ท่านคงเคยได้ยินเรื่องของคนโชคดีแบบที่เรียกว่า “ราชรถมาเกย” แต่สำหรับ ท้าวกอร์เดียส คงต้องเรียกใหม่ว่า “ขับราชรถไปเกย”
นครฟรีเจีย (Phrygia) ในยุคโบราณ (อยู่บริเวณตอนกลางของประเทศกรีกในปัจจุบัน) เกิดตกอยู่ในภาวะขาดผู้นำ คือไม่มีกษัตริย์ปกครอง จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามแต่ ชาวเมืองต่างพากันทุกข์ร้อนเมื่อไม่มีผู้นำขึ้นปกครองบ้านเมือง บรรดาโหรหลวงก็ให้คำทำนายไว้ว่า ต่อเมื่อมีผู้มีบุญขับรถเข้ามาในประตูเมืองผู้นั้นคือผู้ที่สมควรขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองนครฟรีเจีย ประจวบเหมาะที่ท้าวกอร์เดียสที่ตอนนั้นยังเป็นเพียงคนธรรมดาพาลูกเมียเดินทางเข้ามาในเมืองพอดี ชาวเมืองจึงเชิญให้กอร์เดียสขึ้นครองบัลลังก์ฟรีเจียนับแต่นั้นมา
เมื่อได้ครองเมืองแล้ว ท้าวกอร์เดียสจึงได้นำเอารถที่ขับมานั้นขึ้นถวายแด่เทพเจ้าในศาลเจ้าประจำเมือง โดยผูกรถติดไว้ในศาลเจ้าด้วยเงื่อนที่ซับซ้อนแน่นหนาและซ่อนปลายอย่างมิดชิดเพื่อมิให้มีผู้ใดแก้ได้ ต่อมามีคำพยากรณ์ไว้ว่าหากผู้ใดสามารถแก้ปมเงื่อนนี้ได้ผู้นั้นจะเป็นผู้มีบุญญาธิการครอบครองเอเชียทั้งมวลได้ จึงมีวีรบุรุษหลายรายพยายามแก้ปมนี้ให้สำเร็จ แต่ก็ล้มเหลวทุกรายไป
จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ( Alexander the Great) พระองค์กรีฑาทัพไปทุกแว่นแคว้นจนมาถึงเขตเมืองฟรีเจีย เมื่อได้ทราบถึงตำนานดังกล่าว พระองค์ก็ประสงค์จะลองแก้ปมนี้บ้าง ทรงพยายามแก้อยู่นานก็ไม่สำเร็จจึงชักดาบฟันปมขาดเป็นสองท่อนด้วยความหงุดหงิดพระทัย
ต่อมาพระองค์ได้กรีฑาทัพยึดดินแดนต่างๆ อย่างกว้างขวางชนิดที่ไม่มีใครต่อกรด้วยได้ จนขยายอาณาเขตมาถึงอินเดีย นับว่าพระองค์ได้ครองเอเชียทั้งมวล (ในยุคนั้นเชื่อกันว่าอินเดียคือจุดสิ้นสุดของเอเชียแล้ว) จึงตีความกันว่าการที่พระองค์ฟันปมนั้นขาดก็เสมือนกันเป็นผู้ที่แก้ปมนั้นได้สำเร็จและได้ครองเอเชียทั้งมวลสมดังคำทำนาย
คำว่า ปมกอร์เดียน หรือ Gordian Knot จึงเป็นสำนวนในภาษาอังกฤษที่เปรียบเทียบถึงเหตุการณ์ที่ซับซ้อนวุ่นวายยากที่จะแก้ไขได้ หรืออะไรๆ ที่มันยุ่งเหยิงมากๆ เหมือนปมที่ท้าวกอร์เดียสผูกเอาไว้ นอกจากนี้ Gordius ยังใช้เรียกชื่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ ซึ่งมีลักษณ์เหมือนเส้นด้ายที่ขมวดเป็นก้อนอย่างยุ่งเหยิงเหมือนปมเชือกไม่มีผิด
ภาพประกอบด้านบนสุดนั้นเป็นผลงานของ Jean-Simon Berthélemy (๑๗๔๓-๑๘๑๑) จิตกรชาวฝรั่งเศส ชื่อภาพ Alexander Cuts the Gordian Knot เป็นภาพเหตุการณ์ตอนที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์กำลังตัดปมกอร์เดียส ปัจจุบันภาพนี้เก็บรักษาไว้ที่ École des Beaux-Arts กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส







ผู้เขียนภาพนี้คือ ซานโดร บอตติเชลลี่ (Sandro Botticelli 1445-1510) ศิลปินชาวอิตาเลี่ยน เมื่อยังเด็ก บอตติเชลลี ได้รับการฝึกฝนเป็นช่างทอง แต่ว่าเขาสนใจการเขียนรูปมากกว่า 


The Judgment of Paris เป็นผลงานของ ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ (Peter Paul Rubens 1577-1640) จิตรกรเอกแห่งยุคบาโรค (Baroque ช่วงต้นศตวรรษที่ 17) ชาวเฟลมิช (ชนชาติฮอลแลนด์-เบลเยี่ยม โดยในสมัยนั้นทั้งสองชาตินี้ยังรวมเป็นประเทศเดียวกัน) เขียนขึ้นราว ค.ศ. 1636 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่หอศิลป์แห่งชาติ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ รูเบนส์ใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในเวนิช อิตาลี เขาพัฒนารูปแบบการเขียนภาพจากสมัยเรอเนวซองส์มาเป็นแนวเฉพาะของตนเอง ที่เห็นได้ชัดคือฝีแปรงที่เน้นเส้นสายฉวัดเฉวียน พริ้วไหว โค้งมน ราวกับภาพกำลังเคลื่อนไหว ผลงานชิ้นเด่นๆ ของรูเบนส์ นอกจาก The Judgment of Paris แล้ว ก็มี Massacre of the Innocents, Fall of Phaeton, The Crucifixion of Christ According เป็นต้น