Tag Archives: ญี่ปุ่น

จักรพรรดิ์-โชกุน-ไดเมียว

ถ้านกทั้งหลายไม่ยอมร้องเพลง…ฉันจะฆ่ามันให้หมด (โนบูนางะ)
ถ้านกทั้งหลายไม่ยอมร้องเพลง…ฉันจะสอนให้มันร้อง (ฮิเดโยชิ)
ถ้านกทั้งหลายไม่ยอมร้องเพลง…ฉันจะเฝ้ารอให้มันร้องเอง (อิเอยาสุ)*

ประโยคทั้งสามข้างต้นนี้เป็นการบรรยายถึงลักษณะนิสัยของอดีตผู้ยิ่งใหญ่ของญีปุ่นในยุคแรกเริ่มได้เป็นอย่างดี

ถ้าเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เรามักจะคุ้นเคยกับคำ ๓ คำ นั่นคือ สมเด็จพระจักรพรรดิ์ โชกุน และไดเมียว ส่วนใหญ่เราอาจจะมีความเข้าใจสับสนกันระหว่าง ๓ คำนี้ ซึ่งคนไทยอาจจะได้รับข้อมูลมาจากสื่อต่างๆ ทั้งข่าว ละคร การ์ตูน หรือนิยายต่างๆ คำว่าสมเด็จพระจักรพรรดิ์ หรือ จักรพรรดิ์ มีความหมายตรงตัวคือผู้ปกครองอาณาจักร หรือก็คือตำแหน่งกษัตริย์นั่นเอง มีการสืบทอดกันมาตามสายเลือด มีอำนาจปกครองสูงสุดหรือเป็นเจ้าชีวิตนั่นเอง

คำว่า โชกุน คือตำแหน่งผู้บริหารราชการแผ่นดินหรือจะเปรียบกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ได้ ซึ่งควบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดไว้ด้วย เนื่องจากมีอำนาจควบคุมกองกำลังทหารไว้ในมือ ทั้งกองกำลังของตนเองหรือกองกำลังของราชสำนัก ตำแหน่งโชกุนใช้วิธีการสืบทอดกันตามสายเลือดเช่นเดียวกัน คือเป็นพระญาติหรือผู้สืบเชื้อสายจากสมเด็จพระจักรพรรดิ์ ในบางยุคที่สมเด็จพระจักรพรรดิ์มีอำนาจเข้มแข็ง มีพระปรีชาสามารถมาก ก็สามารถกุมอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินและกองทัพไว้ในการควบคุมของพระองค์ แต่ในบางยุคสมัยที่ราชสำนักอ่อนแอ โชกุน จึงก้าวขึ้นมามีอำนาจเหนือพระจักรพรรดิ คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ดังที่เราเคยเห็นกันในละครหรือในการ์ตูนอยู่ทุกบ่อย

คำว่า ไดเมียว คือตำแหน่งผู้ปกครองหัวเมืองหรือบรรดาเจ้าเมืองต่างๆ ที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของโชกุนหรือสมเด็จพระจักรพรรดิอีกทอดหนึ่ง ตำแหน่งไดเมียวไม่จำเป็นต้องสืบเชื้อสายมาจากสมเด็จพระจักรพรรดิ์ นายทหารชั้นผู้ใหญ่หรือแม่แต่คนธรรมดา หากมีความสามารถก็สามารถขึ้นครองตำแหน่งไดเมียวได้เช่นกัน

ไดเมียวนั้นมีเมืองและกองกำลังทหารเป็นของตนเอง ในบางครั้งจึงปรากฏว่ามีไดเมียวบางคนพยายามตั้งตนเป็นใหญ่ โดยการโค่นล้มไดเมียวอื่นๆ บางยุคสมัย ไดเมียวคนสำคัญอาจจะมีบารมีมากกว่าโชกุนเสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยประเพณีที่สืบทอดกันมา ทำให้ไดเมียวนั้นๆ ไม่สามารถเปลี่ยนสถานะขึ้นเป็นโชกุนได้ ตัวอย่างเช่น โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ (ค.ศ. ๑๕๓๖-๑๕๙๘) ในช่วงที่เขาเรืองอำนาจสูงสุด ก็ยังไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นโชกุนได้ เนื่องจากเขาเกิดในครอบครัวชาวนา แต่ในทางปฏิบัติแล้วเขากุมอำนาจการบริหารเอาไว้ในมือเพียงผู้เดียว


โทกุงาวะ อิเอยาสุ ผู้นำทางการทหารคนสำคัญ ได้รับการแต่ตั้งจากพระจักรพรรดิ์ให้ดำรงตำแหน่งโชกุน เมื่อ ค.ศ. ๑๖๐๓

 
โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ผู้นำทางการทหารคนสำคัญอีกท่าหนึ่ง แต่ไม่สามารถเป็นโชกุนได้เนื่องจากมีเชื้อสายมาจากชาวนา

ทั้งสามตำแหน่งข้างต้นนี้ ล้วนแต่มีบทบาทในประวัติศาสต์ของประเทศญี่ปุ่นมาช้านาน ในบางยุคสมัยเราจะพบว่าการบริหารบ้านเมืองนั้นตกอยู่ในเงื้อมมือของโชกุน แทนที่จะเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิ์ เนื่องจากราชสำนักอ่อนแอ ตำแหน่งจักรพรรดิจึงเป็นเสมือนหุ่นเชิดเท่านั้น หรือในบางยุคที่โชกุนอ่อนแอ บรรดาไดเมียวต่างๆ จึงพากันแข็งเมือง และก้าวขึ้นมามีบทบาทเหนือโชกุน ที่เปลี่ยนสถานะมาเป็นเพียงหุ่นเชิดบ้าง ทั้งหมดนี้ต่างสลับหน้าที่และบทบาทไปตามสถานภาพของแต่สกุล ซึ่งไม่ต่างไปจากอาณาจักรอื่นๆ ในโลก ที่ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะได้ครองอำนาจสูงสุด

ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนานพอสมควร แม้ในปัจจุบันจะมีสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะ แต่ในอดีตนั้นเชื่อว่าญี่ปุ่นเคยเป็นผืนแผ่นเดียวกับแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากมีการขุดสำรวจพบกระดูกช้างโบราณ ซึ่งไม่ใช่สัตว์ท้องถิ่นของญี่ปุ่น แต่เพราะการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ทำให้ญี่ปุ่นแปรสภาพกลายเป็นเกาะอย่างในปัจจุบัน

ประชากรบนเกาะญี่ปุ่นนั้นไม่สามารถระบุชี้ชัดไปได้ว่ามาจากที่ใด แต่จากสภาพที่ถูกโดดเดี่ยวจากแผ่นดินใหญ่ ทำให้ชาวญี่ปุ่นในยุคแรกๆ ตื่นตัวในการเรียนรู้วัฒนธรรมของคนต่างถิ่น ในทางตรงข้ามพวกเขาเองได้รับปกป้องจากการรุกรานของประเทศอื่นเช่นกัน จึงไม่ได้วิตกในเรื่องของการถูกผสมผสานด้านวัฒนธรรมเสียเท่าไหร่

* จาก Croft, A. History of the Far-East. New York: Longmans, Green, 1958. แปลความโดย รศ.เพ็ญศรี กาญจโนมัย

The Cat Returns…เมื่อแมวขอแทนคุณ

cr1

The Cat Returns อนิมเชั่นน่ารักๆ ดูสบายๆ ของ Studio Ghibli ผู้สร้าง Totoro และผลงานสร้างชื่ออย่าง Spirited Away ว่ากันว่า Cat Returns เป็นผลงานคั่นเวลาของพวกเขา แต่กลับยังคงเปี่ยมด้วยคุณภาพ แถมเพลงประกอบแสนเพราะจนฮิตไปทั่วญี่ปุ่น ที่บ้านเราก็ฮิตพอกัน เคยได้ยินเปิดบ่อยๆ ตามร้านรวงต่างๆ ถ้าท่านได้ฟังแล้วน่าจะร้องอ๋อกันขึ้นมาบ้าง

ผลงานของ Studio Ghibli ที่พอจะหาชมได้ในบ้านเราก็อย่างเช่น My Neighbor Totoro ออกฉายในปี ๑๙๘๘ นานขนาดนั้นแต่ความสวยงามและเนื้อหายังคงทันสมัยไม่เปลี่ยน และบ้านเราเพิ่งจะมานิยมเจ้าสัตว์ประหลาดตัวอ้วนนี่เมื่อไม่นานมานี้เอง หลังจากมีการผลิต DVD การ์ตูนเหล่านี้ออกมาอีกครั้งหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งที่แฟนการ์ตูนรู้จักกันดี สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies)  ชีวิตอันแสนรันทดของสองพี่น้องในช่วงสงครามโลก ถ้าใครว่าไม่เศร้าก็เกินไปหน่อยละ, แม่มดน้อยกิกิ (Kiki’s Delivery Service) เรื่องนี้ออกฉายในปี ๑๙๘๙ เล่าเรื่องราวของแม่มดที่ทำหน้าที่เป็นคนส่งของ, Pompogo ฉายปี ๑๙๙๔ เรื่องของฝูงทานูกิจอมแสบที่พยายามปกป้องป่าผืนสุดท้ายเอาไว้ และที่โดดเด่นเป็นสง่ามีรางวัลออสการ์อนิเมชั่นยอดเยี่ยมปี ๒๐๐๓ เป็นประกันก็คือ Spirited Away

studio_ghiblinet_logo
โลโก้ของ Studio Ghibli เอาตัวละคร โต๊ะโตโร่ มาทำเป็นโลโก้

Cat Returns กำกับโดย Hayao Miyazaki (ผู้กำกับ Spirited Away) ออกฉายในปี ๒๐๐๒ เป็นการ์ตูนแฟนตาซีใสๆ ดูเพลิน ไม่ยาวมากนัก ลายเส้นนั้นสบายตาจริงๆ ไม่มีการเล่นลูกเล่นอะไรมากมาย เป็นการ์ตูนที่เป็นการ์ตูน คือไม่เน้นความสมจริงของภาพมากนัก ยังคงความเป็นภาพสองมิติอยู่ ถ้าหากเปรียบเทียบกับผลงานชิ้นอื่นๆ จะเห็นว่า Cat Returns ออกจะดูง่ายๆ สบายๆ ไม่ซีเรียสมากนัก แบ๊คกราวนด์วาดโดยใช้สีน้ำทำให้ดูสดใสและโปร่งสบาย บางซีนอาจคิดไปได้ว่าเหมือนวาดยังไม่เสร็จดี คือมันดูโล่งๆ ยังไงพิกล โดยเฉพาะเหตุการณ์ในนครแมวเหมียว ส่วนเรื่องของเนื้อหาก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังอะไรนัก เป็นเหมือนเรื่องเล่าการผจญภัยสนุกๆ เรื่องนึง ไม่ได้แฝงปรัชญาอะไรยิ่งใหญ่จนดูยาก แต่ถึงกระนั้นเมื่อดูโดยรวมแล้วแม้จะเป็นงานคั่นเวลาแต่ก็ยังแน่นไปด้วยคุณภาพ สมกับเป็นอนิเมชั่นของญี่ปุ่น

cr2

ฮารุ ก็เป็นเหมือนเด็กสาวมัธยมทั่วไป เธอสดใสร่าเริงมีพลังเหลือเฟือ ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง จิตใจดี แอบชอบเด็กหนุ่มห้องเดียวกัน ชีวิตของฮารุก็คงจะราบเรียบไปเรื่อยๆ หากเธอไม่ไปช่วยชีวิตแมวสีเทาตัวนึงเข้าให้ เธอแทบไม่เชื่อสายตาเมื่อแมวตัวนั้นยืนสองขาโค้งคำนับขอบคุณเธอ และหลังจากวันนั้นก็เกิดเรื่องราวแปลกๆ ขึ้นกับเธอ

เช้าวันรุ่งขึ้นรอบๆ ตัวฮารุก็มีฝูงแมวรายล้อมเต็มไปหมด เหมือนกับเธอเป็นตัวดึงดูดแมวจากทุกสารทิศ ตกดึกฮารุก็เจอกับขบวนแห่แมว นำสาส์นแสดงความขอบใจมาจากพระราชาแมว เพราะแมวที่เธอช่วยชีวิตนั้นคือเจ้าชายแห่งนครแมว ฮารุจึงเป็นผู้มีบุญคุณอันใหญ่หลวงที่ต้องตอบแทน แต่สิ่งตอบแทนที่เธอ (ถูกบังคับ) ได้รับคือการได้แต่งงานกับเจ้าชายที่นครแมวซะงั้น

ขณะที่เธอกำลังงุนงงอยู่นั้นก็มีเสียงลึกลับแนะนำให้เธอไปหาใครคนหนึ่งที่สามารถช่วยเธอได้ ฮารุ เดินทางไปพบใครคน (ตัว) นั้น โดยมีแมวอ้วนที่ชื่อ มุตะ เป็นผู้นำทาง มุตะ แมวอ้วนปากปีจอพาฮารุมายังสำนักงานนักสืบแห่งหนึ่งเพื่อมาพบกับ บารอน แมวหนุ่มสุดเท่ที่รับปากจะช่วยเธอจากเรื่องเพี้ยนๆ นี่ ทันใดนั้นเองฮารุก็ถูกลักพาตัวไปยังนครแมวเพื่อเตรียมตัวเข้าพิธีวิวาห์กับเจ้าชาย

cr3
cr4

ฮารุเข้าร่วมงานฉลองในพระราชวัง ตอนแรกๆ เธอเริ่มจะสนุกไปกับสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ รอบตัว จนเมื่อเธอเริ่มรูสึกตัวว่าจะกลายเป็นแมวเข้าไปทุกทีนั่นแหละจึงได้เริ่มเป็นกังวล และยิ่งถ้าเธออยู่ที่นครแมวแห่งนี้นานวันเข้าเธอก็จะกลายเป็นแมวไปโดยสมบูรณ์ ก่อนที่เหตุการณ์จะเลวร้ายไปกว่านั้น บารอนและมุตะ ก็เข้ามาช่วยเธอได้ทันเวลา

ขณะที่กำลังจนมุมจากกไล่ล่าของทหารแมวนั่นเอง ลูน เจ้าชายแห่งนครแมวที่ฮารุช่วยชีวิตไว้ก็เข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ เพราะคนที่เจ้าชายรักไม่ใช่ฮารุ แต่เป็น ยูกิ แมวรับใช้ในพระราชวังต่างหาก และยูกินี่แหละที่เป็นเจ้าของเสียงลึกลับที่คอยช่วยฮารุอยู่ตลอดเวลา เพื่อตอบแทนฮารุที่เคยแบ่งขนมให้เธอทานเมื่อสมัยที่ฮารุยังเป็นเด็ก

เรื่องราวคลี่คลายลงอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง ฮารุกลับมาใช้ชีวิตตามประสาเด็กสาวทั่วไปอย่างเดิม มุตะยังคงนอนอย่างขี้เกียจอยู่ที่ร้านริมถนนเหมือนเดิม การผจญภัยครั้งนี้ก็กลายเป็นความทรงจำอันแสนสุขของฮารุไปตลอดกาล

ayano2
Ayano Tsuji ผู้ร้องเพลงประกอบ ลองฟังได้จาก Youtube ด้านล่าง

นอกจากภาพที่สดใสและเนื้อเรื่องที่สนุกสนาน เพลงประกอบก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เมื่อตอนที่ข้าพเจ้าได้ชมครั้งแรกจากร้านเฟม ท่าพระจันทร์ ตอนจบมีบันทึกเบื้องหลังการถ่ายทำ เบื้องหลังนักแสดงผู้ให้เสียงพากย์ และมิวสิควิดีโอเพลงประกอบน่ารักๆ จากนักร้องน่ารักๆ Ayano Tsuji ที่มีกีตาร์ตัวน้อยเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว

ไม่รู้เหมือนกันว่า Cat Returns จะให้คติเตือนใจอะไรเราบ้างรึเปล่า แต่สวยและสนุกมาก ฟังเพลงประกอบก็คุ้มแล้วล่ะ ลองไปหามาชมกันครับ มีขายในบ้านเราแล้ว

ผีสาวปากฉีก…คุณแม่ใจดีหายไปไหน!?

slitmouth

แต่ก่อนแต่ไรหนังผีแดนปลาดิบไม่ค่อยถูกกับคนบ้านเราเสียเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะความน่ากลัวหรอกแต่เพราะมันไม่น่ากลัวต่างหาก คนไทยเคยชินกับผีไทยประเภทแม่นาค กระสือ แต่ผีของญี่ปุ่นมักจะออกมาในรูปของวิญญาณหรืออยู่ในรูปของอสุรกายซึ่งคนไทยไม่คุ้นเคย จนกระทั่งกระแสหนังผีญี่ปุ่นถูกพัดกระพืออีกครั้งในปี ๑๙๙๘ จากภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายสยองขวัญชื่อดัง Ringu ประพันธ์โดย โคจิ ซึสึกิ (Koji Suzuki)

กระแสของ Ringu หรือ The Ring ทำให้หนังผีญี่ปุ่นกลายเป็นของนิยมสำหรับคอหนังสยองขวัญบ้านเรา รวมถึงหนังผีย่านใกล้เคียงอย่างเกาหลีก็ด้วย โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าคิดว่ามันไม่ค่อยน่ากลัวสักเท่าไหร่ แต่จะออกแนวสยองขวัญเสียวสันหลังมากกว่า แต่ที่ชอบใจประการหนึ่งก็คือ หนังผีญี่ปุ่นมักจะสอดแทรกความเป็นดราม่าเข้าไป บางทีทำเอาผู้ชมสะเทือนใจไปกับโศกนาฏกรรมของตัวละครเสียด้วยซ้ำ แต่ที่รู้สึกจะออกแนวขำๆ ก็คือท่าทางการเคลื่อนไหวของบรรดาผีๆ ที่เดินกันดีๆ ไม่เป็น ต้องคืบต้องคลานแล้วก็ต้องกระตุกเป็นจังหวะๆ ไม่รู้ว่ามันน่ากลัวตรงไหนเนี่ย

บังเอิญไปเจอหนังผีญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่า The Slit Mouth Woman แปลกันโต้งๆ ว่า อีสาวปากฉีก ดูแล้วไม่ถึงกับชื่นชอบนัก ออกจะสะดุดไม่ไหลลื่นเสียด้วยซ้ำ แต่รู้สึกว่ามันแปลกดีแล้วเขาก็ทำได้เนียนดีทีเดียว

carved02
carved04

ตำนานเรื่องผีสาวปากฉีกนี่เป็นตำนานยอดฮืตเรื่องหนึ่งของญี่ปุ่น เหมือนๆ กับที่บ้านเรามีเรื่องเล่าของแม่นาค กระสือ เปรต ที่ญี่ปุ่นเขาก็มีเหมือนกัน จะออกแนวนิทานพื้นบ้านเกี่ยวกับภูติผีเสียมาก ผีของญี่ปุ่นนี่เขาแบ่งประเภทกันด้วย

แบบแรกเขาเรียกว่า Obake เป็นพวกวิญญาณในรูปของควันหรือหมอก ไม่มีตัวตนแต่สามารถเข้าสิงอะไรก็ได้ทั้งคน สัตว์หรือสิ่งของ อย่างที่เราเคยเห็นในหนังหรือการ์ตูน เช่น ร่มผี โคมไฟ แผ่นหิน แบบที่สองเรียกว่า Yokai พวกนี้คือพวกอสุรกายหรือปีศาจชนิดต่างๆ ที่มีรูปร่างเป็นตัวเป็นตน เช่น กัปปะ ปีศาจจิ้งจอก เปรต เท็นคุ ผีไร้หน้า ผีคอยาว ฯ แบบสุดท้ายเรียกว่า Yurea พวกนี้คือวิญญาณคนตายที่ยังไม่ไปผุดไปเกิดยังคงวนเวียนอยู่ทั้งในโลกมนุษย์และโลกของภูติผี เป็นวิญญาณที่ยังคงมีอะไรคั่งค้างในใจเกิดเป็นห่วงหรือความพยาบาท บ้างก็สามารถปรากฎตัวในตอนกลางวันได้ด้วย ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ตายโหงหรืออุบัติเหตุ อย่างเช่น ผีซาดาโกะในหนังเรื่อง The Ring หรือผีโทรศัพท์ใน One Miss Call 

สำหรับตำนานสาวปากฉีกเป็นเรื่องเล่ามาแต่ครั้งโบราณ สาวสวยนางหนึ่งเป็นภริยาของซามูไร หญิงสาวนั้นหน้าตางดงามมากใครเห็นใครก็ชมชอบ ฝ่ายสามีซึ่งคงจะโรคจิตพอสมควรดันกลัวว่าหญิงสาวจะคบชู้ เลยใช้ดาบตัดปากของเธอจนขาดถึงใบหู แล้วเยาะว่า ดูซิ แบบนี้จะมีใครชมว่าสวยอีกมั้ย พอหญิงสาวตายไปเธอจึงกลายเป็นวิญญาณที่อาฆาตแค้น เธอมักจะดักรอผู้คนในช่วงพลบค่ำโดยจะสวมผ้าปิดปากไว้ พอมีใครผ่านมาเธอก็จะถามว่า “ฉันสวยมั้ย” ถ้าตอบว่าสวยเธอก็จะเปิดผ้าออกแล้วถามอีก แล้วอย่างงี้ล่ะยังสวยอยู่มั้ย ถ้าตอบว่าไม่สวยหรือตกใจกลัวก็จะโดนเธอทำร้าย (บ้างก็ว่าจะโดเธอฉีกปากให้เหมือนเธอ) แต่ถ้าทำใจแข็งไม่วิ่งหนีแล้วตอบว่าก็ยังสวยอยู่ เธอก็จะพอใจและจากไปเอง…เหมือนผีบ้ายอเลยแฮะ

carved05
carved06

สำหรับภาพยนตร์ The Slit Mouth Woman จับเอาตำนานเรื่องสาวปากฉีกมาทำใหม่ เปลี่ยนจากหญิงสาวที่ถูกสามีทำร้ายมาเป็นคุณแม่ยังสาวที่มีอาการทางจิต เริ่มเรื่องด้วยเรื่องเล่าขานในหมู่เด็กนักเรียนเกี่ยวกับหญิงสาวที่โผล่ออกมาที่สวนสาธารณะตอนค่ำๆ พร้อมด้วยผ้าปิดปาก เด็กๆ โจษจันกันว่าเธอคือสาวปากฉีกที่ออกมาหาเหยื่อ ขณะเดียวกันนั้นตัวหนังก็โฟกัสไปยังเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูท่าทางจะเป็นเด็กมีปัญหา ชอบเก็บตัวและมักจะสวมผ้าปิดปากอยู่เสมอ หนังมาเฉลยเอาว่าเธอถูกทำร้ายจากผู้เป็นแม่ คุณครูประจำชั้นสาวและคุณครูหนุ่มอีกคนหนึ่งต่างก็รู้เรื่องนี้ดีและพยายามหาทางแก้ไขปัญหานี้ให้เด็กหญิง แต่ไปๆ มาๆ หนังก็สร้างพล็อตย่อยขึ้นมาอีกว่าคุณครูทั้งสองต่างก็ประสบกับเหตุการณ์การทารุณกรรมเด็ก (Child Abuse) ทั้งฝ่ายผู้ถูกกระทำและเป็นผู้กระทำเสียเอง!

คุณครูยามาชิตะเป็นคุณแม่ลูกหนึ่งที่แยกทางกับสามี โดยลูกสาวคนเดียวของเธออยู่กับฝ่ายสามี เพราะเธอมีอาการทางประสาทที่มักจะทำร้ายลูกสาวอยู่เสมอ จนกระทั่งปัจจุบันที่เธอสลัดอาการที่ว่านี้ไปจนหมดแล้วแต่ลูกสาวก็ยังไม่เปิดใจยอมรับเธอ ทางฝ่ายคุณครูหนุ่มมัทสึซากิก็พอกัน แต่เขาเป็นฝ่ายถูกกระทำจากแม่แท้ๆ ของตัวเองที่มีอาการทางจิตเช่นกัน

carved08
carved09

เหตุการณ์มาเลวร้ายขึ้นเมื่อเด็กหญิงหายตัวไปอย่างลึกลับพร้อมกับการหายตัวไปของเด็กๆ ในละแวกนั้น จนมีข่าวลือว่าผีสาวปากฉีกเป็นตัวการในเรื่องนี้ แล้วคุณครูทั้งสองก็พบกับความจริงที่ว่าผีสาวปากฉีกนั้นมีตัวตนจริงๆ และยิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีกเมื่อได้รู้ว่าผีสาวตนนั้นคือแม่ของคุณครูมัทสึซากินั่นเอง!

บทหนังอาศัยตัวละครผีสาวปากฉีกเป็นตัวเอกแต่กลับฉีกตำนานเก่าๆ ทิ้ง จากเดิมที่เธออาฆาตแค้นเพราะถูกสามีทำร้ายกลับกลายเป็นเธอเป็นฝ่ายทำร้ายลูกของตนเองเสียแทน และจบชีวิตอย่างน่าสงสาร (ด้วยสภาพที่ต้องปากฉีกด้วยความบังเอิญ) ซึ่งคนที่สังหารเธอก็ไม่ใช่ใคร ก็คือลูกชายของเธอ (ครูมัทสึซากะ) นั่นเอง การดำเนินเรื่องอาจมีช่องโหว่อยู่บ้าง อย่างเช่นว่าคุณครูยามาชิตะที่มีประวัติทำร้ายเด็ก แต่ทำไมถึงสามารถเป็นครูโรงเรียนประถมได้ หรือทำไมจู่ๆ ผีสาวปากฉีกถึงได้ลุกขึ้นมาทำร้ายคนอื่นทั้งที่ถูกฆ่าไปแล้วเป็นสิบๆ ปี แต่ด้วยภาพและลีลาการดำเนินเรื่องที่ชวนสยอง ทำให้เราพอจะลืมๆ เรื่องปลีกย่อยนั่นไปได้และหันมาสนใจกับความสยดสยองที่โผล่ขึ้นมาเป็นระยะ

mizuno
มิกิ มิสึโนะ (Miki Mizuno) รับบทเป็นผีสาว
จากเดิมที่สวยใสกลายเป็นสวยสยองไปเลย

หนังเล่นกับประเด็นของการทารุณกรรมเด็ก ไม่ว่าประเทศไหนก็มีปัญหาแบบนี้ทั้งสิ้น เท่าที่ปรากฎในเรื่องบรรดาผู้ปกครองทั้งหลายไม่ใช่ว่าไม่รักลูก แต่เพราะอาการป่วยเสียมากกว่าที่ทำให้พวกเธอกลายเป็นปีศาจร้ายในสายตาลูกๆ อย่างตัวผีสาวเมื่อครั้งยังมีชีวิต เธอจัดเป็นคุณแม่ที่แสนดีและรักลูกมากทีเดียว แต่ด้วยอาการป่วยทางกายประกอบกับอาการทางประสาท ทำให้เธอกลายเป็นคนที่มีสองบุคลิก คือเป็นคุณแม่ที่แสนดีที่พร้อมจะแปลงร่างเป็นปีศาจทุบตีลูกได้ทุกเมื่อเช่นกัน ซึ่งอาการที่ว่านี้พบเห็นได้ในสังคมจริงๆ หนังทำเอาคนดูรู้สึกหดหู่ไม่น้อยกับชะตากรรมของเด็กหญิงที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วย แต่โชคร้ายต้องตกเป็นเหยื่อของความวิปริตของผีสาว และหนังยังสะท้อนความวิปริตนั้นให้เห็นว่าแท้จริงแล้วปีศาจอยู่ในตัวเราทุกคนเพียงแต่รอเวลาที่จะแสดงตัวตนของมันออกมา โดยนำเสนอให้เห็นว่าผีสาวปากฉีกสามารถไปโผล่ในร่างของใครก็ได้ทุกเมื่อ

หนังจบลงแบบโศกนาฏกรรม เด็กๆ ต้องเสียแม่ ครอบครัวต้องสูญเสียลูก ครูหนุ่มต้องจบชีวิตลง มันเป็นเรื่องเศร้าไม่ว่าเกิดกับใครหรือครอบครัวใดก็ตาม อาการป่วยประเภทนี้สามารถรักษาได้แต่บางครั้งกว่าที่จะรู้ตัวมันก็อาจจะสายไปเสียแล้ว

(หนังเรื่องนี้ออกฉายในปี ๒๐๐๗ มีให้เช่าตามร้านเช่าหนังบ้านเรา ส่วนที่ญี่ปุ่นออกภาคสองมาแล้ว)

ก็อตซิลล่า สัตว์ประหลาดขวัญใจมหาชน

 godzillajanghu1

ไม่ว่าเด็กรุ่นใหม่หรือเด็กรุ่นเก่า หรือไม่ว่าจะผ่านวัยเด็กมานานแค่ไหน เมื่อพูดถึง ก็อตซิลล่า ทุกคนต่างหนึ่งถึงหนังสัตว์ประหลาดของประเทศญี่ปุ่น ที่มีสัตว์ขนาดยักษ์ดูเหมือนไดโนเสาร์ผุดขึ้นมาจากท้องทะเล เข้ามากระทืบตึกรามบ้านช่องเล่นแก้เซ็ง แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานนับตั้งแต่เจ้าก็อตซิลล่าถือกำเนิดขึ้นมาจนบัดนี้ นับอายุได้ ๕๑ ปี ใกล้วัยเกษียณเต็มทน แต่เจ้าก็อตซิลล่าก็คงยังเป็นสัญลักษณ์ของการทำลายล้างอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

แม้เจ้าตัวจะชอบลุกขึ้นมาเหยียบบ้านเมืองเล่นเป็นอาจิณ แต่คนญี่ปุ่นกลับไม่ได้มองก็อตซิลล่าเป็นพวกปีศาจร้าย แต่กลับให้ความเอ็นดูราวกับมันเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของประเทศเลยทีเดียว

tanakagodzilla1ก็อตซิลล่า : Godzilla เกิดจากไอเดียของ โทโมยูกิ ทานากะ โปรดิวเซอร์แห่ง โตโฮภาพยนตร์ (ภาพข้างๆ นี่แหละ) บริษัทผลิตภาพยนตร์ชื่อดังของญี่ปุ่น (เจ้าเดียวกับที่ทำยอดมนุษย์อุลตร้าแมนกับคุณสมโพธิ แสงเดือนฉาย) ที่คิดจะสร้างหนังเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดขนาดมหึมาที่ออกมาสร้างความหายนะให้แก่เกาะญี่ปุ่น โดยใส่ที่มาไว้ว่าสัตว์ประหลาดที่ว่านี้เกิดจากการกลายพันธุ์หลังจากที่ได้รับละอองกัมมันตภาพรังสี พล็อตเรื่องคร่าวๆ ถูกวางไว้เสร็จสรรพแต่ทานากะก็ยังหาชื่อที่เหมาะกับเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ไม่ได้ซักที

อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนๆ ของทานากะที่โตโฮก็คุยกันถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทคนหนึ่งที่มีรูปร่างอ้วนตุ๊ต๊ะ จนใครต่อใครเก็บเอามาล้อเล่นกันอย่างสนุกสนานว่า Gojira คือการเล่นคำโดยเอาคำว่า Golira ที่หมายถึงลิงกอลิร่า มาผสมกับคำว่า Kujira ที่แปลว่าปลาวาฬ ซึ่งก็หมายถึงว่าเป็นลิงกอลิร่าที่ใหญ่เท่าปลาวาฬ พอทานากะได้ยินเรื่องนี้ก็ปิ๊งขึ้นมาทันทีแล้วก็เลยเอาชื่อนี้มาเป็นชื่อของสัตว์ประหลาดที่เขาคิดขึ้น

บทหนังในฉบับแรกๆ ของโกจิร่าก็ไม่มีอะไรซับซ้อนนัก คือกล่าวถึงสัตว์ประหลาดที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาจากอ่าวโตเกียวแล้วก็ขึ้นฝั่งกระทืบๆ เหยียบๆ ทำลายตึกรามบ้านช่องจนสาแก่ใจ พอหายเซ็งมันก็กลับลงทะเลไปนอนต่อ แต่ก่อนหน้านั้นก็จะแทรกเรื่องราวการร่วมมือร่วมใจของมวลมนุษย์ที่จะต้องขับไล่เจ้าโกจิร่านี้กลับถิ่นที่อยู่ของมัน ก็เป็นโอกาสให้ใส่เนื้อหาเกี่ยวกับความรัก ความสามัคคี หรืออะไรต่อมิอะไรที่พอจะนึกออก พอในตอนต่อๆ มาก็เริ่มใส่เรื่องราวที่จริงจังมากขึ้นรวมถึงมีการเพิ่มตัวละครจำพวกสัตว์ประหลาดต่างๆ ออกมาต่อกรกับโกจิร่าอย่างสนุกสนาน

 godzillajanghu02

การที่ทานากะปูพื้นให้โกจิร่ากำเนิดขึ้นมาจากผลของกัมมันตภาพรังสีนั้นนับว่าส่งผลดีไม่น้อย เพราะนอกจากจะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของนิวเคลียร์ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นประสบมากับตนเองเมื่อครั้งสงครามโลก และก็ไม่เพียงแต่ญี่ปุ่นเท่านั้น ทั้งโลกต่างก็พร้อมใจกันต่อต้านนิวเคลียร์ มันก็เหมือนกันเป็นการประสานใจกันของคนทั้งโลก อีกทั้งยังได้ผู้กำกับอย่าง อิจิโร ฮอนดะ ที่มีประสบการณ์โดยตรงกับสงครามโลกครั้งที่สอง จึงทำให้หนังโกจิร่าในยุคนั้นสะท้อนความหายนะของบ้านเมืองออกมาบนแผ่นฟิล์มได้อย่างน่าชม (ถ้าจะเปรียบเทียบ โกจิร่า ก็คือ อเมริกา ที่ทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มฮิโรชิม่าและนางาซากิจนราบ)

ในทีแรกทานากะคิดว่าจะใช้เทคนิคสต็อปโมชั่นมาใช้เหมือนกับที่ฮอลลิวู้ดใช้จนประสบความสำเร็จกับ King Kong แต่ว่าต้องใช้งบประมาณสูงมาก ทานากะเลยแก้ปัญหาง่ายๆ โดยใช้คนสวมชุดหุ่นยางเล่นเป็นโกจิร่ามันซะเลย ไอจิ สึบูรายะ และ อิจิโร ฮอนดะ ทีมงานผู้ออกแบบก็เลยออกแบบทำหุ่นจำลองออกมาให้ทานากะเลือกอยู่สิบกว่าแบบ จนมาลงตัวที่สัตว์ประหลาด รูปร่างคล้ายๆ ไดโนเสาร์ แต่ตัวอ้วนเทอะทะกว่า มีครีบสามแถวที่หลัง หางขนาดใหญ่ หน้าทู่ๆ ดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ จะดูเป็นกิ้งก่าก็ไม่ใช่ จะเป็นเต่าก็ไม่เชิง เหมือนกับเอาสัตว์หลายๆ ชนิดมาผสมกันมากกว่า แต่ที่สุดแล้วโกจิร่าก็ถือกำเนิดขึ้นในแบบที่เราคุ้นเคยกันดีมาจนถึงเดี๋ยวนี้

godzillajanghu03
โกจิร่าและผองเพื่อนกับทีมงานผู้สร้าง
จากซ้าย ซาดามาสะ อาริคาว่า, อิจิโร่ ฮอนดะ, ไอจิ สึบูรายะ
และ โทโมยูกิ ทานากะ ผู้ให้กำเนิดโกจิร่า

โกจิร่าฉบับเริ่มต้นนั้นสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ๑๙๕๔ ท่ามกลางอุปสรรคมากมาย เริ่มจากตัวโกจิร่าเองที่แสนจะเทอะทะ โดยใช้วิธีหล่อยางจากแม่พิมพ์เป็นส่วนๆ เช่นแขน ขา หาง ลำตัว มาเอาสวมให้นักแสดง จากนั้นก็ยัดโฟมเข้าไปข้างในเพื่อให้ดูอ้วนไม่ลีบแบน เสริมความแข็งแรงด้วยโครงไม่ไผ่ เย็บติดรอยต่อต่างๆ ด้วยผ้า ตรงด้านหลังบริเวณครีบทำเป็นซิปเปิดปิดเพื่อให้นักแสดงออกมาได้ โกจิร่าในเวอร์ชั่นแรกจึงออกมาดูแข็งๆ ขยับเขยื้อนไม่คล่องแคล่วและยังไม่สามารถแสดงท่าทางและสีหน้าออกมาได้มากนัก แต่งานหนักจริงๆ อยู่ที่ตัวนักแสดงที่ต้องทนร้อนและอึดอัดอยู่ในชุดโกจิร่าที่หนักเกือบร้อยกิโล! สวมใส่แสดงครั้งนึงได้ไม่เกินสามนาที (ยังกะมนุษย์อุลตร้า) ก็ต้องถอดออดมาพัก แม้ว่าตัวชุดจะมีช่องระบายอากาศแต่ก็ไม่เพียงพอ ทีมงานจึงใช้วิธีถ่ายแบบสโลว์โมชั่น (มันจะได้ยืดกินเวลานานๆ) เพื่อจะได้ลดความไม่สมจริงของโกจิร่า จนสุดท้ายโกจิร่าก็ออกฉายจนได้ โดยสิ้นงบประมาณไป ๖๐ ล้านเยน ซึ่งถือว่ามหาศาลมากในยุคนั้น

โกจิร่ากลายเป็นของแปลกใหม่สำหรับคอหนังชาวญี่ปุ่น มันได้รับการต้อนรับอย่างดีทั้งจากเด็กๆ และผู้ใหญ่ จนมีการสร้างภาคต่ออกมามากมาย และด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น โกจิร่าก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็คือพวกเขายังคงใช้คนแสดงโดยสวมชุดยางอยู่เช่นเดิม

godzillaposter-1955
ใบปิดหนังโกจิร่าฉบับแรก ออกฉายปี ๑๙๕๕

godzilla_ghidorah
ต้องต่อสู้กับตัวประหลาดๆ มากมาย อย่างในภาพเป็นการต่อสู้แบบสามรุมหนึ่ง

ในภาคต่อๆ มาของโกจิร่า ผู้สร้างได้เพิ่มมิติให้กับเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้มากขึ้น ไม่ใช่สักแต่ขึ้นมาถล่มเมืองเล่นเฉยๆ พวกเขาเพิ่มมุมมองในด้านของความอ่อนโยนของโกจิร่า อย่างเช่นมีบางตอนที่มีโกจิร่าน้อยโผล่ขึ้นมา หรือสัญชาตญาณในการปกป้องถิ่นฐาน (ก็คงไม่พ้นการสอนให้คนญี่ปุ่นรักชาติและบูชาลัทธิบูชิโดนั่นแหละ) อย่างบางตอนที่มีสัตว์ประหลาดหน้าตาแปลกๆ โผล่ออกมาต่อกรกับโกจิร่า ซึ่งคราวนี้ศัตรูของมนุษยืไม่ใช่โกจิร่าเสียแล้ว แต่เป็นสัตว์ร้ายรับเชิญที่ออกมาอาละวาด ไม่ว่าจะเป็น กาเมร่า (เต่ายักษ์) คิงงิโดร่า (มังกรสามหัว) หนอนยักษ์ มอธยักษ์ และตัวอะไรอีกมากมาย กลายเป็นว่าเจ้าโกจิร่าต้องออกมาปกป้องถิ่นฐานคือเกาะญี่ปุ่น ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ทั้งของมันเองและมนุษย์ไปพร้อมๆ กัน (ประมาณว่าใครจะมาแย่งตูถล่มตึกไม่ได้เฟ้ย) เราจึงได้เห็นมนุษย์คอยเอาใจช่วยโกจิร่า ทั้งที่ตอนก่อนๆ เพิ่งสาบส่งมันอยู่แท้ๆ หรือบางตอนถึงกับเรียกหาโกจิร่าเลยด้วยซ้ำ

โกจิร่าถูกสร้างขึ้นมาหลายสิบตอนและกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น มันถูกแปรรูปกลายเป็นสินค้าต่างๆ มากมาย บรรดาผู้นิยมมอนสเตอร์ทั้งหลายต่างต้องการมีสะสมไว้ในคอลเล็คชั่น จนถึงกับยกให้มันเป็น King of Monster เลยทีเดียว นอกจากจะเป็นโกจิร่าในรูปแบบที่เห็นกันในหนังแล้วก็ยังมีในรูปแบบน่ารักๆ ออกมาล่อตาล่อใจบรรดาวัยรุ่นได้เสียอีก

กว่าครึ่งศตวรรษที่โกจิร่าได้ออกมาไล่ถล่มเกาะญี่ปุ่นเล่นมันก็ข้ามไปถึงฝั่งอเมริกา ในปี ๑๙๙๘ โกจิร่าหรือก็อตซิลล่าในฉบับฮอลลิวู้ดมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาไปจนจำแทบไม่ได้ จากที่เป็นตัวอ้วนๆ อุ้ยอ้าย แม้จะท่าทางดุร้ายแต่หน้าตากลับดูน่าเอ็นดูเสียอีก ก็เปลี่ยนเป็นก็อตซิลล่าที่ตัวใหญ่กว่าเดิม ผอมเพรียวคล่องแคล่วกว่าเดิม ท่าทางที่ดุร้ายมากขึ้น และดูยังไงๆ ก็เหมือนเอาทีเร็กซ์มาผสมกับแร็พเตอร์ ในฉบับฮอลลิวู้ดเจ้าก็อตซิลล่ายังคงถือกำเนิดจากผลของกัมมันตภาพรังสีจากการทดลองนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส (ตรงกับเหตุการณ์ในตอนนั้นพอดี) แล้วเธอก็บุกขึ้นเกาะแมนฮัตตันเพื่อหาที่วางไข่ (เจ้าตัวนี้เป็นตัวเมีย) ซึ่งไม่มีการใส่ชุดยางเหมือนของญี่ปุ่น แต่ใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งเรื่อง จึงดูเนียนตาและสมจริงอย่างมากและก็สร้างเอฟเฟคต์ระเบิดตูมตามทำลายล้างได้อย่างถึงในพระเดชพระคุณ

godzillajanghu2
โกจิร่ายุคใหม่ นำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ประกอบทำให้ดูเนียนตาขึ้นกว่าเดิมเยอะ

เข้าสู่ยุค ๒๐๐๐ ทีมผู้สร้างจากญี่ปุ่นเริ่มหันมาใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์มากขึ้น ทำให้เกิดภาพที่สวยงามและดูเนียนมากกว่าสมัยที่ใส่ชุดยาง แม้ว่าจะมีหนังสัตว์ประหลาดสร้างขึ้นมามากมาย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร โกจิร่า หรือ ก็อตซิลล่า ก็ยังคงเป็นขวัญใจของชาวญี่ปุ่น หรืออาจจะรวมถึงคอหนังทั้งโลกและจะยังคงครองตำแหน่งนี้ต่อไปอีกนานแสนนาน

การ์ตูนญี่ปุ่นที่เปลี่ยนแปลงโลก (ตอนสอง)

รถด่วนอวกาศ 999 : Galaxy Express 999 (1977-1981)

การ์ตูนแฟนตาซีสุดคลาสสิก ผลงานของ เลจิ มัตสึโมโตะ ผู้เขียน กัปตันฮาร์ล็อค และ เรือรบอวกาศยามาโตะ เลจิเริ่มต้นอาชีพนักเขียนครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 15 ปี หลังจากไฮสกูล โดยเขาเขียนการ์ตูนแนวผู้หญิงหวานแหวว ก่อนจะค่อยๆ แสดงความเป็นตัวตนของตัวเองคือแนววิทยาศาสตร์ แฟนตาซี

999 เล่าถึงโลกอนาคตที่จักรวาลถูกครอบครองไปด้วยพวกหุ่นยนต์ มนุษย์ไม่ใช่จ้าวจักรวาลอย่างที่เราเคยคิด โฮชิโนะ เทตสึโร่ เด็กหนุ่มที่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าหลังจากที่แม่ของเขาถูกหุ่นยนต์สังหาร เพียงเพื่อจะเอาไปสตัฟฟ์ไว้เป็นของแต่งบ้าน! เทตสึโร่โกรธแค้นมากเขาตั้งปณิธานไว้ว่าจะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นมนุษย์ดัดแปลง เพื่อจะได้แข็งแกร่งและเป็นอมตะ จะได้มาแก้แค้นพวกหุ่นยนต์ทั้งหลาย เทตสึโร่ออกเดินทางด้วยรถด่วนสาย 999 พร้อมกับหญิงสาวสวยลึกลับ เมเทล ทั้งคู่ต้องพบเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย ทำให้เทตสึโร่ได้ค้นพบความหมายที่แม้จริงของความเป็นคน

ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. นำ 999 มาฉายเป็นตอนๆ เริ่มในปี 2521 ได้รับความนิยมพอสมควร แต่ค่อนข้างจะดูเข้าใจยากเสียหน่อยสำหรับเด็กเล็ก เพราะมีเนื้อหาที่ค่อนข้างลึกและเน้นแนวคิดที่ยากเกินกว่าเด็กเล็กจะเข้าใจ

……………………………………………………………………………………………………………….

สแลมดังก์ : Slam Dunk (1990-1996)

การ์ตูนแนวกีฬายอดนิยมไม่แพ้ กัปตัน สึบาสะ แต่เปลี่ยนชนิดกีฬาจากฟุตบอลมาเป็นบาสเกตบอล ทำให้เด็กๆ ญี่ปุ่นหันมาสนใจบาสเกตบอลกันมากขึ้น ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดีเหมือนกับที่ กัปตัน สึบาสะ เคยปฏิวัติวงการกีฬาของญี่ปุ่น ให้คนญี่ปุ่นหันมาสนใจฟุตบอลมากขึ้นแทนที่เบสบอล กีฬายอดนิยมอันดับหนึ่ง

แบดบอยหัวแดง ซากุรางิ ฮานามิจิ หนุ่มฮาร์ดใจร้อนย้ายมาโรงเรียนมัธยม โชโฮคุ แค่แว้บแรกที่เห็น อาคางิ ฮารุโกะ ก็ตกหลุมรักเธอเข้าเต็มเปา ซากุรางิ หวังจะพิชิตในสาวจึงสมัครเข้าชมรมบาสที่พี่ชายของฮารุโกะเป็นกัปตันอยู่ และด้วยความเพี้ยนของซากุรางิก็มักจะก่อเรื่องยุ่งๆ เสมอ ไม่เพียงแค่การเอาชนะในสนามเท่านั้นเขายังต้องพบกับอุปสรรคความรักอีกหลายด่าน เรียกว่าต้องพบทั้งศึกรักและศึกรบไปพร้อมๆ กัน

………………………………………………………………………………………………………………

คนปีศาจ : Monster (1994-2001)

  

สุดยอดการ์ตูนที่เป็นมากกว่าการ์ตูนตามความคิดส่วนตัวของข้าพเจ้า ผลงานของ นาโอกิ อุราซาว่า ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1994 ถูกทำเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นออกฉายทางโทรทัศน์เป็นตอนๆ ในปี 2004-2005

คนปีศาจ เป็นการ์ตูนแนวสืบสวน+ฆาตกรรม+จิตวิทยา เล่าเรื่องของ ดร. เทนมะ ศัลยแพทย์หนุ่มมากฝีมือที่ทำมาหากินอยู่ในเยอรมัน คืนหนึ่ง ดร.เทนมะช่วยเหลือเด็กชาย โยฮัน ที่ถูกยิงที่ศีรษะ ด้วยฝีมือของ ดร.เทนมะ ทำให้เด็กชายโยฮันรอดตายราวปาฏิหารย์ หลังจากนั้นเด็กชายก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ต่อมาเกิดคดีฆาตกรรมในโรงพยาบาลและหลักฐานทุกอย่างพุ่งตรงมาที่เขา โชคดีที่ท้ายสุดหลักฐานที่ยังไม่แน่นหนาพอทำให้เขารอดพ้นการจับกุมอย่างหวุดหวิด

หลายปีต่อมาเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องขึ้น ดร.เทนมะ ก็เข้ามาพัวพัน เขาเผชิญหน้ากับฆาตกรตัวจริง ดร.เทนมะ แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าฆาตกรรมคนนั้นคือ โยฮัน เด็กที่เขาเคยช่วยชีวิตเมื่อหลายปีก่อน ดร.เทนมะ จึงต้องออกตามล่าเพื่อกำจัดโยฮัน ปีศาจที่เขาชุบชีวิตขึ้นมาโดยมี สารวัตรลุงค์เก้ ที่เชื่อว่า ดร.เทนมะ คือฆาตกรตัวจริง ออกตามล่าเขาไม่ห่าง

นอกจาก คนปีศาจ แล้ว ยังมีผลงานเด่นๆ ของอุราซาว่าอีกหลายเรื่องที่กวาดรางวัลมานับไม่ถ้วน อย่าง 20th Century Boy, Pluto สำหรับรายละเอียดของ คนปีศาจ ติดตามอ่านได้จากบทความของข้าพเจ้าได้ที่ คปีศาจ

…………………………………………………………………………………………………………..

โปเกมอน : Pokemon (1998 – )

 


การ์ตูนที่ถูกดัดแปลงมาจากเกม โปเกมอน ย่อมาจากคำว่า Pocket Monster หรือก็คือสัตว์ประหลาดแบบพกพา เป็นเกมที่ออกแบบและพัฒนาโดย นินเทนโด บริษัทเกมชื่อดังของญี่ปุ่น ออกแบบโดย ซาโตชิ มาจิริ โดยเขาเอาไอเดียมาจากลักษณะและพฤติกรรมของสัตว์และพืชต่างๆ

ในภาคการ์ตูนเป็นเรื่องราวการผจญภัยของ ซาโตชิ ที่ออกเดินทางพร้อมกับโปเกมอนประจำตัวชื่อ ปิกะจู เป็นโปเกมอนหนูสีเหลืองหน้าตาน่ารักมีสายฟ้าเป็นอาวุธ และเจ้าปิกะจูนี่แหละที่เป็นโปเกมอนที่มีชื่อเสียงที่สุดและเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมทุกเพศทุกวัย

ความสนุกและน่าติดตามของการ์ตูนเรื่องนี้อยู่ที่การปรากฏตัวของโปเกมอนชนิดต่างๆ ที่มีลักษณะแตกต่างกันไป ทั้งที่ดูน่ารักและไม่น่ารัก มีนิสัยและท่าไม้ตายต่างกันไป ไม่เพียงแต่การ์ตูนเท่านั้น บรรดาสินค้าหรือของที่ระลึกที่ตีตราโปเกมอนก็จะออกแบบสินค้าที่มีโปเกมอนเป็นตัวเอก ทำให้เกิดกระแสการสะสมอย่างเช่น การ์ด สติ๊กเกอร์ จนกลายเป็นของสะสมที่มีค่าในวงการของผู้นิยมการ์ตูน

…………………………………………………………………………………………………………

นานะ : NaNa (2000-)

หนึ่งในการ์ตูนแนวผู้หญิงที่ได้รับความนิยมสูงสุด จำหน่ายไปแล้วกว่า 3 ล้านฉบับ ผลงานของ ไอ ยาซาว่า ตีพิมพ์ในนิตยสารการ์ตูนคุ้กกี้ (Cookie) มีนักอ่านติดตามทั้งชายและหญิง ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาวและทำเป็นภายนตร์ที่ใช้คนแสดงแล้วด้วยเมื่อปี 2005

สิ่งที่ทำให้ผู้คนนิยมติดตาม Nana เพราะเนื้อเรื่องและตัวละครที่มีความสมจริงและมีการดำเนินชีวิตและความคิดเหมือนคนทั่วไปจริงๆ เล่าเรื่องของผู้หญิงสองคนที่ชื่อ Nana เหมือนกันแต่กลับมีนิสัยและวิถีชีวิตที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง โคมัตสึ นานะ เด็กสาวท่าทางเรียบร้อยมองโลกในแง่ดีตลอดเวลาเดินทางเข้าโตเกียว โดยหวังจะได้พบกับชายหนุ่มคนรักของเธอ ระหว่างเดินทางก็ได้พบกับ โอซิคิ นานะ เด็กสาวท่าทางแข็งกร้าวและเอาจริงเอาจัง ที่เดินทางมาโตเกียวเพื่อทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง แม้นิสัยจะแตกต่างกันแต่ทั้งคู่ก็เข้ากันได้ดี จึงมาเช่าห้องอยู่ด้วยกันและเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองหลวงที่แสนวุ่นวาย

…………………………………………………………………………………………………..

Spiritd Away (2002)

ผลงานสร้างชื่อของวงการการ์ตูนแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อผงาดเป็นอนิเมชั่นเลือดซามูไรเรื่องแรกที่คว้ารางวัลภาพยนตร์อนิเมชั่นยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ ผลงานการกำกับของ ฮายาโอ มิยาซากิ ที่เคยทำอนิเมชั่นน่ารักๆ  อย่าง My Neighbor Totoro และ Princess Mononoke โดย Spirited Away จัดเป็นผลงานสร้างชื่ออย่างสุดๆ เพราะกวาดรางวัลมาเพียบทั้งในและต่างประเทศ

จิฮิโร่ เด็กหญิงที่กำลังย้ายบ้านมายังบ้านใหม่พร้อมกับพ่อและแม่ ระหว่างทางเกิดหลงทางเข้าไปยังสถานที่ประหลาดแห่งหนึ่งที่ไร้ผู้คน แต่บ้านเรือนกลับดูมีชีวิตชีวา ร้านอาหารก็มีอาหารน่ากินวางพร้อมสรรพ จิฮิโร่คะยั้นคะยอให้กลับออกมาแต่พ่อและแม่กลับเลือกที่จะนั่งกินอาหารในร้าน จิฮิโร่จึงเดินออกสำรวจเมืองอย่างหวาดๆ จนพบกับเด็กชายท่าทางประหลาดที่ชื่อ ฮาคุ

ฮาคุ เตือนให่จิฮิโร่รีบอกจากเมืองนี้เพราะนี่คือดินแดนแห่งวิญญาณ แต่ก็ช้าเกินไปเสียแล้ว จิฮิโร่ย้อนกลับมาหาพ่อกับแม่ แต่ปรากฏว่าทั้งสองคนกลายร่างกลายเป็นหมูไปเสียแล้ว ฮาคุช่วยเหลือให้จิฮิโร่เข้าทำงานในโรงอาบน้ำของ ยูบาบะ โดยจิฮิโร่ต้องยอมมอบชื่อของเธอให้ยูบาบะ จากนั้นเธอก็ได้ชื่อใหม่ว่า เซน เธอต้องพบกับเรื่องราวแปลกประหลาดมากมายในดินแดนแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นปีศาจไร้หน้า ปีศาจสามหัว เด็กทารกยักษ์ หรือฮาคุ ที่แปลงร่างเป็นมังกร และเธอต้องทำทุกอย่างเพื่อจะพาพ่อและแม่ออกจากดินแดนประหลาดแห่งนี้ให้ได้

สิ่งที่โดดเด่นนอกจากภาพที่วาดอย่างสวยงามและเนื้อเรื่องที่เหนือจินตนาการ (อาจจะดูเข้าใจยากไปเสียหน่อยแต่ก็ดูสนุก) แล้ว นี่ก็ยังเป็นการ์ตูนที่วาดด้วยมือทำให้เส้นสายดูนุ่มนวลดูแล้วเพลินตาดีมาก

ท่านทูต “คิตตี้”

เจ้าแมว เฮลโล คิตตี้ ยังคงแรงไม่เลิก เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น  ได้ประกาศแต่งตั้งให้เจ้าเหมียวไร้ปากตัวนี้เป็นทูตสันถวไมตรีของกระทรวงการท่องเที่ยวประจำฮ่องกงและจีน โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เรียกว่า “Visit Japan”
อันว่าโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวนี้ไม่ว่าประเทศไหนๆ ก็มีทั้งนั้น เพราะทุกประเทศล้วนแต่มีสถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมประจำชาติที่ดึงดูดให้ผู้คนต่างบ้านต่างเมืองแวะเข้าไปสัมผัส และยิ่งเป็นประเทศที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวด้วยแล้ว การส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวนับเป็นโครงงานยอดนิยม เหมือนอย่างที่บ้านเราเคยมีการจัดปีแห่งการท่องเที่ยวไทย Amazing Thailand ซึ่งก็ได้ผลบ้าง ไม่เวิร์คบ้าง แต่โดยรวมแล้วมันก็ช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจการท่องเที่ยวคึกครื้นขึ้นมาบ้าง

โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นเขาก็จัดถี่เหมือนบ้านเรา แต่ของเขาดูเก๋ไก๋กว่ากันเยอะ เพราะบ้านเขานั่นยอดอยู่แล้วเรื่องการตลาดและยังเล่นกันระยะยาว ต่างจากบ้านเราที่ทำแบบขอไปที ผ่านไปปีต่อปี ปีไหนจัดก็เฮกันที ปีไหนว่างก็ส่งเสริมกันไปตามมีตามเกิด เพราะนอนใจว่ายังไงๆ ไทยแลนด์ก็ยังฮิตติดชาร์ตของนักท่องเที่ยวอยู่ดี

ในขณะที่ญี่ปุ่นเขาคิดต่าง บ้านเขาก็ใช่ย่อยด้านท่องเที่ยว หรือจะดูอย่างเกาหลีนั่นประไร ตอนนี้เกาหลีน่ากลัวมาเรื่องการท่องเที่ยว ดูแค่บ้านเราก็คลั่งไคล้วัฒนธรรมเกาหลีกันทั้งประเทศ หนุ่มสาวอยากไปเที่ยวแดนกิมจิกันทั้งนั้น ก็เพราะวิธีการส่งเสริมทั้งทางตรงและทางอ้อมที่แทรกซึมเข้ามาโดยที่เราไม่ทันระวัง วิธีการนี้เคยใช้ได้ผลมาแล้วกับญี่ปุ่น คงจำกันได้ที่กระแสญี่ปุ่นพัดแรงทั่วโลก มาตอนนี้เปลี่ยนเป็นเกาหลีไปเสียแล้ว และเมื่อไหร่จะถึงทีของประเทศไทยกันหนอ

กลับมาที่ Visit Japan ก่อนหน้านี้ไม่นานบ้านเขาก็มีโครงการ Yokoso Japan ก็ทำนองว่า ขอต้อนรับสู่ญี่ปุ่น ประมาณนั้น จนกระทั่งตามมาด้วยแคมเปญ Visit Japan ในปี 2005 ญี่ปุ่นรณรงค์ด้วยหลากหลายวิธีการทั้งการนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ รวมไปถึงการเผยแพร่วัฒนธรรมของตนออกสู่ตลาดโลก และสิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำสำเร็จมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนั่นก็คือ การ์ตูน หรือ มังงะ (Manga)

การ์ตูนญี่ปุ่นมีมูลค่าทางการตลาดสูงมากจนแทบไม่น่าเชื่อ เพราะการ์ตูนที่ว่านี่ไม่ได้หมายถึงเฉพาะหนังสือหรือภาพยนตร์ที่เราคุ้นเคย มันยังรวมไปถึงรายได้จากสินค้าที่ระลึก สินค้าอื่นๆ ที่อาศัยภาพลักษณ์และของตัวละครต่างๆ ปีหนึ่งๆ มันทำกำไรให้บริษัทผู้ผลิตเป็นจำนวนมหาศาล  เอาแค่การ์ตูนญีปุ่นที่เป็นสิ่งพิมพ์อย่างเดียวก็เหนือกว่าของอเมริกานับสิบเท่าตัว ไม่เพียงเท่านั้นในตลาดอเมริกาหรือยุโรปเองก็ถูกการ์ตูนญี่ปุ่นบุกตีจนยึดพื้นที่ไว้ได้เกือบครึ่ง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ บริษัท ซานริโอ ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เฮลโล คิตตี้ นี่เอง ปีหนึ่งๆ สามารถทำรายได้สูงเป็นหลักร้อยล้านดอลล่าร์ และรายได้จากเจ้าคิตตี้จังตัวเดียวก็ทำยอดสูงเกินครึ่งจากรายได้ทั้งหมดของบริษัท แน่นอว่าเจ้าคิตตี้จังไม่ใช่จะโด่งดังเฉพาะในญี่ปุ่น เธอแผ่อาณาจักรของเธอไปทั่วเอเชียเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่บนแผ่นดินยุโรปและอเมริกาก็กำลังจะตกเป็นของเธอเช่นกัน แมวอย่างเธอนี่แหละที่จะไล่จับเจ้าหนูเงินล้าน มิกกี้เมาส์ ของคุณปู่วอล์ท ดิสนี่ย์

และด้วยความโด่งดังของเธอ ญี่ปุ่นจึงยกให้เธอเป็นทูตสันถวไมตรีเพื่อช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว งานแบบนี้ไม่ใช่ของใหม่ของเธอ เมื่อปี 1994 เธอได้รับยกย่องให้เป็นยุวทูตจากองค์กรระดับโลกอย่าง UNICEF ดังนั้นงานนี้จึงเป็นของกล้วยๆ ของเธอ ญี่ปุ่นประกาศให้เธอเป็นทูตการท่องเที่ยวประจำฮ่องกงและจีน โดยหมายจะจับนักท่องเที่ยวจากสองประเทศนี้เป็นสำคัญ จีนนั้นประชากรมหาศาล ชาวจีนที่นิยมออกมาท่องเที่ยวยังต่างแดนจึงเป็นเหมือนอาหารจานโปรดของบรรดาชาติต่างๆ …คนมาก เงินก็มากตาม ไอ้ครั้นจะเอาดารานักร้องดังๆ มาเป็นจุดขายก็ยากเกินไป เพราะอย่างไรเสีย คนจีนก็ต้องนิยมคนจีนด้วยกันมากกว่า คนฮ่องกงก็คงไม่สนุกนักที่จะมาเออออไปกับไอดอลจากแดนปลาดิบ จนถึงกับต้องตามมาเที่ยวด้วย การเลือกเอาตัวการ์ตูนอย่างคิตตี้จังจึงเป็นทางออกที่น่าสนใจมาก เพราะอย่างไรเสียเธอก็เป็นแค่ตัวการ์ตูน เธอจึงมีความเป็นสากล (ตัวเธอนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นนานาชาติอยู่แล้ว แมวญี่ปุ่น ชื่อฝรั่ง เกิดที่อังกฤษ ฯลฯ) และก็ไม่ต้องโปรโมทอะไรมาก แค่เห็นหน้าก็รู้จักกันแล้วว่าเธอคือใคร

นอกจากจะส่งเสริมการท่องแที่ยวและประชาสัมพันธ์ประเทศแล้ว ที่รับไปเต็มๆ เห็นจะเป็น ซานริโอ ที่นอนรอรายได้มหาศาลที่จะไหลมาจากการโฆษณาแฝงไปกับการรณรงค์นี้ ต่อให้โปรโมทกันแบบธุรกิจเต็มตัวก็ไม่น่าเกลียด ในเมื่อคิตตี้จังเป็นทูตท่องเที่ยวจึงมีสิทธิ์ที่จะอาศัยแคมเปญนี้นำเสนอสินค้าได้อย่างไม่ต้องเกรงใจใคร แถมยังเป็นการยกระดับเจ้าเหมียวให้ดูไฮโซขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

นาย เทตสึโซะ ฟุยุชิบะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่ดิน สาธารณูปโภคและคมนาคมของประเทศญี่ปุ่น (รับผิดชอบทางด้านการท่องเที่ยว) เป็นผู้มอบประกาศนียบัตรแต่งตั้งให้กับคุณติ๊ก

แม้บ้านเราตอนนี้จะเฮ่อกับวัฒนธรรม K-POP กันขนาดหนัก แต่กระแส J-POP ก็ยังคงอยู่ มีรายการท่องเที่ยวน่ารัก ๆรายการหนึ่ง ออกอากาศทางช่อง 3 ช่วงดึกๆ ชื่อรายการ Say Hi! เป็นรายการแนะนำประเทศญี่ปุ่นในมุมมองต่างๆ โดย คุณติ๊ก กัญญารัตน์ รัชชกิจ ซึ่งก็ไปเข้าตาญี่ปุ่น เขาเลยแต่งตั้งให้คุณติ๊กเป็นทูตสันถวไมตรีการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เห็นไหมว่าเขาใส่ใจติดตามมากขนาดไหน ขนาดออกอากาศที่บ้านเราแท้ๆ เขายังตามมาให้การสนับสนุน เพราะมองออกว่านี่เป็นหนทางการประชาสัมพันธ์ประเทศที่ดีมากทางหนึ่ง

ลองเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ ขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่นได้ที่ http://www.jnto.go.jp/eng/
หรือจะลองเข้าไปเว็บไซต์ของโครงการ Yokoso Japan ได้ที่ http://www.yokosojapan.org/index.htm อันนี้เขาทำเป็นเวอร์ชั่นภาษาไทยด้วยนะขอรับ ข้อมูลดี น่าสนใจมาก