Tag Archives: ผี

เรื่องผีๆ (ต่อ)

เรื่องผีๆ ของ มช. ยังมีอีกมากมาย นอกจาก ป๊อกครืด แล้ว เรื่องที่โด่งดังไม่แพ้กันเห็นจะเป็นเรื่องของห้องสีชมพู


ผลจากการที่เล่ากันปากต่อปาก สุดท้ายก็กลายเป็นว่าหอที่เกิดเรื่องนี้สลับเปลี่ยนจนไม่แน่ใจว่าเหตุเกิดที่หอใดกันแน่ บ้างก็ว่าหอ ๗ หอ ๘ บางทีก็ย้อนไปถึง หอ ๔ ด้วยซ้ำ แต่เท่าที่ได้รับฟังส่วนมากจะชี้ไปที่หอ ๘ หญิงเสียมากกว่าหออื่น

หอ ๘ หญิงที่ว่านี้ไม่ใช่หอเก่าแก่ แต่ในสมัยย้อนหลังเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อนก็นับว่าเป็นหอที่ใหม่เอี่ยมเลยทีเดียว เรื่องราวเกิดขึ้นจากนักศึกษาสาวคนหนึ่ง ไม่ทราบแน่ชัดว่าคณะไหนกันแน่อีกเช่นกัน เกิดพลาดท่าเสียทีให้กับแฟนหนุ่มที่เป็นรุ่นพี่ที่ มช. นี่แหละ จนเกิดตั้งครรภ์ขึ้น ที่น่าเศร้าคือฝ่ายชายนั้นไม่ยอมรับผิดชอบเพราะอ้างว่าเธอเองก็มีนิสัยชอบเที่ยวอยู่แล้ว เด็กในท้องอาจไม่ใช่ลูกของเขาก็ได้ และก่อนหน้านี้ทั้งคู่ก็มีเรื่องระหองระแหงกันอยู่แล้ว เนื่องจากฝ่ายชายเริ่มไปติดพันสาวคนใหม่

เมื่อถูกทิ้งอย่างไม่ใยดี ฝ่ายหญิงก็เริ่มกดดัน มากขึ้น ไหนจะถูกแฟนทิ้ง ไหนจะเด็กในท้อง เธอจึงตัดสินใจเอาเด็กออกด้วยตัวเอง ตรงนี้เรื่องเล่าเริ่มต่างกันออกไป บ้างเล่าว่าเธอทานยาขับเลือด บ้างเล่าว่าเธอใจถึงถึงขนาดเอาฟุตเหล็กคว้านในช่องคลอดเพื่อทำลายเด็กจนตกเลือด บ้างก็ว่าเธอมีอาการตกเลือดเอง หรือบ้างก็ว่าเธอทำร้ายตัวเองด้วยการกรีดข้อมือ แต่ไม่ว่าจะแบบไหน ภายในห้องก็เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดที่กระเซ็นไปทั่วทั้งห้อง และยังมีการแต่งเติมกันอีกว่าเธอใช้เลือดเขียนข้อความลงบนผนังห้องเสียด้วยซ้ำ

หญิงสาวเสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังจากจัดการกับศพแล้วกลับเกิดเรื่องประหลาดขึ้น เมื่อห้องที่เต็มไปด้วยรอยเลือดนั้นไม่สามารถทำความสะอาดออกได้ เช็ดเท่าไหร่รอยเลือดก็ไม่จางหาย ต่อให้เอาสีทาทับ ไม่นานรอยเลือดก็กลับปรากฏขึ้นมาอีก ราวกับว่าเธอยังคงสิงสู่อยู่ในห้องนั้น ไม่ยอมไปไหน สุดท้ายทางหอจึงใช้วิธีทาสีใหม่ทั้งห้องโดยใช้สีชมพูเพื่อให้สีกลืนไปกับรอยเลือด

จากนั้นก็เกิดเรื่องราวชวนกรี๊ดมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องครวญครางในยามค่ำคืน หรือบางครั้งก็มาปรากฏกายให้เห็นในสภาพเลือดโชก ว่ากันว่าห้องที่ว่านี้ถูกแปรสภาพเป็นห้องเก็บของ และยังคงความเฮี้ยนไม่เปลี่ยน ขนาดที่ว่าแม่บ้านประจำหอพักยังไม่ค่อยกล้าจะเข้าไปเก็บของในห้องนี้ แต่ใช้วิธีเปิดประตูแล้วโยนของทิ้งไว้อย่างลวกๆ

ฟังไว้เป็นอุทธาหรณ์ครับ ไม่ว่าเรื่องสยองขวัญนี้จะมีจริงหรือไม่ แต่มันก็ช่วยสอนเด็กๆ ในวัยเรียนได้ดีในเรื่องของการระวังเนื้อระวังตัว วัยรุ่นริรักแล้วก็เกิดปัญหาตามมา ความรักในวัยหนุ่มสาวเป็นสิ่งสวยงามครับ แต่คงต้องพยายามให้อยู่ขอบเขตที่เหมาะสม มิเช่นนั้นมันก็อาจก่อให้เกิดเรื่องเศร้าขึ้นได้

เรื่องผีๆ

ช่วงนี้บังเอิญมีหนังเข้าใหม่เรื่องหนึ่ง เล่าเรื่องราวสยองขวัญแบบผีๆ ที่เป็นตำนานเล่าขานของสถาบันการศึกษาต่างๆ เลยนึกถึงสถาบันเก่าว่าพอจะมีเรื่องอะไรทำนองนี้บ้างไหม เท่าที่จำความได้ตามที่ได้ฟังเขาเล่ามาก็มีอยู่พอสมควร

ส่วนใหญ่เรื่องทำนองนี้มักจะเป็นเรื่องที่ “เขาเล่าว่า” ซึ่งเขาที่ว่าที่คือใครก็ไม่รู้ ไม่สามารถเจาะจงหาต้นกำเนิดได้ บางครั้งเรื่องที่เล่ากันก็ใช่ว่าจะเกิดมานมนาน แต่ผลจากการส่งต่อกันปากต่อปาก ระยะเวลาของเรื่องจึงหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ ตอนนั้น ตอนโน้น เมื่อก่อนโน้น คำง่ายๆ พวกนี้กลับสร้างกลลวงทางจิตใจให้แก่ผู้รับสารจำคิดไปว่าเรื่องเกิดขึ้นมานานเสียเต็มประดา

เรื่องเหล่านี้บางครั้งหากมองในมุมลึกๆ อาจเป็นอุบายที่ป้องปรามไม่ให้เกิดเรื่องน่าเศร้า อย่างเช่นอุบัติเหตุ อาชญากรรม โดยกุเอาเรื่องผีสางที่คนไทยเราจำฝังใจมาเป็นกลอุบายให้ขยาดกัน


มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขึ้นชื่อว่ามหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ก็มักจะมีเรื่องทำนองนี้ไว้เล่าจากรุ่นสู่รุ่นเสมอ ที่ มช. ก็มีเรื่องเล่าอยู่มากพอสมควร ที่เด่นๆ ก็มีอยู่ ๒-๓ เรื่อง อย่างเช่นเรื่อง ป๊อก…ป๊อก…ครืด เรื่องนี้รู้จักกันในหมู่นักศึกษาทั่วประเทศ เล่าต่อๆ กันมา มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดจนเพี้ยนไปหมด แต่ยังคงเค้าโครงเรื่องเดิมไว้ ว่าด้วยเรื่องของความห่วงใยต่อเพื่อนที่แม้จะเสียชีวิตไปแล้วก็ยังอุตส่าห์เป็นห่วงเพื่อน

สมัยที่ มช. ยังไม่เจริญไฮโซเหมือนทุกวันนี้ ข้างในยังมีพื้นที่รกเป็นป่าอยู่พอสมควร มีนักศึกษาสาวคู่หนึ่งพักอยู่ในหอพักนักศึกษา กำลังคร่ำเคร่งดูหนังสือสอบ คนหนึ่งเกิดเป็นไข้ อีกคนหนึ่งก็ออกไปทานข้าวเพียงลำพังแต่ก็รับปากเพื่อนว่าจะซื้อข้าวและยากลับมาให้ คล้อยหลังไปสักพักเพื่อนคนที่ป่วยก็อ่านหนังสือต่อไม่ไหว ล้มตัวนอนแล้วผลอยหลับไป ตื่นขึ้นมากลางดึกก็ยังไม่เห็นรูมเมทกลับมาซักที ฝนก็ตกหนักเสียด้วย แล้วเธอก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ที่ทางเดินหน้าห้อง เป็นเสียงเหมือนใครกำลังลากของมาตามทางเดินจนมาหยุดที่หน้าห้องของเธอ แล้วก็มีเสียงเคาะประตู … เธอเริ่มกลัวว่าจะไม่ใช่เพื่อน เพราะไม่เช่นนั้นคงไขกุญแจเข้ามาเองแล้ว เธอตัดสินใจเปิดประตูออกไปก็เห็นถุงข้าวและยาแขวนไว้ที่ลูกบิด มีน้ำไหลเปียกเป็นทางยาวที่ทางเดิน เธอยิ่งกังวลเข้าไปอีกว่าเพื่อนหายไปไหน ทำไมยังไม่กลับห้อง หรือจะไปที่ไหนต่อกันแน่


รุ่งเช้าคำตอบจึงปรากฏ หญิงสาวคนนั้นถูกข่มขืนแล้วฆ่าเมื่อคืนนั่นเอง สภาพร่างกายถูกตีด้วยของแข็งจนแขนขาหัก โจษจันกันว่าด้วยความเป็นห่วงเพื่อน เธอจังคืบคลานมาด้วยสภาพนั้นโดยใช้ปากคาบถุงข้าวและยา แล้วใช้คางคืบพาตัวเองมาถึงห้อง …!!!

มานั่งนึกๆ ดู ก็อย่าไปคิดมากกับตำนานเหล่านี้ครับ แหม จะไม่มีใครเห็นเลยเชียวหรือว่าคุณกระดื้บๆ มาแบบนั้น เอาข้าวมาส่งแล้วยังอุตส่าห์กลับไปที่เกิดเหตุซะด้วยแน่ะ แล้วแม่คุณ ไหนว่าแขนขาหักใช้งานไม่ได้ แล้วยกตัวเองเอาถุงไปแขวนที่ลูกบิดได้จะใด ยังไม่หมด รู้รึเปล่าว่าหอหญิงน่ะ เขาปิดประตูตอนสี่ทุ่มนะจ้ะ แอบลอดเข้ามาช่องไหนเนี่ย … ไม่ได้จะหาเรื่องแย้งหรอกครับ แค่ตั้งข้อสังเกต สรุปแล้วผมว่าเรื่องนี้คงตั้งใจให้เป็นอุทธาหรณ์สำหรับหญิงสาวที่จะออกไปไหนดึกๆ คนเดียว เพราะอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสมัยไหนก็ตาม ยิ่งถ้าเป็นยุคสมัยนั้นที่อ้างว่า มช. ยังเป็นป่ารกชัฏล่ะก็ ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดเหตุมากมายนัก

One Missed Call…ทำไมแม่ไม่รักหนู?

missed-call

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หนังสยองขวัญจากแดนปลาดิบกำลังบูมในบ้านเรา นำมาโดย The Ring แต่กว่าที่จะได้ดูกันอย่างเปิดเผยก็ปาเข้าไปช่วงปี ๒๐๐๐ ทั้งที่ผีซาดาโกะเขาออกฉายมาตั้งแต่ปี ๑๙๙๘ นั่นแล้ว สำหรับคอหนังบ้านเราที่ขวนขวายหาดูหน่อยก็พอจะมีแหล่งที่หาเช่า+ซื้อดูกันได้ (แต่ก็นับว่าไม่ถูกกฎหมายนักอ่ะนะ) สรุปว่ากว่าที่บ้านเราจะฮือฮากับความสยองของซาดาโกะนั่นก็ช้ากว่าชาวบ้านเขาไปเกือบ ๓ ปี

เช่นเดียวกับผีซาดาโกะ ผีมือถือใน One Miissed Call หรือชื่อไทยที่แสนจะตรงประเด็นว่า สายไม่รับดับสยอง (คล้องจองและชวนให้เห็นภาพดีแท้) เรื่องนี้ข้าพเจ้าก็มีโอกาสได้ชมล่วงหน้าก่อนชาวบ้านเกือบสองปีเลยทีเดียว (อานิสงส์จากร้านเฟม ท่าพระจันทร์ ตอนโน้นยังเป็นวิดีโอเทปอยู่เลย ภาพเลยแตกๆ ไม่คมเปรี๊ยะเหมือนฉบับ DVD) นับว่าสยองเอาการทีเดียว จนกระทั่งเข้ามาฉายในโรงบ้านเราแบบเงียบๆ ไม่ถึงกับเปรี้ยงปร้างนัก แต่สำหรับคอหนังสยองขวัญแดนปลาดิบต้องไม่พลาดชม

มุขผีๆ ที่ใช้ใน One Missed Call ออกจะคล้ายๆ The Ring คือผีซาดาโกะใช้วิธีฆาตกรรมต่อเนื่องผ่านทางวิดีโอเทปที่ดูต่อกันเป็นทอดๆ ในขณะที่ผีมือถือใช้วิธีการส่งต่อผ่านทางเบอร์โทรศัพท์ในซิมมือถือของเหยื่อ เริ่มต้นเรื่องที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง กลุ่มเด็กวัยรุ่นนักศึกษากำลังสังสรรค์กันอย่างสนุกสนานและนัดแนะกันไปเที่ยว ต่างคนต่างแลกเบอร์โทรกัน (น่าสงสัยว่าเป็นเพื่อนกันประสาอะไรตั้งนาน ถึงเพิ่งจะมาแลกเบอร์กันอีตอนนี้) ตัวเอกของเรื่องเป็นสาวน่ารักชื่อ ยูมิจัง ปลีกตัวมาทำธุระในห้องน้ำกับโยโกะเพื่อนสนิท ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ของโยโกะก็ดังขึ้น ปรากฎข้อความสายที่ไม่ได้รับ เมื่อกดฟังก็เป็นเสียงสนทนาของเธอเองตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง และยิ่งน่าสงสัยเข้าไปใหญ่เมื่อหน้าจอขึ้นว่าโทรมาจากเครื่องของเธอเองในอีก ๓ วันล่วงหน้า

omc01

ความพิศวงที่ว่านี้ถูกเฉลยโดยในคืนวันถัดมา ขณะที่ยูมิกำลังเม้าท์กับโยโกะ ช่วงหนึ่งของบทสนทนาเหมือนกับที่พวกเธอได้ยินเมื่อคืนวาน ทันใดนั้นเองหญิงสาวก็มีสีหน้าตกใจสุดขีด ร่างของเธอลอยละลิ่วตกมาจากสะพานและถูกรถไฟขยี้ร่างเป็นชิ้นๆ ความสยองยังไม่จบแค่นั้น กล้องจับไปที่มือของโยโกะกำลังกำโทรศัพท์ก่อนที่จะค่อยๆ ถอยออกมาเห็นเป็นเพียงท่อนแขนที่ขาดสะบั้นกำลังกดโทรศัพท์ … เธอกำลังโทรหาใครกันแน่!

จากนั้นไม่นาน เคนจิ เพื่อนในกลุ่มของยูมิอีกคนหนึ่งก็ได้รับข้อความเสียงในแบบเดียวกัน โดยมันถูกส่งมาจากเครื่องของเขาเองในอีก ๓ วันข้างหน้า แน่นอนว่าเคนจิเห็นว่ามันเป็นเรื่องตลก แต่ยูมิกลับไม่คิดอย่างนั้น และแล้วสิ่งที่ยูมิกลัวก็เกิดขึ้นจนได้ คราวนี้เธอได้เห็นเคนจิต้องตายอย่างสยดสยองต่อหน้าต่อตาของเธอเอง นี่มันเกิดอะไรขึ้น

one1
14
one3

เพื่อนๆ ในกลุ่มต่างโจษจันและหวาดกลัวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ต่างคนต่างลบเบอร์โทรศัพท์ในเครื่องของตนทิ้งเพื่อไม่ให้เครื่องของตนเชื่อมโยงกับเครื่องของคนอื่นได้อีก แต่เหตุการณ์เดิมก็เกิดขึ้นอีกครั้งกับ นัทสึมิ เพื่อนรักอีกคนของยูมิ เรื่องราวกลับใหญ่โตโครมครามเมื่อสถานีโทรทัศน์เห็นช่องทางเพิ่มเรตติ้งจัดการถ่ายทอดสดเพื่อพิสูจน์ข่าวลือเกี่ยวกับโทรศัพท์อาถรรพ์ แน่นอนว่าชะตากรรมของนัทสึมิก็ไม่ต่างอะไรไปจากสองคนแรก แต่คราวนี้การตายของเธอถูกถ่ายทอดออกอากาศไปทั่วประเทศ และถัดจากนั้น … โทรศัพท์ของยูมิก็ดังขึ้น!

แกนหลักๆ ของหนังเห็นจะมีอยู่ตรงที่การพยายามสืบหาความจริงของเสียงโทรศัพท์ลึกลับที่ว่านี้ ความเข้มข้นเริ่มขึ้นในตอนที่ยูมิเริ่มพบเบาะแสบางอย่างที่เชื่อมโยงเกี่ยวกับโทรศัพท์ลึกลับว่ามันมาจากไหน และทำไมต้องเป็นเธอ

ตามสไตล์หนังญี่ปุ่นที่มักจะไม่บอกเรื่องราวแบบตรงไปตรงมา แต่จะลำดับภาพและเหตุการณ์ให้ผู้ชมให้จินตนาการในการปะติดปะต่อเรื่องราวเอง หนังค่อยๆ เฉลยปมที่ว่าทีละนิดๆ ถึงปูมหลังที่น่าเศร้าของยูมิ เธอถูกทารุณกรรมจากผู้เป็นแม่ตั้งแต่เด็ก หนังไม่ได้อธิบายถึงสาเหตุแต่เราก็พอจะอนุมานอย่างง่ายๆ ได้ว่าเป็นเพราะอาการป่วยทางจิต หรืออาจะเป็นไปได้ว่าแม่ของยูมิทำเพื่อเป็นการประชดต่อความไม่ไยดีจากสามีหรือพ่อของยูมิ เพราะเธอสารภาพมาเองว่าพ่อไม่ค่อยอยู่บ้าน ตรงนี้เองที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ของยูมิกับครอบครัวไม่สู้ดีนัก

17

ในที่สุดยูมิก็สืบจนพบว่าต้นตอของเสียงโทรศัพท์นั้นเป็นของคุณแม่ลูกสองคนหนึ่งที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย เธอได้รับการคาดเดาจากแพทย์ว่าอาจเป็น Munchausen by proxy เท่าที่ในเนื้อหนังได้อธิบายไว้ พร้อมกับการหาข้อมูลเพิ่มเติม จับความได้ว่าเป็นอาการป่วยทางจิตชนิดหนึ่ง ที่ต้องการเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่นโดยการทำให้คนใกล้ชิดป่วยโดยเฉพาะลูกของตัวเอง (อย่างในหนัง) เพื่อจะนำตัวมาหาหมอแล้วก็จะทุ่มเทดูแลจนทำให้สังคมเกิดความสงสารและยกย่องตัวเองว่าเป็นผู้เสียสละ คุณหมอใน One Missed Call วินิจฉัยว่าแม่ของเด็กหญิงน่าจะป่วยเป็นโรคนี้ เนื่องจากเธอพาลูกสาวคนเล็กมาพบหมอเป็นประจำด้วยอาการที่รุนแรงแตกต่างกันไป เช่น มีร่องรอยถูกทำร้าย เป็นต้น แต่ความจริงแล้วกลับตรงกันข้าม คนที่ทำให้เด็กหญิงบาดเจ็บกลับเป็นพี่สาวของเธอเองต่างหาก

ลูกสาวคนโตมีอาการหอบ ท่านที่เป็นคงจะพอเข้าใจว่ามันทรมานแค่ไหน ผู้ป่วยต้องมียาพ่นติดตัวเสมอเพื่อช่วยบรรเทาอาการ ซึ่งเสียงพ่นยานี่เองที่ทำให้ยูมิจับสังเกตได้ถึงที่มาของเรื่องราว ตัวพี่สาวนั่นเองที่น่าจะมีอาการของ Munchausen by proxy คือเธอจะทำร้ายน้องสาวอาจจะด้วยเหตุผลสองประการ คือทำร้ายน้องเพราะแม่รักน้องมากกว่าในความรู้สึกของเธอ ทั้งที่เธอป่วยแต่แม่ก็ยังสนใจน้องมากกว่า หรือไม่ก็ทำให้น้องบาดเจ็บเพื่อที่ตัวเองจะได้แสดงบทบาทในฐานะพี่ที่ดี หลังจากทำร้ายน้องเธอจะให้ลูกอมเป็นค่าปิดปากไม่ให้น้องไปฟ้องแม่ (ซึ่งน้องก็เข้าใจว่าพี่สาวรักตัวเอง เพราะพี่สาวให้ลูกอมอร่อยๆ เสมอๆ) และเมื่อเธอสวมบทพี่ที่แสนดี แม่ก็จะกลับมาให้ความสนใจเธออีกครั้ง

one2
11
one5

น่าเศร้าที่เรื่องไปเป็นไปตามที่เธอหวัง วันหนึ่งแม่กลับมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เมื่อเข้าใจเรื่องทุกอย่างก็รีบพาลูกคนเล็กไปโรงพยาบาลพร้อมกับดุด่าเธอ ทันใดนั้นอาการหอบของเธอกำเริบ เธอร้องเรียกให้แม่ช่วย แต่แม่กลับเมินเฉยมองเธอด้วยสายตาเย็นชา และตัดใจทำเป็นไม่สนใจ ตรงนี้เองที่อาจเข้าใจได้ว่าแม่คิดว่าเธอแสร้งทำเพื่อเรียกร้องความสนใจ หรืออีกมุมหนึ่งอาจเป็นได้ว่าแม่ไม่สนใจเธอจริงๆ จะด้วยความโกรธ หรือเป็นการสั่งสอนเธอก็แล้วแต่ ในที่สุดเธอก็เสียชีวิต พร้อมกับความแค้นที่แม่เธอปล่อยให้เธอตายโดยไม่ไยดี

หนังไม่ได้บอกชัดๆ ว่าคนแม่ตายเพราะผีลูกสาวหรือไม่ อย่างไร (แต่หนังก็ทำให้คิดไปเช่นนั้น) และความแค้นของเด็กสาวก็แพร่กระจายต่อเป็นทอดๆ โดนใช้สัญญาณโทรศัพท์จากมือถือของแม่ โดยส่งต่อจากเบอร์โทรหนึ่งไปอีกเบอร์โทรหนึ่ง (คงคล้ายๆ ทฤษฎี ๖ สัมพันธ์ ลองอ่านได้ใน Six Degree Seperation) ท้ายสุดบทสรุปของยูมิก็ไม่ต่างจากผีเด็กสาว เป็นไปได้ว่าเธอก็อยากจะเรียกร้องความสนใจจากแม่ (แต่เธอถูกแม่ทำร้ายในวัยเด็ก) หรือไม่ก็อาจเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ (เพราะเธอเห็นย่าตาย เข้าใจได้ว่าเป็นฝีมือของแม่ของเธอ ซึ่งก็อาจมีอาการ Munchausen by proxy เช่นกัน) หนังนำเสนอง่ายๆ ว่ายูมิถูกผีเด็กเข้าสิง โดยให้เงาสะท้อนตัวเธอในกระจกเป็นภาพเด็กสาว แถมท้ายเรื่องยังทิ้งปริศนาไว้ เมื่อยูมิจัดการแทงพระเอกของเรา แต่ฉากจบเธอกลับเป็นคนดูแล ยิ้มอย่างอ่อนโยน และให้ลูกอมปลอบใจเหมือนที่เด็กสาวทำกับน้องไม่มีผิด

one6

หลายคนดูฉากจบแล้วงงๆ อาจตีความได้หลายอย่าง แต่ข้าพเจ้าว่าไม่ต้องตีความหมายให้ซับซ้อนมากมายหรอกครับ เอาแค่ว่าเหตุการณ์มันซ้ำรอยเดิมโดยมียูมิเป็นผู้รับช่วงต่อ ขอบอกว่ารอยยิ้มของเธอในตอนจบดูสยดสยองมากกว่าจะน่ารักนะครับ

ป.ล.๑ - One Missed Call สามารถหาชมได้ในบ้านเราครับ มีการทำภาคสองและสามออกมาด้วย แต่ไม่แนะนำครับ แค่ภาคแรกก็น่าครบถ้วนทุกอย่างแล้ว สองภาคที่ทำตามมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เนื้อหาออกทะเลไปไกลครับ

ป.ล.๒ – ฮอลลิวู้ดเอาไปทำใหม่ ใช้ชื่อเดียวกันคือ One Missed Call ถ้าเคยดูเวอร์ชั่นญี่ปุ่นก่อนก็คงเซ็งกับของฝรั่งทำ ถ้าไม่เคยมาก่อนก็พอจะดุสนุกได้ล่ะครับ

ป.ล.๓ – ติดตามอ่านเรื่องของ Munchausen by proxy ได้ที่http://kidshealth.org/parent/general/sick/munchausen.html หรือ 

http://en.wikipedia.org/wiki/Munchausen_syndrome_by_proxy

ผีสาวปากฉีก…คุณแม่ใจดีหายไปไหน!?

slitmouth

แต่ก่อนแต่ไรหนังผีแดนปลาดิบไม่ค่อยถูกกับคนบ้านเราเสียเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะความน่ากลัวหรอกแต่เพราะมันไม่น่ากลัวต่างหาก คนไทยเคยชินกับผีไทยประเภทแม่นาค กระสือ แต่ผีของญี่ปุ่นมักจะออกมาในรูปของวิญญาณหรืออยู่ในรูปของอสุรกายซึ่งคนไทยไม่คุ้นเคย จนกระทั่งกระแสหนังผีญี่ปุ่นถูกพัดกระพืออีกครั้งในปี ๑๙๙๘ จากภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายสยองขวัญชื่อดัง Ringu ประพันธ์โดย โคจิ ซึสึกิ (Koji Suzuki)

กระแสของ Ringu หรือ The Ring ทำให้หนังผีญี่ปุ่นกลายเป็นของนิยมสำหรับคอหนังสยองขวัญบ้านเรา รวมถึงหนังผีย่านใกล้เคียงอย่างเกาหลีก็ด้วย โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าคิดว่ามันไม่ค่อยน่ากลัวสักเท่าไหร่ แต่จะออกแนวสยองขวัญเสียวสันหลังมากกว่า แต่ที่ชอบใจประการหนึ่งก็คือ หนังผีญี่ปุ่นมักจะสอดแทรกความเป็นดราม่าเข้าไป บางทีทำเอาผู้ชมสะเทือนใจไปกับโศกนาฏกรรมของตัวละครเสียด้วยซ้ำ แต่ที่รู้สึกจะออกแนวขำๆ ก็คือท่าทางการเคลื่อนไหวของบรรดาผีๆ ที่เดินกันดีๆ ไม่เป็น ต้องคืบต้องคลานแล้วก็ต้องกระตุกเป็นจังหวะๆ ไม่รู้ว่ามันน่ากลัวตรงไหนเนี่ย

บังเอิญไปเจอหนังผีญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่า The Slit Mouth Woman แปลกันโต้งๆ ว่า อีสาวปากฉีก ดูแล้วไม่ถึงกับชื่นชอบนัก ออกจะสะดุดไม่ไหลลื่นเสียด้วยซ้ำ แต่รู้สึกว่ามันแปลกดีแล้วเขาก็ทำได้เนียนดีทีเดียว

carved02
carved04

ตำนานเรื่องผีสาวปากฉีกนี่เป็นตำนานยอดฮืตเรื่องหนึ่งของญี่ปุ่น เหมือนๆ กับที่บ้านเรามีเรื่องเล่าของแม่นาค กระสือ เปรต ที่ญี่ปุ่นเขาก็มีเหมือนกัน จะออกแนวนิทานพื้นบ้านเกี่ยวกับภูติผีเสียมาก ผีของญี่ปุ่นนี่เขาแบ่งประเภทกันด้วย

แบบแรกเขาเรียกว่า Obake เป็นพวกวิญญาณในรูปของควันหรือหมอก ไม่มีตัวตนแต่สามารถเข้าสิงอะไรก็ได้ทั้งคน สัตว์หรือสิ่งของ อย่างที่เราเคยเห็นในหนังหรือการ์ตูน เช่น ร่มผี โคมไฟ แผ่นหิน แบบที่สองเรียกว่า Yokai พวกนี้คือพวกอสุรกายหรือปีศาจชนิดต่างๆ ที่มีรูปร่างเป็นตัวเป็นตน เช่น กัปปะ ปีศาจจิ้งจอก เปรต เท็นคุ ผีไร้หน้า ผีคอยาว ฯ แบบสุดท้ายเรียกว่า Yurea พวกนี้คือวิญญาณคนตายที่ยังไม่ไปผุดไปเกิดยังคงวนเวียนอยู่ทั้งในโลกมนุษย์และโลกของภูติผี เป็นวิญญาณที่ยังคงมีอะไรคั่งค้างในใจเกิดเป็นห่วงหรือความพยาบาท บ้างก็สามารถปรากฎตัวในตอนกลางวันได้ด้วย ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ตายโหงหรืออุบัติเหตุ อย่างเช่น ผีซาดาโกะในหนังเรื่อง The Ring หรือผีโทรศัพท์ใน One Miss Call 

สำหรับตำนานสาวปากฉีกเป็นเรื่องเล่ามาแต่ครั้งโบราณ สาวสวยนางหนึ่งเป็นภริยาของซามูไร หญิงสาวนั้นหน้าตางดงามมากใครเห็นใครก็ชมชอบ ฝ่ายสามีซึ่งคงจะโรคจิตพอสมควรดันกลัวว่าหญิงสาวจะคบชู้ เลยใช้ดาบตัดปากของเธอจนขาดถึงใบหู แล้วเยาะว่า ดูซิ แบบนี้จะมีใครชมว่าสวยอีกมั้ย พอหญิงสาวตายไปเธอจึงกลายเป็นวิญญาณที่อาฆาตแค้น เธอมักจะดักรอผู้คนในช่วงพลบค่ำโดยจะสวมผ้าปิดปากไว้ พอมีใครผ่านมาเธอก็จะถามว่า “ฉันสวยมั้ย” ถ้าตอบว่าสวยเธอก็จะเปิดผ้าออกแล้วถามอีก แล้วอย่างงี้ล่ะยังสวยอยู่มั้ย ถ้าตอบว่าไม่สวยหรือตกใจกลัวก็จะโดนเธอทำร้าย (บ้างก็ว่าจะโดเธอฉีกปากให้เหมือนเธอ) แต่ถ้าทำใจแข็งไม่วิ่งหนีแล้วตอบว่าก็ยังสวยอยู่ เธอก็จะพอใจและจากไปเอง…เหมือนผีบ้ายอเลยแฮะ

carved05
carved06

สำหรับภาพยนตร์ The Slit Mouth Woman จับเอาตำนานเรื่องสาวปากฉีกมาทำใหม่ เปลี่ยนจากหญิงสาวที่ถูกสามีทำร้ายมาเป็นคุณแม่ยังสาวที่มีอาการทางจิต เริ่มเรื่องด้วยเรื่องเล่าขานในหมู่เด็กนักเรียนเกี่ยวกับหญิงสาวที่โผล่ออกมาที่สวนสาธารณะตอนค่ำๆ พร้อมด้วยผ้าปิดปาก เด็กๆ โจษจันกันว่าเธอคือสาวปากฉีกที่ออกมาหาเหยื่อ ขณะเดียวกันนั้นตัวหนังก็โฟกัสไปยังเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูท่าทางจะเป็นเด็กมีปัญหา ชอบเก็บตัวและมักจะสวมผ้าปิดปากอยู่เสมอ หนังมาเฉลยเอาว่าเธอถูกทำร้ายจากผู้เป็นแม่ คุณครูประจำชั้นสาวและคุณครูหนุ่มอีกคนหนึ่งต่างก็รู้เรื่องนี้ดีและพยายามหาทางแก้ไขปัญหานี้ให้เด็กหญิง แต่ไปๆ มาๆ หนังก็สร้างพล็อตย่อยขึ้นมาอีกว่าคุณครูทั้งสองต่างก็ประสบกับเหตุการณ์การทารุณกรรมเด็ก (Child Abuse) ทั้งฝ่ายผู้ถูกกระทำและเป็นผู้กระทำเสียเอง!

คุณครูยามาชิตะเป็นคุณแม่ลูกหนึ่งที่แยกทางกับสามี โดยลูกสาวคนเดียวของเธออยู่กับฝ่ายสามี เพราะเธอมีอาการทางประสาทที่มักจะทำร้ายลูกสาวอยู่เสมอ จนกระทั่งปัจจุบันที่เธอสลัดอาการที่ว่านี้ไปจนหมดแล้วแต่ลูกสาวก็ยังไม่เปิดใจยอมรับเธอ ทางฝ่ายคุณครูหนุ่มมัทสึซากิก็พอกัน แต่เขาเป็นฝ่ายถูกกระทำจากแม่แท้ๆ ของตัวเองที่มีอาการทางจิตเช่นกัน

carved08
carved09

เหตุการณ์มาเลวร้ายขึ้นเมื่อเด็กหญิงหายตัวไปอย่างลึกลับพร้อมกับการหายตัวไปของเด็กๆ ในละแวกนั้น จนมีข่าวลือว่าผีสาวปากฉีกเป็นตัวการในเรื่องนี้ แล้วคุณครูทั้งสองก็พบกับความจริงที่ว่าผีสาวปากฉีกนั้นมีตัวตนจริงๆ และยิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีกเมื่อได้รู้ว่าผีสาวตนนั้นคือแม่ของคุณครูมัทสึซากินั่นเอง!

บทหนังอาศัยตัวละครผีสาวปากฉีกเป็นตัวเอกแต่กลับฉีกตำนานเก่าๆ ทิ้ง จากเดิมที่เธออาฆาตแค้นเพราะถูกสามีทำร้ายกลับกลายเป็นเธอเป็นฝ่ายทำร้ายลูกของตนเองเสียแทน และจบชีวิตอย่างน่าสงสาร (ด้วยสภาพที่ต้องปากฉีกด้วยความบังเอิญ) ซึ่งคนที่สังหารเธอก็ไม่ใช่ใคร ก็คือลูกชายของเธอ (ครูมัทสึซากะ) นั่นเอง การดำเนินเรื่องอาจมีช่องโหว่อยู่บ้าง อย่างเช่นว่าคุณครูยามาชิตะที่มีประวัติทำร้ายเด็ก แต่ทำไมถึงสามารถเป็นครูโรงเรียนประถมได้ หรือทำไมจู่ๆ ผีสาวปากฉีกถึงได้ลุกขึ้นมาทำร้ายคนอื่นทั้งที่ถูกฆ่าไปแล้วเป็นสิบๆ ปี แต่ด้วยภาพและลีลาการดำเนินเรื่องที่ชวนสยอง ทำให้เราพอจะลืมๆ เรื่องปลีกย่อยนั่นไปได้และหันมาสนใจกับความสยดสยองที่โผล่ขึ้นมาเป็นระยะ

mizuno
มิกิ มิสึโนะ (Miki Mizuno) รับบทเป็นผีสาว
จากเดิมที่สวยใสกลายเป็นสวยสยองไปเลย

หนังเล่นกับประเด็นของการทารุณกรรมเด็ก ไม่ว่าประเทศไหนก็มีปัญหาแบบนี้ทั้งสิ้น เท่าที่ปรากฎในเรื่องบรรดาผู้ปกครองทั้งหลายไม่ใช่ว่าไม่รักลูก แต่เพราะอาการป่วยเสียมากกว่าที่ทำให้พวกเธอกลายเป็นปีศาจร้ายในสายตาลูกๆ อย่างตัวผีสาวเมื่อครั้งยังมีชีวิต เธอจัดเป็นคุณแม่ที่แสนดีและรักลูกมากทีเดียว แต่ด้วยอาการป่วยทางกายประกอบกับอาการทางประสาท ทำให้เธอกลายเป็นคนที่มีสองบุคลิก คือเป็นคุณแม่ที่แสนดีที่พร้อมจะแปลงร่างเป็นปีศาจทุบตีลูกได้ทุกเมื่อเช่นกัน ซึ่งอาการที่ว่านี้พบเห็นได้ในสังคมจริงๆ หนังทำเอาคนดูรู้สึกหดหู่ไม่น้อยกับชะตากรรมของเด็กหญิงที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วย แต่โชคร้ายต้องตกเป็นเหยื่อของความวิปริตของผีสาว และหนังยังสะท้อนความวิปริตนั้นให้เห็นว่าแท้จริงแล้วปีศาจอยู่ในตัวเราทุกคนเพียงแต่รอเวลาที่จะแสดงตัวตนของมันออกมา โดยนำเสนอให้เห็นว่าผีสาวปากฉีกสามารถไปโผล่ในร่างของใครก็ได้ทุกเมื่อ

หนังจบลงแบบโศกนาฏกรรม เด็กๆ ต้องเสียแม่ ครอบครัวต้องสูญเสียลูก ครูหนุ่มต้องจบชีวิตลง มันเป็นเรื่องเศร้าไม่ว่าเกิดกับใครหรือครอบครัวใดก็ตาม อาการป่วยประเภทนี้สามารถรักษาได้แต่บางครั้งกว่าที่จะรู้ตัวมันก็อาจจะสายไปเสียแล้ว

(หนังเรื่องนี้ออกฉายในปี ๒๐๐๗ มีให้เช่าตามร้านเช่าหนังบ้านเรา ส่วนที่ญี่ปุ่นออกภาคสองมาแล้ว)