Tag Archives: มวย

“แจ๊คกี้ คัลเลน” … ผู้หญิงที่อยู่ในโลกของผู้ชาย

1581342a9e60240a5f 7993_heading

“แจ๊คกี้ คัลเลน” … ผู้หญิงที่อยู่ในโลกของผู้ชาย

ผู้หญิงทุกวันนี้มีความสามารถทัดเทียมกับผู้ชาย จากในอดีตที่ผู้หญิงถูกวางให้มีบทบาทในสังคมเป็นรองผู้ชายอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งในสังคมของบางประเทศด้วยแล้ว ผู้หญิงอาจเป็นเเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่เพศตรงข้ามและเป็นผู้ทำหน้าที่อุ้มท้องเท่านั้น โชคดีที่สังคมทุกวันนี้มีการให้เกียรติสตรีเพศมากขึ้น ผู้หญิงจึงก้าวขึ้นมามีบทบาทในโลกเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชาย และบางครั้งเธออาจจทำหน้าที่ได้เหนือกว่าด้วยซ้ำไป

หลายประเทศมีผู้หญิงเป็นผู้นำ อย่างฟิลิปปินส์เพื่อนบ้านของเราก็เคยมีสุภาพสตรีเป็นผู้นำ อย่าง นางคอราซอน อาควิโน หรือในปัจจุบันก็คือ นางกลอเรีย อาราโย่ สหราชอาณาจักรครั้งหนึ่งก็เคยมีผู้นำทางการเมืองเป็นสตรี คือ นางมาร์กาแร็ต แธตเชอร์ และมีสตรีอีกเช่นกัน ทำหน้าที่เป็นประมุขของประเทศ คือ สมเด็จพระนางเจ้าอลิธซาเบธที่ ๒ หรือสุภาพสตรีที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องประชาธิปไตยของพม่าอย่าง นางออง ซาน ซูจี นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนว่าโลกยอมรับผู้หญิงว่ามีความสามารถไม่น้อยไปกว่าผู้ชายแล้ว

โลกของมวย กีฬาที่ถูกมองว่าเป็นโลกของผู้ชาย ยากนักที่ผู้หญิงจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยได้ แต่ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งได้แหกกฏข้อนี้ทิ้งกระจุย เธอกลายมาเป็นผู้จัดการนักมวยอาชีพที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของวงการมวยโลก เธอชื่อ แจ๊คกี้ คัลเลน

บ้านเราก็มีผู้หญิงในวงการมวยเหมือนกัน คุณอรทัย กาญจนชูศักดิ์ บุตรสาวของโปรโมเตอร์มวยคนดัง ส่ง กาญจนชูศักดิ์ คุณอรทัยก้าวขึ้นมาทำหน้าที่แทนหลังจากคุณส่งได้เสียชีวิตไป ความที่เธอคลุกคลีอยู่กับวงการมวยมาตั้งแต่ยังเล็ก เธอจึงซึมซับเอาความรู้ทุกอย่างจาก ผู้เป็นพ่อมาแบบชนิดที่เรียกว่าถอดแบบกันมา กลายเป็นโปรโมเตอร์หญิงคนแรกของบ้านเรา กระทั่งผันชีวิตสู่ถนนการเมืองในที่สุด แต่เมื่อเทียบกับ คัลเลน แล้ว เธอก้าวเข้าสู่วงการกำปั้นด้วยตัวของเธอเอง

meg_ryan0
เม็ก ไรอัน กลับมาสวยอีกครั้งใน Against the Ropes

ก่อนหน้านี้ผมแทบจะไม่รู้จักชื่อของคัลเลนมาก่อน จนมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Against the Ropes นำแสดงโดยสาวสวย เม็ก ไรอัน (Meg Ryan) ดูสนุกดีไม่หยอก จนมาตอนจบเรื่องมีคำบรรยายสรรพคุณของตัวละครว่าเธอเป็นผู้จัดการมวยที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ ก็เลยสงสัยว่าเธออาจจะมีตัวตนจริงๆ ก็ได้ และพอมาค้นหาข้อมูลดูก็พบว่าหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นมาชีวิตจริงของเธอเอง แต่อาจจะมีการดัดแปลงเนื้อหาบ้างเพื่อความบันเทิง แต่ประเด็นหลักก็ยังอยู่ที่ความพยายามของเธอในการฝ่าฟันเข้ามาสู่โลกของผู้ชาย

ในหนังนั้นเล่าว่าคัลเลนสนใจเรื่องหมัดมวยตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก แม้ว่าเธอจะเป็นผู้หญิงแต่ก็เชี่ยวชาญเรื่องมวยไม่แพ้ผู้ชาย เธอทำงานเป็นเลขาให้กับโปรโมเตอร์มวยเส็งเคร็งรายหนึ่ง ใช้ชีวิตกับงานห่วยๆ เจ้านายเห่ยๆ ไปวันๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอเกิดระเบิดอารมณ์หลังจากถูกเจ้านายสบประมาทเข้าให้ เธอจึงมุ่งมั่นจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอก็สามารถเอาดีในวงการนี้ได้เหมือนกัน (เว้ย) งานแรกของเธอก็คือหานักมวยฝีมือดีมาปั้นซักคนแต่ปัญหาก็คือนักมวยมีแววที่เธอพบกลับเป็นเพียงไอ้กุ๊ยข้างถนนที่สงสัยว่า ผู้หญิงผิวขาวอย่างเธอมาทำอะไรใน โลกของผู้ชายแบบนี้ (วะ)

ในขณะที่ชีวิตของคัลเลนนั้นดูจะดีกว่าในหนัง คัลเลนเกิดในครอบครัวชนชั้นกลางธรรมดาๆ ทำงานเป็นผู้สื่อข่าวสายธุรกิจ เธอมีโอกาสได้สัมภาษณ์คนดังๆ หลายคน อย่างเช่น วงเดอะ โรลลิ่ง สโตน แฟร้งค์ ซินาต้า เอลวิส เพรสลี่ย์ ไม่เพียงแต่เป็นผู้สื่อข่าวธรรมดาเธอยังมีโอกาสรายงานข่าวของเธอเองอีกด้วย ก็เพราะหน้าตาของเธอจัดว่าสวยและขึ้นกล้องมากทีเดียว จนกระทั่งชีวิตเธอเริ่มพลิกผัน ในปี ๑๙๗๗ คัลเลนได้ไปสัมภาษณ์นักมวยดาวรุ่งคนหนึ่งในดีทร้อยต์ นักมวยคนนั้นชื่อ โธมัส เฮิร์นส์ ซึ่งต่อมา เฮิร์นส์ ได้สร้าง ประวัติศาสตร์เป็นนักมวยที่ครองเข็มขัดแชมป์โลกถึง ๕ เส้น และยังขึ้นชกกับยอดอัจฉริยะอย่าง เรย์ เลนนาร์ด ถึงสามไฟต์ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คัลเลนหันมาสนใจวงการกีฬา โดยเฉพาะกีฬามวย

ropes1

หากใครเป็นแฟนหมัดมวยเข้าเส้นหรือมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เกี่ยวกับวงการมวยจะพอทราบได้ว่ากีฬาชนิดนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักกีฬาสองฝ่ายบนเวทีเท่านั้น องค์ประกอบรอบข้างล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจจะชี้ผลการแข่งขันได้ อีกทั้งต้องยอมรับกันว่าเดี๋ยวนี้มวยไม่ใช่กีฬาแบบเพียวๆ อีกต่อไปแล้ว (หมายรวมถึงกีฬาชนิดอื่นด้วย) แต่มันกลายเป็นเรื่องของธุรกิจและเรื่องของการพนันขันต่อ ลำพังนักมวยเก่งๆ ไม่สามารถก้าวขึ้นถึงจุดสูงสุดได้หากไม่มีองค์ประกอบอื่นๆ ช่วยเกื้อหนุน ในขณะเดียวกันนักมวยธรรมดาๆ ก็อาจจะขึ้นสู่จุดสูงสุดได้ หากมีแรงผลักดันบางอย่างช่วยดันเขาคนนั้นให้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ได้

วงการมวยในต่างประเทศกับวงการมวยไทยในบ้านเราก็แทบจะไม่ต่างกันนัก บรรดาเด็กหนุ่มต่างหวังจะใช้กำปั้นกรุยทางสู่อนาคตที่ดีกว่า แต่กว่าจะขึ้นสังเวียนได้ก็ต้องใช้เวลาอยู่นาน บางคนทำสำเร็จ บางคนทำได้แค่วิ่งตามความฝัน นักมวยบางคนมีแววดีเข้าตาแมวมอง ก็อาจจะถูกดันขึ้นชกอาชีพได้ แต่การจะเป็นระดับอาชีพนั้นก็ไม่ง่ายเอาเสียเลย ในต่างประเทศเขาจะมีการชกเพื่อไต่ระดับ คล้ายๆ กับการสอบเพื่อให้ได้ใบอนุญาต เมื่อได้ใบนี้มาแล้วทีนี้ก็จะสามารถขึ้นชกได้ในสังเวียนที่ได้รับการรับรองจากทางหน่วยงานของรัฐ ซึ่งใบอนุญาตนี้ไม่ใช่ว่าให้แล้วให้เลย นักมวยต้องอยู่ในกฎระเบียบที่สมาคมตั้งเอาไว้ หากทำผิดกฎหรือทำตัวไม่เหมาะสม หรือมีคดีความ ก็อาจจะถูกริบใบอนุญาตชกอาชีพได้ นั่นหมายถึงว่าเขาจะไม่สามารถขึ้นชกในสังเวียนอย่างเป็นทางการได้ อย่างกรณีของ ไมค์ ไทสัน หาก จำกันได้ เขาก็เคยถูกริบใบอนุญาตชกมวยมาแล้วเหมือนกัน

การฝ่าฟันเพื่อเป็นนักมวยอาชีพว่ายากแล้ว แต่เส้นทางของคัลเลนยากยิ่งกว่านั้นอีก หลังจากที่เธอคลุกคลีอยู่กับวงการนี้ต่อเนื่องกว่าสิบปี โดยเธอผันตัวเองมาเป็นผู้สื่อข่าวกีฬามวยและยังทำงานร่วมกับ เฮิร์นส์ มาอย่างต่อเนื่อง เธอจึงเริ่มจะก้าวเข้ามาสู่แถวหน้าอย่างเต็มตัว แต่ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เสียๆ หายๆ ไม่เว้นวัน ด้วยความเป็นผู้หญิงที่แม้แต่ผู้หญิงด้วยกันเองยังมองว่าเธอแส่ไม่เข้าเรื่อง เธอไม่มีวันเข้าไปสู่โลกของผู้ชายได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่มีใครยอมรับเธอ ยิ่งพวกผู้ชายด้วยแล้วยิ่งดูถูกเธออย่างที่สุด แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา มันกลับเป็นแรงกระตุ้นที่วิเศษทำให้เธอพยายามพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าเธอทำได้

james-and-kallen
สมัยที่ยังประคบประหงม เจมส์ โทนี่ จนก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์โลก

กว่าที่เธอจะทำสำเร็จก็ล่วงเข้าสู่ปี ๑๙๘๘ นักมวยคนแรกที่เธอเป็นผู้จัดการให้คือ บ็อบบี้ ฮิตซ์ เธอเล่าว่าในตอนนั้นเธอต้องต่อสู้กับกระแสรอบข้างอย่างมากพอๆ กับฮิตซ์เลยทีเดียว ทั้งคู่ร่วมกันฝ่าฟันจนสร้างชื่อได้สำเร็จ ถึงตรงนี้ชื่อของคัลเลนเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น อาจเป็นเพราะความที่เธอเคยเป็นสื่อมวลชนมาก่อนเธอจึงรู้ดีว่าควรจะทำอย่างไรให้คนสนใจ ควรจะตอบคำถามแบบไหน และควรสร้างจุดเด่นให้คนจดจำได้อย่างไร

ในภาพยนตร์นั้นเล่าถึงช่วงแรกของการเป็นผู้จัดการของเธอ เมื่อเธอตอบรับข้อเสนอของ HBO ในการสัมภาษณ์และติดตามถ่ายทำชีวิตส่วนตัวของเธอ นี่เองที่เธอก้าวพลาด เธอคิดว่าเธอรู้เรื่องของวงการสื่อสารมวลชนดีแต่มันยังไม่ดีพอ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เธอไม่ลงรอยกับนักมวยในสังกัดที่มองว่าเธอพยายามโปรโมทตัวเองมากกว่าที่จะสนใจมวยอย่างจริงจัง ท้ายสุด HBO ก็ทำเธอแสบเมื่อลงท้ายในบทสัมภาษณ์ว่าเธอเป็นเพียงสีสันของวงการที่เอาเข้าจริงก็คงไปไม่รอด ความหวังในการโปรโมทเธอและค่ายมวยกลับกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่หย่อนโครมลงมาทำลายเธอ ทำลายสิ่งที่เธอสร้างมากับมือจนกระจุยในพริบตา แต่คัลเลนตัวจริงนั้นตรงกันข้าม แม้เธอจะประสบเหตุการณ์ไม่ต่างกับในภาพยนตร์นักแต่เธอก็สามารถรับมือกับมันได้อย่างเป็นมืออาชีพ คัลเลนเป็นผู้หญิงที่ยิ้มแย้ม เข้ากับผู้คนได้ง่าย และด้วยความเป็นนักข่าวเก่าเธอจึงพอมีความสัมพันธ์อันดีกับบรรดาสื่อมวลชนพอสมควร

บนสังเวียน บ็อบบี้ ฮิตซ์ นักมวยของเธอสามารถก้าวขึ้นมามีชื่อติดอันดับของประเทศ ในปี ๑๙๘๘ ฮิตซ์ ก็มีโอกาสขึ้นตะบันกับอดีตแชมป์โลก จอร์จ โฟร์แมน ที่เพิ่งจะหวนคืนสู่ผืนผ้าใบในวัย ๔๐ ปี แต่ก็เป็นบทพิสูจน์ฝีมือที่ดีสำหรับฮิตซ์ น่าเสียดายที่ฮิตซ์ยังห่างชั้นกับบิ๊กจอร์จอยู่มาก เขาถูกน็อคในยกแรกเท่านั้น จากนั้นเส้นทางบนถนนกำปั้นของฮิตซ์ก็ไปไม่รอด แต่เส้นทางของคัลเลนกลับไปได้สวย

ปี ๑๙๘๙ คัลเลนได้พบกับนักมวยดาวรุ่งคนหนึ่ง เขาชื่อ เจมส์ โทนี่ ที่เพิ่งเริ่มชกได้ไม่นานก่อนที่ผู้จัดการส่วนตัวจะเสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน คัลเลน จึงขอรับช่วงต่อทันที เพราะเธอเห็นว่าเจมส์มีแวว ด้วยสถิติการชก ๓ ไฟต์ ชนะน็อครวด

toney1
เจมส์ โทนี่ แชมป์โลกรุ่นมิดเดิ้ลเวทของสหพันธ์มวยนานาชาติ
แชมป์โลกในสังกัดคนแรกของคัลเลน

คัลเลนจับเจมส์เคี่ยวอย่างหนัก และเริ่มฉายแวว ภายในระยะเวลาไม่ถึง ๒ ปี เจมส์ขึ้นสังเวียนถึง ๒๐ ไฟต์ ชนะน็อคถึง ๑๐ ชนะคะแนน ๔ และเสมอ ๑ ไม่เคยแพ้ใคร นับว่าเป็นสถติที่สวยหรูทีเดียวสำหรับนักชกหน้าใหม่ ปี ๑๙๙๑ คัลเลนก็ดันเจมส์จนก้าวขึ้นเป็นแชมป์มิดเดิ้ลเวทของ IBC (International Boxing Council) ได้สำเร็จ และคราวนี้เจมส์ก็มีโอกาสขึ้นชิงแชมป์โลกสถาบันหลักได้อย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งคัลเลนวางเป้าหมายไว้ที่โคตรมวยอย่าง ไมเคิล นันน์ แชมป์โลกมิดเดิ้ลเวท IBF ในตอนนั้น

ทั้งสองต่างถูกจับตามองเพราะเป็นมวยสดทั้งคู่และต่างมีสถิติสวยหรูคือยังไม่เคยแพ้ใคร แต่บรรดาเกจิทั้งหลายต่างเอนไปทางแชมป์โลกว่ามีภาษีดีกว่าเล็กน้อย เดือนพฤษภาคม ๑๙๙๑ เจมส์ โทนี่ ก็ได้รับโอกาสขึ้นชิงแชมป์โลกกับ ไมเคิล นันน์ ฝั่งผู้ท้าชิงยิ่งชกยิ่งดีในขณะที่แชมป์โลกเริ่มอ่อนแรง จนถึงยกที่ ๑๑ นันน์ถูกจับแพ้ทีเคโอ เจมส์ โทนี่ กลายเป็นแชมป์โลกคนใหม่ และทำให้คัลเลนกลายเป็นผู้จัดการแชมป์โลกคนใหม่ไปด้วย

หลังจากที่เริ่มโด่งดัง ความสัมพันธ์ระหว่างคัลเลนและเจมส์ไม่ราบรื่นดังเคย ส่วนสาเหตุนั้นน่าจะมาจากเรื่องของธุรกิจมากกว่าเรื่องส่วนตัว ทั้งสองกลายเป็นคนดังแต่ว่ากลับห่างเหินกันแต่ทั้งคู่ก็ยอมรับซึ่งกันและกับ เจมส์บอกเสมอว่าเขายังให้ความเคารพคัลเลนเสมอ เพราะเธอเป็นผู้ผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จในทุกวันนี้ ในขณะที่คัลเลนก็มักจะให้สัมภาษณ์ถึงเจมส์ว่าเป็นเหมือนลูกชายของเธอเลยทีเดียว ทั้งคู่ยังคงปฏิบัติต่อกันอย่างมืออาชีพแม้ว่าจะไม่ลงรอยกันเท่าไหร่นักก็ตาม

34506_ba
ซ้าย แจ๊คกี้ คัลเลน ในภาพยนตร์แสดงโดย เม้ก ไรอัน ขวาคือคัลเลนตัวจริง

คัลเลนกลายเป็นคนดังในวงการมวย เธอปั้นนักมวยดังๆ ขึ้นมาอีกหลายคนและเปิดค่ายมวยเป็นของตัวเอง เธอเป็นที่สนใจของคนทั่วไปเพราะเธอคือผู้จัดการนักมวยที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ เธอสนิทกับบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการมวยหลายคน นัก ชกดังๆ สื่อมวลชนหลายแขนง วงการมวยโลกที่เคยสบประมาสเธอก็หันมาให้ความเชื่อถือเธอมากขึ้น คัลเลนเร่มโด่งดังอีกครั้งเมื่อเธอรับเป็นที่ปรึกษาให้กับรายการเรียลริตี้โชว์ของ NBC ที่ชื่อ The Contender เป็นรายการที่คัดเอานักมวยดีๆ มาอาศัยและฝึกซ้อมร่วมกัน ก่อนจะมีการแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะในท้ายที่สุด รายการนี้เป็นที่นิยมมากในอเมริกา เพราะมีตัวชูโรงดังๆ อย่างอดีตแชมป์โลกตัวจริง ชูการ์ เรย์ เลนนาร์ด และอดีตแชมป์โลกในภาพยนตร์ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน มารับบทเทรนเนอร์

ช่วงปลายทศวรรษที่ ๙๐ คัลเลนต้องเข้ารับการรักษาอาการโรคหัวใจและโรคมะเร็ง มันเกือบจะคร่าชีวิตเธอไปแต่แล้วเธอก็ต่อสู้จนเอาชนะมันได้ และกลับมามีสุขภาพดีพร้อมจะปั้นนักมวยดังๆ ประดับวงการอีกครั้ง

styl_kallen-ray kallen_mike1
เป็นที่รู้จักดีในหมู่คนดัง ภาพซ้ายถ่ายคู่กับ สตอลโนและเลนนาร์ด ส่วนภาพขวาถ่ายคู่กับไทสัน

ภาพยนตร์เรื่อง Against the Ropes หยิบเอาชีวิตของเธอมาสร้างซึ่งแม้จะมีการเสริมแต่งบ้างแต่ก็ทำออกมาได้ไม่เลว เม็ก ไรอัน ได้รับการยอมรับจากคัลเลนว่าสามารถถ่ายทอดตัวตนของเธอได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวละคร ลูเธอร์ ชอว์ นักมวยโนเนมที่ก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ โลกก็อาจจะเป็นตัวแทนของ เจมส์ โทนี่ ที่เธออุตส่าห์ปลุกปั้นจนประสบความสำเร็จในที่สุด ในหนังเล่าเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังของวงการมวยโลกที่ไม่ได้ถูกต้องตามกติกาไปเสียทุกเรื่อง อย่างตอนที่ ชอว์ ได้รับโอกาสขึ้นชิงแชมป์โดยที่เขาทราบข่าวล่วงหน้าเพียง ๓ สัปดาห์ ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเตรียมร่างกายให้ทัน แต่เพราะความเขี้ยวของโปรโมเตอร์ที่พยายามจะทำลายชอว์และคัลเลนให้จมดิน เลยออกข่าวว่าคู่ชกเดิมบาดเจ็บหนักจนชกไม่ได้ จึงเลื่อนให้ชอว์ขึ้นชิงแชมป์ในฐานะมวยแทน ดังนั้นเชื่อเถอะว่าในโลกแห่งความเป็นจริง เวลาเราได้ข่าวว่านักมวยคนนั้นบาดเจ็บหรือมีปัญหาใดๆ บางทีมันอาจจะเป็นเพียงข่าวลือหรือแผนสกปรกที่เกิดจากพวกโปรโมเตอร์ก็ได้

Graumann's Chinese Theatreหากจะดูเอาสนุกไม่คิดมากก็น่าจะพอได้ แต่ถ้าจะเอาจริงจัง Against the Ropes ก็มีช่องโหว่มากมายเต็มไปหมด แต่ใครจะสนเมื่อจุดสนใจไปอยู่ที่ เม็ก ไรอัน ที่เรื่องนี้เธอดูสวยจริงๆ (ถึงตาจะช้ำไปนิดก็เถอะ) ก็เลยยอมให้อภัยกับบทหนังที่ออกจะหลวมไปซักหน่อย

บทสรุปของเรื่องราวนี้ก็คงสอนเราว่า “จงเฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ” เถิด แล้วจะดีเอง เหมือนที่เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้

“…คุณสามารถทำได้ทุกอย่างแหละ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ จะเป็นชายหรือหญิง จะชาติไหน ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปไม่ได้ ขอเพียงแต่คุณเชื่อในสิ่งที่คุณทำ คุณต้องศรัทธาในตัวคุณเอง ฉันรักมวย ฉันจึงไม่สนใจคำพูดของใครๆ ที่บอกว่าฉันไม่มีทางทำมันได้หรอก เพราะฉันรู้ว่าฉันทำได้…”

ไขปริศนาหมัดน็อก (ตอนจบ)

ไขปริศนาหมัดน็อก (ตอนจบ)

พลังหมัด มาจากไหน            

นักมวยที่เก่งๆ จะต้องให้ความสำคัญกับการฝึกซ้อม และรักษาสภาพร่างกายอยู่เสมอ การซ้อมที่สำคัญมากประการหนึ่งก็คือ การวิ่ง             

การวิ่ง นับเป็นพื้นฐานของการฝึกซ้อมมวย นอกจากจะเป็นการฝึกระบบการหายใจของนักมวยแล้ว ยังเป็นการสร้างเสริมกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของช่วงล่าง ตั้งแต่เอวลงมา มีคำถามตามมาว่า ถ้าเราไม่ได้ฝึกมวยไทยล่ะ กำลังขาจำเป็นมากแค่ไหน            

พลังของหมัดที่ปล่อยออกมานั้น มีความสัมพันธ์กับกลไกการถ่ายน้ำหนัก ตั้งแต่เท้าไล่ขึ้นมาจนถึงสะโพก ลำตัว หัวไหล่ กล้ามเนื้อแขน จนมาสุดที่กำปั้น นั่นหมายถึงว่าการออกหมัดที่ถูกวิธีเพื่อให้ได้แรงมหาศาลนั้น เริ่มที่เท้าเป็นจุดแรก  คงเคยได้ยินคำว่า ทิ้งทั้งไหล่ การออกหมัดประเภทนี้ก็เหมือนกับการโถมน้ำหนักตัวของนักมวยมารวมไว้ที่กำปั้นก่อนจะปล่อยออกไปยังเป้าหมาย นั่นหมายถึงว่านักมวยต้องมีพลังขาที่แข็งแรง มั่นคง ความแข็งแกร่งของช่วงล่างจึงมีความสำคัญมาก ดังนั้น เราจึงเห็นเทรนเนอร์ทั้งหลายเคี่ยวเข็ญให้นักมวยวิ่งทั้งเช้าทั้งเย็นอยู่เป็นประจำ            

หมัดน็อกของ เขาทราย แกแล็คซี่ แชมป์โลกขวัญใจชาวไทย เป็นตัวอย่างการออกหมัดแบบทิ้งทั้งไหล่ เขาทราย น้ำหนักตัวเพียงแค่ 54.5 กิโลกรัม (รุ่นจูเนียร์แบนตั้มเวท) แต่ว่ากันว่าเขาสามารถน็อกนักมวยในรุ่นเวลเตอร์เวท (63.5 กิโลกรัม) ได้อย่างสบายๆ จะเห็นได้ว่า เขาทราย จะออกหมัดในลักษณะคล้ายกับการขว้างลูกบอล น้ำหนักทั้งหมดส่งขึ้นมาจากสะโพกจนมาถึงแขนที่ทำหน้าที่คล้ายสปริง ปล่อยออกไปโดนเป้าหมาย

k9
หมัดที่ปล่อยออกมาอย่างถูกวิธีและตรงเป้าหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมองของคู่ชกได้ จากภาพจะเห็นศีรษะของฝ่ายที่โดนหมัด สะบัดอย่างรุนแรงพร้อมกับกรามที่บิดเบี้ยวจากตำแหน่งปรกติ

ในขณะที่ ความหวังของคนขาว : The Great White Hope” เจอร์รี่ย์ คลูนี่ย์ เป็นจอมน็อกเอ๊าท์ของรุ่นยักษ์อีกคนหนึ่ง แต่หมัดน็อกของ คลูนี่ย์ เป็นหมัดที่เกิดจากกำลังแขนอย่างเดียว ไม่ได้ทุ่มทั้งไหล่อย่างของ เขาทราย แต่ถึงกระนั้น ด้วยความใหญ่โตของร่างกาย ทำให้พลังหมัดของ คลูนี่ย์ เก็บคู่ต่อสู้ได้อย่างไม่ยากเย็น 

เรายังสามารถอธิบายถึงพลังหมัดโดยอาศัยหลักของ ไอแซค นิวตัน ที่ว่าด้วยเรื่องของแรง ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งนั่นก็คือ แรง = มวล x ความเร็ว แต่อีกอย่างหนึ่งที่จะลืมไปไม่ได้ นั่นคือเมื่อมีแรงกับแรงมาปะทะกัน หรือที่เรียกกันว่า หมัดบวก นึกอย่างง่ายๆ ก็คือ ลองคิดถึงรถที่วิ่งมาชนรถอีกคันที่จอดอยู่เฉย ๆ กับรถสองคันที่ต่างฝ่ายต่างวิ่งมาประสานงากัน สภาพหลังการชน แบบไหนจะยับเยินกว่ากันคงจะพอเดาออก

k10

กลเม็ดหยุดหมัดน็อก            

ในภาพยนตร์เรื่อง “Rocky” ตัวละคร ร็อคกี้ บัลบัว กล่าวประโยคเด็ดเอาไว้ว่า ไม่สำคัญว่าหมัดจะหนักแค่ไหน สำคัญที่ว่าเราจะยืนรับหมัดได้แค่ไหนต่างหากแต่ ร็อคกี้ คงจะไม่รู้หรอกว่าร่างกายคนเราไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับแรงปะทะแบบบ้าดีเดือดเหมือนอย่างที่เขาทำในภาพยนตร์ นักมวยจริงๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนรู้การป้องกันตัวเอง ต่อให้ตัวเองจะหมัดหนักแค่ไหนก็ตาม ไม่ใช่ยืนลอยหน้าท้าให้คู่ต่อสู้ซัดเปรี้ยงๆ             

นอกเหนือจากการตั้งการ์ดและการหลบหลีกหมัดคู่ต่อสู้แล้ว ในกรณีที่หลบไม่ทันจริงๆ นักมวยเก่งๆ ก็สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ นั่นคือการโยกศีรษะตามวิถีหมัดที่พุ่งเข้ามา เป็นการผ่อนน้ำหนักหมัดของคู่ต่อสู้ให้กระจายออกไป ไม่ให้รวมเข้าที่จุดโฟกัสเพียงจุดเดียว            

นักมวยระดับยอดฝีมืออย่าง ชูการ์ เรย์ เลนนาร์ด, โมฮัมหมัด อาลี, ออสการ์ เดอ ลา โฮยา หรือ โม้อมตะ สมรักษ์ คำสิงห์ ของไทยเรา ก็นับเป็นหนึ่งในเรื่องการลดแรงปะทะของหมัดที่พุ่งเข้าใส่ บางครั้งที่เราชมการถ่ายทอด จะเห็น สมรักษ์ โดนต่อยแล้วหน้าสะบัด อันที่จริงนั่นเป็นเทคนิคการผ่อนน้ำหนักหมัดของคู่ต่อสู้ โดยการสะบัดศีรษะไปตามแรงหมัด ไม่ฝืนรับหมัดแบบตรงๆ ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยให้น้ำหนักหมัดที่รับลดลงครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว ทำให้ลดการสั่นไหวของสมอง และอัตราการถูกน็อกก็จะลดลงด้วย

k11
เทคนิคการเก็บคางและผ่อนน้ำหนักหมัด ของ เรย์ เลนนาร์ด ในไฟต์ที่พบกับ เทอร์รี่ นอริส

นักมวยที่ใช้วิธีการข้างต้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีสายตาและปฏิกิริยาตอบสนองที่เป็นเลิศ ทันทีที่หมัดคู่ต่อสู้พุ่งเข้ามา สมองจะต้องสั่งการว่าจะให้ศีรษะขยับไปทางไหน หากนักมวยมีประสาทสัมผัสช้าก็ไม่มีทางจะจัดการกับหมัดที่พุ่งเข้ามาได้อย่างทันการณ์  

เครื่องมือป้องกันการถูกน็อก            

ได้แก่ นวม และ เฮดการ์ด ซึ่งอันที่จริงมันก็ไม่ได้ช่วยป้องกันการถูกน็อกเสียทีเดียว เรียกว่าเป็นการลดอัตราการถูกน็อกเสียมากกว่า            

ในยุคแรกๆ นวมของนักมวยเป็นเพียงถุงมือหนังที่รัดอย่างแน่นหนา ซึ่งจุดประสงค์จริงๆ ก็เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่มือของนักมวยและช่วยป้องกันการเกิดแผลแตก ต่อมามีการเพิ่มรองพื้นที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ เพื่อลดแรงกระแทกและป้องกันอันตรายมากยิ่งขึ้น            

ในปัจจุบัน สำหรับมวยสากลอาชีพ จะใช้นวมขนาด 12 ออนซ์ ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ โดยปัจจุบันในวัสดุสังเคราะห์ที่มีความหนาแน่นสูงๆ มาใช้เพื่อช่วยลดอันตรายแก่นักมวย ในขณะที่มวยไทยในบ้านเรา ใช้นวมขนาดแค่ 4 ออนซ์ ซึ่งบางเฉียบจนแทบจะเป็นการใช้หมัดเพียวๆ เสียมากกว่า จึงไม่น่าแปลกใจที่นักมวยไทยถึงได้อึดกันเหลือเกิน            

สำหรับ เฮดการ์ด ออกแบบมาโดยใช้วัสดุสังเคราะห์หนาถึง 3 ชั้น  ปกปิดบริเวณศีรษะโดยรอบ ซึ่งเป็นจุดที่มีโอกาสโดนหมัดได้ อย่างไรก็ตาม เฮดการ์ด นั้นมิได้ช่วยให้นักมวยรอดพ้นจากการโดนน็อกไปได้ หากแต่เพียงป้องกันหรือลดความบอบช้ำที่เกิดจากแรงหมัด ดังจะเห็นได้จากการชกที่แม้นักมวยจะใส่เฮดการ์ด แต่ก็ยังไม่วายถูกน็อกเข้าจนได้

hg

บทสรุป            

นับแต่อดีต ตั้งแต่การชกโดยใช้หมัดแปล่า ๆ พัฒนามาจนถึงใช้นวมในปัจจุบัน การน็อกเอ๊าท์คู่ต่อสู้ก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นการชกในระดับใดล้วนแต่มีความเสี่ยงทั้งสิ้น ข่าวการเสียชีวิตของนักมวยยังคงมีให้เห็นกันอยู่แม้ว่าจะมีการออกกฎเกณฑ์ หรือการใช้อุปกรณ์ช่วยป้องกัน แต่ก็ยังไม่สามารถต้านทานการพัฒนาทางร่างกายของมนุษย์ได้ กติกาของกีฬามวยในยุคปัจจุบัน จึงเน้นให้ผู้ชี้ขาดบนเวทีให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตของนักมวยให้มากที่สุด หากนักมวยแสดงอาการที่ไม่น่าไว้วางใจ ผู้ตัดสินก็สามารถสั่งยุติการชกได้ในทันที เพื่อป้องกันมิให้เกิดโศกนาฏกรรมบนเวทีนั่นเอง

ที่มา 

1. Bledsoe, G.H., Li, G., Levy, F.  Injury risk in professional boxing. Southern  Medical Journal. 2005;98(10):994-998.

2. Hochswender, W.J. The mechanics of a knockout punch. Popular Mechanics1988;165(6):74-77.

3. Zetterberg, H., Hietala, M.A., Jonsson, M., Andreasen, N., Styrud, E., Karlsson, I., Edman, Ä., Wallin, A. Neurochemical aftermath of amateur boxing. Archives of Neurology. 2006;63(9):1277-1280.

4. The boxer’s statistics. [Online]. Available : www.boxrec.com

ไขปริศนาหมัดน็อก

ไขปริศนาหมัดน็อก 

หากเป็นแฟนฟุตบอลแล้ว สุดยอดของเกมก็คือการพังประตู แต่สำหรับแฟนหมัดมวย สุดยอดของการต่อสู้ก็คือการ “น็อกเอ๊าท์” 

ระยะหลังๆ บ้านเราห่างเหินจากการถ่ายทอดสดการชกไฟต์สำคัญๆ เนื่องด้วยเพราะจัดทีไรก็ขาดทุนกันเห็นๆ อีกทั้งการเข้ามาตีตลาดของระบบเคเบิลทีวี ที่จับจองการถ่ายทอดไฟต์ใหญ่ๆ ไว้ตลอดทั้งปี และที่สำคัญ วงการมวยบ้านเรากำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยมีแชมป์โลก (ของจริง) ประดับประเทศอยู่เสมอๆ แต่เดี๋ยวนี้คนที่เรียกตัวเองว่าแชมป์โลก กลับไม่ได้แสดงฝีมือให้สมกับตำแหน่งนั้นเลยซักนิด ท่านอาจจะเคยมีโอกาสได้ชมการชกที่มีการน็อกเอ๊าท์เกิดขึ้นมาบ้าง บางครั้งเต้นไปเต้นมา 2-3 ที โดนหมัดเข้าไปเปรี้ยงเดียว ก็ลงไปนอนนับสิบตั้งแต่ยกแรก  บางคู่กอดปล้ำกันไปมา เผลอแผล็บเดียวโดนเข้าเต็มคางก็หลับกลางอากาศได้เช่นกัน และมีบ้างเหมือนกันที่โดนยำเละบนเวที แต่กลับไม่น็อก มาวูบเอาตอนที่ลงจากเวทีแล้ว บางรายถึงขั้นช็อก เสียชีวิตไปเลยก็มี 

คำถามก็คือว่า พวกเขาน็อก และโดนน็อกกันได้อย่างไร?

ไมค์ ไทสัน” ราชาน็อกเอ๊าท์คนสุดท้ายแห่งศตวรรษที่ 20            

มฤตยูดำ ไมค์ ไทสัน อดีตแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวท 3 สถาบัน เจ้าของสถิติเป็นแชมป์โลกรุ่นยักษ์ที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก ด้วยวัยเพียง 21 ปี เป็นนักมวยที่จัดได้ว่าเป็นราชาแห่งการน็อกเอ๊าท์ ในสมัยที่ยังรุ่งๆ การน็อกคู่ต่อสู้ในยกแรก จัดเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับเขา ไฟต์แห่งความทรงจำที่แฟนมวยไม่มีวันลืม ในปี 1988  เมื่อ ไทสัน ขึ้นป้องกันตำแหน่งกับอดีตแชมป์ ไมเคิล สปิงค์ส ในครั้งนั้นบรรดาเกจิอาจารย์ทั้งหลายต่างชี้ไปที่ สปิงค์ส ว่าเขานี่แหละคือผู้ที่จะมาหยุดความอหังการของ ไทสัน  

แต่เอาเข้าจริง ซูเปอร์ไฟต์ที่ทุกคนตั้งตารอกลับจบลงเพียงแค่ 91 วินาทีของยกแรก เมื่อ สปิงค์ส รับหมัดของ ไทสัน เข้าไปเต็มๆ ชุดใหญ่ จนร่วงลงไปนอนคาเชือกให้กรรมการนับสิบ

k1
หมัดสวิงหรือหมัดขว้าง อาวุธเด็ดของไทสัน เห็นได้ชัดว่าเป็นการทิ้งทั้งไหล่ เหมือนการขว้าง

ไมค์ ไทสัน ในช่วงที่เขาครองตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทของสามสถาบันหลักของโลก (สมาคมมวยโลก / WBA, สภามวยโลก / WBC และ สหพันธ์มวยนานาชาติ / IBF)  ได้รับการยกย่องให้เป็นนักมวยที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ด้วยสถิติการน็อกเอ๊าท์กว่าร้อยละ 90 ของการชกอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเก็บคู่ต่อสู้ก่อนยกที่ 6 แทบทั้งสิ้น (มวยสากลอาชีพระดับนานาชาติจะชก 12 ยก) แต่หากพิจารณาในอีกมุมมองหนึ่ง ไทสัน อาจจะไม่แกร่งอย่างที่คิด เพียงแค่เขาจัดการคู่ต่อสู้ได้รวดเร็ว ก่อนที่คู่ต่อสู้จะทำอะไรเขาได้ต่างหาก พิสูจน์ได้จากการพ่ายแพ้อย่างหมดรูปเป็นครั้งแรก ต่อคู่ชกโนเนม เจมส์ บัตเตอร์ ดักลาส ในปี 1990 หรือการโดน อีแวนเดอร์ โฮลิฟิลด์ สอนมวยในปี 1996  

เคล็ดลับและเทคนิคสุดยอดของ ไทสัน นั่นก็คือ การน็อกคู่ต่อสู้ให้เร็วที่สุด!

k2
การออกหมัดแบบทุ่มทั้งตัวของ ไทสัน สังเกตที่เท้า จะเห็นว่าตัวของ ไทสัน ลอยอยู่เหนือพื้นเวที

ชกถูกตรงไหน และจังหวะไหน” 

เรย์ อาร์เซล (Ray Arcel : 1899-1994) เทรนเนอร์ผู้ปลุกปั้นแชมป์โลกอย่าง โรแบร์โต้ ดูรัน หรือ ลาร์รี่ โฮล์มส์ เคยให้ทัศนะไว้ว่า เขาเคยเห็นนักมวยถูกน็อกด้วยหมัดที่แทบจะไม่มีพิษสง แต่เขาเชื่อว่าหมัดทุกหมัดที่ปล่อยออกไปมีพลังแฝงอยู่ในนั้น จุดสำคัญคือ ชกถูกที่ตรงไหน และในจังหวะไหนมากกว่า 

จิมมี่ แบร๊ดด็อก (เจ้าของฉายา The Cinderella Man ที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันนี้ ในปี 2005) นักมวยที่ อาร์เซล เคยเทรนมากับมือ มีโอกาสขึ้นชกกับ ไอ้ลูกระเบิดสีน้ำตาล โจ หลุยส์ ในช่วงปลายอาชีพค้ากำปั้น สามารถส่งยอดมวยอย่าง โจ ลงไปนอนนับแปดในยกแรก ทั้งๆ ที่ แบร๊ดด็อก ไม่ใช่นักมวยหมัดหนักอะไรเลย (ผลการชก ปรากฏว่า โจ ไล่ถลุง แบร๊ดด็อก พ่ายน็อกในยกที่ 8 ) ซึ่ง อาร์เซล อธิบายว่า หมัดที่ส่ง โจ ลงไปนอนนับแปดนั้น พุ่งเข้าใส่ปลายคางอย่างพอเหมาะพอเจาะต่างหาก 

ยอดมวยอย่าง เดอะ ฮิตแมน โทมัส เฮิร์นส์ ก็เคยถูกคู่ต่อสู้น็อกตาตั้งมาแล้ว เฮิร์นส์ ได้ชื่อว่าเป็นนักมวยที่ คางเปราะ มากที่สุดคนหนึ่ง ไฟต์ที่เขาพบกับ ไอ้โล้นซ่า มาร์วิน แฮกเลอร์  ในศึกชิงแชมป์มิดเดิ้ลเวท 3 สถาบัน ในปี 1985 เฮิรนส์ เป็นฝ่ายครองเกมได้ตลอดใน 2 ยกแรก เมื่อเขาอาศัยความรวดเร็วและช่วงชกที่ยาวกว่า ดักต่อยวงนอกอยู่ตลอด แต่พอเข้าสู่กลางยกที่ 3 หมัดของ แฮกเลอร์ ที่โดนเพียงปลายหมัดจำเพาะเข้าที่คางของ เฮิร์นส์ อย่างจัง ทำเอาเขาเป๋ไปติดเชือก แน่นอนว่า แฮกเลอร์ ไม่ปล่อยโอกาสทอง และศึกครั้งนั้นก็จบลงที่ยกที่ 3 เท่านั้นเอง

จากกำปั้นสู่สมอง            

ทางด้านการแพทย์นั้นอธิบายไว้ว่า การหมดสติของนักมวยนั้น เกิดจากการที่สมองได้รับการกระทบกระเทือนจากแรงภายนอก จนทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของสมองอย่างฉับพลัน อธิบายง่ายๆ ก็คือ สมองของคนเราอยู่ภายใต้การปกป้องของกะโหลกศีรษะ โดยมีเยื่อหุ้มสมองเป็นเสมือนผ้าบางๆ รองไว้ชั้นหนึ่ง  ลองนึกถึงผลส้มก็ได้ ให้จินตนาการว่าเปลือกส้มก็คือกะโหลกศีรษะ ใยของเปลือกภายในก็คือเยื่อหุ้มสมอง และเนื้อส้มก็คือก้อนสมอง            

เมื่อศีรษะของนักมวยรับแรงจากการชกของคู่ต่อสู้ กะโหลกศีรษะจะหมุนตามแรงหมัด ในขณะที่สมองซึ่งเคลื่อนตัวช้ากว่า จึงเป็นเหตุให้ร่างกายขาดสมดุล ในกรณีที่โดนเข้าอย่างจัง เยื่อหุ้มสมองอาจจะยืดตัวออก และก้อนสมองไปกระทบกับผิวกะโหลกศีรษะ จนทำให้สมองได้รับความเสียหายในที่สุด             

ศาสตราจารย์ นายแพทย์แบร์รี่ ดี. จอร์แดน (Barry D. Jordan) อดีตผู้อำนวยการแพทย์ คณะกรรมการการกีฬาแห่งนิวยอร์ก ผู้เขียนหนังสือ Medical Aspect of Boxing ได้แบ่งสภาพการน็อกเอ๊าท์ไว้ 4 ประเภท

1. นักมวยอยู่ในอาการมึนงง ไม่สามารถปกป้องตัวเองจากคู่ต่อสู้ได้อีกต่อไป แต่ยังไม่ถึงกับหมดสติ ซึ่งในวงการมวยเรียกว่า แพ้แบบ TKO (Technical Knockout)  ตัวอย่างเช่น เมื่อครั้งที่ เขาทราย แกแล็คซี่ ไล่ถลุง เคนจิ มัตสึมูระ ผู้ท้าชิงชาวญี่ปุ่นจนเลือดกลบปาก และกรรมการต้องเข้าไปยุติการชกในยกที่ 12 เพราะเห็นว่า เขาทราย เลือกต่อยอยู่ฝ่ายเดียว โดยที่ มัตสึมูระ ไม่มีโอกาสปัดป้อง

k3k4
ภาพแรกเป็นศีรษะของนักมวยในสภาพปรกติ ภาพต่อมาคือ ศีรษะของนักมวยเมื่อถูกแรงหมัดทำให้กะโหลกเบนออกจากตำแหน่งปรกติ

2. นักมวยถูกชกลงไปนอนให้กรรมการนับสิบ โดยไม่สามารถลุกขึ้นมายืนได้ทั้งที่ยังคงมีสติ อย่างเช่นกรณีของ ไมค์ ไทสัน ที่ถูก เลนน็อกซ์ ลูอิส ถลุงพ่ายน็อกในยกที่ 8  ไทสัน พยายามลุกขึ้นขอสู้ต่อแต่ก็ทรงตัวไม่ได้ ขนาดที่เก็บฟันยางใส่เข้าปากไม่ถูกด้วยซ้ำ

k5
ศีรษะของนักมวยเมื่อถูกหมัดเข้าอย่างเต็มที่กะโหลกศีรษะจะเคลื่อนที่อย่างฉับพลันในขณะที่สมองเคลื่อนที่ได้ช้ากว่า ทำให้ไปกระแทกกับด้านในของกะโหลก

k6
สภาพของ ไมค์ ไทสัน ที่ถูกหมัดของ ลูอิส ประเคนเข้าใส่ ไทสัน ยังไม่หมดสติ แต่ไม่สามารถทรงตัวขึ้นได้

3. เป็นการน็อกโดยที่นักมวยถูกหมัดเข้าอย่างแรงทำให้หมดสติลงฉับพลัน แต่ก็สามารถคืนสติกลับมาได้ในเวลาไม่นาน อย่างเช่นในศึกชิงแชมป์เฮฟวี่เวท ปี 2001 ที่ ฮะซิม ราห์มาน โดนหมัดของ เลนน็อกซ์ ลูอิส จนหลับกลางอากาศในยกที่ 5 ก่อนจะฟื้นขึ้นมาแบบงงๆ ว่าโดนอะไรเข้าไป

k7
ฮะซิม ราห์มาน ถูกหมัดฮุคของ เลนน็อกซ์ ลูอิส เข้าอย่างจัง จนหลับกลางอากาศ สังเกตบริเวณกรามของ ราห์มาน ที่บิดเบี้ยวผิดรูปอย่างชัดเจนและดูการออกหมัดของ ลูอิส ที่มีแรงส่งจากสะโพก

4. คือการน็อกเอ๊าท์แบบที่นักมวยหมดสติเป็นเวลานาน ซึ่งหากถึงมือแพทย์ช้าเกินไปก็อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ หรือในบางครั้งจะฟื้นสติกลับมาได้ แต่ก็อาการทรุดลงในภายหลัง เช่นกรณีของ เรย์ บูมบูม มันชินี่ แชมป์โลกรุ่นไลท์เวท ชาวอเมริกัน ที่สอย คิม ดุ๊ก คู จากเกาหลีใต้ลงไปนอนในยกที่ 14  หลังจากนั้น คิม ก็ไม่ฟื้นอีกเลยและเสียชีวิตในอีก 4 วันถัดมา จากการชกไฟต์นี้เอง ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงกติกาในการชกอาชีพ จาก 15 ยก เหลือ 12 ยก จนถึงปัจจุบัน

k8
ไฟต์ประวัติศาสตร์ ระหว่าง เรย์ บูมบูม มันชินี่ กับ คิม ดุ๊ก คู

ศ. จอร์แดน ยังอธิบายอีกว่า การน็อกเอ๊าท์นั้น เกิดขึ้นจากการที่สมองไหวตัวอย่างฉับพลัน ในขณะที่แกนสมองไม่ได้ขยับตามไปด้วย นั่นจึงอธิบายได้ว่า นักชกที่ใส่เฮดการ์ดแต่ทำไมถึงยังถูกน็อกได้ ก็เพราะเฮดการ์ดนั้นไม่ได้ช่วยปกป้องการไหวตัวของสมองนั่นเอง

ยาวมากเลย … ขอต่อตอนหน้านะ