Tag Archives: ศิลปะ

ความงามแบบไม่งามของ Surrealism

มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมงาน นิทรรศการ MARSI เป็นงานแสดงภาพเขียนของ หม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่สยามพารากอน เป็นภาพเขียนสีน้ำมัน สวยเชียวล่ะ เจ้าของผลงานจัดเป็นศิลปินเต็มตัว ท่านจบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ จากมาดริด ประเทศสเปน ทรงมีฝีมือด้านการวาดภาพชนิดหาตัวจับยาก (ขอใช้คำสามัญนะครับ) ทรงเปิดงานแสดงผลงานที่กรุงปารีสหลายครั้งในช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๗-๒๕๑๕ ปัจจุบันท่านพำนักอยู่ที่ฝรั่งเศสและว่างเว้นจากการเขียนภาพมานาน ด้วยอาการป่วยและอายุที่มากขึ้น การจัดแสดงภาพครั้งนี้จึงถือเป็นการจัดแสดงต่อสาธารณชนในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ลองไปชมกันนะครับ งานเขาจะจัดถึงวันที่ 29 มีนาคม เท่านั้น

แต่ถ้าหากใครแวะเวียนไปเที่ยวที่ “วังสวนผักกาด” น่าจะคุ้นเคยกับชื่อ ห้องศิลปนิทรรศมารศี ซึ่งทางวังสวนผักกาดใช้เป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปสำหรับศิลปินแขนงต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ก่อนที่จะได้ชมงานในครั้งนี้หรือแม้กระทั่งในขณะที่ชมงาน ผมได้ยินคำถามทำนองว่า ภาพอะไรเนี่ย ดูไม่เข้าใจ ทำไมวาดไม่สวยเลย ทำไมคนมีหัวเป็นหมา ทำไมเป็นโครงกระดูก ทำไมหน้าคนถึงดูเบี้ยวๆ ฯลฯ เหล่านี้คือภาพเขียนในแบบที่เรียกว่า Surrealism ถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการในบ้านเราว่า แนวเหนือจริง

Surrrealism กำเนิดเมื่อใดไม่แน่ชัด แต่ที่แน่ๆ คือมันเจริญเฟื่องฟูมากๆ ในยุคสงครามโลก จากกลุ่มศิลปินที่เกลียดชังสงคราม พวกเขาจึงพยายามต่อต้านด้วยวิธีการเท่าที่พวกเขาจะทำได้นั่นก็คือใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือ

ปรกติแล้วเราจะได้ยินคำว่า Realism หรือ Realistic คือการถ่ายทอดความงามออกมาตามที่สายตาเรามองเห็น เมื่อเรามองสิ่งใดแล้วตัดสินใจว่ามันงาม เราก็ถ่ายทอดมันออกมาอย่างที่เรามองดู แต่ความงามในแบบ Surrealism อาจจะไม่งามในสายตาของคนทั่วไป ความงาม (หรือความไม่งาม) ในสายตาของศิลปินจึงถูกถ่ายทอดออกมาแบบบูดๆ เบี้ยวๆ เพ้อฝัน เต็มไปด้วยจินตนาการ ก็เหมือนกับสงครามที่เลวร้าย ศิลปินจึงเอาความเลวร้ายตอกกลับไปเป็นการเอาคืน

ศิลปะแนวนี้จึงออกมาดูเพี้ยนๆแต่แฝงด้วยสัญลักษณ์ที่มีความหมายสะท้อนถึงอะไรก็ตามที่ศิลปินนึกคิด ความสกปรก หยาบโลน ลามก บูดเบี้ยว เสียดสี อะไรก็ตามที่เหนือจากความเป็นจริงตามแต่ที่ศิลปินจะจินตนาการ ซึ่งปลดปล่อยออกมาจาก “จิตใต้สำนึก”

เมื่อพูดถึงคำนี้ก็ให้โยงไปถึงนักจิตวิทยาชื่อดัง ซิกมันด์ ฟรอยด์ ซึ่งเขามีชีวิตอยู่ในช่วงที่ศิลปะแนวนี้กำลังเฟื่องฟูในยุโรป ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ ยิ่งช่วยเสริมให้ Surrealism มีพลังมากขึ้นไปอีก เนื่องจากมันถูกเขียนขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกของศิลปิน งานแนวนี้จึงโดดเด่นในเรื่องของเนื้อหาและเทคนิค โดยเฉพาะเนื้อหาที่มักจะสะท้อนเรื่องราวความอัปลักษณ์ของสังคม ความผิดหวัง ความตาย ความกลัว เสียดสีสังคม เป็นต้น


ภาพ The Persistence of Memory จาก http://artgalleryartist.com


Premonition Of Civil War จาก http://artgalleryartist.com

งานเขียน Surrealism ที่เด่นๆ ที่ท่านอาจจะคุ้นตากันเช่น The Persistence of Memory (1931) และ Premonition Of Civil War (1936) ผลงานของ Salvador Dali

ปมที่ยุ่งเหยิงของกอร์เดียส

alexander_cuts_gordian_knot

ท่านคงเคยได้ยินเรื่องของคนโชคดีแบบที่เรียกว่า “ราชรถมาเกย” แต่สำหรับ ท้าวกอร์เดียส คงต้องเรียกใหม่ว่า “ขับราชรถไปเกย”

นครฟรีเจีย (Phrygia) ในยุคโบราณ (อยู่บริเวณตอนกลางของประเทศกรีกในปัจจุบัน) เกิดตกอยู่ในภาวะขาดผู้นำ คือไม่มีกษัตริย์ปกครอง จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามแต่ ชาวเมืองต่างพากันทุกข์ร้อนเมื่อไม่มีผู้นำขึ้นปกครองบ้านเมือง บรรดาโหรหลวงก็ให้คำทำนายไว้ว่า ต่อเมื่อมีผู้มีบุญขับรถเข้ามาในประตูเมืองผู้นั้นคือผู้ที่สมควรขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองนครฟรีเจีย ประจวบเหมาะที่ท้าวกอร์เดียสที่ตอนนั้นยังเป็นเพียงคนธรรมดาพาลูกเมียเดินทางเข้ามาในเมืองพอดี ชาวเมืองจึงเชิญให้กอร์เดียสขึ้นครองบัลลังก์ฟรีเจียนับแต่นั้นมา

เมื่อได้ครองเมืองแล้ว ท้าวกอร์เดียสจึงได้นำเอารถที่ขับมานั้นขึ้นถวายแด่เทพเจ้าในศาลเจ้าประจำเมือง โดยผูกรถติดไว้ในศาลเจ้าด้วยเงื่อนที่ซับซ้อนแน่นหนาและซ่อนปลายอย่างมิดชิดเพื่อมิให้มีผู้ใดแก้ได้ ต่อมามีคำพยากรณ์ไว้ว่าหากผู้ใดสามารถแก้ปมเงื่อนนี้ได้ผู้นั้นจะเป็นผู้มีบุญญาธิการครอบครองเอเชียทั้งมวลได้ จึงมีวีรบุรุษหลายรายพยายามแก้ปมนี้ให้สำเร็จ แต่ก็ล้มเหลวทุกรายไป

จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ( Alexander the Great) พระองค์กรีฑาทัพไปทุกแว่นแคว้นจนมาถึงเขตเมืองฟรีเจีย เมื่อได้ทราบถึงตำนานดังกล่าว พระองค์ก็ประสงค์จะลองแก้ปมนี้บ้าง ทรงพยายามแก้อยู่นานก็ไม่สำเร็จจึงชักดาบฟันปมขาดเป็นสองท่อนด้วยความหงุดหงิดพระทัย

ต่อมาพระองค์ได้กรีฑาทัพยึดดินแดนต่างๆ อย่างกว้างขวางชนิดที่ไม่มีใครต่อกรด้วยได้ จนขยายอาณาเขตมาถึงอินเดีย นับว่าพระองค์ได้ครองเอเชียทั้งมวล (ในยุคนั้นเชื่อกันว่าอินเดียคือจุดสิ้นสุดของเอเชียแล้ว) จึงตีความกันว่าการที่พระองค์ฟันปมนั้นขาดก็เสมือนกันเป็นผู้ที่แก้ปมนั้นได้สำเร็จและได้ครองเอเชียทั้งมวลสมดังคำทำนาย

gordius-aquatic

คำว่า ปมกอร์เดียน หรือ Gordian Knot จึงเป็นสำนวนในภาษาอังกฤษที่เปรียบเทียบถึงเหตุการณ์ที่ซับซ้อนวุ่นวายยากที่จะแก้ไขได้ หรืออะไรๆ ที่มันยุ่งเหยิงมากๆ เหมือนปมที่ท้าวกอร์เดียสผูกเอาไว้ นอกจากนี้ Gordius ยังใช้เรียกชื่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ ซึ่งมีลักษณ์เหมือนเส้นด้ายที่ขมวดเป็นก้อนอย่างยุ่งเหยิงเหมือนปมเชือกไม่มีผิด

ภาพประกอบด้านบนสุดนั้นเป็นผลงานของ Jean-Simon Berthélemy (๑๗๔๓-๑๘๑๑) จิตกรชาวฝรั่งเศส ชื่อภาพ Alexander Cuts the Gordian Knot เป็นภาพเหตุการณ์ตอนที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์กำลังตัดปมกอร์เดียส ปัจจุบันภาพนี้เก็บรักษาไว้ที่ École des Beaux-Arts กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

เซอุสกับยูโรปา

rembrandt_abduction_of_europa

“Abduction of Europa” หรือภาพเหตุการณ์ลักพานางยูโรปา ผลงานของจิตกรเอกชาวดัตช์ แรมบรังด์ ฮาร์เมนส์ซูน ฟาน เรยน์ (Rembrandt Harmenszoon van Rijn) เป็นภาพที่แสดงเหตุการณ์การลักพาตัวนางยูโรปาโดยโคจำแลง ซึ่งก็คือมหาเทพเซอุส

เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่ามหาเทพเซอุสนั้นเจ้าชู้เพียงใด เห็นสาวสวยที่ไหนเป็นไม่ได้ ต้องแอบไปกุ๊กกิ๊กด้วยเสมอ จนหลายครั้งก่อให้เกิดเรื่องราวยุ่งๆ ขึ้น ครั้งหนึ่งท้าวเธอแลเห็นนางยูโรปา ธิดาท้าวอเจเนอร์ (Agenor) กษัตริย์กรุงเฟอนิเซีย ท้าวอเจเนอร์ที่ว่านี้เป็นบุตรของ เทพเนปจูน พระเชษฐาของพระองค์ นั่นก็หมายความว่านางยูโรปามีศักดิ์เป็นหลานของท้าวเธอนั่นเอง

มหาเทพคงจะแอบเหล่นางยูโรปาอยู่นาน จนวันหนึ่งเมื่อนางเดินเล่นชมดอกไม้อยู่ในทุ่ง มหาเทพก็จำแลงกายเป็นโคเผือกรูปลักษณะงดงามเป็นที่ต้องตาของนางยูโรปา นางจึงเข้าไปใกล้โคจำแลงเพื่อชื่นชมความงาม ฝ่ายโคจำแลงก็คู้กายเชื้อเชิญให้ขึ้นขี่ พอนางขึ้นขี่หลังเท่านั้น โคจำแลงก็เผ่นทะยานออกสู่ทะเลผ่านผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งแผ่นดินที่ว่านี้ต่อมาก็ถูกขนานนามตามชื่อของนางว่า “ยุโรป”

มหาเทพเซอุสพานางมาพำนักบนเกาะครีต (Crete Island) มีสัมพันธ์กันจนกำเนิดบุตร ๓ พระองค์ องค์โตคือ ไมนอส (Minos) ซึ่งต่อมาขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองเกาะครีตและชื่อของพระองค์ได้ถูกใช้เป็นชื่อของอารยธรรมของกรีกยุคโบราณที่รู้จักในนาม อารยธรรมไมนอส หรือ อารยธรรมไมนอนครีต, ราดาแมนธัส (Rhadamanthus)  ภายหลังได้กลายเป็นเทพสถิตย์ในแดนบาดาล และ ซาร์เพดอน (Sarpedon) องค์นี้สิ้นชีพในศึกกรุงทรอย

rembrandt
ภาพเหมือนตัวเองของแรมบรังด์

anatomy-lesson
ภาพ Anatomy Lesson of Dr.Nicolaes Tulp ที่คุ้นตากันเป็นอย่างดี

สำหรับจิตกรเอกผู้วาดภาพนี้ แรมบรังด์ เป็นบุตรคนสุดท้องของครอบครัวเจ้าของโรงงานในฮอลแลนด์ บรรดาพี่ๆ ของเขาบ้างก็สืบทอดกิจการของครอบครัว บ้างก็มีกิจการของตนเอง แต่แรมบรังด์ในวัย ๑๔ ปี เขาบอกแก่บิดามารดาว่า เขาต้องการเป็นจิตรกร เขามีโอกาสได้ฝึกฝนฝีมือกับจิตรกรท้องถิ่นของฮอลแลนด์และได้ฝึกงานกับจิตรกรเอก ปิเอเตอร์ ลาสต์แมน (Pieter Lastman) จนกระทั่งต่อมาเขากลายเป็นผู้คุมเด็กฝึกงานคนอื่นๆ และได้เป็นเจ้าของสตูดิโอในที่สุด

ผลงานของแรมบรังด์อยู่ในช่วงเวลาที่เรียกว่าเป็นยุครุ่งเรืองของฮอลแลนด์ (Dutch Golden Age) คือในช่วงศตวรรษที่ ๑๗ โดยเฉพาะในอัมสเตอร์ดัมที่กลายเป็นศูนย์รวมของสรรพวิชาทั้งศิลปะ วิทยาศาสตร์ พาณิชยกรรม และการเมือง ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขาเช่น ภาพ Anatomy Lesson of Dr.Nicolaes Tulp เป็นภาพของ Dr.Tulp กำลังสอนวิชากายวิภาค โดยมีลูกศิษย์รุมล้อมด้วยความสนใจ และภาพที่ถือว่ามีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือภาพ The Militia Company of Captain Frans Banning Cocq  เป็นภาพของร้อยเอก Frans Banning Cocq กำลังออกคำสั่งกับบรรดานายทหาร

ติดตามเรื่องราวชีวิตและผลงานของแรมบรังด์ได้ที่ http://www.rembrandtpainting.net/

ศิลปะ…ไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์

อ่านบทความของ คุณสันติ ลอรัชวี* กราฟฟิกดีไซน์ชื่อดังคนหนึ่งของเมืองไทย เขียนลงไว้ใน a day weekly ฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อปี ๒๕๔๗ เล่าถึงหลานสาวของคุณสันติ ชื่อน้องเตย ที่ชอบวาดรูปตามประสาเด็กๆ แต่อยู่มาวันหนึ่งน้องเตยก็มาบ่นให้คุณสันติฟังว่า “เตยไม่ชอบวาดรูปแล้วล่ะ” … คุณสันติได้ให้มุมมองที่น่าสนใจไว้ว่า

“…ในที่สุดผมก็ถึงบางอ้อจนได้ว่าที่น้องเตยไม่อยากวาดรูป (ไม่ใช่ไม่ชอบ) ก็เพราะตั้งแต่ขึ้น ป.๖ มา เธอได้คะแนนไม่ค่อยดีในวิชาศิลปะ วิชาที่เธอเคยทำได้ดีมาตลอด ผลงานที่ส่งอาจารย์แต่ละชิ้นได้ผลการตัดสินที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอคงวาดรูปไม่เก่ง มีเพื่อนที่ทำได้ดีกว่าเธอหลายคน วิชาศิลปะยากและไม่สนุกซะแล้ว จนในที่สุดการวาดรูปกับน้องเตยก็เป็นเหมือนวิชาคณิตศาสตร์กับเด็กอีกหลายคน…

ในความเห็นของผมการวัดผลในวิชาศิลปะระดับประถมศึกษา โดยเฉพาะการให้คะแนนของผลงานควรคำนึงถึงการมีส่วนร่วมในการทำงานศิลปะของเด็กมากกว่าจะคอยใส่ตัวเลขว่า เธอวาดสวย (ในสายตาใคร?) เอาไป ๑๐ คะแนน เธอวาดพอใช้ (ในสายตาใคร?) เอาไป ๗ คะแนน เธอวาดไม่สวย (ในสายตาใคร?) เอาไป ๔ คะแนน ผลสุดท้ายอาจจะเป็นกระบวนการหนึ่งที่กีดกันให้ศิลปะกลายเป็นของคนกลุ่มเล็กๆ และคนอื่นๆ ก็จะรู้สึกไม่อยากเกี่ยวข้อง ไม่อยากสนใจ เพราะเคยถูกตัดสินมาแล้ว คุณทำได้ไม่ดี คุณไม่เก่ง จนในที่สุดก็คือ คุณไม่เกี่ยว…”

เมื่อสมัยเด็กๆ ข้าพเจ้าจำได้ว่าทำคะแนนในวิชาศิลปะได้ดีเป็นพิเศษ คงเพราะเป็นวิชาที่ไม่ต้องใช้ความคิดอะไรมาก สามารถบรรเลงสีสันได้อย่างตามใจนึกตามแต่หัวข้อที่อาจารย์กำหนดให้ วิชาศิลปะในแต่ละระดับชั้นมีการเรียนการสอนที่แตกต่างกันไป เมื่อประถมข้าพเจ้าจำได้ว่าแทบจะไม่มีการสอนเรื่องของทฤษฎีใดๆ ทั้งสิ้น วิชาศิลปะในแต่ละสัปดาห์ อาจารย์จะบอกล่วงหน้าว่าอาทิตย์นี้จะใช้สีอะไรในชั่วโมงเรียน ซึ่งก็ไม่พ้นจำพวกสีไม้ สีชอล์ก หรือสีน้ำ อาจารย์จะกำหนดหัวข้ออย่างคร่าวๆ ที่เหลือก็ให้นักเรียนบรรเลงเองตามแต่จะนึก ขั้นตอนการเรียนเป็นเช่นนี้มาตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่ขัดใจข้าพเจ้ามาตลอดคือการให้คะแนนของอาจารย์ ข้าพเจ้านึกสงสัยตั้งแต่เมื่อครั้งนั้นว่าทำไมข้าพเจ้าได้คะแนนต่างจากครั้งที่แล้ว ทำไมข้าพเจ้าได้คะแนนน้อยกว่าเพื่อน หรือทำไมงานของเพื่อนถึงได้คะแนนสูงนักทั้งที่ไม่เห็นจะสวยเท่าไหร่เลย ฯลฯ เหล่านี้คาใจข้าพเจ้ามาตลอด แม้เมื่อเริ่มร่ำเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีศิลปะแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังไม่เข้าใจว่าทฤษฎีเหล่านี้มันกลั่นกรองออกมาเป็นตัวเลขได้จริงล่ะหรือ

มีอาจารย์ด้านศิลปะท่าหนึ่งเคยให้ทัศนะไว้ว่าการเป็นกรรมการตัดสินผลงานศิลปะนั้นเป็นเรื่องที่น่าหนักใจที่สุด เชื่อเถอะว่าไม่ว่าใครๆ ต่างก็ต้องมองว่าผลงานของตนนั้นดีเยี่ยม สมบูรณ์อย่างที่สุดแล้ว แต่เมื่อถูกตัดสินให้แพ้ใครอีกคน คงยากจะทำใจยอมรับ ศิลปะไม่ใช่คณิตศาสตร์ ไม่สามารถเทียบบัญญัติไตรยางค์ได้ ไม่มีสูตรตายตัว ไม่มีทฤษฎีศิลปะใดที่แน่นอน เราเชื่อได้ไหมว่าการตัดสินงานศิลปะนั้นมีเรื่องของทัศนคติส่วนตัว ความนิยมส่วนตัว มาเกี่ยวข้องด้วย

ถ้าคุณนิยมศิลปะไทย แต่ต้องให้คะแนนผลงานศิลปะร่วมสมัย คุณก็คงอดไม่ได้ที่จะพิจารณาว่าผลงานชิ้นไหนมันแทรกศิลปะแบบไทยๆ ที่คุณชอบเอาไว้บ้าง หรือถ้าคุณเป็นศิลปินหัวทันสมัยแล้วต้องไปให้คะแนนศิลปะระดับเยาวชน คุณก็จะให้คะแนนผลงานที่แสดงความเป็น Modern มากหน่อย เพราะคุณจะรู้สึกว่าผลงานนี้มันสะดุดใจคุณ

เรื่องของศิลปะไม่น่าจะมีการให้คะแนนเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างที่คุณสันติว่าไว้ หากเด็กรู้สึกว่าเขาทำคะแนนได้ไม่ดี เขาก็จะเริ่มรู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับเขา พาลจะเบื่อหน่ายและรังเกียจ แต่ถ้ามองในสายตาของครูผู้สอน เขาคงจะถามว่าแล้วจะให้ใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินคะแนนแก่เด็กล่ะ คำตอบของข้าพเจ้าก็คือ ไม่มี ไม่ต้องมีคะแนน วิชาศิลปะไม่มีตก ไม่มีไม่ผ่าน ควรเป็นวิชาบังคับที่ให้นักเรียนผ่านทุกคนโดยไม่จำเป็นต้องสอบด้วยซ้ำ


ผลงานของเด็กๆ ไปเจอมาจาก web blog บ้านศิลปะครูเม้าส์**

จำได้แม่นว่าครั้งหนึ่งข้าพเจ้าส่งงานศิลปะชิ้นหนึ่งแล้วถูกตีกลับมาโดยอาจารย์โน้ตไว้ว่า ไม่สามารถให้คะแนนงานที่ยังไม่เสร็จได้ ข้าพเจ้าหัวเสียมาก เพราะอาจารย์ให้หัวข้อไว้ว่าให้ใช้เทคนิคอิสระ งานชิ้นนั้นข้าพเจ้าใช้หมึกดำเขียนเป็นลายเส้น ข้าพเจ้าพอใจผลงานชิ้นนี้มากแต่อาจารย์กลับบอกว่ามันเป็นงานที่คุณขีดๆ มาส่งเท่านั้น เอาไปลงสีให้เรียบร้อย … ถ้าเป็นตอนนี้คงได้มีเรื่องเถียงกันไม่จบแน่ แต่ในตอนนั้นข้าพเจ้าทำงานชิ้นใหม่ไปส่งอย่างเสียไม่ได้

“… พ่อแม่ของน้องเตยเคยเปรยกับผมถึงการจะให้น้องเตยได้ไปเรียนศิลปะตามสถาบันศิลปะเด็กต่างๆ ที่เปิดกันเต็มบ้านเต็มมเอง แต่ผมกลับเห็นว่าถ้าจะสนับสนุนหรือส่งเสริมเด็ก สิ่งสำคัญเห็นจะเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างศิลปะกับเด็ก มากกว่าจะเป็นกติกาหรือกิจวัตรที่ทุกเสาร์หรืออาทิตย์ ๙ โมงเช้าถึงเที่ยงเด็กต้องไปเรียนเปียโน บ่ายโมงถึง ๕ โมงเย็นต่อด้วยเรียนวาดรูป จนบางคนกลายเป็นเครื่องมือให้พ่อแม่ไปอวดบารมีกัน…”

เห็นด้วยกับคุณสันติเลยครับ ไม่รุ้ว่าบรรดาพ่อๆ แม่ๆ ที่ชอบส่งลูกไปเรียนพิเศษ เคยถามลูกไหมว่าลูกอยากไปเรียนหรือไม่ ยิ่งเรื่องของศิลปะ มันไม่ใช่เรื่องที่จะบังคับด้วยเวลากันได้ เอ้า ๑๐ โมงต้องวาดรูป แล้วถ้าไอ้ตอน ๑๐ โมง เด็กเขาไม่อยากวาดรูปล่ะ ที่ลูกๆ ไปเรียนพิเศษกันโครมๆ ข้าพเจ้าว่าเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้ปกครองเสียมากกว่า แม้จะประสงค์ด็ก็เถอะแต่น่าจะเข้าใจจิตใจเด็กๆ ด้วย

* คุณสันติ ลอรัชวี เป็นกราฟฟิกดีไซน์มากฝีมือคนหนึ่งของเมืองไทย มีผลงานมากมาย คุณสันติมี blog กะเขาด้วยนะครับ ลองเข้าไปเยียมชมได้ครับที่ http://grafiction.blogspot.com/
** บังเอิญไปเจอ blog น่ารักๆ ชื่อ บ้านศิลปะครูเม้าส์ ไม่ได้รู้จักครูเม้าส์เป็นการส่วนตัวหรอกครับ ลองเข้าไปดูผลงานของเด็กๆ ลูกศิษย์ครูเม้าส์กันครับที่ “บ้านศิลปะครูเม้าส์”

งานแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์…ชีวิตที่หมุนไปไม่หยุดยั้ง

บ่ายแก่ๆ หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาจากพระที่นั่งวิมานเมฆ ก็ดั้นด้นมาจนถึงสยาม เพื่อชม นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าหญิงผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ที่พระองค์ตั้งชื่อไว้เองว่า ชีวิตที่หมุนไปไม่หยุดยั้ง


หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน

อันนี้ก็อยากให้คนไทยที่สนใจไปเยี่ยมกัน ไปชื่นชมพระอัจริยภาพของเจ้าฟ้าของชาวไทยขอรับ ทรงถอดแบบมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเลยทีเดียว ถ้าใครสังเกตเห็นในหลวงจะมีกล้องถ่ายรูปอยู่ในพระหัตถ์ตลอดเวลา เจ้านายพระองค์นี้ก็เช่นกัน งานเขาจัดที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตรงสี่แยกปทุมวัน ตรงข้ามกับศูนย์การค้ามาบุญครอง … ไอ้ตรงที่ผู้ว่า กทม. คนก่อน ที่ตอนนี้มาเป็นหัวหน้ารัฐบาล แกอยากจะสร้างให้เป็นศูนย์การค้านั่นแหละครับ เคราะห์ดีที่ท้ายสุดก็สร้างเป็นศูนย์ศิลปะที่สวยงามจนได้

งานแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ครั้งนี้จึงถือเป็นการจัดงานอันเป็นปฐมฤกษ์ของหอศิลปฯ แห่งนี้ งานจัดที่ชั้น 9 เข้าไปชมได้ฟรี แถมยังอนุญาตให้ถ่ายภาพได้เต็มที่ เส้นทางไปถึงชั้น 9 อาจจะยังไม่ค่อยสะดวกนัก เพราะตึกเขายังส้รางไม่สมบูรณ์นัก ยังมีการตกแต่งรายละเอียดอยู่อีกบ้าง เดินเข้างานแล้วช่างชื่นใจ ประชาชนเข้ามาชมงานเยอะมาก แล้วเขาจัดพื้นที่ได้อย่างน่าชม ไม่ต้องมีอะไรประดับมากมาย จัดแบบเรียบง่ายมากๆ ทำ Partition สีขาวเรียบๆ ติดไฟเสียหน่อย แค่นี้เอง ไม่เหมือนบางงานที่จัดเสียหรูเริด ไม่จำเป็นเอาเสียเลย


ประชาชนเข้ามาชื่นชมพระอัจฉริยภาพเยอะเชียวขอรับ
ที่ชอบใจคือเขาให้ถ่ายรูปเก็บไว้ได้ด้วยนี่สิ

วันเปิดงานนั้น สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เป็นประธานในพิธีเปิด และได้ทรงบรรยายเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปของภาพ ซึ่งเราคงได้ชมในข่าวทีวีช่องต่างๆ ได้ยินแล้วก็อยากชมแบบเต็มๆ เพราะพระองค์ท่านบรรยายได้สนุกมากๆ เพราะทรงแทรกพระอารมณ์ขันอยู่ตลอด ซึ่งในงานนี้เขาก็จัดฉายการบรรยายในวันเปิดงานให้ผู้ที่เข้าไปชมได้นั่งฟัง ข้าพเจ้าไปยืนฟังอยู่ยังเพลินเลย แอบอมยิ้มอยู่ตลอด เรียกว่าไม่มีเบื่อ เหมือนกันได้ดูหนังดีๆ ซักเรื่องเลย

งานเขามีถึงวันที่ 24 สิงหาคม นี้ มีภาพจัดแสดงกว่า 200 ภาพ เป็นการบันทึกภาพในมุมมองต่างๆ ของพระองค์ท่าน สมอย่างที่ท่านทรงตั้งชื่องานเอาไว้ว่า ชีวิตที่หมุนไปไม่หยุดยั้ง หากใครติดใจผลงานของพระองค์ก็สามารถซื้อหนังสือรวบรวมภาพที่นำมาจัดแสดงได้ สนนราคา 900 บาท สี่สีทั้งเล่มนะขอรับ คุ้มค่าจริงๆ ไว้จะไปซื้อมาเก็บไว้สักเล่ม


ส่วนหนึ่งของภาพที่จัดแสดง เรียบง่าย แต่น่าสนใจขอรับ


ที่งานเขาเปิดบันทึกการบรรยายของพระองค์ คนที่นั่งฟังอมยิ้มกันถ้วนหน้า


อันนี้เป็นภาพงูเหลือมที่วังสระปทุมเขมือบแมวเข้าไป พระองค์ท่านก็เล่าอย่างอารมณ์ดีว่า
ทราบข่าวว่ามีงูเหลือมเข้าบ้านของพระสหาย ก็แอบน้อยใจว่า เอ๊ะ…ทำไมบ้านเราไม่มีมั่ง !!
จากนั้นไม่นานก็เจอเจ้าตัวนี้เข้าให้ เรียกเสียงฮาได้ดีเชียว


ขอหน่อยเถอะ … เป็นที่ระลึก

ย่อไม้ / ย่อมุม / ย่อเก็จ

เมื่อตอน ไปเที่ยววัดโพธิ์ เคยทิ้งไว้ว่าจะกล่าวถึงเรื่องของ ย่อมุม หรือ ย่อไม้

ใน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (ใหม่สุดแล้วเท่าที่มี) เขียนถึงคำว่า ย่อมุม ว่าหมายถึง “ทำให้มุมของผังพื้นหรือวัตถุ เช่น แท่น ฐาน เสา ลึกเข้าไปทางด้านในเป็นมุม 90 องศา”  ถ้าจะเอาเก่ากว่านั้น ขอยกเอา พจนานุกรมสถาปัตยกรรมและศิลปเกี่ยวเนื่อง รวบรวมโดย โชต กัลยาณมิตร เมื่อปี พ.ศ. 2518 (อายุเท่าข้าพเจ้าเลย) ให้ความหมายว่า ย่อไม้ คือ “การแตกมุมใหญ่ให้เป็นมุมย่อยหลายๆ มุม แต่ยังรวมอยู่ในรูปของมุมใหญ่ ตามหลักที่นิยมมาแต่โบราณมักเป็นเลขคี่ เช่น แตกเป็นสาม เป็นห้า  เรียกว่าย่อไม้สิบสอง ย่อไม้ยี่สิบ การเรียกนับสิบสองหรือยี่สิบ คือเรียกตามจำนวนที่ย่อไม้ทั้งสี่มุมเป็นชื่อจำนวนที่ย่อรวมกัน”

อธิบายอย่างง่ายๆ ท่านคงพอจะนึกภาพเจดีย์ตามวัดหรือพระราชวังได้ ทีนี้ลองมองจากด้านบนลงมาเป็นผัง (Plan) จะเป็นโครงรูปสี่เหลี่ยม แต่มุมที่สี่จะย่อย่อยลึกเข้าไปเรื่อยๆ ตรงนี้แหละที่เขาเรียกกันว่า ย่อมุม ส่วนจะย่อเข้าไปเป็นจำนวนเท่าไหร่ก็แล้วแต่ผู้สร้าง

แนวคิดนี้เชื่อว่าน่าจะเป็นแนวคิดของช่างในสมัยสุโขทัย เห็นได้จากเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ฐานขององค์ระฆังที่เป็นรูปวงกลมจะวางอยู่บนฐานเจดีย์ที่มีผังเป็นสี่เหลี่ยม แต่เพื่อให้เกิดความกลมกลืนสัมพันธ์กับระหว่างรูปทรงเหลี่ยมกับทรงกลม จึงเกิดแนวคิดในการตัดทอนเหลี่ยมมุมให้ทั้งสองรูปทรงมีความเชื่อมโยงกันอย่างไม่ติดขัด

จากภาพที่ 1 จะเห็นผังเป็นสี่เหลี่ยม (จุดแดง) ก่อนจะตัดให้ลึกลงไปเพิ่มมุมขึ้นมา เกิดเป็นสามมุมย่อย ในภาพที่ 2 รวมทั้งสี่มุมใหญ่จึงเป็น 12 มุม แต่ยังอยู่บนโครงสร้างสี่เหลี่ยมเดิม อันนี้เรียกย่อมุมไม้สิบสอง (จุดเขียว) หากเพิ่มจำนวนมุมย่อยๆ ขึ้นไปอีกก็จะเรียกตามจำนวนมุมทั้งหมดที่เกิดขึ้น


นอกจากคำว่า ย่อมุม หรือ ย่อไม้ แล้ว ยังมีอีกคำหนึ่งคือ ย่อเก็จ ซึ่งมีแนวคิดคล้ายกันคือเพิ่มจำนวนมุมย่อยๆ ขึ้น แต่กต่างกันตรงด้านของมุมที่เพิ่มขึ้นมา นั่นคือถ้าเป็นย่อมุม ด้านที่เพิ่มขึ้นจะเท่ากัน ส่วนย่อเก็จ ด้านที่เพิ่มจะไม่เท่ากัน เหมือนในภาพ


เจดีย์ทรงพระปรางค์ที่วัดเทพธิดาราม ฐานเป็นย่อไม้ยี่สิบ


เจดีย์ราย รอบวัดโพธิ์ องค์กลางเป็นย่อไม้ยี่สิบ
ส่วนสี่องค์ที่อยู่รอบ เป็นย่อไม้สิบสอง


พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ที่วัดโพธิ์ นับกันชัดๆ ด้านนี้มีอยู่ 5 มุม
รวมทั้งหมดเป็นยี่สิบมุม จึงเรียกว่าย่อไม้ยี่สิบ


พระธาตุแช่แห้ง ฐานเป็นสี่เหลี่ยมย่อมุม ส่วนตังองค์พระธาตุเป็นฐานกลม