Tag Archives: สามก๊ก

Positioning ที่มั่นคงของ ‘เล่าปี่’ (ตอนต่อมา)

ครั้นหนีข้ามน้ำมายังแดนซงหยงได้แล้ว ก็ยังไม่วายถูกโจโฉไล่ตามมาจนได้ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าโจโฉไม่กะฆ่าเล่าปี่หรอก เพราะภาพคนดีของเล่าปี่นั้นกระจายไปทั่วแล้ว โจโฉคงไม่โง่ถึงกับสังหารเล่าปี่ เพราะจะยิ่งขับภาพคนชั่วของตัวเองให้เด่นชัดขึ้นไปอีก เพียงแต่เขาต้องการกำราบมิให้เล่าปี่ตั้งตัวขยายพื้นที่ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ กว่าจะปราบตระกูลอ้วนลงก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ไหนจะมีกังตั๋งรอให้ยึดอีก หากหยุดเล่าปี่ไว้ได้ก็จะผ่อนภาระไปได้อีกโข

กองทัพประชาชนนับพันที่ติดตามเล่าปี่มาเดินทางด้วยความลำบาก ซุนเขียนแนะให้เล่าปี่รีบหนีนำหน้าไปก่อน เล่าปี่ยังคงยืนยันบทบาทเดิม “ข้าจะไม่ยอมละทิ้งประชาชน ข้ายอมตายพร้อมพวกเขาดีกว่าจะให้หนีเอาตัวรอดเพียงคนเดียว” ว่าแล้วเล่าปี่ก็สั่งให้พักพลหนึ่งคืนเพราะชาวบ้านอิดโรยเต็มที่

คืนนั้นเองทัพโจโฉก็มาประชิด ชาวบ้านหนีตายกันอลหม่าน (ไม่รู้จะหนีกันทำไม ทั้งที่โจโฉยังไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย ชาวบ้านที่ตายส่วนมากก็เพราะเหยียบกันตายด้วย ความสับสนมากกว่าจะตายเพราะทหารของโจโฉ เชื่อว่าก็คงเพราะโฆษณาชวนเชื่อที่สร้างให้โจโฉมีภาพเป็นปีศาจเขี้ยวยาวไล่จับคนกินกระมัง) ขณะที่กำลังสับสนจนดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร เล่าปี่ก็ลืมคำพูดเมื่อตอนต้นขึ้นม้าหนีไปก่อนซะแล้ว ทิ้งให้เตียวหุยรับมือแม่ทัพบุนเพ่ง และให้จูล่งอารักขาสองฮูหยินกับอาเต๊า ส่วนตัวเองขี้ม้าตัวปลิวล่วงหน้าไปก่อนซะแร้ววว

ศึกครั้งนี้เองที่สร้างวีรบุรุษอย่าง จูล่ง ให้ระบือนาม เขาวิ่งไป-กลับ หลายเที่ยวเพื่อหาบิฮูหยินและอาเต๊า จนช่วยอาเต๊าออกมาได้ด้วยสภาพที่สะบักสะบอมเต็มที เมื่อมาพบเล่าปี่ เล่าปี่ก็ปลอบใจจูล่งด้วยการทิ้งอาเต๊าลงพื้น “เพราะอ้ายลูกจัญไรนี้ ทำให้ข้าเกือบเสียจูล่ง”

จูล่ง นายทหารมืออาชีพน้ำตาไหลพราก ซึ้งใจที่เจ้านายรักและห่วงตนถึงเพียงนี้ ก้มลงสาบานจะจงรักภักดีต่อเล่าปี่ตราบชีวิตจะหาไม่ ท่ามกลางสายตานายทหารและราษฎรงานนี้เล่าปี่รับคะแนนนิยมไปเต็มๆ

จากนั้นเล่าปี่ก็เริ่มฟื้นกำลังและเริ่มตั้งตัวได้ เขาและขงเบ้งมีความคิดตรงกันคือจะต้องยึดเกงจิ๋วให้ได้เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่น แต่วิธีการนั้นต่างกันสิ้นเชิง ขงเบ้งเร่งเร้าให้เล่าปี่รับยึดเกงจิ๋วโดยทันที เพราะเล่ากี๋นั้นก็อ่อนแอ ขืนทิ้งไว้นานจะโดนซุนกวนชิงไปได้เสียก่อน แต่เล่าปี่ยังยืนยันจุดยืนเดิมคือ “เล่ากี๋นั้นแซ่เดียวกับข้า ก่อนพี่เล่าเปียวจะตายก็ได้ฝากฝังไว้กับข้า จะให้ข้าแย่งเมืองเขามาฉะนี้ใช้ไม่ได้ ทั่วหล้าจะตราหน้าว่าข้าตระบัดสัตย์”

ตรงนี้เองที่ผมชื่นชมเล่าปี่ว่ามองการณ์ไกลอย่างแท้จริง แม้แผนของขงเบ้งจะถูกต้อง แต่เล่าปี่นั้นมองเกมทะลุปรุโปร่งกว่า ใช้ยุทธวิธีแบบค่อยเป็นค่อยไป สร้างคะแนนนิยมกับชาวเมือง เขาและกุนซือต่างรู้ดีว่าอย่างไรเสียเกงจิ๋วต้องเป็นของเขาแน่ ขึ้นอยู่ว่าจะช้าหรือเร็ว แต่เล่าปี่เลือกแบบช้าแต่ชัวร์ เกงจิ๋วในยุคของเล่าเปียวนั้นชาวเมืองอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ เศรษฐกิจการค้าก็เจริญเนื่องจากเป็นเมืองท่า ชาวเมืองจังภักดีต่อเล่าเปียวและเชื้อสายของเล่าเปียว เล่าปี่นั้นถึงแม้จะแซ่เดียวกัน แต่ก็เป็นคนอื่น ถึงชื่อเสียงจะเลื่องลือเรื่องคุณธรรม แต่ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าหนีร้อนมาพึ่งเย็น หากมายึดเมืองเขาเสีย ชาวบ้านคงจะกราบไหว้แบบไม่ค่อยเต็มมือนัก

สุดท้ายก็เป็นจริง หลังจากเล่ากี๋ตาย เล่าปี่ก็สามารถครองเกงจิ๋วได้อย่างชอบธรรม ชาวเมืองก็ให้ความเชื่อถือ ไม่เสียไพร่พลเลยด้วยซ้ำ เป็นการดำเนินนโยบายซื้อใจราษฎรตามที่เขาชูธงนำหน้ามาตลอดไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม

ยังมีต่ออีก มันดราม่า…ต้องดูยาวๆ

positioning ที่มั่นคงของ ‘เล่าปี่’ (ตอนแรก)

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเพราะเป็นตัวตนจริงๆ ของเล่าปี่ หรือเป็นเพียงละครเรื่องยาวที่เล่าปี่ต้องสวมบทบาท ‘คนดี’ อยู่ตลอดเวลาก็ตามที แต่ภาพลักษณ์ของเขาก็คือพระเจ้าอาผู้มีใจเมตตา ทรงคุณธรรม กลายเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายดีในสามก๊ก

เล่าปี่อ้างตัวเสมอว่าสืบเชื้อสายมาจากตงสานเช็งอ๋อง แห่งราชวงศ์ฮั่น หากสืบประวัติจริงๆ แล้วก็เป็นเพียงพระญาติปลายแถวแถมยังถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวงเสียอีก หลังจากที่ทำความผิด (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นการกินนอกกินในหรืออย่างไรนี่แหละ) เอาเป็นว่าก็ต้องซัดเซไปอยู่บ้านนอกกลายเป็นเพียงชนสามัญสืบทอดมาถึงเล่าปี่ที่ประกอบอาชีพทอเสื้อถักรองเท้าขาย เราจึงมักได้ยินตัวละครอื่นพูดถึงเล่าปี่ว่า “อ้ายคนทอเสื่อริจะเป็นอ๋อง”

ขณะที่โจโฉยึดตำแหน่งตัวร้ายเอาไว้ เล่าปี่ก็รีบชิงบทคนดีมาครองก่อนที่จะถูกคนอื่นแย่ง เมื่อยึดบทมาได้ เล่าปี่ก็สวมบทบาทคนดีไว้ตลอด ไม่ว่าจะทำอะไรเล่าปี่มักจะอ้างถึงมวลชนก่อน หรือการช่วงใช้คนเก่งทั้งหลาย เล่าปี่ก็ในกลวิธีซื้อใจซึ่งเห็นผลชะงักนักแล

เริ่มตั้งแต่ตอนที่เกลี้ยกล่อมจนกวนอูกับเตียวหุยหลงลม สาบานตนเป็นพี่น้องกัน ในครั้งนั้นเล่าปี่ก็อาศัยข้ออ้างเดิมๆ คือสืบเชื้อสายราชวงศ์ฮั่น หวังจะฟื้นฟูราชวงศ์หวังดีต่อปวงประชา แต่อนิจจาบัดนี้เป็นเพียงสามัญชนต้อยต่ำ ทอเสื้อขายไปวันๆ …แหม ช่างเป็นคนทอเสื่อที่วางเป้าหมายชีวิตซะสูงลิบเชียว

เล่าปี่มักแสดงความถ่อมตนไม่เป็นผู้มักใหญ่ใฝ่สูง ตอนื้ถูกลิโป้ชิงเมือง ก็กลับยกให้เขาเสียดื้อๆ ผมเชื่อว่าแท้จริงแล้วเล่าปี่ดีใจเสียอีกที่ลิโป้เอาเมืองไปได้ เพราะเสียวพ่ายเล็กนิดเดียว สู้ไปยึดเมืองอื่นที่โตกว่าไม่ดีกว่าหรือ แถมยังไม่ต้องทนเป็นขี้ข้าเล่าเปียวเสียด้วย แต่ในตอนนั้นก็ต้องตีหน้าว่ายอมยกให้ลิโป้ที่ ‘ดูเหมือน’ จะเหนือกว่าตนแทบทุกทาง

พอหนีมาพึ่งใบบุญโจโฉก็ยังไม่วายเก็บตัวทำเป็นพอเพียง อยู่แต่ในบ้านปลูกผักสวนครัวสบายใจ แต่ในใจกำลังซุ่มหาทางวางแผนอนาคต โจโฉตามตัวไปเป็นเพื่อนกินเหล้าแล้วก็ชวนคุยถึงวีรบุรุษ เล่าปี่ก็เฉไฉเอ่ยชื่อคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย แต่โจโฉดักคอว่า “ทอดตาทั่วแผ่นดินนี้เห็นมีเพียงแค่ข้ากับท่านเท่านั้น” เล่นเอาเล่าปี่ตกใจ ไม่นึกว่าโจโฉจะล่วงรู้แผนในใจ บังเอิญฟ้าร้องดังเปรี้ยงพอดี เลยแสดงบทแต๋วแตกเอามือปิดหูอ้างว่ากลัวเสียงฟ้าร้อง ทำเอาโจโฉขำกลิ้ง “ชายชาติทหาร ไยกลัวเพียงเสียงฟ้าผ่า”

ที่แสดงสมบทบาทสุดๆ คือเมื่อครั้งปักหลักอยู่ที่อ้วนเซีย โจโฉยกทัพมากะเอาให้ตาย ซุนเขียนแนะให้หนีเอาตัวรอด แต่เล่าปี่ไม่ยอมไปคนเดียว โดยอ้างว่าไม่อยากทิ้งราษฎร “ชาวบ้านซินเอี๋ย อ้วนเซียตามเรามานานจะทิ้งเขาลงได้อย่างไร ผู้ทำการใหญ่สำเร็จล้วนให้ความสำคัญต่อมวลราษฎร ชาวบ้านสูงค่ายิ่งกว่าเจ้าขุนมูลนาย” ขงเบ้งจึงว่าให้ชาวบ้านตัดสินใจเองเถิดว่าใครอยากตามก็มา ใครอยากอยู่ก็เชิญ

แน่นอนว่าจากโฆษณาชวนเชื่อของหลายๆ ฝ่ายที่สร้างภาพว่าโจโฉเป็นคนเลว ชาวเมืองซินเอี๋ยจึงอพยพลงเรือหนีไปซงหยงกันวุ่นวาย บ้างก็ถูกเหยียบตาย บ้างก็จมน้ำตาย เรียกว่าเสียไปหลายชีวิตกับการอพยพหนีตามเล่าปี่ เมื่อเห็นภาพอันแสนรันทดเช่นนี้ เล่าปี่รีบดราม่าทันที เล่าปี่ร้องไห้เสียใจที่ตนเป็นเหตุให้ชาวบ้านต้องละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน ต้องลำบากหนีไปพร้อมตน จึงทำทีจะกระโจนน้ำตาย

เท่านั้นแหละ บรรดานายทหารและเสนาธิการรีบเข้าห้าม ชาวเมืองที่เห็นภาพก็ร้องไห้อาลัย ร้องให้เล่าปี่อยู่ต่อ เป็นการแสดงน้ำใจว่าสงสารประชาชน นับว่าเป็นผลดีทำให้ภาพลักษณ์ของความเป็นผู้นำที่มีคุณธรรมและรักมวลชนติดตัวเล่าปี่ไปตลอดกาล

เรื่องราวดราม่าของเล่าปี่ยังไม่จบครับ เดี๋ยวมีต่อ

“ใช้คนไม่สงสัย ถ้าสงสัยไม่ใช้” วิธีซื้อใจของซุนเซ็ก

‘ง่อก๊ก’ เป็นก๊กหนึ่งในสามก๊กที่ยิ่งใหญ่ไม่เป็นรองอีกสอง และจะว่าไปเป็นก๊กที่มีความสมบูรณ์พร้อมทั้งชัยภูมิ ทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ขุนพลเก่งกล้าและภักดี อีกทั้ง ปราชญ์อีกมาก เสียดายที่อาจเป็นเพราะลิขิตสวรรค์ทำให้ง่อก๊กไม่สามารถครองแผ่นดินทั้งหมดได้

ซุนเกี๋ยน เป็นนายทหารที่เก่งกล้า เคยร่วมรบกับกองทัพของอ้วนเสี้ยวแต่ก็ถูกคนชั่วใส่ร้าย ต่อมาซุนเกี๋ยนตายจากการรบกับเล่าเปียว ซุนเซ็กบุตรชายที่เก่งกล้าไม่แพ้บิดานำกำลังพลไปอยู่กับอ้วนสุด สร้างผลงานหลายหนแต่กลับถูกอ้วนสุดดูแคลนทำให้เจ็บช้ำน้ำใจอยู่บ่อยหน ท้ายที่สุดซุนเซ็กและพรรคพวกจึงตั้งปณิธานตั้งตนเป็นใหญ่ โดยเตรียมยึดดินแดนกังตั๋งเป็นฐานที่มั่น

ครั้งหนึ่งซุนเซ็กต้องเข้าตีซ่องโอ๋ จิวยี่สหายของซุนเซ็กแนะว่าที่ซ่องโอ๋มีทหารเอกชื่อ ‘ไทสูจู้’ เชี่ยวชาญการรบ น่าจะหาทางดึงมาเป็นพวกเพราะซุนเซ็กกำลังรวบรวมผู้กล้าเพื่อยึดดินแดนกังตั๋ง เมื่อถึงเวลารบ ซุนเซ็กก็มิอาจเข้าตีซ่องโอ๋ได้ง่ายดาย เนื่องจากเล่าอี้เจ้าเมืองตั้งรับเหนียวแน่น ไทสูจู้อาสาออกรบแต่ถูกเล่าอี้ดูแคลน แม้จะน้อยใจแต่ไทสูจู้ก็ดื้อออกรบกับซุนเซ็ก ทั้งสองรบกันเอาเป็นเอาตายจนเสื้อผ้าขาดกระจุย รบกันจนถึงมืดก็ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ เมื่อแยกกลับค่าย ซุนเซ็กสั่งให้เก็บเสื้อคลุมที่มอมแมมตัวนั้นไว้ไม่ให้ทิ้ง ท่ามกลางความสงสัยของขุนพลทั้งหลาย มีเพียงจิวยี่เท่านั้นที่รู้ความนัย

ด้วยกลอุบายของจิวยี่ทำให้ซุนเซ็กจับเป็นไทสูจู้ได้ในที่สุด ซุนเซ็กจับไทสูจู้เข้ามาในที่พัก ไทสูจู้ถึงกับอึ้งเมื่อเห็นเสื้อคลุมของซุนเซ็กแขวนอยู่ ซุนเซ็กเกลี้ยกล่อมจนไทสูจู้เห็นน้ำใจยอมสวามิภักดิ์ด้วย แต่ขอกลับไปรวบรวมไพร่พลและจะมาร่วมเข้าด้วยในเที่ยงวันรุ่งขึ้น ซุนเซ็กยินยอมท่ามกลางเสียงทัดทานจากขุนศึกที่เกรงว่าไทสูจู้จะไปแล้วไปลับ

วันรุ่งขึ้นบรรดานายทหารของซุนเซ็กที่ยังแคลงใจต่างออกมายืนรอว่าไทสูจู้จะมาตามคำมั่นหรือไม่ ซุกเซ็กจึงร้องว่า “ข้าขอปักกระบี่ไว้เป็นสัจจะ ข้าซุนเซ็กใช้คนไม่สงสัย ถ้าสงสัยไม่ใช้ ไทสูจู้เป็นคนมีสัจจะ เขาจะกลับมาตอนเที่ยงแน่นอน”

เมื่อถึงเที่ยงตรง ไทสูจู้ก็มาถึงพร้อมด้วยไพร่พลตามคำสัญญาจริงๆ สมดังความไว้วางใจของซุนเซ็ก จิวยี่จึงกล่าวแก่นายทหารทั้งปวงว่า “วีรบุรุษนั้นหากพบผู้มีฝีมือทัดเทียม นับว่าเป็นความสุขในชีวิต ซุนเซ็กเก็บเสื้อขาดเอาไว้สำหรับรำลึกถึงการรบในวันนั้นเป็นข้อหนึ่ง ซุนเซ็กสืบทอดภารกิจบิดาต้องรวบรวมผู้กล้า เก็บเสื้อนี้ไว้เพื่อเตือนสติว่า การครองแผ่นดินนั้นต้องครองคนก่อน” จากนั้นมา ไทสูจู้ก็กลายเป็นขุนพลเอกของซุนเซ็กจนสามารถยึดดินแดนกังตั๋งครอง ๘๑ หัวเมือง และยังอยู่รับใช้ตระกูลซุนจนถึงยุคซุนกวน

นี่แหละหนาหัวใจของการเป็นใหญ่ ครองแผ่นดินนั้นต้องครองใจคนก่อน การใช้คนต้องไว้ใจ หากไม่ไว้ใจจงอย่าใช้ เคล็ดลับพื้นฐานของผู้นำ ทรัพยากรบุคคลนั้นเป็นสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด มีตัวอย่างให้เห็นแล้วหลายครั้งทั้งที่ครองใจคนได้ และที่ทำเสียน้ำใจคนจนพบความฉิบหายมานักต่อนัก

กุยแกตาย…เหมือนฟ้าทำร้ายข้า

โจโฉนั้นนับว่าเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ นิยมชมชอบผู้มีปัญญา ขอให้เป็นผู้มีความสามารถเถอะ ต่อให้เป็นฝ่ายตรงข้าม เขาก็มักจะหาทางดึงตัวมาอยู่ด้วยเสมอ อย่างกวนอูน้องร่วมสาบานของเล่าปี่ ครั้งหนึ่งก็เคยมาอยู่ด้วยโจโฉ แม้จะด้วยความจำยอมก็ตาม แต่โจโฉก็เลี้ยงดูอย่างดีหวังจะซื้อใจกวนอูไว้ หรืออย่างเตียวเลี้ยว เตียวคับ โกลำ เหล่านี้โจโฉก็ดึงตัวมาอยู่ด้วยทั้งนั้น แม้ว่าจะมีขุนพลเอกอยู่มากมายก็ตามที ทางฝ่ายบุ๋นก็เคยดึงตัว ชีซี มาจากเล่าปี่ แต่เสียดายที่เขาพรากชีซีมาด้วยเล่ห์จึงไม่อาจซื้อใจชีซีได้

บรรดากุนซือของโจโฉนั้นมีมากมาย ทั้งซุนฮก ซุนฮิว กาเซี่ยง เทียหยก เป็นต้น แต่มีคนหนึ่งที่โจโฉรักและไว้วางใจมากที่สุดคือ กุยแก เสนาธิการที่หนุ่มที่สุดของเขาหลายครั้งที่โจโฉขอฟังความเห็นของกุยแกก่อนการตัดสินใจใดๆ ก็ตาม และหลายครั้งที่แม้กุยแกจะเห็นต่างจากปราชญ์คนอื่นๆ แต่โจโฉกลับไว้ใจเชื่อเขามากกว่า และถ้าผมจำไม่ผิด มีเพียงกุยแกคนนี้ผู้เดียวที่โจโฉเอ่ยปากว่าอยาจะฝากฝังให้ทำการใหญ่สืบต่อจากเขา

กุยแกคนนี้แหละที่เคยทัดทานมิให้สังหารเล่าปี่เมื่อครั้งที่พระเจ้าอาหนีภัยมาอยู่กับโจโฉ เพื่อหวังใช้เล่าปี่ในการ Repositioning ของโจโฉ (ตามอ่านได้ที่ การrepositioning ของโจโฉ) ต่างจากกุนซือท่านอื่นที่แนะว่าให้รีบฆ่าเล่าปี่เสีย และกุยแกผู้นี้ที่ชี้ข้อดี ๑๐ ประการของโจโฉ และข้อด้อย ๑๐ ประการของอ้วนเสี้ยว ทำให้โจโฉเกิดมานะและสามารถพิชิตอ้วนสี้ยวได้ในที่สุด

หลังจากที่โจโฉเอาชนะอ้วนเสี้ยวยึดกิจิ๋วได้แล้ว ต่อมาก็ตามเก็บอ้วนถำกับอ้วนฮี หวังจะกำราบภาคเหนือให้สงบให้ได้ ระหว่างการเดินทางที่กันดาร กุยแกก็ล้มป่วย แต่ก็ยังอุตส่าห์แนะให้โจโฉนำทัพม้ารุกเข้าตีเร็ว แล้วให้กองทัพที่ใหญ่โตอุ้ยอ้ายเคลื่อนพลไปพักที่อิจิ๋ว แล้วกุยแกก็กลับไปรักษาตัวที่อิจิ๋ว แต่ไม่นานนักเขาก็สิ้นใจเพราะโรคร้ายด้วยวัยเพียง ๓๘ ปี

ฝ่ายโจโฉบุกเข้าตีอ้วนซงและอ้วนฮีแต่ไม่สำเร็จ ทั้งสองหนีไปพึ่งกองซุนของ โจโฉจึงยกทัพกลับอิจิ๋วและทราบข่าวว่ากุยแกถึงแก่กรรม ก็เสียใจเป็นอันมาก ก่อนตายกุยแกฝากจดหมายถึงโจโฉความว่า “ยินข่าวว่าอ้วยซง อ้วนฮี ไปเลียวตั๋ง ขอท่านจงอย่ายกทัพไป กองซุนของระแวงตระกูลอ้วนเกรงจะยึดแดนไป หากท่านไปตี พวกมันจะสามัคคี ต้องใจเย็นรอสักก่อน พวกมันจะแตกคอฆ่าฟันกันเองอย่างแน่นอน” มิทันไรก็มีม้าเร็วจากกองซุนของหิ้วหัวอ้วนซงและอ้วนฮีมาสวามิภักดิ์โจโฉ

โจโฉกล่าวต่อหน้านายทหารและกุนซือว่า “พวกท่านอายุใกล้เคียงกับข้า แต่กุยแกยังหนุ่ม ข้าหวังฝากฝังการใหญ่ ไม่คิดว่าเขาจะอายุสั้น ทำให้ข้าเสียใจ กุยแกตายเหมือนฟ้าทำร้ายข้า”

โจโฉยังกล่าวถึงกุยแกอีกครั้งต่อหน้านายทหารและเสนาธิการเมื่อครั้งพ่ายแพ้ที่ศึกเซ็กเพ็ก ครั้งนั้นโจโฉถึงกลับร้องว่า “ถ้ากุยแกยังอยู่ เขาคงไม่พ่ายแพ้เยี่ยงนี้” ทำเอาทุกคนถึงกับละอายใจ

เป็นปกติที่ผู้นำมักจะต้องมีที่ปรึกษาดีไว้ข้างกาย ที่ปรึกษาดีหมายถึงผู้ที่คอยให้คำเสนอแนะอย่างชาญฉลาด บางครั้งบางหนที่ปรึกษานั้นอาจจะต้องมองการณ์ไกลกว่าผู้เป็นนายเสียด้วยซ้ำ ฝ่ายนายนั้นต้องเลี้ยงดูและให้ความไว้วางใจลูกน้องเช่นกัน ความเชื่อใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญ จะอยู่กันยืดหรือไม่ก็ขึ้นกับความเชื่อใจนี้แล และควรฟังความอย่างรอบคอบ ที่ปรึกษามีไว้ให้ปรึกษา หากไม่ฟังเขาแล้วก็อย่าให้เขาเสียเวลาอยู่ด้วยเลยจะดีกว่า

“…งานสำเร็จลง ก็ด้วยเราช่วยกัน                            
ไม่ควรดื้อถือรั้น ฟังไม่ห้าม
เป็นนายเขาเอาแต่ใจ ใครก็ตาม                          
ควรฟังความเห็นอื่นบ้าง เป็นทางดี…”

จะมีสักกี่ครั้งที่โจโฉคำนับผู้อื่นก่อน

ร้อยอุบาย ไร้การตัดสินใจ

ย้อนความจากคราวก่อนเมื่อตอนที่กัวเจ๋าถูกโจโฉบุกตี กัวเจ๋าเป็นแหล่งเก็บเสบียงที่สำคัญของฝ่ายอ้วนเสี้ยว หากเสียกัวเจ๋ากองทัพก็พินาศ เมื่อเห็นเพลิงลุกไหม้ที่กัวเจ๋า อ้วนเสี้ยวตกใจมาก เพราะนึกไม่ถึงว่าโจโฉจะยอมเสี่ยงยกทัพบุกไปปล้นกัวเจ๋า เตียวคับทหารเอกแนะนำให้ยกทัพไปช่วยกัวเจ๋าเพราะเห็นว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องรักษาไว้ ฝ่ายเสนาธิการกัวเต๋าแนะว่า การตีค่ายเสบียงนั้นโจโฉต้องยกมาเองแน่นอน ดังนั้นค่ายของโจโฉจึงว่างเปล่า เหมาะที่จะตลบหลังบุกเข้าชิงพื้นที่มากกว่า

สถานการณ์ในตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าโจโฉบุกมาเองหรือไม่ ดังนั้นทั้งเตียวคับกับกัวเต๋าจึงไม่มีฝ่ายใดผิดหรือถูก ทั้งคู่พยายามให้คำแนะนำที่ดีแก่นาย สุดท้ายแล้วฝ่ายอ้วนเสี้ยวนั่นแหละที่ต้องตัดสินใจ ถ้ายกไปช่วยกัวเจ๋าก็น่าจะรักษาจุดยุทธศาสตร์ไว้ได้ แล้วก็ค่อยว่ากันต่อ แต่ถ้าบุกตีค่ายโจโฉก็ถือว่าโชคดีที่สามารถยึดพื้นที่ได้ เรียกว่าทั้งสองทางนั้นก็มีดีไปคนละทาง

แต่แล้วอ้วนเสี้ยวกลับลังเล “คำพูดของท่านทั้งสองต่างมีเหตุผล แล้วข้าจะทำอย่างไร” อ้วนเสี้ยวตัดสินใจเลือกทั้งสองอย่าง แต่ดันสั่งการสลับทาง ให้เตียวกับกับโกลำไปตีค่ายโจโฉ โดยยกกำลังให้ห้าพัน แล้วให้เตียวกี๋ยกไปช่วยกัวเจ๋า โดยให้กำลังพลหนึ่งหมื่น งานนี้ทำเอาขุนพลเตียวคับน้อยอกน้อยใจเป็นอันมาก

สุดท้ายกัวเจ๋าก็แตก ฝ่ายเตียวคับก็ตีค่ายไม่ได้ ส่วนอ้วนเสี้ยวผู้เป็นแม่ทัพใหญ่กลับโทษคนโน้นคนนี้ และยังหาว่าเตียวคับรบไม่เต็มกำลังจึงไม่สามารถยึดพื้นที่มาได้ ตรงนี้เองที่ทำให้เตียวคับน้อยใจและเสียใจมาก จึงแปรพักตร์ไปอยู่กับโจโฉ

อ้วนเสี้ยวเป็นตัวอย่างของ “ร้อยอุบาย ไร้การตัดสินใจ” จริงๆ แล้วอ้วนเสี้ยวมีผู้ภักดีมากและมีเสนาธิการเก่งๆ หลายคน แต่อ้วนเสี้ยวกลับโลเล ไม่ตัดสินใจให้เฉียบขาด ฟังคนโน้นก็เชื่อ ฟังคนนี้ก็เชื่อ ไม่เหมือนโจโฉที่มีกุนซือให้คำแนะนำเยอะพอกัน แต่โจโฉใช้วิจารณญาณและข่าวกรองที่ดี ตัดสินใจเด็ดขาด ตรงนี้อาจจะเป็นด้วยอุปนิสัยส่วนตัวของอ้วนเสี้ยวเอง จะไปโทษเขาก็ไม่ใคร่เต็มปากนัก แต่ถึงอย่างไร เมื่อตัวเป็นแม่ทัพบัญชาลูกน้องเป็นแสน ต้องย่อมเด็ดขาด เพื่อแสดงความเป็นผู้นำให้ลูกน้องเชื่อถือ ที่สำคัญ หากผิดก็ยอมรับว่าตนตัดสินใจผิด อย่าเที่ยวโทษคนโน้นคนนี้แบบอ้วนเสี้ยว เพราะคนเราผิดพลาดกันได้ ยืดอกรับผิดเอง มันดูแมนกว่ากันเยอะนะครับ

จะมีสักกี่ครั้งที่โจโฉคำนับผู้อื่นก่อน

หลังจากที่เตียวคับและโกลำ สองขุนพลฝั่งอ้วนเสี้ยวบุกไปตีค่ายโจโฉ แต่กลับเสียทีเป็นฝ่ายถูกล้อมเสียเอง แทนที่อ้วนเสี้ยวจะหาทางช่วยเหลือ กลับฟังคำยุยงว่าเตียวคับนั้นปันใจออกห่าง จึงแกล้งรบแพ้ เตียวคับรู้ข่าวก็น้อยใจ จึงตัดสินใจแปรพักตร์หนีไปเข้าด้วยโจโฉมันซะเลย

โจโฉจัดทัพนั่งรอที่หน้าค่าย กระหนาบข้างด้วยขุนพลเอกหลายนาย เตียวคับและโกลำเดินทางมาถึงหน้าค่าย ทั้งสองฝ่ายต่างหยั่งเชิงกันอยู่ เตียวคับก็ไม่มั่นใจว่าโจโฉจะยอมรับตนหรือไม่ ขุนพลฝ่ายโจโฉก็กลัวว่าจะเป็นอุบาย แต่โจโฉนั้นกลับไม่คิดเช่นนั้น “นั่นคือขุนพลเตียวคับที่เคยรบกับเตียวเลี้ยวถึงห้าสิบเพลง ก็ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ ข้าควรออกไปรับเอง ข้าแสดงน้ำใจ สองคนนั้นหากคิดทำร้ายข้าก็คงเปลี่ยนใจ”

ท่ามกลางความเป็นห่วงของเหล่าขุนพล โจโฉเดินเดี่ยวออกไปรับถึงนอกค่าย พร้อมกับซื้อใจเป็นประเดิม “ท่านทั้งสองจะมาอยู่ด้วยข้า ข้าขอขอบคุณท่านก่อน” ว่าแล้วโจโฉก็ยกมือคำนับแสดงความเคารพท่ามกลางความตกตะลึงของเตียวคับและโกลำ เมื่อเห็นดังนั้นทั้งคู่จึงรีบลงจากหลังม้าแล้วคุกเข่าแสดงความเคารพแทบเท้าโจโฉ

ถ้าไม่นับองค์ฮ่องเต้ เท่าที่ผมจำได้ นี่เป็นครั้งที่สองเท่านั้นที่เห็นโจโฉคำนับคนอื่นก่อน ครั้งแรกนั้นคือคำนับกวนอู ตอนที่เกลี้ยกล่อมให้กวนอูมาอยู่ด้วย (ตอนนั้นก้มเสียจนแทบจะติดดิน) แล้วก็มาครั้งนี้แหละที่เขาเป็นฝ่ายคำนับคนอื่นก่อน การแสดงออกของโจโฉครั้งนี้เป็นการแสดงความมีน้ำใจ และแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขายินดีต้อนรับคนเก่ง คนที่มีความสามารถเสมอ ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นฝ่ายศัตรูหรือไม่ และต่อมาเตียวคับผู้นี้ก็กลายเป็นทหารเอกคู่ใจที่โจโฉรักมากที่สุดคนหนึ่ง

วิธีการของโจโฉนั้นก็คือการซื้อน้ำใจ การแสดงความจริงใจในครั้งนี้เป็นกุศโลบายที่ทำให้โจโฉได้คนดีๆ มาเป็นลูกน้อง ดังนั้นคนที่เป็นนายคนต้องชนะใจลูกน้องให้ได้ ถ้าทำได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อด้วยเงินทอง แค่แสดงน้ำใจรักให้เขารู้สึกว่าไม่ถูกโดดเดี่ยว ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ และให้ความรักที่เสมอภาคกัน เท่านี้เขาก็จะอุทิศตนทำงานรับใช้ท่านแบบยอมถวายหัวเลยทีเดียว

ยุทธการกัวต๋อ “อดทนรอโอกาสที่เหมาะสม คือกุญแจสู่ชัยชนะ”

อดทนรอโอกาสที่เหมาะสม สถานการณ์ย่อมเปลี่ยนแปลง

การรบที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่กล่าวขานมากที่สุดครั้งหนึ่งในสามก๊ก คือ ยุทธการกัวต๋อ เป็นการรบกันระหว่าง โจโฉ กับ อ้วนเสี้ยว เป็นการรบที่ใครๆ เห็นแล้วต้องร้องว่าโจโฉตายแน่ๆ เพราะหากเทียบจำนวนไพร่พลกันแล้ว โจโฉมีทหาร แต่โจโฉก็แสดงให้เห็นว่าทำไมเขาถึงได้ชื่อว่านักการทหารที่เก่งระดับเซียนเรียกพ่อ

ในการรบครั้งนี้ทัพโจโฉเสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม รบกันไปได้เดือนหนึ่ง โจโฉก็ลังเลว่าจะเอาไงดี นับจำนวนทหารแล้วก็ด้อยกว่าอ้วนเสียวถึงสิบเท่า เสบียงก็ร่อยหรอลงทุกที ตั้งทัพยันอ้วนเสี้ยวมาได้เดือนหนึ่งแต่ก็ยังไม่มีผลอะไร ฮูโต๋ก็ว่างเปล่า หากอ้วนเสี้ยวแบ่งกำลังไปตีคงเสียฮูโต๋เป็นแน่ โจโฉจึงคิดจะถอยทัพ เสนาธิการเล่าหัวจึงแย้งว่า “ท่านลองตรองดู กองทัพเราเจ็ดหมื่นตั้งรับกองทัพอ้วนเสี้ยวถึงเจ็ดสิบหมื่นอยู่ที่กัวต๋อได้ถึงหนึ่งเดือน แม้เราจะยังไม่ชนะแต่กองทัพอ้วนเสี้ยวก็ชิงพื้นที่จากเราไม่ได้นี่มิใช่หมายความว่ากองทัพอ้วนเสี้ยวไม่มีน้ำยาหรอกหรือ”

สักพักก็มีสารมาจากซูนฮกส่ง EMS มาจากฮูโต๋ แนะนำว่า “อ้วนเสี้ยวยกทัพเจ็ดสิบหมื่นมาหวังจะทำการรบชี้ขาด ท่านใช้ทัพเล็กต้านทัพใหญ่ หากไม่เพลี่ยงพล้ำ ต่อไปย่อมชนะ กองทัพอ้วนเสี้ยวมากแต่อ่อนประสบการณ์ ไม่อาจรับมือกลยุทธ์ของท่านได้  หากทัพฝ่ายเรายึดที่ค้ำคอมันไว้ไม่ให้มันคืบหน้าได้ สถานการณ์ย่อมเปลี่ยนแปลง นั่นคือโอกาสทอง” ได้รับคำแนะนำจากสองกุนซือ โจโฉจึงได้สติและมีกำลังใจ เริ่มวางแผนชิงเสบียงจากอ้วนเสี้ยวและใช้กลวิธีปลุกใจทหาร ซึ่งต่อมาไม่นานนักฝ่ายที่พลาดท่าก่อนคืออ้วนเสี้ยว และผลการรบก็นับว่าหักปากกาเซียน

ความประมาทคือหนทางแห่งความวิบัติ

ทัพอ้วนเสี้ยวเจ็ดสิบหมื่นคึกคะนองสุดกำลัง คิดว่าจะขย้ำทัพเล็กของโจโฉได้สะดวกตีนเป็นแน่ แต่เพราะกลวิธีของอ้วนเสี้ยวที่ผิดพลาด แม้จะล้อมโจโฉไว้ได้นานเป็นเดือนแต่ก็ยังไม่สามารถบุกเอาชัยได้เหมือนที่เล่าหัวว่าไว้ไม่ผิด นานวันเข้าวินัยก็เริ่มหย่อนยาน อีกทั้งจำนวนไพร่พลที่มากทำให้การปกครองเป็นไปไม่ทั่วถึง ที่สำคัญเหนืออื่นใดอ้วนเสี้ยวยังบริหารงานผิดพลาด โดยการใช้คนไม่ตรงกับงาน

เริ่มจากใช้ฮันเบ๋งขุนพลชาญศึกแต่ไร้ปัญญาคุมเสบียงมาส่ง ฮันเบ๋งแม้จะเก่งกาจแต่ก็ไม่รอบคอบ สุดท้ายก็โดนซิหลงชิงเสบียงไปได้ หลังแพ้ศึกกลับไป อ้วนเสี้ยวสั่งประหารฮันเบ๋งทันที ดีที่แม่ทัพนายกองขอชีวิตไว้ ความจริงไม่ใช่ความผิดของฮันเบ๋งเสียทั้งหมด รู้ทั้งรู้ว่าโจโฉเสบียงหมด จ้องจะชิงเสบียงอยู่ตลอด แต่อ้วนเสี้ยวก็ยังจะส่งนายทหารที่เก่งแต่ใช้กำลังมากกว่าปัญญาไปคุมเสบียง พอเสียทีกลับมาก็สั่งตัดหัวเขาซะงั้น

ยังไม่ทันไร อ้วนเสี้ยวก็ส่งอิเขงไปคุมเสบียงที่กัวเจ๋า ไอ้เจ้าอิเขงนี่เป็นปีศาจสุราขี้เมา ประมาทเลินเล่อ ประกอบกับเขาฮิวกุนซือฝั่งอ้วนเสี้ยวก็แปรพักตรืไปหาโจโฉ เพราะเจ็บใจที่อ้วนเสี้ยวไม่ฟังคำแนะนำของตน กลายเป็นว่าเขาฮิวส่งข่าวนี้ให้โจโฉรู้ จึงสามารถเผาค่ายปล้นเสบียง ทำให้ทัพอ้วนเสี้ยววุ่นวายแลัเสียขวัญ จนท้ายสุดก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทั้งที่ตอนเริ่มเกมนั้นมีทหารมากกว่าถึงสิบเท่า

ทั้งหมดนี้แม้จะดูเหมือนเป็นโชคดีของโจโฉ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความไม่เอาไหนของอ้วนเสี้ยวที่โลเล ตัดสินใจไม่เด็ดขาด จะบุกก็ไม่ทุ่มกำลัง จะล้อมก็ไม่รอบคอบ แถมใช้คนมั่วซั่ว ใครที่ถูกใจก็เชื่อคนนั้น คนที่ภักดีก็ละเลย  และที่สำคัญคือความประมาท คิดว่าฝ่ายตนเหนือกว่าจนดูแคลนความสามารถของโจโฉ ทั้งที่แต่เดิมทั้งคู่ต่างเคยร่วมงานกันมาก่อนแล้วแท้ๆ

เช่นนี้คือตัวอย่างที่ดีของความเลิ่นเล่อ ประมาท และดูแคลนฝ่ายตรงข้าม ยิ่งในยุคนี้สมัยนี้ แม้คู่ต่อสู้จะดูด้อยกว่าเรา แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะเหนือกว่าเขาจริง มีดเราคมและของเขาไม่คมหรือไร บางทีมีดเขาอาจจะคมกว่าเราด้วยซ้ำ