Tag Archives: ภาพประวัติศาสตร์

ปมที่ยุ่งเหยิงของกอร์เดียส

alexander_cuts_gordian_knot

ท่านคงเคยได้ยินเรื่องของคนโชคดีแบบที่เรียกว่า “ราชรถมาเกย” แต่สำหรับ ท้าวกอร์เดียส คงต้องเรียกใหม่ว่า “ขับราชรถไปเกย”

นครฟรีเจีย (Phrygia) ในยุคโบราณ (อยู่บริเวณตอนกลางของประเทศกรีกในปัจจุบัน) เกิดตกอยู่ในภาวะขาดผู้นำ คือไม่มีกษัตริย์ปกครอง จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามแต่ ชาวเมืองต่างพากันทุกข์ร้อนเมื่อไม่มีผู้นำขึ้นปกครองบ้านเมือง บรรดาโหรหลวงก็ให้คำทำนายไว้ว่า ต่อเมื่อมีผู้มีบุญขับรถเข้ามาในประตูเมืองผู้นั้นคือผู้ที่สมควรขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองนครฟรีเจีย ประจวบเหมาะที่ท้าวกอร์เดียสที่ตอนนั้นยังเป็นเพียงคนธรรมดาพาลูกเมียเดินทางเข้ามาในเมืองพอดี ชาวเมืองจึงเชิญให้กอร์เดียสขึ้นครองบัลลังก์ฟรีเจียนับแต่นั้นมา

เมื่อได้ครองเมืองแล้ว ท้าวกอร์เดียสจึงได้นำเอารถที่ขับมานั้นขึ้นถวายแด่เทพเจ้าในศาลเจ้าประจำเมือง โดยผูกรถติดไว้ในศาลเจ้าด้วยเงื่อนที่ซับซ้อนแน่นหนาและซ่อนปลายอย่างมิดชิดเพื่อมิให้มีผู้ใดแก้ได้ ต่อมามีคำพยากรณ์ไว้ว่าหากผู้ใดสามารถแก้ปมเงื่อนนี้ได้ผู้นั้นจะเป็นผู้มีบุญญาธิการครอบครองเอเชียทั้งมวลได้ จึงมีวีรบุรุษหลายรายพยายามแก้ปมนี้ให้สำเร็จ แต่ก็ล้มเหลวทุกรายไป

จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ( Alexander the Great) พระองค์กรีฑาทัพไปทุกแว่นแคว้นจนมาถึงเขตเมืองฟรีเจีย เมื่อได้ทราบถึงตำนานดังกล่าว พระองค์ก็ประสงค์จะลองแก้ปมนี้บ้าง ทรงพยายามแก้อยู่นานก็ไม่สำเร็จจึงชักดาบฟันปมขาดเป็นสองท่อนด้วยความหงุดหงิดพระทัย

ต่อมาพระองค์ได้กรีฑาทัพยึดดินแดนต่างๆ อย่างกว้างขวางชนิดที่ไม่มีใครต่อกรด้วยได้ จนขยายอาณาเขตมาถึงอินเดีย นับว่าพระองค์ได้ครองเอเชียทั้งมวล (ในยุคนั้นเชื่อกันว่าอินเดียคือจุดสิ้นสุดของเอเชียแล้ว) จึงตีความกันว่าการที่พระองค์ฟันปมนั้นขาดก็เสมือนกันเป็นผู้ที่แก้ปมนั้นได้สำเร็จและได้ครองเอเชียทั้งมวลสมดังคำทำนาย

gordius-aquatic

คำว่า ปมกอร์เดียน หรือ Gordian Knot จึงเป็นสำนวนในภาษาอังกฤษที่เปรียบเทียบถึงเหตุการณ์ที่ซับซ้อนวุ่นวายยากที่จะแก้ไขได้ หรืออะไรๆ ที่มันยุ่งเหยิงมากๆ เหมือนปมที่ท้าวกอร์เดียสผูกเอาไว้ นอกจากนี้ Gordius ยังใช้เรียกชื่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ ซึ่งมีลักษณ์เหมือนเส้นด้ายที่ขมวดเป็นก้อนอย่างยุ่งเหยิงเหมือนปมเชือกไม่มีผิด

ภาพประกอบด้านบนสุดนั้นเป็นผลงานของ Jean-Simon Berthélemy (๑๗๔๓-๑๘๑๑) จิตกรชาวฝรั่งเศส ชื่อภาพ Alexander Cuts the Gordian Knot เป็นภาพเหตุการณ์ตอนที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์กำลังตัดปมกอร์เดียส ปัจจุบันภาพนี้เก็บรักษาไว้ที่ École des Beaux-Arts กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

เซอุสกับยูโรปา

rembrandt_abduction_of_europa

“Abduction of Europa” หรือภาพเหตุการณ์ลักพานางยูโรปา ผลงานของจิตกรเอกชาวดัตช์ แรมบรังด์ ฮาร์เมนส์ซูน ฟาน เรยน์ (Rembrandt Harmenszoon van Rijn) เป็นภาพที่แสดงเหตุการณ์การลักพาตัวนางยูโรปาโดยโคจำแลง ซึ่งก็คือมหาเทพเซอุส

เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่ามหาเทพเซอุสนั้นเจ้าชู้เพียงใด เห็นสาวสวยที่ไหนเป็นไม่ได้ ต้องแอบไปกุ๊กกิ๊กด้วยเสมอ จนหลายครั้งก่อให้เกิดเรื่องราวยุ่งๆ ขึ้น ครั้งหนึ่งท้าวเธอแลเห็นนางยูโรปา ธิดาท้าวอเจเนอร์ (Agenor) กษัตริย์กรุงเฟอนิเซีย ท้าวอเจเนอร์ที่ว่านี้เป็นบุตรของ เทพเนปจูน พระเชษฐาของพระองค์ นั่นก็หมายความว่านางยูโรปามีศักดิ์เป็นหลานของท้าวเธอนั่นเอง

มหาเทพคงจะแอบเหล่นางยูโรปาอยู่นาน จนวันหนึ่งเมื่อนางเดินเล่นชมดอกไม้อยู่ในทุ่ง มหาเทพก็จำแลงกายเป็นโคเผือกรูปลักษณะงดงามเป็นที่ต้องตาของนางยูโรปา นางจึงเข้าไปใกล้โคจำแลงเพื่อชื่นชมความงาม ฝ่ายโคจำแลงก็คู้กายเชื้อเชิญให้ขึ้นขี่ พอนางขึ้นขี่หลังเท่านั้น โคจำแลงก็เผ่นทะยานออกสู่ทะเลผ่านผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งแผ่นดินที่ว่านี้ต่อมาก็ถูกขนานนามตามชื่อของนางว่า “ยุโรป”

มหาเทพเซอุสพานางมาพำนักบนเกาะครีต (Crete Island) มีสัมพันธ์กันจนกำเนิดบุตร ๓ พระองค์ องค์โตคือ ไมนอส (Minos) ซึ่งต่อมาขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองเกาะครีตและชื่อของพระองค์ได้ถูกใช้เป็นชื่อของอารยธรรมของกรีกยุคโบราณที่รู้จักในนาม อารยธรรมไมนอส หรือ อารยธรรมไมนอนครีต, ราดาแมนธัส (Rhadamanthus)  ภายหลังได้กลายเป็นเทพสถิตย์ในแดนบาดาล และ ซาร์เพดอน (Sarpedon) องค์นี้สิ้นชีพในศึกกรุงทรอย

rembrandt
ภาพเหมือนตัวเองของแรมบรังด์

anatomy-lesson
ภาพ Anatomy Lesson of Dr.Nicolaes Tulp ที่คุ้นตากันเป็นอย่างดี

สำหรับจิตกรเอกผู้วาดภาพนี้ แรมบรังด์ เป็นบุตรคนสุดท้องของครอบครัวเจ้าของโรงงานในฮอลแลนด์ บรรดาพี่ๆ ของเขาบ้างก็สืบทอดกิจการของครอบครัว บ้างก็มีกิจการของตนเอง แต่แรมบรังด์ในวัย ๑๔ ปี เขาบอกแก่บิดามารดาว่า เขาต้องการเป็นจิตรกร เขามีโอกาสได้ฝึกฝนฝีมือกับจิตรกรท้องถิ่นของฮอลแลนด์และได้ฝึกงานกับจิตรกรเอก ปิเอเตอร์ ลาสต์แมน (Pieter Lastman) จนกระทั่งต่อมาเขากลายเป็นผู้คุมเด็กฝึกงานคนอื่นๆ และได้เป็นเจ้าของสตูดิโอในที่สุด

ผลงานของแรมบรังด์อยู่ในช่วงเวลาที่เรียกว่าเป็นยุครุ่งเรืองของฮอลแลนด์ (Dutch Golden Age) คือในช่วงศตวรรษที่ ๑๗ โดยเฉพาะในอัมสเตอร์ดัมที่กลายเป็นศูนย์รวมของสรรพวิชาทั้งศิลปะ วิทยาศาสตร์ พาณิชยกรรม และการเมือง ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขาเช่น ภาพ Anatomy Lesson of Dr.Nicolaes Tulp เป็นภาพของ Dr.Tulp กำลังสอนวิชากายวิภาค โดยมีลูกศิษย์รุมล้อมด้วยความสนใจ และภาพที่ถือว่ามีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือภาพ The Militia Company of Captain Frans Banning Cocq  เป็นภาพของร้อยเอก Frans Banning Cocq กำลังออกคำสั่งกับบรรดานายทหาร

ติดตามเรื่องราวชีวิตและผลงานของแรมบรังด์ได้ที่ http://www.rembrandtpainting.net/

The Death of Socrates

ในบรรดานักคิดชั้นนำของโลกในยุคแรกๆ ชื่อของ โสคราตีส จะต้องถูกยกขึ้นมากล่าวถึงเสมอ แนวปรัชญาของเขากลายเป็นต้นแบบของแนวความคิดอันหลากหลายที่พัฒนามาถึงปัจจุบัน

โสคราตีสเป็นชาวเอเธนส์ บิดาของเขาเป็นช่างก่อสร้างแม่เป็นหมอตำแย แม้ชาติกำเนิดจะต่ำต้อยแต่วัยเด็กของเขาก็ไม่ได้แร้นแค้น เนื่องด้วยระเบียบการปกครองของเอเธนส์ให้การดูแลพลเมืองเป็นอย่างดี มีค่าเลี้ยงดูที่รัฐออกให้พลเมืองเป็นรายบุคคล ในวัยหนุ่มเขารับใช้ชาติเป็นทหารเหมือนชายชาวเอเธนส์ทั่วไป จากนั้นก็เริ่มหันมาศึกษาตำรับตำราและเริ่มตั้งคำถามในหลายๆ สิ่งที่เขาไม่เข้าใจ

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าในยุคสมัยนั้นต่างจากปัจจุบัน ในยุคของเรามีองค์ความรู้ให้ศึกษามากมายหลายสาขา แต่ในสมัยของโสคราตีสผู้คนยังไม่เข้าใจในศาสตร์ต่างๆ มากนัก ความเชื่อในเทพเจ้ายังฝังแน่นอยู่ในจิตใจมาช้านาน การที่ใครสักคนลุกขึ้นมาคิดอะไรที่ไม่เหมือนชาวบ้าน ตั้งคำถามในสิ่งที่ไม่มีใครคิดสงสัย ซึ่งไอ้การที่เขาเป็นคนหัวสมัยใหม่ในยุคสมัยเก่าแบบนั้นส่งผลร้ายต่อเขาอย่างคาดไม่ถึง

แนวคิดหลักๆ ของเขาก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำความเข้าใจในธรรมชาติและความเข้าใจในตัวมนุษย์ แต่มันก็เริ่มขจรขจายไปทั่ว เริ่มมีลูกศิษย์ลูกหาที่ศรัทธาแนวคิดของเขามากขึ้นๆ เวลาไปไหนมาไหนก็มักจะมีลูกศิษย์เดินตามเป็นพรวน วิธีการสอนของเขาไม่ใช่เพียงการบรรยาย แต่เขาใช้วิธีการที่เรียกว่า Dialectic คือการสอนด้วยการถาม-ตอบ เขาจะตั้งประเด็นขึ้นมาเพื่อเปิดให้ซักถามและตอบข้อสงสัย ถกเถียงกันไปอย่างนี้จนสิ้นข้อสงสัยเพื่อให้บรรลุถึงความจริง วิธีการนี้ยังคงใช้กันอยู่ในห้องเรียนสมัยใหม่ และที่น่าสนใจก็คือวิธีการเดียวกันนี้ปรากฏอยู่ในพิธีของพระชาวธิเบตที่เรียกว่า ตรรกวิภาษ คือการโต้ตอบธรรมะระหว่างพระด้วยกันเพื่อให้เข้าถึงแก่นของหลักธรรม ว่ากันว่าสืบเนื่องมาจากคำสอนในอินเดีย โดยการทำตรรกวิภาษจะแบ่งตามลำดับชั้น พระที่บวชใหม่กับพระที่แก่พรรษาจะแบ่งแยกกันศึกษาธรรมะเป็นขั้นๆ ไป

คำสอนของโสคราตีสเริ่มแพร่หลายมากขึ้นจนรัฐเริ่มรู้สึกว่ากำลังถูกท้าทายอำนาจ ว่าแล้วโสคราตีสก็ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดโทษฐานซ่องสุมกำลังพลและดูหมิ่นเทพเจ้า อันเป็นความผิดร้ายแรงต้องลงโทษด้วยการประหาร อันที่จริงปัญญาระดับเขาสามารถให้การหักล้างข้อกล่าวหาได้อย่างสบายๆ แต่โสคราตีสก็แสดงให้เห็นว่าเขาเชื่อมั่นต่อหลักการที่เขาพร่ำสอนในเรื่องของรัฐ  “หากรัฐตัดสินว่าข้าพเจ้าผิด ข้าพเจ้าก็ขอยอมรับ” เขาถูกตัดสินให้กระทำอัตวินิบาตกรรมด้วยการดื่มยาพิษ

ภาพที่นำมาเสนอคือภาพ The Death of Socrates เขียนขึ้นราวปี ค.ศ.1787 ผลงานของ ฌาค หลุยส์ เดวิด (Jacques-Louis David,1748-1825) จัดแสดงอยู่ที่ Metropolitan Museum, NY, USA.

บทความอื่นใน JANGHUMAN blog เกี่ยวกับ ฌาค หลุยส์ เดวิด

The Birth of Venus

The Birth of Venus ฝีมือของ ซานโดร บอตติเชลลี เขียนราวปี ค.ศ.1485 ปัจจุบันจัดแสดงที่อูฟฟิซี่ แกลลอรี่ (Uffizi Gallery) เมืองฟลอเรนซ์ อิตาลี

ภาพกำเนิดวีนัส (Venus) เทวีแห่งความรัก หรือเรียกตามภาษากรีกว่า อโฟรไดต์ (Aphrodite) ตามตำนานกล่าวว่าเธอผุดขึ้นมาจากฟองน้ำในท้องทะเล ก่อนจะถูกคลื่นพัดเข้าสู่ฝั่งบริเวณเกาะไซปรัส ดินแดนแถบนี้จึงเป็นเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับนาง แต่ในมหากาพย์อีเลียด ของโฮเมอร์ เล่าว่านางเป็นธิดาของมหาเทพเซอุส ที่เกิดกับนางไดโอเน่ (Dione) ทำให้เรื่องของการกำเนิดของนางยังไม่แน่ชัดนัก แต่โดยทั่วไปจะถือว่านางเกิดจากฟองน้ำจากทะเลมากกว่า

จะอย่างไรก็ตาม เทพีวีนัสก็ได้รับการยกย่องให้เลื่อนชั้นขึ้นเป็นเทพชั้นสูงบนเขาโอลิมปัส เล่ากันว่าเพียงแค่ก้าวแรกที่นางเหยียบเขาโอลิมปัส ทวยเทพต่างตะลึงงันในความงดงาม ทวยเทพทั้งหลายต่างหมายปองจะครอบครองนางไม่เว้นแม้แต่มหาเทพเซอุส แต่คนสวยเลือกได้ เทพีวีนัสไม่เล่นด้วย มหาเทพไม่พอใจอย่างมากก็เลยแก้เผ็ดด้วยการยกนางให้เป็นมเหสีของเทพวัลแคน (Valcan) เทพนักประดิษฐ์ เพื่อเป็นรางวัลที่เทพวัลแคนสร้างมหาอาวุธให้กับพระองค์ แต่ว่าเทพวัลแคนไม่ได้เหมาะสมกับความงามของนางเลยซักนิด เพราะว่าวัลแคนมีรูปร่างอัปลักษณ์แถมยังขาเป๋อีกต่างหาก นี่กระมังจึงเป็นที่มาของคำที่เขาว่า คนสวยมักคู่กับคนไม่หล่อ

เนื่องด้วยได้สามีไม่หล่อ เทพีวีนัสจึงแอบไปเป็นกิ๊กกับเทพมาร์ส (Mars) เทพเจ้าแห่งสงคราม ซึ่งทั้งสองก็มีบทบาทอยู่หลายครั้งในมหาสงครามกรุงทรอย ทั้งสองมีบุตรแลธิดา 3 องค์ องค์ที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดก็คือ คิวปิด (Cupid) หรือกามเทพนั่นเอง และด้วยที่คิวปิดเป็นเด็กติดแม่มาก เราก็เลยมักจะเห็นภาพคิวปิดในร่างของเด็กน้อยอยู่เสมอ และเมื่อมีบุตรเป็นเทพสื่อรักนี่เอง นางจึงมักจะใช้คิวปิดไปทำโน่นทำนี่เกี่ยวกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ จนสร้างเรื่องวุ่นๆ อยู่หลายหน

ผู้เขียนภาพนี้คือ ซานโดร บอตติเชลลี่ (Sandro Botticelli 1445-1510) ศิลปินชาวอิตาเลี่ยน เมื่อยังเด็ก บอตติเชลลี ได้รับการฝึกฝนเป็นช่างทอง แต่ว่าเขาสนใจการเขียนรูปมากกว่า

เมื่อโตขึ้นก็ไปเป็นลูกศิษย์ของ ฟิลิปปโป ลิปปี้ จิตรกรเอกของฟลอเรนซ์ ต่อมาก็ได้ไปฝึกฝีมือกับ เวโรคชิโอ (Verrocchio) และได้รู้จักกับ เลโอนาโด ดา วินชี (leonardo Da Vinci) บอตติเชลลีชื่นชอบการเขียนสีฝุ่น ผลงานของเขาเคยมีคนวิจารณ์ว่าผิดแบบแผนเรื่องของกายวิภาค แต่บอตติเชลลีบอกว่า ข้าไม่สนว้อย แล้วเขาก็เขียนรูปในแบบฉบับของเขา โดยไปเน้นที่การใช้สีและอารมณ์ของภาพเสียมากกว่า งานที่โดดเด่นของเขาได้แก่ Primavera และ Adoration of the Magiลองเข้าไปชมผลงานของบอตติเชลลีได้ที่นี่  http://www.artchive.com/artchive/B/botticelli.html

 

Paris and Helen : รักต้องห้ามของปารีสกับเฮเลน


Paris and Helen ผลงานของ ฌัค หลุยส์ ดาวิด ราวปี 1788 ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ประเทศฝรั่งเศส

ต่อเนื่องมาจากเรื่องก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับ ปารีส เจ้าชายตกอับ ที่ไปตัดสินกรณีพิพาทผลแอปเปิ้ลทองคำ แล้วก็เลือกให้เทพอโฟรไดต์เป็นผู้ชนะ นางจึงทำตามสัญญา นั่นคือพาปารีสไปพบกับสตรีผู้เลอโฉมที่สุดในยุคนั้น คือ เฮเลน (Helen)

หลังจากที่เทพีอโฟรไดต์ช่วยเหลือให้ปารีสกลับคืนสู่สถานะเจ้าชายแห่งทรอยแล้ว เธอก็ชี้นำให้ปารีสได้พบกับเฮเลน แล้วทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกันทันที ซึ่งบ้างก็ว่าเป็นเพราะผลแห่งศรของ คิวปิด (Cupid) ผู้บุตรแห่งนางนั่นเอง ลำพังหนุ่มสาวจะรักกันชอบกันมันก็ไม่ใช้เรื่องผิดปรกติวิสัย แต่มันน่าลำบากใจตรงที่เฮเลนไม่ใช่สาวโสดซิงๆ นางมีผู้ผัวเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว แถมยังดุเสียด้วย นั่นคือ เมเนเลอัส (Meneleus) แห่งสปาร์ต้า ด้วยไฟรักสุมอก ปารีส ลอบลักพานางมาอยู่กินกันที่กรุงทรอย ทำเอาเมเนเลอัสโกรธเกรี้ยวที่เสียเมียรักและเสมือนถูกฉีกหน้าอย่างแรง จึงชักชวนพี่ชาย อกาเมมนอน (Agamemnon) ผู้ครองกรีก ยาตราทัพบุกกรุงทรอย ให้ราบคาบ

การที่กรีฑาทัพนับแสนหวังจะชิงเอาสาวงามเพียงคนเดียวมันก็ออกจะดูเกินไปเสียหน่อย ว่ากันไปแล้วอันที่จริงการชิงนางเฮเลนนั้นเป็นเพียงเป้าหมายรองเสียมากกว่า เป้าใหญ่แท้ๆ นั่นน่าจะเป็นการยึดเอากรุงทรอยที่แสนจะอุดมสมบูรณ์ด้วยผลผลิตทางการเกษตร อีกทั้งยังเป็นมหานครที่มั่งคั่งมากในยุคนั้น เป็นเสมือนเมืองท่าพักจอดสำเภาในการค้าขาย เรียกได้ว่าใครได้ครองทรอยก็เหมือนได้เป็นเจ้าสัวใหญ่ดีๆ นี่เอง อีกทั้งพวกสปาร์ตันกับกรีก ก็หมั่นไส้พวกทรอยมาแต่เดิมอยู่แล้ว พอปารีสมาทำงามหน้าเช่นนี้เข้าให้ พวกสปาร์ตันและกรีกจึงอ้างความชอบธรรมในการขยี้ทรอยทันที 

ภาพ Paris and Helen ผลงานของ ฌาค หลุยส์ เดวิด (Jacques-Louis David,1748-1825) ศิลปินยุคนีโอคลาสสิก ภาพนี้เขียนขึ้นราวปี ค.ศ.1788 ดาวิด เป็นชาวฝรั่งเศส ได้รับการฝึกปรือฝีมือจาก ฟรองซัว บูเชอร์ (Francois Boucher) จิตรกรเอกแห่งยุคที่เป็นญาติของเขา ดาวิดเดินทางมาหาประสบการณ์ในอิตาลีอยู่หลายปีและสร้างชื่อจากผลงาน Oath fo the Haratii ต่อมาได้เข้ารับราชการในราชสำนักฝรั่งเศสในสมัยของพระเจ้านโปเลียน ผลงานชิ้นคลาสสิกที่โลกรู้จักดีอีกชิ้นก็คือ The Coronation of Napoleon, The Death of Marat  และ The Death of Socratis

ลองเข้าไปชมผลงานของ หลุยส์ ดาวิด ได้ที่นี่ http://www.artcyclopedia.com/artists/david_jacques-louis.html
 
 

 

The Judgment of Paris : คำตัดสินของปารีส

The Judgment of Paris 
 

ในภาพเป็นเหตุการณ์กรณีพิพาท “แอปเปิ้ลทองคำ” อันเป็นสาเหตุหนึ่งทีก่อให้เกิดมหาสงครามกรุงทรอยขึ้น ตามเรื่องเล่าใน มหากาพย์อีเลียด ที่ว่าด้วยสงครามกรุงทรอยนั้นยืดยาวและเต็มไปด้วยพล็อตย่อยต่างๆ มากมาย และนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่เรื่องยุ่งๆ ของเทพเจ้าเข้ามาพัวพันกับเรื่องของมนุษย์ จนเกิดหายนะขึ้น

ในงานสมรสของกษัตริย์เพเลอุส (Peleus) เจ้านครเมอร์ไมดอนส์ (Myrmidons) กับเทพีแห่งท้องทะเล เธตีส (Thetis) บรรดาเจ้านคร รวมไปถึงเหล่าทวยเทพได้รับเชิญมากันอย่างพร้อมหน้า ขาดแต่เพียง เทพีเอรีส (Iris) เทพีแห่งความขัดแย้ง ที่ไม่มีใครอยากข้องเกี่ยวด้วย เธอไม่พอใจอย่างมากที่ถูกมองข้ามไปเช่นนี้ จึงออกอุบายสร้างความวุ่นวายภายในงานเลี้ยง โดยโยนผลแอปเอิ้ลทองคำลงมากลางงานผลหนึ่ง

ลำพังเพียงแอปเปิ้ลทองคำคงไม่มีผู้ใดใส่ใจนัก หากแต่มันไม่สลักข้อความไว้ว่า “สำหรับสตรีที่งามที่สุดในปฐพี” แน่นอนว่าบรรดาสาวงามในที่นั้นทั้งมนุษย์และทวยเทพต่างหมายจะเป็น “สตรีที่งามที่สุด” แต่สุดท้ายก็คงเหลือเพียงเทพีชั้นสูงเพียงสามนางที่เข้ารอบสุดท้ายในการช่วงชิงตำแหน่ง นั่นคือ เทพีเฮรา (Hera) สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งเขาโอลิมปัส มเหสีของ มหาเทพเซอุส (Zeus), เทพีอโฟรไดต์ (Aphrodite หรือ วีนัส Venus) เทพีแห่งความรัก และ เทพีอเธน่า (Athena) เทพีแห่งปัญญา ทั้งสามทูลขอให้มหาเทพเซอุสเป็นผู้ตัดสิน เทพคณบดีรู้สึกอิหลักอิเหลื่อเป็นยิ่งนัก เกรงว่าคำตัดสินจะสร้างความไม่พอใจให้ผู้พ่ายแพ้ คิดได้ดังนั้นจึงโยนเผือกร้อนไปให้ ปารีส (Paris) เจ้าชายตกยากแห่งเมืองทรอย ให้เป็นผู้ชี้ขาด

ไม่ว่ามนุษย์เดินดินหรือเทพเดินอากาศต่างก็ยังไม่หมดซึ่งกิเลส บรรดาเทพีทั้งสามต่างติดสินบนปารีสเพื่อตัดสินให้ตนเป็นผู้ชนะ เทพเฮราสัญญาว่าจะให้ปารีสเป็นยอดขุนศึกมีชัยเหนือกองทัพกรีก เทพีอเธน่าสัญญาว่า จะช่วยให้ปารีสได้ครอบครองดินแดนทั้งเอเชียและยุโรป (ในสมัยนั้นก็คือเกือบครึ่งโลก) ทางฝ่ายเทพีอโฟรไดต์ อ้างว่าตนเป็นเพียงเทพแห่งความรัก ไม่มีอำนาจจะบันดาลความยิ่งใหญ่ใดๆ ให้ได้ หากแต่ถ้าปารีสตัดสินให้นางเป็นผู้ชนะแล้วไซร้ นางสัญญาว่าจะให้ปารีสได้ครอบครองสตรีผู้เลอโฉมที่สุดแห่งยุค แน่นอนว่าปารีสหน้าหม้อติดสินให้เทพีอโฟรไดต์เป็นผู้ชนะ

นี่เองจึงเป็นที่มาของการเข้าข้างของฝ่ายทวยเทพในการสงครามแห่งกรุงทรอย โดยเทพีอโฟรไดต์พร้อมด้วยสวามี เทพมาร์ส (Mars) ถือหางข้างทรอย ส่วนเทพีผู้พ่ายแพ้ทั้งสองก็หันมาช่วยฝ่ายกรีก สงครามเริ่มบานปลายจากการเข้ามายุ่งเกี่ยวของทวยเทพ จนที่สุดมหาเทพเซอุสจึงมีประกาศิตห้ามเหล่าเทพยื่นมือเข้าไปยุ่งกับสงครามของพวกมนุษย์ และผลของสงครามลงเอยเช่นไรคงจะทราบกันดี

The Judgment of Paris เป็นผลงานของ ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ (Peter Paul Rubens 1577-1640) จิตรกรเอกแห่งยุคบาโรค (Baroque ช่วงต้นศตวรรษที่ 17) ชาวเฟลมิช (ชนชาติฮอลแลนด์-เบลเยี่ยม โดยในสมัยนั้นทั้งสองชาตินี้ยังรวมเป็นประเทศเดียวกัน)  เขียนขึ้นราว ค.ศ. 1636 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่หอศิลป์แห่งชาติ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ รูเบนส์ใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในเวนิช อิตาลี เขาพัฒนารูปแบบการเขียนภาพจากสมัยเรอเนวซองส์มาเป็นแนวเฉพาะของตนเอง ที่เห็นได้ชัดคือฝีแปรงที่เน้นเส้นสายฉวัดเฉวียน พริ้วไหว โค้งมน ราวกับภาพกำลังเคลื่อนไหว ผลงานชิ้นเด่นๆ ของรูเบนส์ นอกจาก The Judgment of Paris แล้ว ก็มี Massacre of the Innocents, Fall of Phaeton, The Crucifixion of Christ According เป็นต้น


ลองเข้าไปชมผลงานของ รูเบนส์ ได้ที่นี่
http://www.artcyclopedia.com/artists/rubens_peter_paul.html