คราวนี้จะไปดูมิวเซียมเล็กๆ อีกแห่งหนึ่ง เป็นมิวเซียมเอกชน ก็คือของส่วนตัวนั่นแหละที่บังเอิญเจ้าของเขามีทุนรอน เก็บมากเข้าๆ ก็เลยเปิดเป็นมิวเซียมแม่งเลย เข้าใจว่าน่าจะได้รับการส่งเสริมจากท้องถิ่นพอสมควร เพราะมิวเซียมที่นี่ต่อให้เล็กแค่ไหน ถ้าน่าสนใจเขาก็จะช่วยประชาสัมพันธ์ให้เต็มที่ อย่างในโบรชัวร์ แผนที่ท่องเที่ยวไม่ว่าจะใครผลิตก็มักจะใส่ที่ตั้งของมิวเซียมเหล่านี้เอาไว้ให้เสมอ ซึ่งมันก็น่าดูจริงๆ นั่นแหละ
มิวเซียมแห่งนี้ขอเรียกว่า มิวเซียมกุ๊กไก่ ก็เพราะมันมีแต่ไก่น่ะสิ ชื่อเต็มๆ ของเขาคือ Seoul Museum of Chicken Art หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะจากไก่ ชื่อก็แปลกดีแท้ เลยตั้งใจไว้แต่ต้นว่ามาที่นี่ต้องไปดูให้ได้ พอมาดูจริงๆ แล้วแม้จะไม่อลังอย่างที่คาดแต่ก็ได้เห็นความตั้งใจของคนที่เขามีความรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างจริงจัง ก็เป็นแรงบันดาลใจดีๆ ให้กับตัวเองได้เหมือนกัน
บริเวณทางเข้า เป็นตึกแถวธรรมดาๆ นี่แหละ
อาเฮียคนนี้แหละที่เป็นเจ้าของ นำชมด้วยตัวเองเลยนะเนี่ย
พื้นที่แถวนี้เคยเล่าไปแล้วตอนที่พาไปดูพิพิธภัณฑ์ปมเชือก คืออยู่แนวเดียวกัน ถ้าดูในแผนที่ก็จะรู้สึกไม่เท่าไหร่ แต่พอเดินจริงๆ ก็ไกลชิบหอย เดินจนเกือบจะเลิก เพราะบ่ายมากแล้ว บรรยากาศบ่ายแก่ๆ มันเที่ยวไม่สนุก คุณรู้สึกไหม ผมว่าช่วงสายๆ นี่แหละกำลังดี พอตกบ่ายคล้อย มันก็เริ่มจะหมดแรง
เดิมทีตั้งใจไปดูวังแต่เงินใกล้หมด คิดว่าข้างในวังมันก็คงเหมือนๆ กัน เลยตัดสินใจเดินเที่ยวรอบๆ ดีกว่า เดินมาไกลโคตรจนเริ่มจะไม่ไหวละ บังเอิญเจอศูนย์นักท่องเที่ยวพอดี เลยเข้าไปของแผนที่แล้วก็ถามไถ่ ปรากฏว่าเกือบแล้ว ใกล้ถึงพิพิธภัณฑ์ปมเชือกแล้ว เจ้าหน้าที่ก็น่ารักใจหาย บอกเสร็จสรรพว่าไปอีกหน่อยก็มีอะไรให้ดูอีกเพียบ แต่ในใจน่ะคิดว่าอีกสองที่กูก็จะกลับแล้ว เหนื่อยชิบ
เสียดายที่มาบ่าย ดูปมเชือกได้เดี๋ยวเดียว ใกล้ๆ กันมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้าน แต่เดินเข้าไปได้ก้าวเดียว เจ้าหน้าที่บอก ปิดแล้วเว้ย เลยเดินชมบ้านเมือง แถวนั้นเขาเรียก Bukchon เป็นชุมชนเก่าแก่ของโซล บ้านเมืองยังมีแบบโบราณให้เห็นอยู่ แต่ถ้าติดถนนใหญ่ก็จะเป็นตึกใหม่ๆ ไปเสียหมด
เดินมาอีกพอเมื่อยก็เจอซักที พิพิธภัณฑ์กุ๊กไก่ จ่ายเงินเสร็จสรรพ ๓ พันวอน เป็นค่าบำรุง เจ้าของก็พาทัวร์เองเลย เขาบอกว่าเขาคือเจ้าของนะครับ หรืออาจจะมีเจ้าของหลายคนก็ได้ เพราะลองกลับมาค้นหาข้อมูลดูมันไม่ใช่คนนี้นี่หว่า แต่ก็ช่างเถอะ เขาก็ต้อนรับอย่างเต็มที่ บ่ายวันนั้นเงียบสนิท ไม่มีคนเดินผ่านเลย ผมเข้าไปคนเดียวแกก็ยังกุลีกุจอมาต้อนรับ เสียอย่างเดียวว่าภาษาอังกฤษของแกฟังยากโคตรๆ ไอ้เราก็พอฟังภาษาอังกฤษได้หรอกน่า แต่ไอ้ที่ลุงแกพูดมานี่ฟังไม่รู้เรื่องจริงๆ
ไม้แกะสลักรูปไก่ เรียงรายอยู่เป็นสิบ แกว่าเขาเอาไว้ประดับหีบศพ
อันนี้คือหีบศพของจริง ถ่ายมาจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่วังเคียงบก
รูปไก่จะอยู่บริเวณชั้นกลาง
ที่นี่มีเนื้อที่กะทัดรัด ดูไปก็เป็นตึกแถวธรรมดา เอาดัดแปลงเป็นมิวเซียม ในนี้เต็มไปด้วยไก่ งานศิลปะ ภาพเขียน ประติมากรรม ตู้ เก้าอี้ โคมไฟ ตุ๊กตา คือห่าอะไรที่เป็นไก่ เค้าก็สะสมไว้หมด น่าจะมีหลายพันชิ้นเชียวล่ะ บางชิ้นก็ธรรมดา บางชิ้นก็สวยน่ารัก และบางชิ้นก็เก่าแก่มากๆ
ขอเก่าเขาเอาขึ้นไปเก็บชั้นสอง ลุงแกอวดตู้ใบเขื่องอายุร้อยกว่าปี สงสัยว่าแม่งใส่อะไรมาก่อนรึเปล่าวะ ดูสยองๆ ชอบกล แล้วแกก็อวดถึงเหตุผลว่าทำไมถึงได้คลั่งไคล้ไก่นักหนา ก็คือแกบอกว่าเพราะไก่เนี่ยมันปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมของบ้านเขามานมนาน หมวกของเสนาบดีทั้งหลายก็ประดับด้วยขนไก่ ซึ่งมีรูปร่างลักษณ์คล้ายหงอนไก่ ไก่มีความอดทนและมีอาวุธที่เฉียบคม มีความเป็นนักสู้ และมีความซื่อสัตย์ ว่าไปนั่น
เห็นมีไม้แกะเป็นรูปไก่อยู่ค่อนข้างเยอะ สงสัยว่ามันเอาไว้ทำอะไร แกบอกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของหีบบรรจุศพ แต่บรรจงแกะประดับประดาซะสวยงาม แล้วก็จะหามแบกกันไปประกอบพิธีทางศาสนา ตัวโลงหรือหีบที่นี่มีเป็นภาพถ่ายเอาไว้ แต่ของจริงนั้นผมมาเห็นที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่วังเคียงบก ดูอลังการแบบแปลกๆ สวยก็สวยดีหรอก แต่ดูเหมือนจะเหมาะสำหรับประกอบพิธีกรรมอะไรซักอย่างมากกว่าเอาแค่สวยอย่างเดียว
จากนั้นก็เดินชมของสะสมไปทั่ว มีที่น่าสนใจอยู่หลายชิ้น ส่วนใหญ่จะเป็นงานประติมากรรมเก่าๆ ที่ไม่รู้แกไปกวาดต้อนมาจากที่ไหน ส่วนชั้นล่างจะเป็นพวกของสะสมกระจุกกระจิก บรรดาสาวๆ น่าจะชอบ เป็นพวกตุ๊กตากระเบื้องบ้าง ไม้บ้าง ดินเผาบ้าง ดูแล้วแกก็ช่างสรรหามาเก็บไว้เสียจริงเชียว เดินไปเดินมาเจอชิ้นหนึ่งแกอวดว่าเป็นของที่ได้มาจากพม่า แล้วก็อวดว่าแกรู้จักตำนานไก่ชนของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชด้วย ทีแรกก็ฟังตั้งนานว่าหมายถึงใคร เพราะฟังไม่รู้เรื่องจริงๆ แต่คนไทยเราก็คุ้นเคยดีเรื่องไก่ชนนี้ก็เลยอ๋อในตอนท้าย แล้วก็นึกได้ว่าบ้านเราก็ขึ้นชื่อเรื่องไก่ แต่ทำไมของสะสมของแกกลับไม่มีที่มาจากเมืองไทยบ้าง ถ้ามีโอกาสคราวหน้ากะว่าจะเอาไปฝากแกซักชิ้น … แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่นะลุง
ตรงนี้คือบริเวณที่จัดแสดงชั้น ๑ จัดแบบง่ายๆ เอาตู้มาโชว์ธรรมดาๆ
เจ้าตัวนี้ขนาดมหึมามาก เป็นไม้ทั้งดุ้น ลองเทียบกับขนาดโต๊ะดูสิ
โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์นิทรรศการแบบต่างๆ
เข้าใจว่าน่าจะมีการจัดแสดงทุกๆ ปี
ภาพนี้เอามาจากในเว็บ มีการร่วมมือกับโรงเรียนในท้องถิ่น
จัดกิจกรรมให้เด็กๆ เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนรู้จักศิลปะ …ยอดจริงๆ
ก่อนจากก็ลงชื่อเป็นที่ระลึกซักหน่อย แอบดูแล้วว่าวันนั้นมีผมเป็นคนเดียวที่มาชมมิวเซียมของแก ย้อนไปหนึ่งอาทิตย์ก่อนหน้าก็มีไม่ถึงสิบ หรือเขาอาจจะไม่ได้ลงชื่อไว้ก็ได้มั้ง ระหว่างนั้นมีสองสาวมาจากฮ่องกงเข้ามาชม แกเลยส่งผมแค่ตรงด้านล่าง ก็เลยถือโอกาสเดินชมออฟฟิศ มีเจ้าหน้าที่กำลังแพ็กของใส่ซอง คงเป็นของที่ระลึกสำหรับขายหรือแจกนี่แหละ เยอะมาก น่าจะถึง ๕๐๐ ชิ้นได้ ในตู้ก็ยังมีของที่ระลึกพวกแก้วน้ำ พวงกุญแจ เสื้อยืด จำหน่าย แต่ดูแล้วราคาสู้ไม่ไหวจริงๆ
ใครสนใจก็ลองเข้าไปชมเว็บไซต์ของที่นี่ได้ที่ www.kokodac.com แต่ก็น่าเสียดายที่เป็นภาษาเกาหลีอีกแล้ว

















































