนังเกาหลีก็ไม่ดู ดาราก็ไม่รู้จัก ละครก็ไม่สน เพลงก็ฟังไม่รู้เรื่อง แล้วประเทศนี้มันจะมีห่าอะไรให้กูดูวะเนี่ย ก็เลยคิดว่ามาดูวัฒนธรรมบ้านเขาก็คงจะดี

เล็งไว้หลายมิวเซียม จากการทำการบ้านก็พบว่าประเทศนี้มันตัวพ่อของการทำ Creative Culture จริงๆ จากการที่มันประสบความสำเร็จจาก Creative Economy สู่ Creative Industrial มันก็กลับมาเน้นที่การส่งเสริมวัฒนธรรม มิวเซียมมันเยอะมาก เฉพาะที่โซลก็ปาเข้าไปหลายสิบ ทั้งมิวเซียมของรัฐและของเอกชน ยังไม่รวมแกลลอรี่อีกนับสิบ และทุกที่ของมันก็มีการ PR อย่างดี โดยเฉพาะจาก อสท.ของเกาหลีเอง

เป้าหมายแรกคือ Cartoon Museum และ Seoul Animation Center สองแห่งนี้อยู่ติดกันเลย เดินทางด้วยรถไฟสายสีฟ้า (สาย ๔) ไปลงที่สถานี Myeong-dong ยังไม่ต้องไปชมตลาด ไปดูมิวเซียมกันก่อน ออกที่ทางออกหมายเลข ๑ เดินย้อนขึ้นไปบนเนิน เป็นถนนที่แปลกมาก ทีแรกนึกว่ามาผิดทาง คือถนนมันจะเอียงขึ้นไปเรื่อยๆ จนเจอตึกกาชาดเกาหลี (Korea Red Cross) อยู่ขวามือ อดทนต้านแรงโน้มถ่วงไปอีกนิดนึงก็จะเจอ ป้าย Cartoon Museum อันเบ้อเริ่มอยู่ฝั่งซ้ายมือ ข้ามถนนไปก็เข้าได้เลย


เดินขึ้นเนินมาก็จะเจอป้ายอันนี้ แสดงว่ามาถูกทางแล้ว

ด้านหน้าจะมีรูปปั้นตุ๊กตาตัวการ์ตูนของเกาหลี ไม่รู้จักหรอก แต่ก็น่ารักดี เหมาะสำหรับชักภาพเป็นที่ระลึก มีหุ่นยนต์ตัวโต ดูทีแรกนึกว่าหุ่น Great Mazinger จากนั้นเดินเข้าไปในที่ตัวอาคารด้านซ้าย ด้านหน้าเขากันไว้เป็นที่จอดรถ พอเดินเข้าไปก็จะเจอบรรยากาศเงียบๆ งงๆ มึนๆ ซ้ายมือจะเป็นห้องเล็กๆ สำหรับ รปภ. ไม่ต้องไปถามอะไรเขานะครับ เดินดุ่ยๆ เข้าไปเลย ฟอร์มว่าเป็นเจ้าหน้าที่ก็ได้ เพราะเขาก็ไม่สนใจเราหรอก


บรรดาตัวการ์ตูนมายืนต้อนรับ เสียดายที่มีน้อยไปหน่อย


ทางเข้าเล็กๆ ดูไม่ค่อยดึงดูดเท่าไหร่ ถ้าไม่สังเกตอาจจะมองไม่เห็นด้วยซ้ำ

ที่ชั้นแรกหันขวามือจะเจอกับห้องสมุดการ์ตูน Cartoon Library สวรรค์เลยล่ะครับ ห้องสมุดที่มีแต่การ์ตูน วันที่ผมไปนั้นมีเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษาพอดี ห้องสมุดก็เลยเต็มไปด้วยเด็กๆ บรรยากาศเงียบกริบ เพราะเด็กทุกคนนั่งอ่านการ์ตูนอย่างมีสมาธิ ราวกับว่ามันจะออกเป็นข้อสอบเข้ามหาลัย ที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าเจอเด็กหนุ่มนั่งห่อปกการ์ตูนอยู่ เลยสอบถามด้วยมารยาทว่า ‘กูจะเข้ามาดูห้องสมุดเนี่ย ต้องทำบัตรหรือเสียตังค์อะไรมั้ย’ … เงียบ … คือเขาพูดอังกฤษไม่ค่อยได้ พูดได้เป็นคำๆ (ผมชอบเกาหลีตรงนี้แหละ เพราะทำให้ผมรู้สึกว่าเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้นอีกโขเลย) ไอ้หนุ่มนั่นก็ยิ้มเขินๆ ตอบมาประมาณว่า ‘มึงจะดูอะไรก็เชิญเลยครับ’ ผมเลยตะเวนดู ถูกใจมากๆ มีหนังสือการ์ตูนเพียบ ครบชุด ทั้งการ์ตูนญี่ปุ่น การ์ตูนฝรั่ง และการ์ตูนของเกาหลีเอง นอกจากการ์ตูนแล้วก็ยังมีหนังสือที่เกี่ยวกับการ์ตูน ทั้งชีวประวัตินักเขียน ตำราการ์ตูน หนังสือนิยาย หนังสือภาพ แต่เกือบทั้งหมดจะเป็นการ์ตูน

ผมไม่แน่ใจว่าบ้านเรามีอะไรแบบนี้มั้ย คงยากที่จะมี ตราบใดที่ผู้ใหญ่บ้านเรายังคงลืมเลือนว่าตัวเองเคยเป็นเด็กมาก่อน ผู้ใหญ่มักจะมองว่าการ์ตูนเป็นเรื่องไร้สาระ ถ้ามีเวลาว่างมากนักล่ะก็ ทำไมไม่อ่านหนังสือเรียน (คุ้นๆ กันมั้ย) ไม่ใช่เฉพาะการ์ตูนหรอกครับ หนังสืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่หนังสือเรียน ผู้ใหญ่ก็มักจะมองว่ามันไร้สาระไปเสียทั้งหมด


เจ้าหนุ่มกำลังห่อปกการ์ตูนมาใหม่เป็นตั้งเลย มันคงแอบอ่านก่อนเด็กๆ แหงแซะ
เคาน์เตอร์ทำงานก็ยังประดับด้วยตัวการ์ตูน

ทีนี้ลองหันมามองในมุมมองของผู้ใหญ่บ้าง ผมเชื่อว่าผู้ใหญ่ที่มีความคิดในแบบย่อหน้าข้างบนนั้นเริ่มน้อยลง ผู้ใหญ่ยุคใหม่มีทัศนคติที่เปิดกว้างมากขึ้น พวกท่านทั้งหลายเริ่มมองว่าการ์ตูนไม่ใช่จะไร้สาระไปเสียทั้งหมด แต่สิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่ว่าจะยุคไหนๆ หรือแม้กระทั่งผมเอง หรือท่านเองก็ตาม เมื่อวันหนึ่งท่านเป็นพ่อคนแม่คน ท่านก็คงต้องปรามลูกๆ หลานๆ ของท่านเหมือนที่ท่านถูกพ่อแม่ของท่านปรามมาแล้ว ไม่ใช่เพราะการอ่านการ์ตูนหรอกครับ แต่เพราะการแบ่งเวลาไม่ถูกมากกว่า ท่านว่าใช่หรือไม่ล่ะครับ?

เพราะไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ หากแบ่งเวลาไม่ถูก ใช้เวลาไม่เป็น มันก็เกิดผลเสียกันทั้งนั้นแหละครับ

แต่ย้อนกลับมาที่ห้องสมุดการ์ตูนที่นี่ มองแบบแคบๆ ที่สุดเลย อย่างน้อยมันก็เป็นแดนสวรรค์สำหรับเด็กๆ ที่เขาได้หยุดนิ่ง จมจ่อมกับโลกในจินตนาการ หรืออย่างน้อยก็มองว่านี่คือการส่งเสริมการอ่านอย่างหนึ่งนะครับ ดีกว่าให้เขาไปเตร็ดเตร่ที่ไหนเสียอีก

หยิบมาพยายามอ่านเล่ม แต่อ่านไม่ออก เลยดูแต่รูป แค่ดูรูปก้เพลินแล้วคุณเอ๋ย วนๆ ดูจนทั่วก็เลยขึ้นไปชั้นสอง ที่บันไดเขาก็มีตู้โชว์หนังสือการ์ตูนตั้งแต่อดีตของเกาหลี ประมาณ Time Line ของวงการหนังสือการ์ตูน เริ่มจากหนังสือแนววัยรุ่นยุคโบราณ มีการ์ตูนประกอบ จนพัฒนามาเป็นหนังสือการ์ตูนเพียวๆ ลองสังเกตดูดีๆ ผมว่าการ์ตูนเกาหลีมีรูปแบบคล้ายๆ การ์ตูนญี่ปุ่นเหมือนกัน อาจเพราะอุตสาหกรรมมังงะของญีปุ่นตีตลาดไปทั่วโลก จนกลายเป็นการแผ่อิทธิพลไปทั้งโลก รูปแบบ ลายเส้น จึงจะมีแนวเส้นคล้ายๆ กัน โดยเฉพาะการ์ตูนฝั่งตะวันออก ซึ่งหากไปเทียบกับการ์ตูนจากฝั่งตะวันตกจะเห็นว่าเป็นคนละเรื่องกันเลย


บรรยากาศการใช้ห้องสมุดของเด็กๆ ปกติเด็กๆ คงไม่ค่อยชอบห้องสมุดเท่าไหร่
แต่คงไม่ใช่ที่นี่ ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ
ที่นั่งแคบๆ ก็ยังอุตส่าห์เบียดกัน


มุมหนังสือภาพ เจอเล่มนี้เข้าให้ เป็นหนังสือภาพแนวเซอร์เรียล
เรื่องราวของเด็กผู้หญิงที่จิตหลอนๆ หน่อย จินตนาการว่าผมเธอมีชีวิต ทะลุมิติเวลา ฯลฯ
ที่ชวนหลอนๆ แนวจิตตกยังไงพิกล สยองดี สมชื่อ Paranoid Kid

ขึ้นมาถึงชั้นสองก็เจอตัวมิวเซียม ดูๆ ไปไม่น่าจะเรียกมิวเซียม น่าจะเป็นศูนย์ข้อมูลการ์ตูนมากกว่า มีส่วนของนิทรรศการอยู่ไม่มากนัก มีโมเดลขนาดใหญ่ของตัวการ์ตูนทั้งที่ผมรู้จักและไม่รู้จัก ด้านในกันพื้นที่ตรงกลางไว้เป็นที่ฉายการ์ตูน มีเบาะนั่งนุ่มนิ่มสีสันแสบตา ผนังทุกด้านเป็นชั้นวาง DVD การ์ตูนเป็นร้อยๆ เรื่อง …สวรรค์อีกแล้ว

เจอการ์ตูนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก ส่วนใหญ่จะเป็นการ์ตูนญี่ปุ่น การ์ตูนของเกาหลีก็มีนะครับ แต่ผมจะคุ้นเคยกับฝั่งญี่ปุ่นมากกว่า เจอการ์ตูนเรื่อง กัปตันฮาร์ล็อค แทบกรี๊ด จำได้ว่าเรื่องนี้เคยเอามาฉายตอนเย็นๆ ทางฟรีทีวี โคตรติด ดูรู้เรื่องบ้างไม่รุ้เรื่องบ้าง แต่จำติดตาว่าเรือรบของกัปตันช่างเท่เสียจริงๆ


การ์ตูนตัวนี้เกิดเมื่อปี ๑๙๓๐ น่าจะเป็นการ์ตูนที่ฮิตในบ้านเขาเมื่อนานมาแล้ว
เพราะเห็นขึ้นปกอยู่หลายเล่ม


ที่ผนังนั่นคือการ์ตูนล้วนๆ อยากดูเรื่องไหนก็หยิบมาดูที่มุมนี้
แล้วจะนั่งดูนอนดูก็ตามสะดวก เด็กๆ ชอบมุมนี้มาก

เจอ โจ สิงห์สังเวียน เซเลอร์มูน กันดั้ม แคนดี้ จีจี้ อาซาริ คิวทาโร่ ฯลฯ สารพันที่เคยดูตอนเด็กๆ ที่นี่มีหมดเลย ด้านข้างเขายังติดโปสเตอร์ประวัตินักเขียนดังๆ คนยังเขียนอยู่ บางคนก็เลิกเขียนหนีไปนอนเล่นบนสวรรค์แล้วก็มี ด้านหลังสุดกั้นเป็นห้องสำหรับฉายหนังเป็นมินิเธียร์เตอร์ อลังมาก

เจอเจ้าหน้าที่เป็นสาวหมวย หน้ากลมๆ ยิ้มเก่ง วันนั้นมีเด็กมาทัวร์พอดี แกก็แวะมาขอโทษขอโพยว่าไม่ได้มาต้อนรับ พอว่างจากรบกับเด็กแล้วก็เลยแวะมาคุยด้วย แกเล่าว่าที่นี่เข้าชมฟรี ฟรีทุกอย่าง ทั้งห้องสมุดด้านล่างและส่วนตรงนี้ ฟรีหมด ไม่ต้องทำบัตรห่าอะไรทั้งนั้น อยากอ่านการ์ตูน อยากดูการ์ตูน ก็ดุ่ยๆ เข้ามาเลย ผมไม่มั่นใจว่าเป็นหน่วยงานของรัฐรึเปล่านะครับ เพราะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่แค่นี้ก็ประทับใจแล้วล่ะครับว่าบ้านเขานี่เปิดโอกาสในการแสวงหาทั้งความรู้และความบันเทิงแบบสร้างสรรค์จริงๆ


สาวหน้ากลมคนนี้แหละที่ทำหน้าที่ดูแลมิวเซียม
ดูท่าทางแฮปปี้กับงานมาก เป็นงานที่ผมเองก็อยากทำบ้างเหมือนกัน

เดี๋ยวจะพาไปดู Seoul Animation Center ในคราวหน้าจ้ะ

“ห้องสมุด” ที่อยู่ใน “หนัง”

บรรณารักษ์ กับ ห้องสมุด หากพูดถึงสองคำนี้ ไม่ว่าใครก็คงจะนึกถึงอะไรที่มันคร่ำครึ เจ้าระเบียบ และน่าเบื่อ แม้ว่าเทคโนโลยีห้องสมุดจะก้าวไปไกลแค่ไหน แต่ภาพลักษณ์ของห้องสมุดหรือคนที่ทำงานในห้องสมุด ก็ยังคงถูกมองด้วยภาพลักษณ์เดิมๆ ไม่เปลี่ยน ในภาพยนตร์หลายเรื่องก็หยิบยกเอาเรื่องราวของห้องสมุดหรือไม่ก็ใช้ห้องสมุดเป็นฉากหลังอยู่หลายเรื่อง เท่าที่ผมพอนึกออกและเคยดูมาบ้างก็อย่างเช่น …

Heartbreak Library (๑๙๘ รหัสรักปาฏิหาริย์)

อุนซู (รับบทโดย ยูจิน … เล่นเรื่องอะไรมั่งก็ไม่รู้) บรรณารักษ์สาว (สวย) ที่เพิ่งอกหักมาหมาดๆ ต้องมาเจอกับ จุนโอ (รับบทโดย ลีดองวุก เล่นเรื่องอะไรมั่งก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน) ผู้ใช้ห้องสมุดเป็นชายหนุ่มท่าทางแปลกๆ จุนโอไม่ได้เข้ามาอ่านหนังสือเปล่าๆ แต่ดันมาฉีกหนังสือหน้า ๑๙๘ ทุกเล่มที่มีในห้องสมุด งานนี้บรรณารักษ์อย่างอุนซูจะยอมได้ยังไง แต่ไปๆ มาๆ ทั้งคู่กลับค่อยๆ สนิทกันทีละนิด จนเกิดเป็นเรื่องราวลึกซึ้ง

198001

จุนโอถูกแฟนทิ้งไปโดยเหลือไว้เพียงโน้ตสั้นๆ ว่า “ดูที่หน้าที่ ๑๙๘” แล้วห้องสมุดที่อุนซุทำงานอยู่ก็เป็นห้องสมุดที่แฟนของเขาเข้ามาใช้บ่อยๆ จุนโอจึงพยายามค้นหาคำตอบที่หน้า ๑๙๘ โดยมีอุนซุร่วมมือด้วยอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก

บังเอิญว่าไม่ใช่แฟนหนังเกาหลี เลยไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เข้าฉายบ้านเรารึเปล่า หรือว่าลงแผ่น DVD ไปแล้ว ผมเข้าใจว่าคงจะเป็นสไตล์หนังเกาหลีที่เน้นอารมณ์รักหวานๆ เค้นอารมณ์หน่อยๆ แฟนหนังแดนกิมจิน่าจะถูกใจล่ะครับ

บุญชู ๒ น้องใหม่

เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. ๒๕๕๑) เรื่องราวของ “บุญชู บ้านโข้ง” ถูกนำกลับมาฉายอีกครั้ง แต่เป็นเรื่องราวของบุญชุรุ่นที่สอง คือ บุญโชค ที่ก่อเรื่องวุ่นๆ แต่สนุกสนานไม่แพ้เรื่องราวในรุ่นพ่อ

boonchoo1

ย้อนกลับไปในภาคสอง “บุญชู ๒ น้องใหม่” มีตัวละครที่เป็นบรรณารักษ์อยู่ด้วย ๑ ท่าน จำได้ไหมว่าใคร …. ป๋า ส. อาสนจินดา นักแสดงอาวุโสนั่นเอง ป๋า ส. รับบทเป็น มหาแจ่ม หรือ ลุงแจ่มใส ญาติของบุญชู ในภาคสองนี้เพื่อนๆ ทุกคนเอ็นท์ติดกันหมด ยกเว้นบุญชูคนเดียว เมื่อพลาดหวังจากการสอบ บุญชูจึงมาทำงานกับลุงมหา บรรณารักษ์ที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ ใครจำได้ช่วยบอกด้วย) มหาแจ่มนี่แหละที่คอยสอนสั่งบุญชู คำพูดเด็ดของมหาแจ่มก็คือ “ทำไมพวกเอ็งต้องแห่กันมาแย่งกันผิดหวังที่กรุงเทพด้วยนะ” … (กรุณาทำเสียงเหน่อๆ ด้วยนะครับ)

และแน่นอนว่าด้วยความซื่อของบุญชู ก็ก่อเรื่องราวขำๆ ให้ผู้ชมได้สนุกสนานเฮฮากันยาวต่อมาอีกตั้ง ๕ ภาค

The Mummy

หนังแอ็คชั่นผจญภัยสุดฮิตในปี 1999 ว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยเพื่อตามหานครในตำนาน อิมโฮเทป นักบวชที่ถูกลงทัณฑ์เมื่อครั้งอดีตได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา และตามหาหญิงคนรักของเขา แต่กว่าจะฟื้นคืนพลังกลับมาได้ อิมโฮเทปต้องพบกับการขัดขวางของกลุ่มนักสำรวจที่นำโดย ริค โอ ดอนเนลล์ นำแสดงโดยพระเอกอารมณ์ดี เบรนแดน เฟรเซอร์

the-mummy_l

ตัวละครที่โขมยซีนทุกทีที่ปรากฏตัวคือ เอฟเวอร์ลีน นางเอกของเรื่อง นำแสดงโดย ราเชล ไวซ์ เธอรับบทเป็นบรรณารักษ์จอมซุ่มซ่ามที่จับพลัดจับผลูมาร่วมตามหาสมบัติกะเขาด้วย เธอน่ะตามมาเพราะความอยากรู้อยากเห็นทางวิชาการ ขณะที่พี่ชายจอมกะล่อนของเธอกะมาหาสมบัติ แค่ฉากเปิดตัวของเธอก็สร้างความวุ่นวายซะแล้ว เมื่อเธอดันทำตู้หนังสือล้มครืนลงมาทั้งห้องสมุด ทำเอาหัวหน้าบรรณารักษ์โกรธจนควันออกหู แต่ก็ไล่เธอออกไม่ได้ เพราะในรัศมีร้อยกว่าไมล์ มีเธอคนเดียวที่อ่านภาษาฮิบรูโบราณออก!

เมื่อตอนที่เล่น The Mummy ภาคแรก ราเชล ไวซ์ ยังเป็นดาราหน้าหวานออกจะต๊องๆ ที่เหมาะกับหนังแนวโรแมนติกคอเมดี้ เธอรับเล่น The Mummy ในภาคสอง แต่ปฏิเสธภาคสาม และหันไปเล่นหนังเครียดๆ เน้นแสดงฝีมือมากขึ้น จนคว้าออสการ์มากอดจากหนังสุดเครียด The Constant Gardener ในปี ๒๐๐๖

Love Letter

หนังญี่ปุ่นที่ซาบซึ้งน้ำตาไหลพรากๆ เรื่องราวความรักที่ไม่แฮปปี้เท่าไหร่นัก แต่ก็กินใจและออกแนวถวิลหาอดีต (Nostalgia) อย่างกลายๆ เรื่องนี้ไม่ได้เน้นที่ตัวบรรณารักษ์ แต่เหตุเกิดที่ห้องสมุด ก็พอกล้อมแกล้มไปได้อ่ะนะ

ฮิโรโกะ หญิงสาวที่ยังไม่หายเศร้าโศกจากการจากไปของคู่หมั้น อิทซึกิ เมื่อสองปีก่อน เธออดไม่ได้ที่จะเขียนจดหมายไปหาฟุจิอิตามที่อยู่เก่าที่เจอในหนังรุ่นของเขา ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางที่จะได้จดหมายตอบกลับมา แต่แล้วเรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น เมื่อมีจดหมายเขียนกลับมาหาเธอ โดยลงชื่อว่า อิทซึกิ !

loveletter2

ที่จริงแล้วคนที่เขียนจดหมายฉบับนั้นคือ อิทซึกิ แต่เป็นผู้หญิง เธอเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ อิทซึกิ และที่ไม่น่าเชื่อ อิทซึกิ กับ ฮิโรโกะ ดันหน้าตาเหมือนกันเด๊ะ (หรือไม่ก็เกือบเหมือนล่ะน่า) ตรงนี้เองที่ทำเอาฮิโรโกะสะเทือนใจไม่น้อย หรือที่จริงแล้ว อิทซึกิ ไม่ได้รักเธอหรอก แต่เพราะเธอดันไปเหมือน อิทซึกิ คนรักเก่าของเขาต่างหาก ความรักที่เธอมีให้กับอิทซึกิอย่างหมดหัวใจจึงเกิดมีความคลางแคลงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

เรื่องมีอยู่ว่า อิทซึกิ ทั้งสองคนต่างก็มีใจให้กันมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยความในใจแก่กันและกัน วันหนึ่งอิทซึกิ (ช) ฝากหนังสือให้ อิทซึกิ (ญ) ไปคืนที่ห้องสมุด หลังจากนั้นเขาก็ย้ายบ้านและหายไปจากชีวิตของเธอ

ย้อนมาเหตุการณ์ปัจจุบัน อิทซึกิ (ญ) ย้อนกลับไปที่ห้องสมุดโรงเรียนอีกครั้งและพบว่า หนังสือหลายเล่มถูก อิทซึกิ (ช) ยืมเป็นคนแรกเสมอ ที่เป็นแบบนี้เพราะเขาอยากจะเป็นคนเขียนชื่อของเธอ (อิทซึกิ) เป็นชื่อแรกด้วยตัวเขาเอง … (จะทำซึ้งไปไหนเนี่ย) ยังซึ้งไม่พอ เมื่อเธอค้นหนังสือเล่มนั้นที่เขาฝากเธอมาคืนก้พบว่า ที่หลังบัตรยืมเขาได้วาดรูปของเธอเอาไว้ เป็นการแสดงความในใจที่เก็บงำมาตลอดเวลาที่คบกัน …

Love-Letter

ดูเอาซึ้งละกันครับ แต่อย่าเอาอย่างนะครับ อย่าไปเขียนข้อความระบายความในใจหรือสารภาพรักในหนังสือนะครับ บอกเขาไปตรงๆ ดีกว่า ไม่งั้นจะถูกบรรณารักษ์ดุเอานะครับ

ปล. สงสัยเด็กนักเรียนโรงเรียนนี้ไม่ชอบอ่านหนังสือเนาะ ผ่านมาตั้งหลายปี บัตรยืมยังใช้บัตรเดิมไม่เปลี่ยนเลย

 Ghostbusters : บริษัทกำจัดผี

บรรณารักษ์ในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ออกมาเป็นตัวคนนะครับ แต่ออกมาเป็นผี …. บรึ๋ย ๆ

ghostbusters

นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องสามหน่อเกิดตกงานฉับพลันหลังจากที่ทุนวิจัยของเขาหมดลง แถมไม่มีใครให้ทุนวิจัยต่ออีกต่างหาก ทั้งสามหน่อจึงออกมาเปิดบริษัทที่ใครๆ อาจจะดูว่างี่เง่า นั้นคือ บริษัทกำจัดผี

ลูกค้าของพวกเขามีหลากหลายและหนึ่งในนั้นก็คือห้องสมุดประชาชนนิวยอร์ค เพราะพวกเขาเจอกับผีบรรณารักษ์ที่ยังวนเวียนอยู่ในห้องสมุดน่ะสิ ….ว่าแต่ห้องสมุดของคุณมีแบบนี้มั่งหรือเปล่า หึ ๆ

The Day After Tomorrow

หนังหายนะฟอร์มยักษ์ว่าด้วยปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เป็นภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ที่อาจจะทำลายล้างมนุษยชาติให้หมดสิ้นไปเลยทีเดียว!!

day_after_tomorrow_2

จากความแปรปรวนทางสภาพภูมิอากาศอย่างฉับพลัน ทำให้โลกกำลังจะกลับเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้งหนึ่ง ศาสตราจารย์ ฮอลล์ (นำแสดงโดย เดนิส เควด) ต้องเร่งเดินทางฝ่าพายุหิมะสู่มหานครนิวยอร์คเพื่อช่วยเหลือ แซม ลูกชายคนเดียวของเขาที่ติดอยู่ในห้องสมุดประชาชนนิวยอร์ค (แซม รับบทโดย เจค จิลเลนฮาล คนเดียวกับที่เล่นบทเกย์อันเร่าร้อนใน Brokeback Mountain นั่นแหละจ้ะ)

แซม กับเพื่อนๆ หลบพายุอยู่ในห้องสมุดตามคำแนะนำของฮอลล์ เนื่องจากเขารู้ดีว่าอุณหภูมิกำลังจะลดลงจนถึงจุดต่ำสุด หากออกไปนอกอาคารก็จะต้องแข็งตายอย่างแน่นอน เดชะบุญที่พวกเขามาหลบในห้องสมุด ที่มีเชื้อเพลิงมากมายพอที่จะก่อกองไฟให้ความอบอุ่น … ก็หนังสือไงล่ะ มีเพียบเลย โดยเฉพาะหนังสือกฎหมายนั่นแหละ เผาได้ก่อนเพื่อนเลย 555

นี่คงเป็นข้อดีอีกประการหนึ่งของห้องสมุดกระมัง … คือใช้เป็นที่หลบภัย

Nation Treasure 2: The Book of Secret

หนังแอ๊คชั่นผจญภัยภาคต่อที่ยังคงความลี้ลับและเต็มไปด้วยทฤษฎีสมคบคิดมากมาย

หลังจากที่ค้นพบขุมสมบัติมหาศาลในภาคแรก เบน เกตส์ (นิโคลัส เคจ) กับพวกก็ต้องออกผจญภัยอีกครั้ง คราวนี้ยกกันมาทั้งครอบครัว ทั้งพ่อที่เป็นนักโบราณคดี และแม่ที่เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ คราวนี้เขาต้องติดตามหาขุมสมับติลึกลับที่เก็บเอาไว้ตั้งแต่สมัยลินคอล์น

national-treasure_l

ความสนุกสนานอยู่ที่การคอบแกะ แคะ คุ้ย ตามเงื่อนงำที่โปรยไว้เป็นระยะๆ ตลอดทั้งเรื่อง และเงื่อนงำสำคัญก็ถูกเก็บไว้ในหนังสือแห่งความลับที่บันทึกเรื่องราวที่ลับสุดยอดของประเทศและสืบทอดกันมาจากประธานาธิบดีคนแล้วคนเล่า ที่เจ๋งสุดคือหนังสือเล่มที่ว่านี่ถูกเก็บซ่อนไว้ในห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน ห้องสมุดที่จัดว่าใหญ่โตที่สุดในโลก

ไม่รู้ว่าหลังจากที่หนังเรื่องนี้ออกฉาย อเมริกันชนจะแห่กันเข้าไปใช้ห้องสมุด LC กันเพิ่มขึ้นเพื่อหาหนังสือเล่มที่ว่านี่รึเปล่านะ

Indiana Jones and The Last Crusade

อินดี้กลับมาแล้ว เมื่อ คุณลุง แฮริสัน ฟอร์ด กลับมารับบทอินดี้อีกครั้งในปี 2009 แม้จะไม่สนุกและออกจะดูงี่เง่ามากกว่า แต่ก็คงทำให้แฟนหนังชุดนี้หายคิดถึงกันไปได้

อินเดียน่า โจนส์ นักโบราณคดีชื่อดังที่ออกตามหาสมบัติจากทั่วโลกเพื่อนำมาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา เป็นตัวละครที่อยู่ในใจของแฟนๆ ทั่วโลก ด้วยบุคลิกที่ขี้เล่น ทีเล่นทีจริง เอาจริงก็ไม่ใช่ เอาเล่นก็ไม่เชิง ด้วยสไตล์แบบแอนตี้ฮีโร่ ยิ่งสร้างความน่าสนใจให้ตัวละครตัวนี้อย่ามาก ในภาคที่สาม The Last Crusade อินดี้ต้องออกตามหา Holy Grail หรือ “จอกศักดิ์สิทธิ์” หรือจอกที่พระเยซูใช้ในกระยาหารมื้อสุดท้าย ซึ่งเชื่อกันว่าหากใครดื่มน้ำจากจอกนี้ก็จะกลายเป็นอมตะ

jonesIII

อินดี้ต้องออกติดตามหาลายแทงตามที่ต่างๆ จนในที่สุดก็พบว่าลายแทงที่ว่านี่ซ่อนอยู่ใต้ดินในห้องสมุดนครเวนิช ประเทศอิตาลี

เมื่ออยู่ใต้ดิน อินดี้ของเราก็เลยต้องทุบพื้นห้องสมุดเป็นรูโบ๋เพื่อมุดลงไปน่ะสิ อันนี้ก็ไม่ควรเลียนแบบเด็ดขาด นอกจากจะถูกบรรณารักษ์อาละวาดใส่แล้ว อาจโดนจับข้อหาทำลายทรัพย์สินด้วยนะเออ

เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” (PDF)

เรื่องราวของห้องสมุดที่อุตส่าห์รวบรวมมาเขียนได้ตั้ง ๕ ตอน
ก็เลยจัดรวมเป็นไฟล์เดียวมันซะเลย
ท่านสามารถโหลดไปอ่านได้ที่นี่เลยครับ **download**
หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านที่สนใจครับ

เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” (ตอนจบ)

ภายหลังการเสียกรุงครั้งที่ ๒ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความเป็นเอกราชีกครั้งหนึ่ง ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งใหม่ ภายหลังจากเสร็จศึกกับอริราชศัตรู ทรงมีพระราชดำริที่จะทำนุบำรุงบ้านเมืองในทุกๆ ด้านให้มีความเจริญมั่งคั่งเหมือนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา มีการอัญเชิญพระไตรปิฎกจากนครศรีธรรมราชมาทำการคัดลอกเก็บรักษาไว้ ณ กรุงธนบุรี นอกจากนี้ยังมีการนิมนต์พระเถระจำนวนมากมาชุนุมกันที่วัดระฆังโฆษิตาราม เพื่อทำการชำระพระพุทธศาสนาและพระไตรปิฎกที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ให้มารวบรวมจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อยไว้ในกรุงธนบุรี

ถึงแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงเทพฯ เป็นราชธานีแห่งใหม่ ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามไว้ภายในพระบรมมหาราชวัง ตามแบบอย่างวัดพระศรีสรรเพชญ์เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอพระมณเฑียรธรรม ขึ้นเพื่อใช้เป็นอาคารจัดเก็บพระไตรปิฎก จึงอาจนับได้ว่า หอพระมณเฑียรธรรมหลังนี้เป็นห้องสมุดแห่งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ (หอพระมณเฑียรธรรมนี้ต่อมาถูกเพลิงไหม้เสียหายอย่างหนัก กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท จึงโปรดเกล้าฯ สร้างถวายอีกหลังหนึ่ง ภายในบริเวณพระบรมมหาราชวังเช่นเดิม)

fetch
บันทึกตำราแพทย์โบราณบริเวณผนังรอบศาลารายในวัดโพธิ์

DSC02765
รูปปั้นฤาษีดัดตนมีให้เห็นทั่วไปในวัดโพธิ์

ปี พ.ศ. ๒๓๓๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงโปรดเกล้า ให้ทำการปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม ที่อยู่ติดกันกับพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (อันหมายถึงวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างหรือทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์) แต่ชาวบ้านยังคงเรียกกันติดปากว่า วัดโพธิ์ การปฏิสังขรณ์ในครั้งนั้นนอกจากจะทรงสร้างอาคารและถาวรวัตถุต่างๆ ถวายเพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแล้วยังทรงสร้างศาลารายรอบบริเวณวัด และนำแผ่นศิลาบันทึกสรรพวิชาความรู้ทางตำราโบราณ ตำรายา การแพทย์ ติดไว้จามศาลาราย ระเบียง และสร้างรูปปั้นฤาษีดัดตน อันเป็นกระบวนท่าในการนวดแผนโบราณประดับไว้รอบวัด เพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่ผู้คนทั่วไปที่สนใจศึกษาตำราโบราณเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้เอง วัดโพธิ หรือวัดพระเชตุพนฯ จึงได้รับการยกย่องให้เป็น ห้องสมุดประชาชนแห่งแรกของประเทศไทย

สำหรับข้อมูลความรู้ที่ถูกบรรจุไว้ภายในบริเวณวัดพระเชตุพนฯ สามารถจำแนกออกเป็นหมวดหมู่ได้ถึง ๘ ประเภท ได้แก่
๑. หมวดประวัติศาสตร์ ว่าด้วยจารึกประวัติการสร้างวัดพระเชตุพนฯ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ
๒. หมวดพระพุทธศาสนา ว่าด้วยประวัติพระสาวกเอตทัคคะ (หมายถึง ถึงผู้ประเสริฐสุดในทางใดทางหนึ่ง) จำนวน ๔๑ เรื่อง
๓. หมวดตำรายา ว่าด้วยตำรายาต่างๆ ติดไว้ตามศาลารายล้อมหมู่พระเจดีย์
๔. หมวดวรรณกรรม ประกอบไปด้วยศิลาจารึกเพลงยาวกลบท ฉันท์วรรณพฤติ ตำราโคลง รวมทั้งภาพเขียนในวรรณคดี
๕. หมวดสุภาษิต เช่น จารึกสุภาษิตพระร่วง ฉันท์กฤษณาสอนน้อง
๖. หมวดทำเนียบ มีรูปหล่อบุคคลเชื้อชาติต่างๆ พร้อมแผ่นศิลาจารึกแสดงบอกไว้ตามเฉลียง
๗. หมวดประเพณี มีภาพเขียนกระบวนแห่กฐินพยุหยาตราทางสถลมารค
๘. หมวดอนามัย มีภาพเขียนและรูปหล่อแสดงการนวด เป็นต้น

ปี พ.ศ. ๒๔๒๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าให้จัดสร้าง หอพระสมุดวชิรญาณ เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามที่ปรากฏในเอกสารข้อบังคับสำหรับหอสมุด มีความตอนหนึ่งว่า

“…แลการหนังสือก็เปนของโปรดในพระอัธยาไศรยในพระบาทสมเด้จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเปนอันมาก ควรที่พวกเราทั้งหลาย ซึ่งได้เงินรายนี้จะยินดีช่วยกันจัดการให้ห้องหนังสือซึ่งเปนของมีคุณแลชอบพระราชอัธยาไศรยในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นได้ตั้งขึ้นเปนประโยชน์ชื่อเสียงดังที่กล่าวมาแล้ว คือตั้งเปน ไลบารี หรือห้องหนังสือ …”

wachirayarn
หอพระสมุดวชิรญาณ

หอพระสมุดวชิรญาณแห่งนี้จัดเป็นห้องสมุดของประเทศไทยแห่งแรกที่มีการจัดการตามแบบอย่างของสากล คือมีคณะทำงานหรือ เจ้าพนักงานหอพระสมุด เรียกว่า กรรมสัมปาทิสภา มีระบบสมาชิก มีเงินทุนสนับสนุน มีกฎระเบียบต่างๆ ตามหลักการสากลของห้องสมุด เป็นต้น

ปี พ.ศ. ๒๔๔๘ เนื่องในวโรกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ จัดตั้งหอพระสมุดวชิรญาณ เป็น หอพระสมุดสำหรับพระนคร เพื่อ “ให้หอพระสมุดวชิรญาณเปนหอหลวงสำหรับแผ่นดินสืบไป” ตามพระบรมราชโองการจัดตั้ง เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๔๔๘

ในยุคแรกนั้น หอพระสมุดวชิรญาณ จัดแบ่งเอกสารออกเป็นสามหมวด คือ หมวดพระพุทธศาสนา หมวดหนังสือไทย และหมวดหนังสือภาษาต่างประเทศ ดำเนินกิจการเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่าหอพระสมุดนี้ตั้งอยู่บริเวณพระบรมมหาราชวัง ประตูพิมานชัยศรี เห็นว่าไม่เหมาะสมและเล็กเกินไปสำหรับหอสมุดสำหรับพระนคร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างอาคารริมถนนหน้าพระธาตุ เพื่อให้สง่างามสมเป็นสถานที่ราชการสำคัญของประเทศ

phratad
อาคารหอพระสมุดเดิมบริเวณถนนหน้าพระธาตุ

มาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานหนังสือในห้องสมุดส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ให้แก่หอสมุดฯ ทำให้อาคารหอสมุดฯ ต้องรองรับหนังสือและเอกสารจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม จึงโปรดเกล้าฯ ให้แยกหอพระสมุดสำหรับพระนครออกเป็นสองส่วน คือ หอพระสมุดวชิรญาณ สำหรับเก็บรักษาพระคัมภีร์ จดหมายเหตุ บันทึกลายมือ เอกสารโบราณ รวมทั้งศิลาจารึก อีกแห่งหนึ่งคือ หอพระสมุดวชิราวุธ สำหรับเก็บรักษาหนังสือตัวพิมพ์อื่นๆ โดยให้ขึ้นกับ ราชบัณฑิตยสภา

ต่อมามีการจัดตั้ง กรมศิลปากร ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ และโอนงานราชบัณฑิตยสภามาเป็นของกรมศิลปากร หอพระสมุดฯ จึงมีฐานะเป็นกอง เรียกว่า กองหอสมุด และเปลี่ยนชื่อจากหอพระสมุดสำหรับพระนคร เป็น หอสมุดแห่งชาติ

ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้อนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติขึ้นใหม่ บริเวณท่าวาสุกรี เพื่อขยายพื้นที่ดำเนินการและปรับปรุงให้ถูกต้องตามหลักสากล โดยเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๙ และดำเนินกิจการสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

th_lib
อาคารหอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน บริเวณท่าวาสุกรี

สำหรับห้องสมุดที่สำคัญๆ ของประเทศไทยที่ควรจะกล่าวถึงไว้ อาทิ หอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันใช้ชื่อ สถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นห้องสมุดมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อแรกตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๕๓ หลังจากที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือนได้รับการสถาปนาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ห้องสมุดโรงเรียนข้าราชการพลเรือนจึงเปลี่ยนชื่อเป็นหอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ โดยตั้งอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๑ จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นสถาบันวิทยบริการและยังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้

ในระดับห้องสมุดโรงเรียนนั้น เท่าที่มีการบันทึกไว้เชื่อได้ว่า ห้องสมุดโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จัดเป็นห้องสมุดโรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๔ ตั้งอยู่บริเวณพระตำหนักสวนกุหลาบ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้ย้ายที่ทำการมายังบริเวณถนนตรีเพชร ฝั่งตรงข้ามวัดราชบูรณะ ซึ่งพบไว้ว่าได้มีการจัดตั้งห้องสมุดขึ้นแล้วแต่ไม่มีการบันทึกวันเวลาที่แน่นอน เดิมทีนั้นห้องสมุดตั้งอยู่บริเวณชั้นสองของอาคารสวนกุหลาบ (ตึกยาว) ต่อมาอาคารได้ทรุดตัวตามอายุการใช้งาน จึงได้ย้ายห้องสมุดมายังอาคารศาลาพระเสด็จและคงดำเนินกิจการสืบมาจนถึงปัจจุบัน

นับแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ห้องสมุด นับเป็นแหล่งศึกษาสรรพวิทยาการความรู้ที่สำคัญยิ่งของมนุษย์ มีการพัฒนาและต่อยอดเรื่อยมาเพื่อให้สอดคล้องกับวิทยาการที่ทันสมัยของโลก ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการจัดการงานเทคนิคต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศที่หลากหลายได้ถูกนำมาใช้ในการจัดการและให้บริการแก่ผู้ใช้ และแม้ว่าโลกยุคดิจิตอลนี้ ข้อมูลข่าวสารได้ไหลเวียนไปในทุกส่วนของสังคม สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต แต่ห้องสมุดก็ยังคงไว้ซึ่งความสำคัญในฐานะขององค์กรที่ทำหน้าที่เป็นคลังสมองของสังคมอีกตราบนานเท่านาน

เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” (๔)

ทางโลกฝั่งตะวันออกความเจริญก้าวหน้าของห้องสมุดที่น่าสนใจอยู่ที่ประเทศจีน แต่ห้องสมุดก็ยังคงถูกจำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงนักปราชญ์ในราชสำนัก ด้วยเหตุผลเดิมๆ นั่นคือประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดการศึกษา วัสดุที่ใช้สำหรับบันทึกนั้นมีการพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง มีการค้นพบการบันทึกข้อความไว้บนกระดองเต่า กระดูกสัตว์ แผ่นหิน ต่อมาชาวจีนบันทึกข้อความหรือทำจดหมายโดยใช้ซี่ไม้ไผ่เย็บต่อกันเป็นผืนแล้วม้วนเก็บไว้ หรือไม่ก็เขียนลงบนผืนผ้า และเป็นกระดาษในเวลาต่อมา

ตัวอักษรจีนนั้นมีต้นกำเนิดมาจากตัวอักษรภาพ คือการแปรภาพมาเป็นตัวอักษร ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล การเขียนตัวอักษรจีนจึงมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และในแต่ละยุคสมัยตลอดระยะเวลากว่า ๖,๐๐๐ ปี ของวิวัฒนาการทางภาษาของจีน มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะ รูปแบบของตัวอักษรอยู่ตลอดเวลา แผ่นดินจีนในยุคโบราณจึงมีการใช้ตัวอักษรที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค ตามยุคสมัย หรือตามความนิยมของผู้คน

chinese_lang
จารึกอักษรจีนโบราณบนกระดองเต่า

จนถึงในสมัยราชวงศ์จิ๋น โดยสมเด็จพระจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ ทรงประกาศให้มีการใช้ตัวอักษรจีนแบบเดียวกันทั้งประเทศ ภายหลังที่พระองค์ได้ครอบครองแผ่นดินจีนทั้งหมดแล้ว แต่ท้ายที่สุดความพยายามนี้ก็ไม่บรรลุพระประสงค์ทั้งหมด ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นว่าแผ่นดินจีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ และประกอบด้วยผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ ยากที่จะบังคับให้ใช้อักษรรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศได้สำเร็จ

องค์ความรู้ส่วนใหญ่ของแผ่นดินจีนถูกเก็บรักษาไว้ในราชสำนักหรือตามพระอารามต่างๆ ชาวบ้านทั่วไปไม่ใคร่จะรู้หนังสือนัก จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา ห้องสมุดของจีนจึงถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ กว่าจะเริ่มเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างจริงจังก็คือในช่วงปี ค.ศ.๑๙๐๐

สำหรับประวัติศาสตร์ของห้องสมุดในประเทศไทยนั้นเริ่มต้นเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด แผ่นดินสุวรรณภูมิในยุคสมัยที่ขอมเรืองอำนาจ มีการค้นพบโบราณสถานที่คาดว่าเป็นที่เก็บรวบรวมตำรา คัมภีร์ หรือจะเรียกว่าเป็นห้องสมุดในยุคแรกๆ เลยก็ว่าได้ เรียกว่า ครันทาลัย (Granthalaya) หรือคนไทยเรียกว่า บรรณาลัย คำว่า บรรณ หมายถึงหนังสือ คำว่า อาลัย หมายถึงสถานที่ ที่อยู่ อาจเทียบได้กับคำว่า วิทยาลัย บรรณาลัยเหล่านี้ถูกพบในประเทศกัมพูชา มีลักษณะคล้ายปราสาท สร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาพระคัมภีร์ต่างๆ ส่วนมากจะพบอยู่ภายในเทวสถาน จึงหมายความว่าเอกสารโบราณต่างๆ ถูกรวบรวมไว้โดยบรรดานักบวชเป็นสำคัญ

BanteaySrei01
ปราสาทบันทยสรี (Banteay Srei) ในกัมพูชา มีส่วนที่เป็นบรรณาลัยรวมอยู่ด้วย

IMG_0233
บรรณาลัยในปราสาทตาเมือน ที่จังหวัดสุรินทร์
(ภาพจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=mosminly&group=1)

สำหรับประเทศไทยนั้น เราเริ่มมีการใช้อักษรไทยในสมัยแผ่นดินสุโขทัย แต่เดิมทีนั้นอาณาจักรนี้เป็นเมืองขึ้นของพวกขอม ต่อมาเมื่อปฐมกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงได้สถาปนากรุงสุโขทัยขึ้นและประกาศอิสรภาพ มีการพัฒนาในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องรวมถึงวัฒนธรรมการใช้ภาษา ในรัชสมัยสมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีการประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้นใช้เป็นครั้งแรก (ราวปี พ.ศ. ๑๘๒๖) โดยยังคงได้อิทธิพลมาจากภาษาขอมโบราณ นำมาประยุกต์ให้เป็นภาษาไทยเรียกว่า “ลายสือไทย” มีข้อความตอนหนึ่งบันทึกไว้ในศิลาจารึกหลักที่หนึ่งความว่า “เมื่อก่อนลายสือไทยนั้นบ่มี ๑๒๐๕ ศก ปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้ ลายสือไทยนี้จึ่งมีเพื่อขุนผู้นั้นใส่ไว้”

ในสมัยโบราณชาวไทยส่วนใหญ่ยังคงไม่รู้หนังสือ การอ่านการเรียนหนังสือเป็นสิทธิ์ของเจ้านายในราชสำนัก หรือพวกข้าราชสำนัก เจ้าขุนมูลนายในรั้วในวัง ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ใคร่จะใส่ใจเรื่องการใฝ่หาความรู้มากนัก เรื่องของห้องสมุดจึงไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามีเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะมีขึ้นแล้วเมื่อไทยเริ่มมีการใช้ภาษาเป็นของตนเอง แต่น่าจะคงอยู่ในราชสำนัก เป็นห้องสมุดส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์หรือเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ และอีกสถานที่หนึ่งที่น่าจะมีการเก็บรวบรวมสรรพตำราต่างๆ รวมถึงพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนาคือที่วัด และวัดที่มีการจัดเก็บทำนองนี้ก็สันนิษฐานได้ว่าต้องเป็นวัดที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าแผ่นดิน

Ramkhamhaeng
หลักศิลารารึก ของสมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท (พระมหาธรรมราชาที่ ๑) ได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือสำคัญไว้เล่มหนึ่งคือ “เตภูมิกถา” หรือ ไตรภูมิพระร่วง (ราวปี พ.ศ. ๑๘๘๘) เป็นการรวบรวมเรื่องราวทางพระคัมภีร์ในพระพุทธศาสนาหลากหลายเรื่อง จัดเป็นวรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดเล่มหนึ่งของไทย กล่าวถึงการก่อกำเนิดภูมิทั้งสาม คือ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ และเล่าถึงการเกิดของสรรพชีวิตต่างๆ โดยอ้างอิงจากพระคัมภีร์โบราณ เตภูมิกถาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณากรรมชิ้นแรกของประเทศไทย

เอกสาร หนังสือราชการ หรือบันทึกต่างๆ นั้น จารึกลงบนใบลาน แล้วนำมาผูกเรียงต่อกันพับทบซ้อนเป็นชั้นๆ เรียกว่า หนังสือผูก มีการสร้างสถานที่เก็บรักษาไว้ในพระบรมมหาราชวัง เรียกว่า หอหลวง เพื่อเก็บรักษาเอกสารของราชสำนักเหล่านี้ไว้โดยเฉพาะ นี่จึงอาจจะอนุมานได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของห้องสมุดของประเทศไทยก็ว่าได้

ล่วงเข้าสู่แผ่นดินกรุงศีอยุธยา เป็นช่วงที่ประชาชนกินดีอยู่ดี แผ่นดินร่วมเย็นเป็นสุข ปราศจากศึกสงคราม ในน้ำมีปลาในนามีข้าว เมื่อประชาชนใช้ชีวิตกันอย่างปรกติสุข จึงเริ่มมีเวลาหันมาสนใจศึกษาเรียนรู้ในเรื่องราวต่างๆบรรดาผู้มีทรัพย์ส่วนใหญ่จึงมักส่งบุตรหลานของตนไปร่ำเรียนวิชาตามสำนักวิชาต่างๆ ทั้งสรรพวิชาความรู้ในทางโลกและทางธรรม รวมทั้งศิลปวิชาการต่อสู้ ซึ่งนอกจากสำนักวิชาที่มีอยู่ทั่วไปแล้วอีกสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นแหล่งศึกษาวิชาความรู้ก็คือวัด

nrs60402
หนังสือผูก หรือหนังสือใบลานของไทย (ภาพจากเว็บกาญจนาภิเษก)

ภายหลังที่มีการใช้ภาษาไทยมาต่อเนื่องยาวนาน ตำราต่างๆ จึงไม่ได้ถูกเก็บไว้แต่เพียงในราชสำนักอีกต่อไป โดยเฉพาะคัมภีร์ทางพุทธศาสนา วัดอารามต่างๆ มีการคัดลอกและเก็บรวบรวมพระคัมภีร์เหล่านี้ไว้ และยังรวมถึงตำราความรู้ในทางโลกอีกด้วย มีการสร้างอาคารสำหรับเก็บรักษา เรียกว่า หอไตร เก็บรักษาหนังสือผูกหรือหนังสือใบลานซึ่งบางส่วนยังคงหลงเหลือให้เห็นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อยู่จนถึงปัจจุบัน

ในสมัยกรุงศรีอยุธยานับได้ว่าเป็นยุคทองหรือยุครุ่งเรืองของวรรณกรรมไทย มีการประพันธ์หนังสือและวรรณกรรมมากมายหลายเรื่อง นั่นหมายถึงมีการพัฒนาการทางภาษาอย่างดียิ่ง เมื่อมีการสร้างวรรณกรรมมากมายจึงจำเป็นต้องมีการจัดเก็บรักษา ดังนั้นจึงน่าจะมีการสร้างห้องสมุดขึ้นเพียงแต่ในยุคนั้นน่าจะยังคงเป็นห้องสมุดส่วนบุคคลเหมือนในสมัยสุโขทัย คือเป็นห้องสมุดส่วนตัวของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่หรือบรรดาเศรษฐีต่างๆ มากกว่า เว้นแต่ตำราทางศาสนาที่มีการเก็บรักษาและใช้อยู่ภายในวัด

ต่อตอนหน้า รับรองจบแน่

เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” (๓)

กิจการห้องสมุดเฟื่องฟูอย่างสุดขีดในยุคทอง  (Golden Ages) ในช่วงปี ค.ศ.๑๖๐๐ เป็นต้นมา ประกอบกับความเจริญรุ่งเรืองของสถาบันการศึกษาหลายๆ แห่งในยุโรป มีการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย และยังได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายรัฐ ทำให้กิจการห้องสมุดพัฒนาขึ้นอย่างเต็มที่ ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด  (Oxford University) มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ ก็มีห้องสมุดที่เก่าแก่พอๆ กัน คือ Bodleian Library ก่อตั้งโดย  Sir Thomas Bodley ในปี ๑๖๐๒ จัดเป็นห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองของเกาะอังกฤษ (อันดับหนึ่งคือ British Library) ว่ากันว่าถ้าเอาชั้นหนังสือของที่นี่มาเรียงต่อกันจะได้ระยะทางยาวถึง ๑๘๘ กิโลเมตรเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังเป็นห้องสมุดที่มีอัตราการขยายตัวสูงคือประมาณการณ์ว่าหากยังคงเอาชั้นหนังสือมาเรียงต่อกันก็จะขยายยาวได้ถึงเฉลี่ยปีละ ๕ กิโลเมตร ปัจจุบันหอสมุดแห่งนี้ก็ยังคงเปิดให้บริการอยู่ที่อ๊อกฟอร์ด

BodianBodleian Library ภายในมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด

ห้องสมุดที่อลังการที่สุดอีกแห่งหนึ่งในยุโรปคือ หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส  (Bibliotheque Nationale de France) แต่เดิมเป็นหอสมุดของราชสำนัก สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๕ ราวปี ๑๓๖๘ ได้รับการสนับสนุนอย่างมากในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ต่อมาในปี ๑๖๙๒ จึงเปิดให้สาธารณชนเข้าไปค้นคว้าหาความรู้ได้อย่างเสรี ปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศสจัดเป็นห้องสมุดที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ ของยุโรป ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่และสร้างอาคารใหม่เพิ่มเติมในปี ๑๙๘๘ ในยุคของประธานาธิบดีฟรังซัวร์ส มิตเตอรองด์  (President Francois Mitterrand) หอสมุดแห่งนี้ได้รับการยกย่องเป็นห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก*

BNF1
หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส Bibliotheque Nationale de France

นอกจากนี้ยังมีห้องสมุดที่มีความสำคัญอีกหลายแห่งกระจายอยู่ทั่วแผ่นดินยุโรป อย่างเช่นในอิตาลี ที่ยังคงสืบสานการพัฒนาห้องสมุดเมื่อครั้งยุคโรมันเรืองอำนาจ ห้องสมุดเด่นๆ ในอิตาลีมีอยู่มากมาย อาทิ ห้องสมุดลอเรนเทียน ในฟลอเรนซ์  (Laurentian Library, Florence) ห้องสมุดวาติกัน ในนครรัฐวาติกัน  (Vatican Library, Vatican City) ห้องสมุดอัมโบรเซียม ในมิลาน (Ambrosian Library, Milan) นอกนั้นก็เช่น หอสมุดแห่งชาติสเปน ก่อตั้งเมื่อปี ๑๗๑๑ ตั้งอยู่ ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน หอสมุดแห่งชาติโปรตุเกส ก่อตั้งเมื่อปี ๑๗๙๖ ตั้งอยู่ ณ กรุงลิสบอน ในประเทศเยอรมันมีห้องสมุดสำคัญอยู่สามแห่ง คือ หอสมุดแห่งชาติเยอรมัน ที่นครเบอร์ลิน ก่อตั้งเมื่อปี ๑๖๖๑ หอสมุดนครไลป์ซิก และหอสมุดนครแฟรงค์เฟิร์ต ถัดมาทางฝั่งยุโรปตะวันออกก็มี หอสมุดแห่งชาติรัสเซีย ที่แต่เดิมคือ หอสมุดเลนิน  (Lenin State Library) ตั้งเมื่อปี ๑๘๖๒ เหล่านี้เป็นต้น

ข้ามจากยุโรปมาที่แผ่นดินอเมริกากันบ้าง ห้องสมุดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งคือ หอสมุดมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด  (Havard University Library) หอสมุดแห่งนี้เริ่มต้นจากห้องสมุดส่วนตัวของสาธุคุณจอห์น ฮาวาร์ด  (John Harvard) ที่มีหนังสือสะสมอยู่เพียง ๔๐๐ เล่ม แต่ตอนนี้มีหนังสืออยู่ที่นี่ถึงเกือบ ๑๖ ล้านเล่ม เป็นห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ห้าของโลก และเป็นห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Laurentian-Library
Laurentian Library, Florence, ITALY ออกแบบและวางผังโดย ไมเคิล แองเจลโล

Vatican-Library
บรรยากาศภายในห้องสมุดนครรัฐวาติกัน

Spain-library2
ห้องอ่านหนังสือที่โอโถงของหอสมุดแห่งชาติสเปน

Russia-library
ห้องอ่าหนนังสือของหอสมุดแห่งชาติรัสเซีย ได้บรรยากาศสังคมนิยมดีแท้

Harvard-library
ห้องสมุดมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Library-of-congress-1
หอสมุดรัฐสภาอเมริกัน Library of Congress ห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

และที่จะข้ามไปไม่ได้เด็ดขาดคือ หอสมุดรัฐสภาอเมริกัน  Library of Congress ห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี จัดเป็นหอสมุดแห่งชาติของอเมริกาและเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมาก ก่อตั้งเมื่อปี ๑๘๐๐ เดิมทีนั้นตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลทางกฎหมายและข้อมูลของทางราชการ ต่อมาได้มีการขยายเนื้อที่และเพิ่มเติมเอกสารอื่นๆเข้าไป จนในปี ๑๘๑๕ ถึงได้เปิดเป็นห้องสมุดสาธารณให้ประชาชนสามารถเข้าใช้ค้นคว้าได้โดยทั่วไป ทุกวันนี้หอสมุดรัฐสภาอเมริกันจัดเป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอัตราการขยายตัวของข้อมูลสูงมาก รวบรวมเอกสารและข้อมูลทุกรูปแบบ ปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า ๙๐ ล้านรายการ … (ต่อตอนหน้าจ้ะ)

* ห้องสมุดที่ใหญ่ที่ในโลก ๕ อันดับแรก ได้แก่
๑. Library of Congress
๒. British Library
๓. Bibliotheque Nationale de France
๔. New York Public Library
๕. Havard University Library

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่
เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” ตอนที่ ๑ / ตอนที่ ๒