ครั้นหนีข้ามน้ำมายังแดนซงหยงได้แล้ว ก็ยังไม่วายถูกโจโฉไล่ตามมาจนได้ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าโจโฉไม่กะฆ่าเล่าปี่หรอก เพราะภาพคนดีของเล่าปี่นั้นกระจายไปทั่วแล้ว โจโฉคงไม่โง่ถึงกับสังหารเล่าปี่ เพราะจะยิ่งขับภาพคนชั่วของตัวเองให้เด่นชัดขึ้นไปอีก เพียงแต่เขาต้องการกำราบมิให้เล่าปี่ตั้งตัวขยายพื้นที่ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ กว่าจะปราบตระกูลอ้วนลงก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ไหนจะมีกังตั๋งรอให้ยึดอีก หากหยุดเล่าปี่ไว้ได้ก็จะผ่อนภาระไปได้อีกโข
กองทัพประชาชนนับพันที่ติดตามเล่าปี่มาเดินทางด้วยความลำบาก ซุนเขียนแนะให้เล่าปี่รีบหนีนำหน้าไปก่อน เล่าปี่ยังคงยืนยันบทบาทเดิม “ข้าจะไม่ยอมละทิ้งประชาชน ข้ายอมตายพร้อมพวกเขาดีกว่าจะให้หนีเอาตัวรอดเพียงคนเดียว” ว่าแล้วเล่าปี่ก็สั่งให้พักพลหนึ่งคืนเพราะชาวบ้านอิดโรยเต็มที่
คืนนั้นเองทัพโจโฉก็มาประชิด ชาวบ้านหนีตายกันอลหม่าน (ไม่รู้จะหนีกันทำไม ทั้งที่โจโฉยังไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย ชาวบ้านที่ตายส่วนมากก็เพราะเหยียบกันตายด้วย ความสับสนมากกว่าจะตายเพราะทหารของโจโฉ เชื่อว่าก็คงเพราะโฆษณาชวนเชื่อที่สร้างให้โจโฉมีภาพเป็นปีศาจเขี้ยวยาวไล่จับคนกินกระมัง) ขณะที่กำลังสับสนจนดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร เล่าปี่ก็ลืมคำพูดเมื่อตอนต้นขึ้นม้าหนีไปก่อนซะแล้ว ทิ้งให้เตียวหุยรับมือแม่ทัพบุนเพ่ง และให้จูล่งอารักขาสองฮูหยินกับอาเต๊า ส่วนตัวเองขี้ม้าตัวปลิวล่วงหน้าไปก่อนซะแร้ววว
ศึกครั้งนี้เองที่สร้างวีรบุรุษอย่าง จูล่ง ให้ระบือนาม เขาวิ่งไป-กลับ หลายเที่ยวเพื่อหาบิฮูหยินและอาเต๊า จนช่วยอาเต๊าออกมาได้ด้วยสภาพที่สะบักสะบอมเต็มที เมื่อมาพบเล่าปี่ เล่าปี่ก็ปลอบใจจูล่งด้วยการทิ้งอาเต๊าลงพื้น “เพราะอ้ายลูกจัญไรนี้ ทำให้ข้าเกือบเสียจูล่ง”
จูล่ง นายทหารมืออาชีพน้ำตาไหลพราก ซึ้งใจที่เจ้านายรักและห่วงตนถึงเพียงนี้ ก้มลงสาบานจะจงรักภักดีต่อเล่าปี่ตราบชีวิตจะหาไม่ ท่ามกลางสายตานายทหารและราษฎรงานนี้เล่าปี่รับคะแนนนิยมไปเต็มๆ
จากนั้นเล่าปี่ก็เริ่มฟื้นกำลังและเริ่มตั้งตัวได้ เขาและขงเบ้งมีความคิดตรงกันคือจะต้องยึดเกงจิ๋วให้ได้เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่น แต่วิธีการนั้นต่างกันสิ้นเชิง ขงเบ้งเร่งเร้าให้เล่าปี่รับยึดเกงจิ๋วโดยทันที เพราะเล่ากี๋นั้นก็อ่อนแอ ขืนทิ้งไว้นานจะโดนซุนกวนชิงไปได้เสียก่อน แต่เล่าปี่ยังยืนยันจุดยืนเดิมคือ “เล่ากี๋นั้นแซ่เดียวกับข้า ก่อนพี่เล่าเปียวจะตายก็ได้ฝากฝังไว้กับข้า จะให้ข้าแย่งเมืองเขามาฉะนี้ใช้ไม่ได้ ทั่วหล้าจะตราหน้าว่าข้าตระบัดสัตย์”
ตรงนี้เองที่ผมชื่นชมเล่าปี่ว่ามองการณ์ไกลอย่างแท้จริง แม้แผนของขงเบ้งจะถูกต้อง แต่เล่าปี่นั้นมองเกมทะลุปรุโปร่งกว่า ใช้ยุทธวิธีแบบค่อยเป็นค่อยไป สร้างคะแนนนิยมกับชาวเมือง เขาและกุนซือต่างรู้ดีว่าอย่างไรเสียเกงจิ๋วต้องเป็นของเขาแน่ ขึ้นอยู่ว่าจะช้าหรือเร็ว แต่เล่าปี่เลือกแบบช้าแต่ชัวร์ เกงจิ๋วในยุคของเล่าเปียวนั้นชาวเมืองอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ เศรษฐกิจการค้าก็เจริญเนื่องจากเป็นเมืองท่า ชาวเมืองจังภักดีต่อเล่าเปียวและเชื้อสายของเล่าเปียว เล่าปี่นั้นถึงแม้จะแซ่เดียวกัน แต่ก็เป็นคนอื่น ถึงชื่อเสียงจะเลื่องลือเรื่องคุณธรรม แต่ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าหนีร้อนมาพึ่งเย็น หากมายึดเมืองเขาเสีย ชาวบ้านคงจะกราบไหว้แบบไม่ค่อยเต็มมือนัก
สุดท้ายก็เป็นจริง หลังจากเล่ากี๋ตาย เล่าปี่ก็สามารถครองเกงจิ๋วได้อย่างชอบธรรม ชาวเมืองก็ให้ความเชื่อถือ ไม่เสียไพร่พลเลยด้วยซ้ำ เป็นการดำเนินนโยบายซื้อใจราษฎรตามที่เขาชูธงนำหน้ามาตลอดไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม
ยังมีต่ออีก มันดราม่า…ต้องดูยาวๆ















