Tag Archives: คิตตี้

ตุ๊กตาห้อยโทรศัพท์ เฮลโล คิตตี้ (รอบสอง)

มาอีกแล้วขอรับ ยังไม่หนีเจ้าเหมียวไม่มีปากนี่ไปไหน รู้สึกว่าตัวเองจะกลายเป็นสาวกคิตตี้ไปอีกคนนึงแล้ว คราวนี้เอาที่ห้อยโทรศัพท์มาอวดกันอีกรอบ คราวนี้เป็นแผ่นยางรูปคิตตี้ ด้านหลังติดกระจกไว้ เหมาะสำหรับสาวๆ เอาไว้เช็คความงาม … (สาวๆ นี่ดูๆ ไปก็เหมือนนกหงส์หยกนะ ท่านคงเคยเห็นนกหงส์หยกในกรง มันชอบส่องกระจกมาก เขาเลยต้องติดกระจกไว้ ลองสังเกตดูสิ) ผลิตภัณฑ์ประเภทตุ๊กตาห้อยโทรศัพท์หรือสายคล้องโทรศัพท์ชุดคิตตี้นี้ถือเป็นสินค้าขายดีอันดับต้นๆ ของ ซานริโอ เลยทีเดียว เอาไว้จะเอามาอวดอีกชุดใหญ่

ที่ห้อยโทรศัพท์คิตตี้ชุดนี้มีทั้งที่เป็นแบบรูปผลไม้ มีทั้งแอปเปิ้ล ส้ม สตรอเบอรี่ และก็มีแบบคิตตี้สวมชุดสัตว์ ทั้งหมี แมวดำ กบ … ตกลงมันอยากจะเป็นตัวอะไรกันแน่ฟะไอ้แมวหลายใจตัวนี้นี่ +_+

** ดูเพิ่มเติมคอลเลคชั่นนี้ได้ที่ ตุ๊กตาห้อยโทรศัพท์ เฮลโล คิตตี้

ตุ๊กตาห้อยโทรศัพท์ เฮลโล คิตตี้

ทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือกลายเป็นปัจจัยที่ ๕ ของมนุษย์ไปเสียแล้ว ลองเหลียวมองดูรอบข้างท่านสิ มีใครบ้างที่ไม่มีโทศัพท์ สิ่งที่ตามมาก็คือบรรดาสินค้า อุปกรณ์เสริมต่างๆ ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น ต่างผลิตออกมาล่อตาล่อใจผู้บริโภคกันยกใหญ่ กลุ่มเป้าหมายก็หนีไม่พ้นพวกเด็กๆ และวัยรุ่น โดยเฉพาะสาวๆ ที่นิยมอะไรที่มันกระจุกกระจิก คิกขุ น่ารัก และหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้ก็มีชื่อของ เฮลโล คิตตี้ นำมาเป็นอันดับต้นๆ

ตุ๊กตาห้อยโทรศัพท์จัดเป็นอุปกรณ์ตกแต่งยอดนิยมของวัยรุ่น ไม่ว่าจะที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ไปประเทศญี่ปุ่นอยู่ เห็นชาวญี่ปุ่นไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ แม้กระทั่งคนสูงวัยก็จะมีเจ้าตุ๊กตาติดตัวโทรศัพท์กันทุกคน บ้างก็เป็นตุ๊กตา บ้างก็เป็นเรื่องราง บางก็เป็นกระดิ่ง หรืออะไรต่างๆ ตามแต่รสนิยมของเจ้าของ วันนี้ข้าพเจ้าของนำเอาผลิตภัณฑ์ของซานริโอ (Sanrio) ที่รู้จักกันดีอย่าง เฮลโล คิตตี้ มาอวดกัน

ซานริโอ ผลิตตุ๊กตาห้องโทรศัพท์ชุด เฮลโล คิตตี้ ในชุดนี้ออกมาจำนวนจำกัด โดยมีคอนเซ็ปป์นำเสนอจุดเด่นหรือจุดขายสำคัญของสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น ถ้าใครเป็นแฟนตัวยงก็คงจะต้องตามเก็บกันให้ครบทีเดียว ซึ่งคงหายากที่จะมีใครเก็บได้จนครบ สนนราคาอยู่ที่ตัวละประมาณ ๔๕๐-๕๘๐ เยน ก็ตกราวๆ ร้อยถึงสองกว่าบาทไทย

 
สองตัวนี้เป็นตัวแทนของเขต Asakusa โบว์สีฟ้าคือเทพ Fuujin หรือเทพแห่งลม
ส่วนโบว์สีแดงคือเทพ Raijin หรือเทพสายฟ้า

 
ของเขต Kanagawa เป็นคิตตี้ตกปลากับโคมไฟกระดาษ

 
คิตตี้กำลังแสดงท่าเต้นรำโบราณที่เรียกว่า Yosakoi
ผู้เต้นจะถือแผ่นไม้คล้ายๆ กับไม้ตีปิงปอง
มีการจัดเทศกาลประจำปีที่เรียกว่า Yosakoi Festival ด้วย

  
ของเขต Kamakura เป็นเมืองโบราณทางพุทธศาสนาแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น
คิตตี้จังเป็นคนลากรถและก็เป็นพระโพธิสัตว์กวนอิม
อย่างหลังนี่ถ้ามาทำในบ้านเราคงมีเรื่องแน่ๆ

 
ของเมือง Yogohama อันแรกเป็นงานเทศกาลดอกไม้ไฟที่ขึ้นชื่อของเมือง
อันที่สองเป็นคิตตี้กำลังกอด (หรือขี่หว่า) หมูทอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาวจีน
เนื่องจากในโยโกฮาม่ามีชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่อยู่

 
เขต Shizuoka เมืองชายทะเลที่สำคัญ มีแหล่งท่องเที่ยวทั้งภูเขาและทะเล
มีขนมมันจูแสนอร่อยเหมือนกับที่คิตตี้กำลังถืออยู่

 
เขต Ginza แหล่งท่องเที่ยวและย่านบันเทิงชื่อดังของญี่ปุ่น
เป็นคิตตี้ในชุดกิโมโนน่ารักและสาวนักช้อป

 
เขต Nihonbashi ที่นี่มีโรงถ่ายภาพยนตร์ขนาดใหญ่อยู่
คิตตี้จึงแต่งกายในแนว Jidaigeki คือละครหรือหนังย้อนยุคของญี่ปุ่น
ก็คล้ายๆ ละครจักรๆ วงศ์ๆ บ้านเรา


สาวน้อยจาก Harajuku แหล่งรวมตัวของวัยรุ่นที่จะมาทำกิจกรรมอะไรแปลกๆ
แต่ตัวเพี้ยนๆ หลุดโลก คล้ายๆ สยามสแควร์บ้านเรา

 
คุณยายคิตตี้จาก Sugamo และคิตตี้จังแจวเรือจ้างจาก Shibamata

 
จาก Kawazaki Daishi ซึ่งก็คือวัดสำคัญแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น มีอายุหลายร้อยปี
วัดนี้ชาวญี่ปุ่นนิยมไปทำบุญและขอพรกันในเทศกาลปีใหม่
ที่คิตตี้ถืออยู่คือตุ๊กตา
Daruma
ที่เชื่อว่าเป็นเครื่องรางทำให้โชคดี
โดยให้อธิษฐานและเขียนลูกตาข้างหนึ่งก่อน
ถ้าสมปรารถนาแล้วจึงเขียนลูกตาอีกข้างหนึ่งให้


ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก คิตตี้ขายาว สาวน้อยจาก Shibuya
แหล่งช้อปปิ้งอีกแหล่งในโตเกียว

** ดูเพิ่มเติมได้ที่ “ตุ๊กตาห้อยโทรศัพท์ เฮลโล คิตตี้ (รอบสอง)” **

ท่านทูต “คิตตี้”

เจ้าแมว เฮลโล คิตตี้ ยังคงแรงไม่เลิก เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น  ได้ประกาศแต่งตั้งให้เจ้าเหมียวไร้ปากตัวนี้เป็นทูตสันถวไมตรีของกระทรวงการท่องเที่ยวประจำฮ่องกงและจีน โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เรียกว่า “Visit Japan”
อันว่าโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวนี้ไม่ว่าประเทศไหนๆ ก็มีทั้งนั้น เพราะทุกประเทศล้วนแต่มีสถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมประจำชาติที่ดึงดูดให้ผู้คนต่างบ้านต่างเมืองแวะเข้าไปสัมผัส และยิ่งเป็นประเทศที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวด้วยแล้ว การส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวนับเป็นโครงงานยอดนิยม เหมือนอย่างที่บ้านเราเคยมีการจัดปีแห่งการท่องเที่ยวไทย Amazing Thailand ซึ่งก็ได้ผลบ้าง ไม่เวิร์คบ้าง แต่โดยรวมแล้วมันก็ช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจการท่องเที่ยวคึกครื้นขึ้นมาบ้าง

โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นเขาก็จัดถี่เหมือนบ้านเรา แต่ของเขาดูเก๋ไก๋กว่ากันเยอะ เพราะบ้านเขานั่นยอดอยู่แล้วเรื่องการตลาดและยังเล่นกันระยะยาว ต่างจากบ้านเราที่ทำแบบขอไปที ผ่านไปปีต่อปี ปีไหนจัดก็เฮกันที ปีไหนว่างก็ส่งเสริมกันไปตามมีตามเกิด เพราะนอนใจว่ายังไงๆ ไทยแลนด์ก็ยังฮิตติดชาร์ตของนักท่องเที่ยวอยู่ดี

ในขณะที่ญี่ปุ่นเขาคิดต่าง บ้านเขาก็ใช่ย่อยด้านท่องเที่ยว หรือจะดูอย่างเกาหลีนั่นประไร ตอนนี้เกาหลีน่ากลัวมาเรื่องการท่องเที่ยว ดูแค่บ้านเราก็คลั่งไคล้วัฒนธรรมเกาหลีกันทั้งประเทศ หนุ่มสาวอยากไปเที่ยวแดนกิมจิกันทั้งนั้น ก็เพราะวิธีการส่งเสริมทั้งทางตรงและทางอ้อมที่แทรกซึมเข้ามาโดยที่เราไม่ทันระวัง วิธีการนี้เคยใช้ได้ผลมาแล้วกับญี่ปุ่น คงจำกันได้ที่กระแสญี่ปุ่นพัดแรงทั่วโลก มาตอนนี้เปลี่ยนเป็นเกาหลีไปเสียแล้ว และเมื่อไหร่จะถึงทีของประเทศไทยกันหนอ

กลับมาที่ Visit Japan ก่อนหน้านี้ไม่นานบ้านเขาก็มีโครงการ Yokoso Japan ก็ทำนองว่า ขอต้อนรับสู่ญี่ปุ่น ประมาณนั้น จนกระทั่งตามมาด้วยแคมเปญ Visit Japan ในปี 2005 ญี่ปุ่นรณรงค์ด้วยหลากหลายวิธีการทั้งการนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ รวมไปถึงการเผยแพร่วัฒนธรรมของตนออกสู่ตลาดโลก และสิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำสำเร็จมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนั่นก็คือ การ์ตูน หรือ มังงะ (Manga)

การ์ตูนญี่ปุ่นมีมูลค่าทางการตลาดสูงมากจนแทบไม่น่าเชื่อ เพราะการ์ตูนที่ว่านี่ไม่ได้หมายถึงเฉพาะหนังสือหรือภาพยนตร์ที่เราคุ้นเคย มันยังรวมไปถึงรายได้จากสินค้าที่ระลึก สินค้าอื่นๆ ที่อาศัยภาพลักษณ์และของตัวละครต่างๆ ปีหนึ่งๆ มันทำกำไรให้บริษัทผู้ผลิตเป็นจำนวนมหาศาล  เอาแค่การ์ตูนญีปุ่นที่เป็นสิ่งพิมพ์อย่างเดียวก็เหนือกว่าของอเมริกานับสิบเท่าตัว ไม่เพียงเท่านั้นในตลาดอเมริกาหรือยุโรปเองก็ถูกการ์ตูนญี่ปุ่นบุกตีจนยึดพื้นที่ไว้ได้เกือบครึ่ง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ บริษัท ซานริโอ ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เฮลโล คิตตี้ นี่เอง ปีหนึ่งๆ สามารถทำรายได้สูงเป็นหลักร้อยล้านดอลล่าร์ และรายได้จากเจ้าคิตตี้จังตัวเดียวก็ทำยอดสูงเกินครึ่งจากรายได้ทั้งหมดของบริษัท แน่นอว่าเจ้าคิตตี้จังไม่ใช่จะโด่งดังเฉพาะในญี่ปุ่น เธอแผ่อาณาจักรของเธอไปทั่วเอเชียเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่บนแผ่นดินยุโรปและอเมริกาก็กำลังจะตกเป็นของเธอเช่นกัน แมวอย่างเธอนี่แหละที่จะไล่จับเจ้าหนูเงินล้าน มิกกี้เมาส์ ของคุณปู่วอล์ท ดิสนี่ย์

และด้วยความโด่งดังของเธอ ญี่ปุ่นจึงยกให้เธอเป็นทูตสันถวไมตรีเพื่อช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว งานแบบนี้ไม่ใช่ของใหม่ของเธอ เมื่อปี 1994 เธอได้รับยกย่องให้เป็นยุวทูตจากองค์กรระดับโลกอย่าง UNICEF ดังนั้นงานนี้จึงเป็นของกล้วยๆ ของเธอ ญี่ปุ่นประกาศให้เธอเป็นทูตการท่องเที่ยวประจำฮ่องกงและจีน โดยหมายจะจับนักท่องเที่ยวจากสองประเทศนี้เป็นสำคัญ จีนนั้นประชากรมหาศาล ชาวจีนที่นิยมออกมาท่องเที่ยวยังต่างแดนจึงเป็นเหมือนอาหารจานโปรดของบรรดาชาติต่างๆ …คนมาก เงินก็มากตาม ไอ้ครั้นจะเอาดารานักร้องดังๆ มาเป็นจุดขายก็ยากเกินไป เพราะอย่างไรเสีย คนจีนก็ต้องนิยมคนจีนด้วยกันมากกว่า คนฮ่องกงก็คงไม่สนุกนักที่จะมาเออออไปกับไอดอลจากแดนปลาดิบ จนถึงกับต้องตามมาเที่ยวด้วย การเลือกเอาตัวการ์ตูนอย่างคิตตี้จังจึงเป็นทางออกที่น่าสนใจมาก เพราะอย่างไรเสียเธอก็เป็นแค่ตัวการ์ตูน เธอจึงมีความเป็นสากล (ตัวเธอนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นนานาชาติอยู่แล้ว แมวญี่ปุ่น ชื่อฝรั่ง เกิดที่อังกฤษ ฯลฯ) และก็ไม่ต้องโปรโมทอะไรมาก แค่เห็นหน้าก็รู้จักกันแล้วว่าเธอคือใคร

นอกจากจะส่งเสริมการท่องแที่ยวและประชาสัมพันธ์ประเทศแล้ว ที่รับไปเต็มๆ เห็นจะเป็น ซานริโอ ที่นอนรอรายได้มหาศาลที่จะไหลมาจากการโฆษณาแฝงไปกับการรณรงค์นี้ ต่อให้โปรโมทกันแบบธุรกิจเต็มตัวก็ไม่น่าเกลียด ในเมื่อคิตตี้จังเป็นทูตท่องเที่ยวจึงมีสิทธิ์ที่จะอาศัยแคมเปญนี้นำเสนอสินค้าได้อย่างไม่ต้องเกรงใจใคร แถมยังเป็นการยกระดับเจ้าเหมียวให้ดูไฮโซขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

นาย เทตสึโซะ ฟุยุชิบะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่ดิน สาธารณูปโภคและคมนาคมของประเทศญี่ปุ่น (รับผิดชอบทางด้านการท่องเที่ยว) เป็นผู้มอบประกาศนียบัตรแต่งตั้งให้กับคุณติ๊ก

แม้บ้านเราตอนนี้จะเฮ่อกับวัฒนธรรม K-POP กันขนาดหนัก แต่กระแส J-POP ก็ยังคงอยู่ มีรายการท่องเที่ยวน่ารัก ๆรายการหนึ่ง ออกอากาศทางช่อง 3 ช่วงดึกๆ ชื่อรายการ Say Hi! เป็นรายการแนะนำประเทศญี่ปุ่นในมุมมองต่างๆ โดย คุณติ๊ก กัญญารัตน์ รัชชกิจ ซึ่งก็ไปเข้าตาญี่ปุ่น เขาเลยแต่งตั้งให้คุณติ๊กเป็นทูตสันถวไมตรีการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เห็นไหมว่าเขาใส่ใจติดตามมากขนาดไหน ขนาดออกอากาศที่บ้านเราแท้ๆ เขายังตามมาให้การสนับสนุน เพราะมองออกว่านี่เป็นหนทางการประชาสัมพันธ์ประเทศที่ดีมากทางหนึ่ง

ลองเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ ขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่นได้ที่ http://www.jnto.go.jp/eng/
หรือจะลองเข้าไปเว็บไซต์ของโครงการ Yokoso Japan ได้ที่ http://www.yokosojapan.org/index.htm อันนี้เขาทำเป็นเวอร์ชั่นภาษาไทยด้วยนะขอรับ ข้อมูลดี น่าสนใจมาก

เฮลโล คิตตี้…แมวที่มี 10 ชีวิต

หนึ่งในตัวการ์ตูนที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง เห็นทีจะหนีไม่พ้นเจ้าเหมียวหน้าตาย “คิตตี้จัง”  หรือที่ใครต่อใครรู้จักเธอในนาม เฮลโล คิตตี้ แต่รู้หรือไม่ว่าเธอเกือบจะตายไปแล้วหลังจากเกิดมาได้แค่ 5 ปี!

เดิมทีนั้น คิตตี้จัง ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นตัวการ์ตูน เธอเกิดมาเพื่อเป็นสินค้าโดยตรง หลังจากที่ ชินทาโร่ ทสึจิ (Shintaro Tsuji) ได้ก่อตั้งบริษัทชื่อ ยามานาชิ ซิลค์ เซ็นเตอร์ (Yamanashi Silk Center) ในปี 1960 (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น ซานริโอ ในเวลาต่อมา) ตอนนั้น ชินทาโร่ เปิดร้านกิ๊ฟช็อปอยู่แถวชินจูกุ มีไอเดียอยากจะสร้างจุดขายอะไรขึ้นมาซักอย่างเพื่อที่จะดึงดูดลูกค้า

คิตตี้จัง จึงถือกำเนิดขึ้นโดยผู้ออกแบบคนแรกก็คือ อิคุโกะ ชิมิสึ ก่อนจะเปลี่ยนมือมาเป็น เซตสึโกะ โยเนคุโบะ ปรากฎว่าคิตตี้จังได้รับการตอบรับจากแฟนๆ ได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ไม่นานนักบรรดาสาวๆ ก็เริ่มเอียนกับเจ้าเหมียวที่ไม่ค่อยจะมีบทบาทอะไรมากนัก คิตตี้จังทำท่าว่าจะอายุสั้นเสียแล้ว

“5 ปี หลังจากที่คิตตี้จังเกิดขึ้นมา พวกลูกค้าก็เริ่มออกอาการเบื่อเสียแล้ว ตอนนั้นไม่มีดีไซน์เนอร์คนไหนอยากจะมารับช่วงต่อนักหรอก”  ยูโกะ ยามากูจิ ผู้รับผิดชอบการออกแบบคิตตี้จังคนปัจจุบันเล่าถึงอดีต

ยามากูจิ เป็นดีไซน์เนอร์คนที่สามที่เข้ามาทำหน้าที่ต่อชีวิตให้กับคิตตี้จัง ตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ในยุคแรกที่เธอเข้ามาสานต่องาน ยามากูจิก็เริ่มใส่ชีวิตให้กับคิตตี้จังทันที

ในสมัยแรกเริ่มเรามักจะเห็นคิตตี้จังอยู่ในท่านั่งหันหน้ามาทางผู้ชมตลอดเวลา ยังไม่ค่อยมีแอ๊คชั่นต่างๆ มากมายนัก แต่ยามากูจิเข้ามาจัดท่าจัดทางให้เธอได้ออกลีลาท่าทางมากขึ้น ปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าการแต่งกายให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ทำให้แฟนๆ เริ่มมองเห็นว่าเธอมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ

“ตอนมารับหน้าที่นี้ใหม่ๆ ฉันก็ไม่ค่อยชอบหน้าเธอเท่าไหร่หรอกนะ แต่เมื่อตัดสินใจมารับงานนี้แล้ว ฉันก็พยายามจะกำจัดภาพลักษณ์เดิมๆ ของเธอเพื่อให้เธอเป็นคนใหม่”

นอกจากจะจับคิตตี้จังให้ขยับแข้งขามากขึ้นแล้ว ยามากูจิก็ทดลองเปลี่ยนแปลงอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งก็มีทั้งเสียงตอบรับในทางบวกและเสียงที่ไม่เห็นด้วย อย่างเช่นเธอทดลองลบเส้นขอบสีดำออกไป (outline) ทำให้คิตตี้จังดูอ่อนโยนมากขึ้น

ไม่ใช่มีเพียงยามากูจิคนเดียวเท่านั้นที่ออกไอเดียต่างๆ บรรดาแฟนๆ ของคิตตี้จังก็มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน แฟนๆ ต่างเสนอไอเดียเข้ามากมาย ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าผู้คนเริ่มหันมาสนใจคิตตี้จังมากขึ้น และยอมรับเจ้าเหมียวตัวนี้มากขึ้นด้วย

ยุค 90 ยามากูจิก็ให้คิตตี้จังมีแฟนหนุ่ม เป็นแมวหนุ่มมาดเท่ชื่อ แดเนียล ปรากฏว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจแฟนๆ เป็นอย่างยิ่ง เธอก็ไม่รอช้า จัดการปล่อยตัวละครตามมาอีกสองตัว นั่นคือแมวพันธุ์เปอร์เซียชื่อ ชาร์มมี่ สัตว์เลี้ยงของคิตตี้ที่แดเนียลมอบให้เป็นของขวัญ และหนูแฮมสเตอร์ชื่อ ชูการ์ ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์เกิดกระแสนิยมสัตว์เลี้ยงทั้งสองชนิดทั่วทั้งเกาะญี่ปุ่น!

คิตตี้จังเพิ่งจะฉลองวันเกิดปีที่ 37 ไปเมื่อปีที่แล้ว (เธอถือกำเนิดในปี 1974) ปัจจุบันเธอกลายเป็นดาราชูโรงอันดับหนึ่งของบริษัท มีผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ออกมามากกว่า 5,000 ชนิด สร้างรายได้ให้แก่ซานริโอปีละหลายร้อยล้านเหรียญ ซึ่งไม่เพียงแต่เฉพาะในตลาดเอเชียเท่านั้น คิตตี้จัง ยังบุกไปถึงฝั่งยุโรปและอเมริกา โดยมีพวกดาราฮอลลิวู้ด หรือบรรดานักร้องชื่อดังเป็นพรีเซ็นเตอร์ชั้นดี ชนิดที่ซานริโอไม่ต้องเสียงสตางค์จ้างซักเยนเดียว เอาแค่ มารายห์ แคร์รี่ บริทนี่ย์ สเปียร์ อุ้มตุ๊กตาคิตตี้ขึ้นร้องเพลงบนเวที หรือภาพ คาเมรอน ดิอ๊าซ สวมสร้อยรูปคิตตี้ ออกเผยแพร่บนแม็กกาซีน แค่นี้ก็กระตุ้นยอดขายให้กับซานริโอได้ไม่รู้เท่าไหร่

แม้ว่าตอนนี้คิตตี้จังจะไปปรากฏกายอยู่บนสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย แต่ก็มีสินค้าบางชนิดที่ทางซานริโอไม่มีทางที่จะให้คิตตี้จังเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยแน่ๆ

“ฉันไม่มีความคิดที่จะให้คิตตี้จังต้องกลายเป็นสินค้าที่ไม่เหมาะสม อย่างพวกถุงยางอนามัย ไฟแช็ค หรือบุหรี่ ฉันคำนึงเสมอว่าสินค้าของเราจะต้องไม่มีผลในทางลบแก่ลูกค้า โดยเฉพาะเด็กๆ รุ่นใหม่”

ปัจจุบันคิตตี้จังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเด็กสาวกว่าครึ่งโลก เธอไม่ใช่เพียงตัวการ์ตูนที่ประดับตามสินค้าเท่านั้น แต่เธอมีชีวิตโลดแล่นไปตามสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปตามสังคมโลก กลายเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กๆ มากมายทั่วโลก

“ในฐานะที่เป็นคนสร้างคิตตี้จัง ฉันอยากจะเห็นความรักและความอบอุ่นเกิดขึ้นในครอบครัว ฉันอยากให้เด็กๆ ได้สนุกกับคิตตี้จัง ที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นของรักของหวงของคุณแม่ของพวกเขามาก่อน”

ติดตามอ่านเรื่องของ คิตตี้ เพิ่มเติมได้ที่
“เฮลโล คิตตี้…หัวหอกแห่งการโจมตีทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น”

1974 คิตตี้จังเกิดในปีนี้ ตอนนั้นเธอยังไม่มีชื่อด้วยซ้ำ โครงหน้าตอนนั้นจะแป้นๆ เหมือนซาลาเปา
1975 มีสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้นทั้งพ่อ แม่ และน้องสาวฝาแฝด
1976 คิตตี้จังมักจะปรากฏกายในชุดเอี๊ยมเสมอๆ
1980 เป็นปีแรกที่ยามากูจิเข้ามารับหน้าที่ เริ่มมีเครื่องแต่งกายแบบใหม่เข้ามา
1982 เส้นขอบถูกลบออกไป และเพิ่มสีสันที่พื้นหลังมากขึ้น
1984 เปิดตัวคอลเล็คชั่นในแบบตุ๊กตา
1987 Black & White Collection ได้รับความนิยมจากสาววัยทำงานมาก
1989 คิตตี้ในรูปแบบการ์ตูนช่อง เป็นภาษาอังกฤษ มีวางขายในอเมริกา
1990 Christmas Collection คิตตี้ในชุดซานต้า ถูกนำมาเปิดตัวพร้อมกับสวนสนุก Sanrio Puroland
1991 เน้นความเป็นผู้หญิงมากขึ้นกับ Flower Collection
1993 ดีไซน์ใหม่ เปลี่ยนจากโบว์เป็นดอกไม้
1994 คิตตี้จังในชุดนางพยาบาล หลังจากที่คิตตี้จังได้รับเลือกให้เป็นยุวทูตของ UNICEF ในญี่ปุ่น
1995 คอลเล็คชั่นดอกไม้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เพิ่มสีสันที่พื้นหลังมากกว่าเดิม
1999 สนองความต้องการของกลุ่มแฟนคลับที่เป็นคุณแม่ ด้วย Kitty Baby Collection

เฮลโล คิตตี้ … หัวหอกแห่งการโจมตีทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น

เฮลโล คิตตี้ … หัวหอกแห่งการโจมตีทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น  

kitty 

ญี่ปุ่นช่วงหลังสงคราม นอกจากจะประสบมรสุมด้านเศรษฐกิจแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับความซวนเซด้านวัฒนธรรมอีกทางหนึ่งด้วย คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการยึดมั่นขนบเดิมๆ ของคนรุ่นเก่า เพราะลัทธิชาตินิยมอย่างสุดโต่งนี่เองที่เป็นเหตุให้ประเทศต้องประสบกับหายนะ (ถ้าพวกเขาชนะสงคราม สถานการณ์ก็คงเป็นไปอีกแบบหนึ่ง) คนรุ่นใหม่จึงเริ่มหันมาสนใจในวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น ความศิวิไลซ์ในสายตาหนุ่มสาวคือวิถีชีวิตแบบตะวันตก พวกเขาจึงอ้าแขนรับวัฒนธรรมเหล่านั้นเข้ามาอย่างเต็มใจ 

แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังไม่อาจหนีจากรากเหง้าของตนเอง การพลิกวิถีชีวิตจากดั้งเดิมมาเป็นสมัยใหม่ไม่เรื่องง่าย แม้พวกเขาจะปรับตัวให้เป็นตะวันตกสักเพียงใด แต่ความเป็นคนญี่ปุ่นที่กินข้าว กินราเม็ง กินซูชิ  สวมยูคาตะ มันก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง 

นานวันเข้าเมื่อประเทศฟื้นคืนสู่ภาพปรกติจนถึงขั้นที่แซงหน้ามหาอำนาจบางประเทศโดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ญี่ปุ่นไม่ใช่คนผิวเหลืองตัวเล็กๆ ที่ต้องก้มหัวให้พวกตะวันตกอีกต่อไป พวกเขาพัฒนาประเทศจนกลายเป็นผู้นำสำคัญของโลกในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และข้ามเลยไปถึงวัฒนธรรมด้วย 

เอาแค่ในญี่ปุ่นเองวัฒนธรรมดั้งเดิมยังคงทำหน้าที่ของมันตามปรกติ จากที่ได้ฝังรากลึกจนยากจะถอนออก ด้วยความที่มันเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความเป็น “ญี่ปุ่น” อย่างดียิ่ง เพราะคนญี่ปุ่นก็ต้องดำรงวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น แต่หลังจากที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นพุ่งทะยานเป็นผู้นำโลก มันก็พาเอาวัฒนธรรมของพวกเขากระจายไปทั่วโลก จนกลายเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมเอเชียไปในตัว 

ญี่ปุ่น กับ จีน ก็คล้ายๆ กัน ทำไมในหนังฮอลลิวู้ด เราจึงเห็นตัวละครที่เป็นชาวเอเชียจะมาจาก 2 ชาตินี้เท่านั้น เอาแค่เห็นหน้า ฝรั่งทุกคนก็ต้องทักเอาแล้วว่า คุณเป็นคนญี่ปุ่นใช่ไหม? หรือ คุณเป็นคนจีนใช่ไหม? ไม่ยักกะมีใครคิดถึงประเทศอื่นๆ สักเท่าไหร่หรอก ก็เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับ จีน ในฐานะของประเทศที่ใหญ่ที่สุดเอเชีย (และโลก) ในขณะที่ ญี่ปุ่น พวกเขาเห็นกันจนชินตากับบรรดาเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ที่ล้วนมาจากญี่ปุ่นทั้งสิ้น 

kitty circle
Kitty Crop Circle!…ดังขนาดไหนคิดดูละกัน 

ชาวเอเชียด้วยกันก็มอง ญี่ปุ่น ว่าเป็นเสมือนตัวแทนทางวัฒนธรรม (จากที่เคยเป็นจีน) เพราะญี่ปุ่นเปิดกว้างกว่า เข้าถึงได้ง่ายกว่า (ทุกบ้านจะต้องมีสินค้าญี่ปุ่นอย่างน้อย 1 ชิ้น …ฟันธง) ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการบริโภค ร้านอาหารสัญชาติญี่ปุ่นเปิดบริการเป็นร้อยๆ สาขาทั่วเอเชีย ดนตรี ภาพยนตร์ แฟชั่น ทรงผม ฯลฯ มีญี่ปุ่นเป็นผู้นำเทรนด์แทบทั้งสิ้น แม้กระทั่งในสังคมของเด็กๆ ที่แม้แต่คนที่ไม่เด็กแล้วก็ยังหลงใหล ญี่ปุ่นก็ยังเป็นผู้นำอยู่เช่นเดิม 

ขณะที่คนญี่ปุ่นรับเอาวัฒนธรรมตันตกเข้ามา ชาวเอเชียก็รับเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่น (ที่ผสมตะวันตกมาบ้าง) มาอีกทอดหนึ่ง กลายเป็นว่าญี่ปุ่นคือตัวกลางของการขยายขอบเขตทางวัฒนธรรมไปทั่วเอเชีย 

การ์ตูน หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า มังงะ (manga) คือพลังอำนาจที่ใหญ่ยิ่งอย่างยากจะหาใครเปรียบ วัฒนธรรมญี่ปุ่น (อาจหมายรวมถึงทั้งเอเชีย) ถูกส่งต่อทางการ์ตูนได้ดีที่สุด ในปีๆ หนึ่ง วงการมังงะของญี่ปุ่น สามารถทำรายได้มากกว่าวงการการ์ตูนในอเมริกาเป็นสิบเท่าตัว มีเด็กกี่คนกันที่ไม่รู้จัก โดเรม่อน หุ่นยนต์แมวสีฟ้าที่หยิบของวิเศษออกมาจากกระเป๋าหน้าท้องได้ หรือจะเป็น ปิกกะจู ตัวสัตว์ประหลาดสีเหลืองหน้าตาน่ารักที่มีพลังสายฟ้าเป็นอาวุธ หรือแมวตัวกลมสีขาว ผูกโบว์สีชมพู หน้าตาจิ้มลิ้ม ที่เป็นที่รักของเด็กผู้หญิงทั่วโลก ทั้งที่เธอไม่มีปาก 

kitty2เจ้าแมวตัวที่ว่านี้คือ “คิตตี้จัง” เธอกลายเป็นตัวแทนของญี่ปุ่นหรืออาจจะของเอเชียด้วยซ้ำ ที่สามารถฟาดฟันและไล่กระทืบ มิกกี้เม้าส์ ตัวแทนจากฝั่งอเมริกา จนแทบหนีกลับประเทศไม่ทัน ทุกวันนี้แทบจะไม่มีใครไม่รู้จักแมวไม่มีปาก ผู้หญิงทั่วโลกทั้งเด็กและไม่เด็กต่างชื่นชอบและคลั่งไคล้เจ้าเหมียวหน้าตายตัวนี้ เราสามารถพบเห็นเจ้าเหมียวตัวนี้ได้ทั่วไปทั้งจากสิ่งขอเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันตั้งแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปจนถึงรถยนต์ และลามปามไปจนถึงเครื่องบินโดยสาร! หรือแม้กระทั่งโรงแรมชื่อดังบางแห่งก็จัดห้องพักพิเศษสำหรับสาวกคิตตี้โดยเฉพาะก็ยังมี 

เฮลโล คิตตี้ กำเนิดในประเทศญี่ปุ่น โดย บริษัท ซานริโอ (Sanrio Company of Japan) ซึ่งมีตัวการ์ตูนฮิตๆ อยู่ในสังกัดมากมาย แต่รายที่เป็นตัวเอกของบริษัทก็คือเจ้าแมวตัวนี้นี่เอง ความนิยมคิตตี้ของญี่ปุ่นพุ่งถึงจุดสูงสุดจนกลายเป็นวัฒนธรรมคิตตี้ และลุกลามกระจายไปทั้งภูมิภาคและทั้งโลก เพราะคิตตี้จังไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวการ์ตูนน่ารักธรรมดาๆ แต่เธอยังมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง สำหรับเธอไม่มีคำว่าล้าสมัยหรือตกยุค เพราะผู้สร้างได้ปรุงแต่เรื่องราวทำให้เธอมีชีวิตขึ้นมา มีทั้งชื่อจริง วันเกิด ครอบครัว แฟนหนุ่ม การดำเนินชีวิต และอะไรต่อมิอะไรที่เด็กสาวทั่วโลกมีเหมือนๆ กัน นั่นจึงทำให้คนทั้งโลกรู้สึกเหมือนว่าเธอเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว 

คิตตี้จัง มีชื่อจริงว่า คิตตี้ ไวท์ (Kitty White) เธอเกิดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1974 (เพิ่งฉลองครบรอบ 33 ปี ไปเมื่อปีที่แล้ว) เป็นชาวลอนดอน มีเลือดกรุ๊ป A (มีแม้กระทั่งกรุ๊ปเลือดเชียวนะ) ชินทาโร่ ทสึจิ (Shintaro Tsuji) ได้ก่อตั้งบริษัทชื่อ ยามานาชิ ซิลค์ เซ็นเตอร์ (Yamanashi Silk Center) ในปี 1960 (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น ซานริโอ ในปี 1973) เขาเปิดร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ แห่งหนึ่งขึ้นที่ย่านชินจูกุ ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งชื่อดังของวัยรุ่นญี่ปุ่น ที่นี่เองที่เขาคิดจะสร้างอะไรขึ้นมาซักอย่างเพื่อเป็นสินค้าไว้ดึงดูดบรรดาวัยรุ่น และในที่สุด คิตตี้จัง ก็เกิดขึ้นมา 

kitty3
นี่คือโฉมหน้าของคุณป้า ยูโกะ ยามากูจิ ผู้สร้างสรรค์คิตตี้จังคนปัจจุบัน

อิคุโกะ ชิมิสึ (Ikuko Shimuzu) คือคนแรกที่ออกแบบตัวละครตัวนี้ขึ้นมา ก่อนจะถูกเปลี่ยนมือมาเป็น เซตสึโก โยเนคุโบะ (Setsuko Yonekubo) ในปี 1980 และปัจจุบันการออกแบบคิตตี้จังตกอยู่ในมือของ ยูโกะ ยามากูจิ (Yuko Yamaguchi) ซึ่งเธอยังคงออกแบบลวดลายและสีสันต่างๆ ออกมาอย่างไม่รู้จบ

ชีวิตของคิตตี้จังแสนจะอบอุ่นและเป็นชีวิตในอุดมคติของใครๆ เธอเกิดและโตในลอนดอน (เธอเกิดในยุโรปแต่ถูกสร้างโดยคนเอเชีย เพราะคนญี่ปุ่นอยากเท่เหมือนคนตะวันตกไง) มีพ่อทำงานเป็นผู้บริหารในบริษัทใหญ่ มีคุณแม่เป็นแม่บ้านที่เชี่ยวชาญการทำเบเกอรี่ (คิตตี้จังโปรดปรานพายแอปเปิ้ลฝีมือคุณแม่เป็นพิเศษ) เธอมีนิสัยอ่อนโยน ใจดี ชอบอ่านหนังสือ เล่นเปียโน ท่องเที่ยว ชอบพบปะผู้คน … ชีวิตเธอช่างนางเอ๊ก นางเอก 

ตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา ชีวิตของคิตตี้จังไม่ได้หยุดอยู่แค่การ์ตูนนิ่งๆ ซานริโอได้เพิ่มเติมพัฒนาให้แก่เธออย่างมากมาย เพราะว่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับเธอมันขายได้น่ะสิ ซานริโอจึงเพิ่มโน่นเติมนี่ให้กับเธออยู่ตลอด 

dearkitty

คิตตี้จังพบรักกับ เดียร์ แดเนียล (Dear Daniel) แมวหนุ่มหัวตั้ง ในปี 1989 ซึ่งก็แน่นอนว่าแดเนียลเองก็ขายดีไม่แพ้เธอ ต่อมาแดเนียลต้องเดินทางไปต่างประเทศ คิตตี้จังจึงต้องเขียนทั้งจดหมายและโปสการ์ดไปหาแฟนหนุ่ม แน่นอนว่ากระดาษเขียนจดหมาย ซองจดหมาย โปสการ์ดของเธอ ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนกระทั่งมาถึงยุคไซเบอร์ คิตตี้เมล์ก็ถูกสร้างขึ้น และก็มีสมาชิกลงทะเบียนใช้มากมายเช่นเคย 

ซานริโอสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคิตตี้จังออกมากว่า 2 หมื่นชนิดเข้าให้แล้ว ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเครื่องบิน และภาพลักษณ์ที่เข้ากันได้กับทุกสถานการณ์ ทั้งแบบหนุ่มสาว คู่รัก แบบแม่ลูก ครอบครัว หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงของคิตตี้จัง คือหนูชื่อ ชาร์มมี่ ก็ยังพลอยขายดิบขายดีไปกะเค้าด้วย 

คิตตี้จังตามติดกับวิถีชีวิตของผู้คนโดยตลอด เมื่อพ่อแม่เริ่มส่งลูกหลานไปเรียนดนตรี ซานริโอก็ออกแบบคิตตี้ในเวอร์ชั่นเล่นเปียโน เมื่อบัลเล่ต์โด่งดัง คิตตี้ก็ถูกจับมาเต้นบัลเล่ต์ (ด้วยขาอันแสนสั้นของเธอนั่นแหละ) คิตตี้จึงมีปรากฏอยู่ในทุกอิริยาบถเหมือนคนในสังคมจริงๆ ทั้ง ทำกับข้าว เล่นกีฬา ร้องเพลง เรียนหนังสือ ออกงานสังคม ฯลฯ 

kitty4kittycoin 
บะหมี่ถ้วยของคิตตี้จัง และเหรียญ 50 ยูโร รุ่น เฮลโล คิตตี้ ผลิตออกมาเมื่อปี 2005

สมัยที่ มร.ทสึจิ ตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ๆ เขาลงทุนเปิดร้านขายของที่ระลึกขึ้นที่ซานฟรานซิสโก ในปี 1969 จนกระทั่งคิตตี้จังถือกำเนิดขึ้นและกลายเป็นที่นิยมในญี่ปุ่น เขาก็รีบส่งเธอข้ามฝั่งไปอเมริกาทันที คิตตี้จังในอเมริกาถูกออกแบบให้เข้ากับสังคมใหม่ของเธอ ทั้งเสื้อผ้าและสีสัน ถูกเนรมิตรใหม่ให้เข้ากับความนิยมของคนอเมริกัน จากนั้นก็ลามไปในยุโรป จนเธอกลายเป็นที่รู้จักของคนไปทั่วโลก 

คนดังหลายคน โดยเฉพาะพวกดารา นักร้อง ต่างก็เป็นสาวกของเธอทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น มาราย แคร์รี่ คาเมรอน ดิอาซ แมนดี้ มัวร์ และเคยมีข่าวว่าบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอย่าง บิลล์ เกตส์ แห่งไมโครซอฟต์ ก็เคยยื่นข้อเสนอขอซื้อบริษัท ซานริโอมาแล้ว เพราะว่าลูกสาวของเขาก็เป็นแฟนคิตตี้ ! 

kitty8plane 
รถไดฮัทสุ รุ่นเฮลโล คิตตี้ และเครื่องบินโดยสาร เวอร์ชั่นคิตตี้

ในปี 1983 คิตตี้จังได้รับเลือกให้เป็นทูตพิเศษขององค์การยูนิเซฟ ยิ่งทำให้เธอโด่งดังขึ้นไปอีก จากนั้นเธอก็ปรากฏตัวในรูปแบบของอนิเมชั่น Hello Kitty’s Furry Tale Theatre อนิเมชั่นเรื่องแรกของเธอออกฉายในปี 1987 ตามมาด้วยอนิเมชั่นอีกหลายเรื่อง ซึ่งล้วนแต่ได้รับการต้อนรับอย่างดีเยี่ยม 

ปัจจุบัน ซานริโอ กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับหัวแถวของญี่ปุ่น เพียงแค่รายได้จากลิขสิทธิ์ของคิตตี้เพียงอย่างเดียว ก็ทำเงินให้ไม่รู้เท่าไหร่ๆ จากทุนจดทะเบียนเมื่อตั้งบริษัทเพียง 1 ล้านเยน เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 20 พันล้านเยน มีรายได้ปีละกว่า 83 พันล้านเยน ร้อยละ 90 มาจากสินค้าที่ระลึก ที่เหลือเป็นสินค้าประเภทโปสการ์ด วิดีโอ ภาพยนตร์ และรายได้จากสวนสนุก ร้านอาหาร เป็นต้น   

kitty7breadkitty6 
ชุดเจ้าสาวสไตล์คิตตี้, เครื่องปิ้งขนมปังที่ทำเสร็จแล้วจะได้ลายคิตตี้ และ ผ้าอนามัยคิตตี้!