Tag Archives: พิพิธภัณฑ์

มิวเซียมกุ๊กไก่…ความพยายามของคนคลั่งไก่

คราวนี้จะไปดูมิวเซียมเล็กๆ อีกแห่งหนึ่ง เป็นมิวเซียมเอกชน ก็คือของส่วนตัวนั่นแหละที่บังเอิญเจ้าของเขามีทุนรอน เก็บมากเข้าๆ ก็เลยเปิดเป็นมิวเซียมแม่งเลย เข้าใจว่าน่าจะได้รับการส่งเสริมจากท้องถิ่นพอสมควร เพราะมิวเซียมที่นี่ต่อให้เล็กแค่ไหน ถ้าน่าสนใจเขาก็จะช่วยประชาสัมพันธ์ให้เต็มที่ อย่างในโบรชัวร์ แผนที่ท่องเที่ยวไม่ว่าจะใครผลิตก็มักจะใส่ที่ตั้งของมิวเซียมเหล่านี้เอาไว้ให้เสมอ ซึ่งมันก็น่าดูจริงๆ นั่นแหละ

มิวเซียมแห่งนี้ขอเรียกว่า มิวเซียมกุ๊กไก่ ก็เพราะมันมีแต่ไก่น่ะสิ ชื่อเต็มๆ ของเขาคือ Seoul Museum of Chicken Art หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะจากไก่ ชื่อก็แปลกดีแท้ เลยตั้งใจไว้แต่ต้นว่ามาที่นี่ต้องไปดูให้ได้ พอมาดูจริงๆ แล้วแม้จะไม่อลังอย่างที่คาดแต่ก็ได้เห็นความตั้งใจของคนที่เขามีความรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างจริงจัง ก็เป็นแรงบันดาลใจดีๆ ให้กับตัวเองได้เหมือนกัน

บริเวณทางเข้า เป็นตึกแถวธรรมดาๆ นี่แหละ

อาเฮียคนนี้แหละที่เป็นเจ้าของ นำชมด้วยตัวเองเลยนะเนี่ย

พื้นที่แถวนี้เคยเล่าไปแล้วตอนที่พาไปดูพิพิธภัณฑ์ปมเชือก คืออยู่แนวเดียวกัน ถ้าดูในแผนที่ก็จะรู้สึกไม่เท่าไหร่ แต่พอเดินจริงๆ ก็ไกลชิบหอย เดินจนเกือบจะเลิก เพราะบ่ายมากแล้ว บรรยากาศบ่ายแก่ๆ มันเที่ยวไม่สนุก คุณรู้สึกไหม ผมว่าช่วงสายๆ นี่แหละกำลังดี พอตกบ่ายคล้อย มันก็เริ่มจะหมดแรง

เดิมทีตั้งใจไปดูวังแต่เงินใกล้หมด คิดว่าข้างในวังมันก็คงเหมือนๆ กัน เลยตัดสินใจเดินเที่ยวรอบๆ ดีกว่า เดินมาไกลโคตรจนเริ่มจะไม่ไหวละ บังเอิญเจอศูนย์นักท่องเที่ยวพอดี เลยเข้าไปของแผนที่แล้วก็ถามไถ่ ปรากฏว่าเกือบแล้ว ใกล้ถึงพิพิธภัณฑ์ปมเชือกแล้ว เจ้าหน้าที่ก็น่ารักใจหาย บอกเสร็จสรรพว่าไปอีกหน่อยก็มีอะไรให้ดูอีกเพียบ แต่ในใจน่ะคิดว่าอีกสองที่กูก็จะกลับแล้ว เหนื่อยชิบ

เสียดายที่มาบ่าย ดูปมเชือกได้เดี๋ยวเดียว ใกล้ๆ กันมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้าน แต่เดินเข้าไปได้ก้าวเดียว เจ้าหน้าที่บอก ปิดแล้วเว้ย เลยเดินชมบ้านเมือง แถวนั้นเขาเรียก Bukchon เป็นชุมชนเก่าแก่ของโซล บ้านเมืองยังมีแบบโบราณให้เห็นอยู่ แต่ถ้าติดถนนใหญ่ก็จะเป็นตึกใหม่ๆ ไปเสียหมด

เดินมาอีกพอเมื่อยก็เจอซักที พิพิธภัณฑ์กุ๊กไก่ จ่ายเงินเสร็จสรรพ ๓ พันวอน เป็นค่าบำรุง เจ้าของก็พาทัวร์เองเลย เขาบอกว่าเขาคือเจ้าของนะครับ หรืออาจจะมีเจ้าของหลายคนก็ได้ เพราะลองกลับมาค้นหาข้อมูลดูมันไม่ใช่คนนี้นี่หว่า แต่ก็ช่างเถอะ เขาก็ต้อนรับอย่างเต็มที่ บ่ายวันนั้นเงียบสนิท ไม่มีคนเดินผ่านเลย ผมเข้าไปคนเดียวแกก็ยังกุลีกุจอมาต้อนรับ เสียอย่างเดียวว่าภาษาอังกฤษของแกฟังยากโคตรๆ ไอ้เราก็พอฟังภาษาอังกฤษได้หรอกน่า แต่ไอ้ที่ลุงแกพูดมานี่ฟังไม่รู้เรื่องจริงๆ

ไม้แกะสลักรูปไก่ เรียงรายอยู่เป็นสิบ แกว่าเขาเอาไว้ประดับหีบศพ

อันนี้คือหีบศพของจริง ถ่ายมาจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่วังเคียงบก
รูปไก่จะอยู่บริเวณชั้นกลาง

ที่นี่มีเนื้อที่กะทัดรัด ดูไปก็เป็นตึกแถวธรรมดา เอาดัดแปลงเป็นมิวเซียม ในนี้เต็มไปด้วยไก่ งานศิลปะ ภาพเขียน ประติมากรรม ตู้ เก้าอี้ โคมไฟ ตุ๊กตา คือห่าอะไรที่เป็นไก่ เค้าก็สะสมไว้หมด น่าจะมีหลายพันชิ้นเชียวล่ะ บางชิ้นก็ธรรมดา บางชิ้นก็สวยน่ารัก และบางชิ้นก็เก่าแก่มากๆ

ขอเก่าเขาเอาขึ้นไปเก็บชั้นสอง ลุงแกอวดตู้ใบเขื่องอายุร้อยกว่าปี สงสัยว่าแม่งใส่อะไรมาก่อนรึเปล่าวะ ดูสยองๆ ชอบกล แล้วแกก็อวดถึงเหตุผลว่าทำไมถึงได้คลั่งไคล้ไก่นักหนา ก็คือแกบอกว่าเพราะไก่เนี่ยมันปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมของบ้านเขามานมนาน หมวกของเสนาบดีทั้งหลายก็ประดับด้วยขนไก่ ซึ่งมีรูปร่างลักษณ์คล้ายหงอนไก่ ไก่มีความอดทนและมีอาวุธที่เฉียบคม มีความเป็นนักสู้ และมีความซื่อสัตย์ ว่าไปนั่น

เห็นมีไม้แกะเป็นรูปไก่อยู่ค่อนข้างเยอะ สงสัยว่ามันเอาไว้ทำอะไร แกบอกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของหีบบรรจุศพ แต่บรรจงแกะประดับประดาซะสวยงาม แล้วก็จะหามแบกกันไปประกอบพิธีทางศาสนา ตัวโลงหรือหีบที่นี่มีเป็นภาพถ่ายเอาไว้ แต่ของจริงนั้นผมมาเห็นที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่วังเคียงบก ดูอลังการแบบแปลกๆ สวยก็สวยดีหรอก แต่ดูเหมือนจะเหมาะสำหรับประกอบพิธีกรรมอะไรซักอย่างมากกว่าเอาแค่สวยอย่างเดียว

จากนั้นก็เดินชมของสะสมไปทั่ว มีที่น่าสนใจอยู่หลายชิ้น ส่วนใหญ่จะเป็นงานประติมากรรมเก่าๆ ที่ไม่รู้แกไปกวาดต้อนมาจากที่ไหน ส่วนชั้นล่างจะเป็นพวกของสะสมกระจุกกระจิก บรรดาสาวๆ น่าจะชอบ เป็นพวกตุ๊กตากระเบื้องบ้าง ไม้บ้าง ดินเผาบ้าง ดูแล้วแกก็ช่างสรรหามาเก็บไว้เสียจริงเชียว เดินไปเดินมาเจอชิ้นหนึ่งแกอวดว่าเป็นของที่ได้มาจากพม่า แล้วก็อวดว่าแกรู้จักตำนานไก่ชนของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชด้วย ทีแรกก็ฟังตั้งนานว่าหมายถึงใคร เพราะฟังไม่รู้เรื่องจริงๆ แต่คนไทยเราก็คุ้นเคยดีเรื่องไก่ชนนี้ก็เลยอ๋อในตอนท้าย แล้วก็นึกได้ว่าบ้านเราก็ขึ้นชื่อเรื่องไก่ แต่ทำไมของสะสมของแกกลับไม่มีที่มาจากเมืองไทยบ้าง ถ้ามีโอกาสคราวหน้ากะว่าจะเอาไปฝากแกซักชิ้น … แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่นะลุง

ตรงนี้คือบริเวณที่จัดแสดงชั้น ๑ จัดแบบง่ายๆ เอาตู้มาโชว์ธรรมดาๆ

เจ้าตัวนี้ขนาดมหึมามาก เป็นไม้ทั้งดุ้น ลองเทียบกับขนาดโต๊ะดูสิ

โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์นิทรรศการแบบต่างๆ
เข้าใจว่าน่าจะมีการจัดแสดงทุกๆ ปี

ภาพนี้เอามาจากในเว็บ มีการร่วมมือกับโรงเรียนในท้องถิ่น
จัดกิจกรรมให้เด็กๆ เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนรู้จักศิลปะ …ยอดจริงๆ

ก่อนจากก็ลงชื่อเป็นที่ระลึกซักหน่อย แอบดูแล้วว่าวันนั้นมีผมเป็นคนเดียวที่มาชมมิวเซียมของแก ย้อนไปหนึ่งอาทิตย์ก่อนหน้าก็มีไม่ถึงสิบ หรือเขาอาจจะไม่ได้ลงชื่อไว้ก็ได้มั้ง ระหว่างนั้นมีสองสาวมาจากฮ่องกงเข้ามาชม แกเลยส่งผมแค่ตรงด้านล่าง ก็เลยถือโอกาสเดินชมออฟฟิศ มีเจ้าหน้าที่กำลังแพ็กของใส่ซอง คงเป็นของที่ระลึกสำหรับขายหรือแจกนี่แหละ เยอะมาก น่าจะถึง ๕๐๐ ชิ้นได้ ในตู้ก็ยังมีของที่ระลึกพวกแก้วน้ำ พวงกุญแจ เสื้อยืด จำหน่าย แต่ดูแล้วราคาสู้ไม่ไหวจริงๆ

ใครสนใจก็ลองเข้าไปชมเว็บไซต์ของที่นี่ได้ที่ www.kokodac.com แต่ก็น่าเสียดายที่เป็นภาษาเกาหลีอีกแล้ว

ปิ๊งสาวชุดแดงที่แอฟริกันมิวเซียม

ออกจากเคียงบกออกมาด้านข้าง เป็นถนนที่เต็มไปด้วยแกลอรี่ ดูตามแผนที่แล้วเขาว่ามันอยู่แถวๆ นี้ แต่ก็ยังหาไม่ยักเจอ พยายามเดินช้าๆ มองดูให้ละเอียดจนที่สุดก็เจอจนได้ แว้บแรกเล่นเอาอึ้งเล็กน้อยเพราะมันซ่อนตัวอยู่จนแทบมองไม่เห็น ดูไปดูมามันตึกแถวแคบๆ นี่หว่า ซุกตัวอยู่ในหลืบหนึ่ง ด้านล่างเป็นคอฟฟี่ช็อปแต่แหงนหน้าขึ้นไปก็จะเห็นคัตเอาท์รูปหน้ากากแอฟริกันอันเบ้อเริ่ม มั่นใจว่าถึงแล้วเว้ย

เดินมาจากวังเคียงบก ข้ามฝั่งถนนมาก็เจอร้านหนังสือเบ้อเริ่มเทิ่ม แต่ไม่ได้แวะเข้าไป

ตั้งแต่หัวถนนจะมีแกลอรี่เรียงรายตลอดทาง เป็นถนนสายศิลปะจริงๆ
อันนี้เป็นอีกแกลอรี่หนึ่งที่เท่มาก

ในซอยป้ายสีดำนั่นแหละคือ African Museum Art แทบมองไม่เห็น
เงยหน้าด้านบนจะเห็นคัตเอาท์รูปหน้ากากแอฟริกัน
ข้างๆ กันคือร้านกาแฟน่ารัก ใช้ถ่ายแบบด้วย เห็นในเน็ตเขาเอามาโปรโมท

ชื่ออย่างเป็นทางการของเขาคือ African Museum Art เดินขึ้นไปท่ามกลางความเงียบงัน สงสัยอยู่ว่ามันเปิดรึเปล่าวะ เข้าไปถึงตัวมิวเซียมก็ไม่มีใครเลย เก้ๆ กังๆ พักนึงก็มีสาวน้อยชุดแดงโผล่หน้ามา จับได้ว่าเขามองจากกล้อง CCTV เจราจากับแป๊บนึงก็จ่ายเงินค่าเข้าชม แล้วหล่อนก็เปิดไฟเปิดแอร์ให้ ประมาณว่ามันไม่มีคนมา จะเปิดไฟเปิดแอร์ทิ้งไว้ก็เปลือง อ้าว นี่กูมารบกวนเขารึเปล่านี่

ภายในกะทัดรัดมาก กะว่าเดินสิบห้านาทีก็หมด สาวชุดแดงก็พาเดินเข้ามาแนะนำโนนี่ แปลกใจที่เธอบอกว่าชมเสร็จแล้วให้เดินขึ้นไปชั้นบนต่อนะจ้ะ แล้วเธอก็จากไป

มิวเซียมที่นี่เป็นของอาจารย์ศิลปะท่านหนึ่ง จากที่คุยกับสาวชุดแดงได้ความว่าเป็นอาจารย์ที่บิ๊กพอสมควร เป็นคนที่หลงใหลได้ปลื้มกับงานศิลปะแอฟริกัน เลยสะสมขวนขวายมาได้มากมายจนเปิดเป็นมิวเซียม และก็เช่นเดิมคือได้รับความใส่ใจและการสนับสนุนจากทางการ ชิ้นงานส่วนใหญ่เป็นประติมากรรมทั้งจากไม้และจากโลหะ ก็เป็นสไตล์แอฟริกันที่เราคุ้นๆ กันคือเป็นภาพคนเสียส่วนใหญ่ มีรูปร่างและสัดส่วนที่แปลกตา บางชิ้นดูท่าทางจะเก่าพอดู มีชิ้นหนึ่งตรงทางเข้า ใหญ่มาก เป็นรูปสตรีแอฟริกัน ประดับประดาเสียสวยเชียว

ประติมากรรมโลหะรูปสตรีแอฟริกันขนาดมหึมายืนต้อนรับหน้ามิวเซียม

ภายในตกแต่งแบบธรรมดาๆ แต่ก็ดูเป็นระเบียบ
เสียดายที่ป้ายบรรยายเป็นภาษาเกาหลีทั้งหมด

อันนี้เป็นงานไม้ สังเกตดีๆ จะเห็นภาพรวมอย่างนึง …

มาถึงตรงนี้สาวเจ้าก็อายม้วนเพราะหลังคามันรั่ว ต้องเอาถังมารอง ดูบ้านๆ ดี

ถัดเข้ามาด้านในเจอกับภาพเขียนสีน้ำและลายเส้น สวยมากๆ เขาขายด้วยเห็นราคาแล้วก็สะดุ้ง ราคาหลักแสนวอนทั้งนั้น แต่สวยจริงๆ ลายเส้นง่ายๆ แต่ได้ใจความ มีอยู่ชิ้นหนึ่งเป็นภาพชุมชนที่ไหนซักที่ ลายเส้นงี้ละเอียดยิบเลย เขาใช้ปากกาหมึกซึมเส้นเล็กๆ เซียนมากๆ

คุยกับสาวสวยชุดแดงได้ความว่าเธอเป็นคนดูแลที่นี่และเป็นผู้ออกแบบการจัดแสดงทั้งหมด ว้าว…ดูแล้วอายุไม่น่าถึง ๓๐ ยิ้มตลอดเวลา หน้าแบบเกาลี้เกาหลี

เดินดูไปเรื่อยๆ ก็เจอะเข้ากับถังน้ำ !! คือหลังคามันรั่ว สาวเจ้าก็ยิ้มอายๆ ประมาณว่าอย่าไปสนใจมันเลยนะ ถามดูก็รู้ว่ากำลังหางบมาซ่อมอยู่ น่ารักดี จัดกันแบบง่ายๆ ใช้พื้นที่นิดเดียว แถมหลังคายังรั่วเสียอีก แต่ก็ให้อภัยจากความตั้งใจของเจ้าของมิวเซียมนี่แหละ

บันไดวนขึ้นไปดาดฟ้า ประดับด้วยโปสเตอร์งานแสดงศิลปะแอฟริกันบ้าง
คอนเสิร์ตบ้าง ชอบสีสันและลวดลายสไตล์แอฟริกัน ดูเป็นเอกลักษณ์

ขึ้นมาก็จ๊ะเอ๋กับออฟฟิศน่ารัก น่าอยู่เชียว ต่อเติมเป็นห้องแบบง่ายๆ
พื้นที่ที่เหลือก็ยังอุตส่าห์จัดแสดงผลงาน

ดูจนหมดแล้วก็เลยเดินซอกแซกไปเจอบันไดวนขึ้นไปดาดฟ้า ชั่งใจอยู่ว่าจะขึ้นไปดีมั้ยวะ ก็เธอบอกว่าให้ขึ้นไปนี่หว่า ก็เลยเปิดประตูดาดฟ้าโชะเข้าให้ โอ้โห … อึ้งเลย ดาดฟ้าเล็กๆ แห่งนั้นเป็นสถานที่ที่รู้สึกประทับใจมากๆ ตั้งแต่มาเกาหลีครั้งนี้

สาวชุดแดงยิ้มแฉ่งวิ่งเข้ามาต้อนรับ ตรงนี้เขาจัดสรรพื้นที่ไว้จัดแสดงงานอีกส่วนหนึ่ง เข้าใจว่ามันคงเต็มอ่ะนะ เลยเอามาไว้ดาดฟ้า แล้วก็ขึงผ้าใบทำเป็นเพิงแบบง่ายๆ มีที่นั่งตากลมสบายๆ ผมเลยนั่งชมวิวชมงานศิลปะต่อ ตรงนี้เป็นที่พบปะของบรรดาศิลปินทั้งชาวเกาหลีและชาวแอฟริกัน เพิ่งสังเกตว่าที่โซลมีคนผิวสีเยอะพอสมควร ดูในภาพที่ประดับก็เห็นว่าที่มิวเซียมแห่งนี้เป็นเหมือนแหล่งชุมนุมของคนคอเดียวกัน

แอบมองไปด้านในเขาก็ยังแบ่งพื้นที่ทำเป็นออฟฟิศและเข้าใจว่าก็ใช้เป็นที่พักด้วยซะเลย เจอสาวอีกคนหนึ่งกำลังเลี้ยงลูกเล็กอยู่ ออกมายิ้มแย้มทักทายบอกให้ทำตัวตามสบาย รู้สึกชอบบรรยากาศแบบนี้ที่ทำให้เหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อน ก็เลยทำตามสบายเต็มที่ พักนึงสาวชุดแดงก็ชงกาแฟมาให้ อวดว่าเป็นกาแฟมาจากริโอ เดอ จาเนโร เชียวนะ…ชิมดูแล้วหอมจริงๆ แฮะ แม้ว่าจะเป็นกาแฟสำเร็จรูปก็ตาม ผมเลยนั่งจิบกาแฟอ้อยอิ่งอยู่ตั้งนาน

ที่อยากให้ดูก็คืองานส่วนใหญ่จะว่าด้วยมนุษย์ แสดงนัยะทางเพศ
โดยเฉพาะการเล่นกับลึงก์และร่างเปลือย
ผมเข้าใจว่ามันน่าบอกถึงความสมบูรณ์ของแผ่นดินแอฟริกา

มิวเซียมที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าไม่จำเป็นต้องใช้สถานที่หรูหราใหญ่โตเลย มีอาคารใหญ่ๆ มันก็ดี แต่มันจะขาดชีวิต อย่างที่นี่หรือที่อื่นๆ อย่างมิวเซียมกุ๊กไก่ มิวเซียมปมเชือก เล็กนิดเดียวแต่การต้อนรับการเอาใจใส่ผู้มาเยือน มันสร้างบรรยากาศที่ดี ทำให้คนดูก็รู้สึกผ่อนคลาย ไม่ใช่มาทัศนศึกษาเครียดๆ และที่สำคัญมันคือการแสดงความจริงใจและทุ่มเทของผู้สร้าง สิ่งเล็กๆ ที่ใครหลายคนอาจมองว่าไร้ค่า แต่มันคือสิ่งที่ล้ำค่าของใครบางคน เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็ยิ่งประทับใจเข้าไปใหญ่

สาวเจ้ากำลังชงกาแฟหอมกรุ่น จากนั้นผมก็อ้อยอิ่งที่โซฟาตัวนี้แหละ
นั่งแล้วไม่อยากลุกจริงๆ บรรยากาศมันแสนสบายไม่น่าเชื่อว่าเป็นแค่ดาดฟ้าตึกแคบๆ

ภาพก่อนจาก สองสาวผู้ดูแลมิวเซียม
สาวชุดแดงนั่นเล่าว่าเธอเป็น Creator ของมิวเซียมนี้ (เก่งจัง)
พอจะกลับเธอยังอุตส่าห์เดินมาส่งถึงชั้นหนึ่ง

นั่งคุยกับสองสาวอีกพักใหญ่ ก็ขอชื่อเสียงเรียงนามและขอถ่ายรูป ทีแรกน่ะจะขอถ่ายสาวชุดแดงคนเดียว แต่ก็กระไรอยู่ เลยถ่ายมาคู่ซะเลย ก่อนจากก็ให้ url บล็อกไป บอกว่าจะกลับมาเขียนถึง ไม่รู้ป่านนี้เธอจะเปิดดูมั้ยเนี่ย เล่นดองข้ามปีซะขนาดนี้

ใครสนใจลองเข้าไปเยี่ยมเว็บไซต์ได้ที่ http://www.africarho.co.kr แต่เป็นภาษาเกาหลีนะ

หอศิลป์กรุงโซล กับถนนสวยข้างวัง

ขอย้อนไปที่วังด๊อกซูกงอีกครั้ง วังนี้จำแม่นๆ ว่าที่ประตูหน้าจะมีร้าน Dunkin’s Donut รับรองไม่หลง เว้นแต่ใครจะย้ายไปก่อนระหว่างวังกับร้านโดนัท คราวนี้ไม่ได้พามากินโดนัท แต่จะพาไปดูงานศิลปะสวยๆ

ส่วนมากใครที่มาดูวังด๊อกซูกงแล้ว ก็อาจจะแวะร้านค้าน่ารักๆ แถวนั้นซักนิด แต่คงไม่ค่อยมีใครเดินเลียบวังเข้าไปด้านใน ด้านข้างพระราชวังตรงถนนเล็กๆ หน้าร้านโดนัทนั่นแหละ เป็นถนนสายเแคบๆ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ข้างในขอบอกว่าน่ารักน่าเดินเล่นเชียวล่ะ

ดูวังหมดแล้วก็แวะเข้าไปหน่อย ไม่ไกลหรอก ไปตามถนนข้างวังหน้าร้านโดนัท

โค้งแรกก็จะเจอร้านข้าวน่ากิน ถัดเข้าไปมุมโน้นโค้งซ้ายมือจะมีร้านเบเกอรี่น่ารักน่าชัง

เข้าไปหน่อยจะเป็นร้านค้าเล็กๆ ขายพวกอาหาร เบเกอรี่ เครื่องดื่ม เอาไว้นั่งเล่นให้หายเมื่อย เขยิบเข้าไปจะเป็นสถานที่ราชการ ดูไม่ออกว่ามันคืออะไร พื้นที่เริ่มจะครึ้มไปด้วยต้นไม้ และเริ่มแสดงความเป็น Creative City ขึ้นมา เมื่อสองข้างทางเขาจัดแต่งให้น่าเดิน คือฝั่งพระราชวังมันจะเก๋ด้วยกำแพงวังอยู่แล้ว พื้นถนนบางส่วนเขาเลยปูด้วยอิฐบล็อกเป็นลวดลาย ทางเดินก็ร่มรื่นด้วยต้นไม้ มีม้านั่งดีไซน์แปลกเอาไว้ตลอดทางเผื่อใครจะเมื่อย เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งคือเพราะถนนเส้นนี้มันแคบ รถใหญ่จึงไม่ค่อยเข้ามา มีรถมอเตอร์ไซค์บ้าง เก๋งคันน้อยบ้าง และทางที่คดเคี้ยวเป็นงูเลื้อย มองไปก็จะไม่เห็นข้างหน้า จะเห็นเพียงทางตัดหายไปเพราะมันเป็นโค้ง แบบนี้แหละที่ดูแปลกตา น่าเดินเล่น ชวนให้สงสัยว่ามันจะไปโผล่ที่ไหนนะ

จริงๆ แล้วทางเส้นนี้สามารถทะลุไปออกอีกฝั่งหนึ่งของเมืองได้ ถ้าดูตามแผนที่ถ้าผมดูไม่ผิดเขาว่ามันจะไปเจอวังเคียงบกได้ แต่อาจจะวกวนนิดหน่อย ที่อยากไปดูมากกว่าคือถนนเส้นนี้เป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์ศิลปะของกรุงโซล Seoul Museum of Art ช่างสรรหาที่มาหลบซ่อนเสียจริงๆ ระหว่างทางก็มีป้ายประชาสัมพันธ์งานแสดงศิลปะเรียงราย ช่วงนั้นเขากำลังจัดงานแลกเปลี่ยนศิลปะของเกาหลีกับออสเตรเลียอยู่พอดี

ทั้งที่มันก็คือถนนแคบๆ ที่ไม่มีอะไรเลยจริงๆ แต่มันเสือกทำบรรยากาศให้น่าเดินเล่น
ถ้าอยู่บ้านเราสงสัยโดนถ่ายมิวสิค ถ่ายละครแหงๆ
และที่ชื่นชมคือไม่มีแม่ค้ามาตั้งแผง เข็นรถขายของ เป็นบ้านเราก็ตรึมไปแล้ว
และคนที่โน่นแม่งขยันเดินกันจริงๆ บ้านเรานี่จำใจเดิน บ้านเขาเต็มใจเดิน
เพราะมันเดินสบาย ไม่ค่อยมีหลุ่มบ่อ อากาศก็ร่มรื่น

เดินเข้ามาประมาณ ๕๐๐ เมตร ก็เจอะทางเข้ามิวเซียม ไม่เสียเงินครับ ทางเดินจะเป็นทางลาดขึ้นไปบนเนิน ระหว่างทางก็มีงานศิลปะจัดแสดงไว้กลางแจ้งให้สมกับเป็นหอศิลป์ แล้วก็มีต้นไม้เยอะมาก ทั้งไม้ดอกและไม้ใหญ่ ขอบอกว่าเดินมาจากถนนใหญ่มาถึงตรงนี้เพลินมากๆ ไม่เหนื่อยเลย

มาถึงตัวหอศิลป์ .. (ขออนุญาตเรียกหอศิลป์) ดุ่ยๆ เข้าไปท่ามกลางความอลังการ คล้ายๆ หอศิลป์กรุงเทพบ้านเรา แต่บ้านเขาคึกคักกว่ามาก (บ้านเราผีหลอก) สังเกตตั้งแต่ทางเข้า มีลานกว้างด้านหน้า ก็มีคนมานั่งเล่น เดินเล่น มี นศ.ศิลปะ มานั่งเขียนรูป ทำกิจกรรมอะไรกันไม่รู้ คือคนบ้านเขาชอบมาทำกิจกรรมกลางแจ้ง มาชมงานศิลป์ ซึ่งขอบอกว่าจำนวนไม่น้อยเลย ต่างจากบ้านเราที่คนไม่ค่อยเข้าหอศิลป์ บางคนบอกว่าดูไม่รู้เรื่อง ส่วนที่เข้าหอศิลป์บ่อยๆ ก็พวกคุณนายไฮโซ นี่ก็ดูไม่รู้เรื่อง แต่เข้าไปซื้องานศิลป์แพงๆ ไว้อวดกัน

งานศิลป์พวกนี้บอกตรงๆ ผมก็ดูไม่รู้เรื่อง การเสพงานพวกนี้อย่าไปพยายามดูให้รู้เรื่อง มันต้องสัมผัสด้วยอารมณ์ ดูแล้วรู้สึกอย่างไร นั่นแหละคือการเสพงาน ไม่ใช่มัวแต่พินิจว่ามันรูปอะไรวะ แบบนี้ดูไปก็ปวดตุ้ม คิดมากเยี่ยวเหลืองเปลืองสมอง ถ้าดูแล้วรู้สึกอึดอัด ดูแล้วรู้สึกกลัว รู้สึกเศร้า นั่นแหละคือสิ่งที่ศิลปินเขาต้องการ เราอาจจะคิดต่างจากผู้สร้างงาน แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็น

เข้าไปในตัวตึกสำรวจคร่าวๆ เขาแบ่งออกเป็นโซน คือโซนจัดแสดงและโซนกิจกรรม ส่งภาษาสอบถามเจ้าหน้าที่สาวสวย (สวยจริง) บอกว่า “เข้าฟรีค่ะ แต่ห้ามถ่ายรูปนะมึง” ก็เลยอดถ่ายรูปข้างในมาให้ดู เส้นทางชมเขาบังคับไว้ตามลูกศรว่ามึงต้องเริ่มจากห้องนี้ก่อน แล้วเดินตามทางไปเรื่อยๆ แต่ใครจะแหกกฎก็เรื่องของมึง

ตรงเนินขึ้นไปที่ตัวตึกจะมีงานศิลปกลางแจ้งดักเป็นระยะๆ

ตัวอาคารเป็นอิฐเปลือยสวยมาก อ่านในสูจิบัตรเห็นว่าเป็นอาคารเก่าแก่ แต่มาบูรณะใหม่

บรรยากาศภายใน รูปนี้คัดมาจากสูจิบัตร เพราะ PR คนสวยบอกว่าห้ามถ่ายรูป

ประติมากรรมฝั่งตรงข้ามหอศิลป์ เขาจงใจทำให้มันเตี้ยๆ ไม่รู้ล้อใครรึเปล่า

งานส่วนใหญ่เป็นภาพเขียนและสื่อผสม งานของออสเตรเลียส่วนมากเป็นสื่อผสมใช้แสง เสียง เข้ามาผสมกัน มีอยู่ห้องหนึ่งแสดงภาพสามมิติ ดูแล้วน่าปวดหัว เขาใช้ผนังห้องขนาดยาวกว่า ๑๐ เมตร แทนจอฉาย คิดดูละกันว่าจะมึนกบาลขนาดไหน

นอกจากนี้ยังมีโซนกิจกรรม แต่ผมไม่ได้เข้าไป (เพราะต้องรีบไปรับหมอ) แต่ดูคร่าวๆ จากภายนอกแล้วน่าสนใจทีเดียว มีส่วนของกิจกรรมสำหรับเด็ก สอนศิลปะ ห้องสมุด ห้องสัมมนากลุ่มย่อย มีร้านกาแฟ มีห้องประชุม คือครบสูตรกระบวนการของศิลปศึกษา และที่สำคัญคนเยอะพอสมควร คนบ้านเขาสนใจที่จะหาความรู้และประสบการณ์มากกว่าจะไปเดินห้าง ถามว่าคนเดินห้างมีไหม มีแน่นอน คงเป็นเพราะว่าบ้านเรามันมีทางเลือกน้อย ใครๆ ก็เลยไปอาศัยห้างกันหมด ขณะที่บ้านเขามีทางเลือกมากกว่าทั้งศูนย์กีฬา มิวเซียม หอศิลป์ อะไรต่อมิอะไร จึงมีโอกาสในการแสวงหาความรู้และประสบการณ์ นี่จึงอาจเป็นที่มาว่าทำไมเกาหลีจึงพัฒนาแบบก้าวกระโดดแบบที่เราไม่มีทางทำตามได้

พาไปหอศิลป์ ไหงมาจบแบบนี้ได้วะเนี่ย

** ลองเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเขาได้ที่ http://seoulmoa.seoul.go.kr **

เที่ยวมิวเซียมของเล่น Toykino ที่โซล

วันนี้จะพาไปดูของเล่น เป็นโมเดลบรรดาซูเปอร์ฮีโร่ ตัวละครจากภาพยนตร์ชื่อดัง ดารา นักร้อง นักกีฬา เอาเป็นว่าเป็นโมเดลคนดังจากทั่วโลก มารวมกันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เล็กๆ อีกแห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเขตวัฒนธรรมในกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้

พระราชวังเคียงบก คือสถานที่ท่องเที่ยวที่ใครไปเที่ยวโซลก็ต้องแวะไปเยี่ยม ไม่งั้นถือว่ามาไม่ถึง แต่นอกจากพระราชวังสวยๆ แล้ว บริเวณใกล้ๆ กันนั้นเองยังมีเขตท่องเที่ยวที่เขาจัดเป็นพื้นที่อนุรักษ์ มีบ้านเรือนสวยๆ ร้านอาหาร ร้านของที่ระลึก และบรรยากาศแบบเกาลี้เกาหลี แถวนี้เขาเรียกว่า Samcheong-dong เดินเลียบพระราชวังขึ้นไปพอเหนื่อย ตลอดเส้นทางกว่า ๕ กิโล จะมีร้านรวงน่ารักๆ เหมาะสำหรับใครที่ไปเที่ยวกันป็นคู่ๆ จุดประสงค์ของผมคือไปดูมิวเซียม หลังจากดูวังเสร็จแล้วลองเดินไปตามเส้นทางที่บอก ตามทางเขาจะมีแผนที่บอกเป็นระยะๆ ว่าจะเจออะไรข้างหน้าบ้าง


มีป้ายบอกทางเก๋ๆ แบบนี้เป็นระยะ เพื่อบอกว่าข้างหน้ามีอะไรน่าสนใจให้เที่ยวบ้าง


สองข้างทางร่มรื่นด้วยต้นไม้และร้านรวงที่ใครไปเที่ยวก็อยากให้แวะไปเดินเล่นครับ

จุดหมายของผมคือ Kino Toy Museum จากที่ทำการบ้านไปก่อนเขาว่าเป็นมิวเซียมเล็กๆ ที่เป็นแหล่งสะสมของเล่น อยากไปดูของเล่นเก่าๆ โมเดลเก่าๆ พอไปถึงก็เกือบจะเดินเลย เพราะแทบจะสังเกตไม่เห็น ทางเข้าก็เล็กนิดเดียว เป็นประตูแค่บานเดียว อยู่ริมถนนติดกับร้านกาแฟสุดเก๋

เดินผ่านประตูขึ้นบันไดวนไปชั้นสองครับ มิวเซียมนี้เขาทำขึ้นบนชั้นสองของตึกแถวแคบๆ แห่งหนึ่ง ผ่านด่านแรกเข้าไปก็เจอสาวน้อยสองนางนั่งคุมอยู่ เหมือนเดิมครับ คือคุยภาษาอังกฤษกันแบบงูๆ ปลาๆ จ่ายตังคืเรียบร้อยก็สอบถามว่าเจ้าของอยู่ไหม เธอว่าไม่อยู่ เธอแค่มาคอยดูแลความเรียบร้อย เดาเอาว่าก็คงเป็นนักศึกษามารับจ็อบพิเศษล่ะครับ


ทางเข้าเป็นประตูเหล็กเล็กๆ ระวังเดินเลย


บันไดทางขึ้นโทรมๆ ดูเลอะเทอะ ติดโปสเตอร์การ์ตูนเต็มไปหมด

แว่บแรกที่สะดุดตาก็คือเจอโปสเตอร์การ์ตูนครอบครัวซิมป์สันสุดแสบที่หน้าประตู ผ่านเคาน์เตอร์เข้าไปก็เจอซูเปอร์แมนตัวเบ้อเริ่มยืนต้อนรับ ถัดไปหน่อยจะเจอมุม สตาร์วอร์ส คอลเล็คชั่น สาวกสตาร์วอร์สคงร้องกรี๊ดแน่ๆ มีโปสเตอร์ ฮันส์ โซโล ขนาดเท่าตัวจริงยืนจังก้ารออยู่

เหลียวมองรอบๆ พบว่ามิวเซียมนี้มันเล็กจริงๆ แฮะ พื้นที่เล็กๆ เขาก็ยังอุตส่าห์แบ่งซอยเป็นห้องๆ เพื่อแยกประเภทของสะสม เอาเข้าจริงแล้วมันก็เกือบจะไม่แยกเท่าไหร่ เพราะแต่ละห้องมันก็เชื่อมโยงกันหมดนั่นแหละ เกือบทั้งหมดเป็นโมเดลจำลองคนดังจากทั่วโลก ทุกวงการ ทั้งดารา นักร้อง นักกีฬา ตัวละครจากหนังดังๆ ซูเปอร์ฮีโร่ทั้งจากญี่ปุ่นและฝั่งอเมริกา บางตัวผมเกือบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ก็มาเจอกันที่นี่

ผมปิ๊งขึ้นมาทันทีว่าเสน่ห์ของมิวเซียมแห่งนี้อยู่ที่ตัวของที่จัดแสดงนี่เอง ทุกตู้โชว์แทบจะไม่ต้องมีป้ายบอกชื่อก็ได้ เพราะข้อมูลทั้งหมดมันมาจากคนดูเองนั่นแหละ วันนั้นผมเจอเพื่อนร่วมชมหลายคน มีทั้งเด็กวัยรุ่น ชาวต่างชาติ คุณพ่อที่พาลูกสาวสองคนมาชม คุณแม่ที่พาลูกชายจอมซนมาดู ผมสังเกตว่าทั้งหมดต่างพูดคุยกันถึงโมเดลที่ยืนดูอย่างออกรส คุณพ่อก็เล่าเรื่องหุ่นตัวโน้นให้ลูกฟัง คุณแม่ก็สนุกไปกับความตื่นเต้นของลูกชาย  เด็กวัยรุ่นก็ตื่นตาตื่นใจกับตัวละครที่เขาคุ้นเคย นี่แหละครับ ข้อมูลมันถูกคายออกมาจากตัวผู้ชม อย่างผมเองพอมายืนต่อหน้า มูเตคิง (ไม่รู้จักล่ะสิ) ปาร์แมน หุ่นไดมอส (ไม่รู้จักอีกล่ะเซ่) อดีตในวัยเด็กก็ไหลออกมาจากลิ้นชักความทรงจำ ถ้ามีใครแอบดูอยู่ก็จะเห็นผมยืนยิ้มอยู่คนเดียว


ด่านแรกของสองสาวหน้าหมวยนี่แหละ พร้อมด้วยซูเปอร์แมนตัวบักเอ้บ
ค่าเข้าชม ๕,๐๐๐ วอน ค่อนข้างแพงอยู่


มุมนี้เป็นมุมอุลตร้าแมนแห่งดาว M-78  ยกกันมาทั้งครอบครัว

อย่างที่บอกว่ามิวเซียมนี่มันเล็กจริงๆ เขาเลยพยายามใช้พื้นที่มให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และบางห้องก็ดัดแปลงเอาแบบที่อาจจะเรียกว่าตามมีตามเกิดได้ล่ะมั้ง คือเขาเอาผ้าใบมาขึงเป็นห้องพอกันแดดกันฝน แต่ถึงจะดูบ้านๆ แบบนี้ ก็ไม่มีใครว่าอะไร เพราะมูลค่าของมันอยู่ที่ของเล่นที่ยืนโชว์อยู่ในตู้มากกว่าสถานที่อันสวยงาม

เจ้าของ Kino Toy Museum แห่งนี้คือ Mr. Son Won-Kyung เขาหลงใหลโมเดลจำลองตั้งแต่เด็กๆ และคนที่สร้างแรงบันดาลใจเจ๋งๆ นี้ให้เขาก็คือพ่อและแม่ของเขานั่นเอง แรกเริ่มที่เขาสร้างมิวเซียมแห่งนี้ เพื่อนๆ และใครต่อใครต่างก็ยิ้มเยาะเขา แต่ตอนนี้คู่มือท่องเที่ยวของกรุงโซลแทบทุกเล่มจะต้องบรรจุมิวเซียมของเขาไว้ในนั้นด้วย

มิวเซียมของเล่นแบบนี้มีอยู่ทั่วโลกครับ บ้านเราก็เพิ่งมี คือพิพิธภัณฑ์ของเล่นของ อาจารย์เกริก ยุ้นพันธ์ ที่ จ.อยุธยา มิวเซียมแบบนี้เกิดขึ้นจากความหลงใหลเล็กๆ ของคนตัวเล็กๆ ครับ ต่อให้ใครมองว่ามันไร้สาระ แต่มันคือเรื่องราวที่สำคัญของผู้สะสม ฉะนั้น อย่าเพิ่งไปตีค่าความไร้สาระของใครบางคนนะครับ เพราะวันนึงมันอาจจะกลายเป็นของมีค่าของใครอีกหลายคนก็ได้


คุณพ่อและลูกสาวกำลังดูตู้ตัวละครจาก Toy Story


คุณแม่หมดแรงแล้ว แต่คุณลูกยังสนุก

 ใครที่สนใจแวะเข้าไปดูเว็บไซต์ของเขาได้ที่ www.toykino.com แต่เป็นภาษาเกาหลีนะครับ

มิวเซียมเล็กๆ ในโซล…พิพิธภัณฑ์ปมเชือก !

วันนี้จะพาไปชมพิพิธภัณฑ์เล็กๆ คราวนี้เล็กจริงๆ เพราะมีขนาดไม่กี่ตารางเมตร เป็นบ้านทรงโบราณของเกาหลี ชั้นเดียว ผมว่าคอนโดบางที่อาจจะใหญ่กว่าด้วยซ้ำไป

ใกล้ๆ กับพระราชวังเคียงบก ผมไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าอะไรดี เขต หรือหมู่บ้าน หรือจะอะไรก็ตามแต่ แต่เขาเรียกพื้นที่แถวนั้นว่า บุกชอง (Bukchon) บริเวณนี้เรียกได้ว่าเป็นเขตศิลปวัฒนธรรมของเกาหลีเลยก็ว่าได้ ทั้งที่อยู่ในเมืองหลวงแต่บรรยากาศกลับเงียบสงบ ถ้าท่านที่เคยไปกรุงโซลคงพอจะนึกออก แถวๆ พระราชวังเคียงบกค่อนข้างจะอึกทึกพอดู มีตึกสูงๆ อยู่รายล้อม แต่พอเลี้ยวเข้ามาในถนนเลียบพระราชวัง กลับพบว่ามีบรรยากาศที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ผมไม่ได้บอกว่ามันมีแต่บ้านเก่าๆ หรอกนะครับ ยังคงมีตึกทันสมัยอยู่ แต่กลิ่นอายและบรรยากาศโดยรวมมันออกแนวบ้านๆ ยังไงพิกล


เดินขึ้นเนินมาในซอยเล็กๆ นี่แหละครับ บ้านเรือนแถวนั้นจะเป็นสไตล์นี้เกือบหมด


มีป้ายน่ารักๆ เตือนเอาไว้ ประมาณว่า แถวนี้เป็นบ้านคนนะเว้ย อย่าส่งเสียงรบกวน

บริเวณ Bukchon นี่ค่อนข้างกว้างนะครับตามความคิดผม ก็เดินจนปวดขาเลยน่ะคิดดู ผมไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือไม่ แต่ดูตามแผนที่แล้วมันจะอยู่ระหว่างพระราชวังเคียงบกและพระราชวังซางด็อก (มันอาจจะเป็นคนละเขตกันก็ได้ แต่ดันมาอยู่ติดกัน…มั้ง) เอาเป็นว่าตรงกลางระหว่างสองวังนี่แหละที่ผมว่ามันช่างน่าเที่ยวเสียเหลือเกิน

ถ้าจะไปให้สะดวกสุดแนะนำให้ลงที่สถานี Anguk สายสีส้ม ผมว่าเป็นสถานีที่ตกแต่งได้อารมณ์ดีเหลือเกิน สถานีรถไฟที่นี่เขาก็แปลกนะครับ บางสถานีใหญ่ๆ อย่าง Anguk Gyeongbokgung หรือ City Hall เขาจะตกแต่งภายในไม่เหมือนกัน อย่าง สถานี Gyeongbokgung ที่ข้างบนมีวังเคียงบกและพิพิธภัณฑ์พระราชวัง เขาก็ตกแต่งออกแนวโบราณ สถานี Anguk ก็ตกแต่งด้วยอิฐแดง เก๋ไปอีกแบบ … พอขึ้นมาก็อาจจะแวะชมวังอึนเฮียนกุงกันก่อนก็ได้ แล้วค่อยตะลอนไป Bukchon

นอกเรื่องไปไกล เอาเป็นว่าเดินมาพอเหนื่อยก็จะเจอพิพิธภัณฑ์ปมเชือก Dong-Lim Knot Museum (동림매듭공방) ไม่ต้องกลัวว่าจะหาไม่เจอนะครับ ถ้าคุณเจอเขต Bukchon แล้วก็ไม่หลงแน่ เพราะเขามีศูนย์นักท่องเที่ยวให้ถาม และตามทางก็จะมีป้ายบอกว่าอีกกี่เมตรๆ จะเจออะไรบ้าง เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเดินเลยมันไปแบบผม ก็เพราะมันกลมกลืนไปกับบ้านเรือนแถวนั้นน่ะสิครับ


นี่แหละครับทางเข้ามิวเซียม ดูเหมือนบ้านคนมากกว่า พื้นที่ก็กว้างเท่าที่เห็นนี่แหละ


ที่หน้าประตูที่ป้ายสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง
แปลความได้ว่าเป็นบ้านที่ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมอะไรทำนองนั้น
เพราะที่นี่ก่อตั้งและได้รับการสนับสนุนจากสภาเมืองโซล

ทางเข้าเป็นซอยเล็กๆ ดูเหมือนตรอกแคบๆ มีแต่บ้านคน ใครจะคิดว่าข้างในมีมิวเซียมน่ารักๆ อยู่ เดินเข้าซอยไปนิดเดียวก็จะเจอมิวเซียมอยู่ขวามือ ดูหน้าตาคล้ายๆ บ้านคน ในซอยนี้จะมีแต่บ้านเรือนทรงโบราณทั้งนั้น ดูขลังดีไม่หยอก ทีแรกผมก็งงๆ ว่ามาถูกรึเปล่า แต่พอเห็นโปสเตอร์หน้าบ้านก็ชัวร์ว่ามาถูก เท่าที่ทำการบ้านมาก่อนเขาว่าต้องเสียค่าเข้าชม แต่วันนั้นผมหน้ามึนเข้าฟรี วันนั้นเขามีกิจกรรมสอนทำงานฝีมือให้กับนักท่องเที่ยวอยู่พอดี แล้วมันก็เย็นย่ำแล้ว คงใกล้เวลาปิดทำการ เลยไม่ค่อยมีใครสนใจผมนัก ก็เลยชมฟรีอย่างที่บอก

ศิลปะจากปมเชือกนี่เป็นงานฝีมือโบราณของเกาหลีเขานะครับ คุณอาจจะเคยเห็นกันมาบ้าง มันก็คือเอาเชือกมาขมวดเป็นปมให้เกิดเป็นลวดลายสวยงาม บางลายนี่เล่นเอางงนะครับว่าทำได้ไง ทั้งหมดเกิดจากเชือกยาวๆ เพียงเส้นเดียว คิดดูละกันว่ามันซับซ้อนแค่ไหน งานฝีมือชนิดนี้เขาว่าสืบทอดกันมาตั้งแต่ยุคเกาหลีโบราณ สมัยราชวงศ์โจซอง ผมก็ไม่รู้ว่ามันเก่าขนาดไหนอ่ะนะ เอาเป็นว่าของเก่าละกัน ส่วนตัวมิวเซียมแห่งนี้เริ่มเปิดมาตั้งแต่ปี ๒๐๐๔ ภายใต้การสนับสนุนจากสภาเมือง เพื่อเผยแพร่และอนุรักษ์งานฝีมือโบราณชนิดนี้เอาไว้

ผมเชื่อว่าเดิมทีนั้นงานฝีมือชนิดนี้น่าจะจำกัดประโยชน์ใช้สอยอยู่บ้าง อาจะใช้เป็นเครื่องประดับ เครื่องราง หรือใช้ในพิธีกรรมบางอย่าง แต่เพราะความ Creative ของคนบ้านเขา เลยมีการดัดแปลงและพัฒนาให้กลายเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างง่ายๆ เช่น กระเป๋า หมวก ของตกแต่ง พวงกุญแจ ซึ่งของพวกนี้ก็สามารถขายเป็นสินค้าที่ระลึก หารายได้เข้ามิวเซียมได้ด้วย นอกจากนี้ยังเปิดสอนเป็นจริงเป็นจัง มีคนมาเรียนเยอะเสียด้วยทั้งคนเกาหลีเองคนต่างชาติ


ภายในเขาก็จัดแสดงแบบง่ายๆ งานแต่ละชิ้นสวยงามและสีสันเจ็บปวดดีเหลือเกิน


ของที่ระลึก ส่วนมากจะเป็นที่ห้อยโทรศัพท์ กำไล พวงกุญแจ
ราคาก็มีตั้งแต่ไม่กี่สิบบาทไปจนถึงหลักร้อย


ผลงานชิ้นที่ต้องการความคงทนหรือให้คงรูป เขาก็เอามาแช่กาว

ตัวมิวเซียมเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวทรงโบราณ เล็กมากๆ ครับ ถ้าดูจากรูปจะเห็นว่าแคบแค่ไหน ผู้ใหญ่สี่ห้าคนเข้าไปนี่ก็อึดอัดแล้วล่ะครับ เขาจัดแสดงผลงานฝีมือไว้รายรอบ มีทั้งที่เป็นของโบราณและของใหม่ มีรูปร่างและประเภทของงานแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องตกแต่งเสียมาก ตรงกลางห้องมีผลงานที่เป็นของที่ระลึกไว้ขาย ราคาไม่แพงนะครับ แล้วก็สวยเสียด้วย

วันที่ไปนั้นมีครอบครัวนึงมาเที่ยวแล้วก็คงกำลังเรียนวิชากันอยู่ เด็กๆ ดูสนุกสนานมาก พอเรียนเสร็จก็จะได้ผลงานกลับบ้านไปอวดเพื่อนๆ คนละชิ้น เป็นกิจกรรมที่ไม่เลวเลยครับ ที่น่าชมก็คือผู้ปกครองนี่แหละที่เข้าใจหาลูกๆ มาเที่ยวมิวเซียมแทนที่จะพาไปเดินตามห้าง ผมเดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบ จริงๆ รอบเดียวก็ทั่วแล้วล่ะ เพราะมันแคบซะขนาดนั้น ที่จริงอยาจะลองคุยกับคุณเจ้าหน้าที่เขาหน่อย แต่ว่าเย็นมากแล้ว เขากำลังจะปิดพอดี ก็เลยไม่ได้คุยอะไรกัน


ครอบครัวที่มาร่วมกิจกรรม สาวสวยชุดขาวนั้นคือคุณเจ้าหน้าที่ครับ …น่ารัก

 

พอเดินออกมาก็สวนกับนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมาชมที่นี่เหมือนกัน แสดงว่าที่นี่ค่อนข้างฮิตพอสมควรเชียวแหละ ทั้งที่เป็นมิวเซียมเล็กๆ แบบนี้ เพราะเป็นมิวเซียมที่แปลกด้วยกระมัง ลองคิดดูนะครับ แค่งานฝีมือชนิดเดียวแต่ยังสามารถจัดแสดงเป็นมิวเซียมได้ขนาดนี้ เขาให้ความสำคัญและมีหัวสร้างสรรค์ขนาดไหน อีกอย่างหนึ่งที่ผมชื่นชมก็คือสถานที่ที่แคบมาก แต่ทำไมกลับดูยิ่งใหญ่เสียจริงๆ ศิลปะเล็กๆ แต่กลับยิ่งใหญ่เสียจนใครต่อใครอยากเข้ามาชม ดังนั้นเรื่องของสถานที่จึงไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการสร้างสรรค์งาน

ที่หน้าบ้าน (ขอเรียกว่าบ้านละกัน) มีโปสเตอร์อธิบาย มีรูปคุณป้าคนหนึ่ง เข้าใจว่าเป็นบรมครูด้านนี้กระมัง เขาเขียนบรรยายว่าคุณป้าคนนี้ร่ำเรียนวิชาสืบทอดมาจากครอบครัว แล้วก็เปิดสอนวิชาให้กับคนที่สนใจด้วยนะ ไม่ได้หวง เป็นการอนุรักษ์งานศิลปะประเภทนี้ให้คงอยู่คู่ประเทศเขาตลอดไป

คราวหน้าไปหาอะไรกินกันอีกดีกว่า …

มิวเซียมเล็กๆ ในโซล : Seoul Animation Center

หลุดออกจาก Cartoon Museum เลี้ยวซ้ายแค่เพียงอึดใจก็จะเจอหุ่นตัวการ์ตูนน่ารักๆ อีกกลุ่มหนึ่ง ยืนรออยู่ริมถนน เมื่อมองถัดเข้าไปในลานกว้างก็จะเจอตัวอาคาร SAC เขาจะมีอยู่หลายหลังเชียว แต่ให้เลือกเข้าไปที่อาคารขวามือสุด เป็นอาคารเตี้ยๆ ด้านหน้ามีหุ่นตัวการ์ตูนคอยต้อนรับอีกแล้ว ส่วนตึกอื่นๆ น่าจะเป็นส่วนของสำนักงาน


บริเวณทางเข้าจัดไว้ล่อเด็กๆ และผู้ใหญ่หัวใจเด็ก

SAC มันคืออะไร มันก็คือหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับสภาเมืองโซล ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๑๙๙๙ ทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการ์ตูนของเกาหลีเขา คงคล้ายๆ TCDC บ้านเรา คือมีทั้งส่วนที่ให้ความรู้ ส่งเสริมและพัฒนาการสร้างอนิเมชั่น ด้านในตึกมีการแบ่งส่วนเป็นห้องปฏิบัติการด้วย และเข้าใจว่าน่าจะมีการเปิดคอร์สสอนการทำอนิเมชั่นสำหรับคนที่สนใจ ช่างลงทุนซะไม่มี

เขาแบ่งส่วนงานกันค่อนข้างชัดเจน โดยแบ่งเป็น ๔ segments คือส่วนของ Exhibition ที่ผมจะพาไปชม ส่วน Education อันนี้ไม่ได้เข้าไปดู Expertise อันนี้เป็นส่วนห้องปฏิบัติการซึ่งน่าจะอยู่ด้านในสุด และส่วนของงานสายสนับสนุนทั้งหลายของ SAC เขา โครงสร้างหน่วยงานและการดำเนินงานนั้นไม่รู้แบบจริงจัง เพราะถามใครที่นั่นก็สื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง (อีกแล้ว) แต่ก็ยังอุตส่าห์เข้าไปถามตามมารยาทว่าฉันต้องปฏิบัติตัวยังไงบ้าง คำตอบที่ได้ก็คือ ‘ตามสบายเลยลูกพี่’

พอเข้าไปสิ่งแรกที่เห็นคือกลุ่มเด็กๆ ทั้งเด็กเล็ก เด็กโต นั่งเล่นนอนเล่นกันเต็ม ที่สำคัญดันเป็นเด็กฝรั่งทั้งนั้น เริ่มไม่มั่นใจละว่ากูมาผิดงานไหมเนี่ย ไม่เป็นไร ทำหน้ามึนเดินสำรวจหน้าตาเฉย เด็กๆ ที่ว่านี่นั่งจับกลุ่มคุยเล่นกันเสียมากกว่า เหมือนจะรออะไรซักอย่าง ที่ลานชั้นหนึ่งเขาจัดเป็นเมืองจำลองไว้ ดูน่ารักดี แล้วก็ฉายสารคดีการสร้างอนิเมชั่นคลอไปเรื่อยๆ แต่ผมขี้เกียจดู เพราะฟังไม่รู้เรื่อง


เข้ามาก็จะเจอหุ่นพวกนี้คอยต้อนรับ ใครเป็นใครบ้าง … ไม่รู้ว่ะ


ตรงนี้เป็นเมืองจำลอง ขนาดคุณลุงยังมายืนกดเล่นเลย


มีเด็กฝรั่งมานั่งรออะไรกันไม่รู้เต็มไปหมด

อันที่จริงพื้นที่จัดแสดงนั้นไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลย เดินเดี๋ยวเดียวก็ทั่วแล้ว แต่เข้าใจว่าเขามีการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียน Story กันเสมอๆ วันที่ไปนั้นกำลังจัดแสดงอนิเมชั่นที่เจ้าหน้าที่เขาบอกว่ากำลังฮิตสุดๆ ในหมู่เด็กน้อยเกาหลี เป็นเรื่องราวของขบวนการโรบอทที่ดัดแปลงมาจากรถชนิดต่างๆ คล้าย Transformer พวกหุ่นเหล่านี้ก็จะออกช่วยเหลือชาวเมืองยามเกิดเหตุร้ายต่างๆ ก็มีตัวพระเอกชื่อ ‘โปลิ’ ซึ่งก็คือ Policeman เพราะเป็นรถตำรวจ หุ่นผู้หญิงชื่อ ‘เอมบุ’ ก็คือรถพยาบาล Ambulance อีกสองตัวคือหุ่นรถดับเพลิงและหุ่นเฮลิคอปเตอร์ เอากะเขาสิ มันช่างคิดกันเสียจริงๆ แล้วก็น่าจะฮิตจริงๆ นะ เพราะมีเด็กน้อยเข้ามากรี๊ดกร๊าดกับโปสเตอร์ของเจ้าหุ่นพวกนี้กันหลายคน

บริเวณรอบๆ ก็ทำเป็นตู้แสดงโมเดลตัวการ์ตูนต่างๆ ดูแล้วน่าสะสมจริงๆ แล้วก็มีโมเดลตัวการ์ตูนขนาดเท่าคนยืนประจำตามจุดต่างๆ รู้จักอยู่สองตัวคือเจ้านกเพนกวิน ชื่ออะไรไม่รู้ แล้วก็เจ้ากระต่ายอ้วน มาชิมาโร่ ที่เหลือก็พอคุ้นๆ หน้า แต่ไม่รู้จักชื่อ


ห้องจัดแสดงเจ้าหุ่นรถยนต์ ออกแบบได้น่ารักดี

ด้านในมีห้องเกม แต่ออกจะเป็นเกมสำหรับเด็กเล็กเสียมากกว่า มีเกมที่เราสามารถเข้าไปเป็นตัวละครในเกมได้โดยเขาจะมีกล้องเก็บภาพเราเอาไว้เป็น real time แล้วพอเราขยับไปทางไหนตัวละครในเกมก็คือตัวเราก็จะขยับตาม สนุกดีไม่หยอก ที่เหลือก็เป็นเกมเด็กๆ อย่างระบายสี จับคู่ จับผิดภาพ เกมสร้างบ้าน ฯลฯ เท่าที่พอเล่นเป็นนะ เพราะอ่านภาษาบ้านมันไม่ออก


ไอ้เด็กตี๋คนนี้มันสาธิตวิธีเล่นให้ดู


มุมแสดงความเห็น มีโพสต์อิทติดเต็มเลย ส่วนใหญ่เป็นข้อความจากเด็กๆ ทั้งนั้น

จากนั้นก็ไม่รู้จะไปไหนละ เลยแอบขึ้นไปชั้นสอง ไม่เห็นมีใครมาห้าม ก็เลยเดินดุ่มขึ้นไป เจอเจ้าหน้าที่เขาเดินกันขวักไขว่แต่ไม่ยักกะมีใครสนใจผมเลย … จะถามใครดีล่ะเนี่ย ในเมื่อไม่มีใครสน กูก็เดินดูไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีอะไรให้ดู เป็นออฟฟิศเกือบทั้งนั้น มีบางห้องที่เดาได้ว่าน่าจะเป็นโรงหนังแบบมินิ ไม่รู้จะไปไหนต่อ ครั้นจะดุ่ยๆ เข้าไปเรื่อยๆ ก็เกรงใจมัน

อันนี้แหละที่เป็นปัญหา เพราะการมาเที่ยวแบบลุยเดี่ยวนี่บางทีก็ทำเราสับสนเหมือนกัน แล้วเสือกสื่อสารกันไม่รู้เรื่องด้วยแล้วก็ยิ่งไปกันใหญ่ อะไรที่เราสงสัยแล้วอยากรู้ก็ไม่ได้รู้ ทำให้บางทีอาจจะพลาดส่วนสำคัญในหลายๆ ที่ไปก็ได้

โชคดีที่ที่นี่เขาให้เข้าฟรีก็เลยไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ ขณะกำลังเดินสำรวจก็เกิดอยากเข้าห้องน้ำ ขอบอกว่าห้องน้ำแม่งคิกขุมากๆ ตกแต่งเป็นตัวการ์ตูนทั้งห้อง ป้ายบอกว่าเป็นห้องน้ำชายหรือหญิงยังทำเป็นตัวการ์ตูน แม่งบ้าการ์ตูนพอๆ กับญี่ปุ่นเลย ที่สำคัญเข้ามาในห้องน้ำชาย โถฉี่แม่งเสือกทำเป็นเกม มันจะมีตัวตุ่นโผล่ขึ้นมาจากตอไม้ เราก็ต้องฉี่ให้โดนมัน แม่งเอ้ย ขนาดจะฉี่ยังทำเป็นอนิเมชั่นเลย


นี่ไง โถฉี่มหาสนุก เด็กๆ แม่งคงมายืนฉี่กันทั้งวัน


นี่เป็นทางเข้าห้องน้ำ ทีแรกน่ะนึกว่าเป็นห้องแสดงนิทรรศการ เปิดเข้าไปเสือกเจอโถฉี่ซะงั้น

สรุปว่ามาชมมิวเซียมทั้งสองแห่งบวกหนึ่งห้องสมุดก็พอได้อะไรกลับไปบ้าง แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ข้อมูลอะไรที่จะเป็นประโยชน์มากมายนัก แต่อย่างหนึ่งที่สัมผัสได้ก็คือบ้านมันให้ความสำคัญกับเยาวชน ก็การ์ตูนมันจะเหมาะกับใครล่ะถ้าไม่ใช่เด็กๆ การที่บ้านมันถึงขนาดก่อตั้งเป็น Center ขึ้นมาก็เพราะมันให้ความสำคัญกับเยาวชนของมันเอง โดยมีการต่อยอดผลิตเป็นอุตสาหกรรมตามมาทีหลัง รวมถึงความสร้างสรรค์และไอเดียในการนำเสนอที่น่าสนใจ ไม่ใช่ว่าเอาแค่หุ่นมาตั้งโชว์เฉยๆ แต่มันยังมี Reaction กับผู้ชม มีการจัดกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่สักแต่สร้างเป็นมิวเซียมที่ไม่มชีวิตชีวาเหมือนที่บ้านเราชอบทำ

คราวหน้าจะพาไปดูมิวเซียมเล็กๆ … เล็กจริงๆ มันคือ พิพิธภัณฑ์ปมเชือก!