Tag Archives: คำคม

ข้อคิดจากสามก๊ก

เครียด ปวดกบาล งานเสร็จแล้ว (ส่วนหนึ่ง) ขอคลายเครียดด้วยการปัดฝุ่นเอา ‘สามก๊ก’ มาดูอีกรอบ (มันคลายเครียดตรงไหนเนี่ย)

ดูสามก๊กกี่ครั้งก็ยังสนุกทุกครั้ง ทุกครั้งที่ดูก็มักจะได้แง่คิดบางสิ่งที่มักจะเข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองและสถานการณ์ชีวิต และที่แน่ๆ คือมีคำพูดเด็ดๆ ที่น่าสนใจเอาไว้สอนใจเสมอ อันนี้ต้องขอชมทีมแปลและทีมพากย์ที่ทำหนาที่ได้สุดยอดจริงๆ

“ไหมเส้นเดียวไม่เป็นด้าย ไม้ต้นเดียวไม่เป็นป่า”

เล่าปี่เอ่ยประโยคนี้ไว้เมื่อตอนที่สาบานเป็นพี่น้องร่วมกับ กวนอู และ เตียวหุย ตอนแรกทั้งสามคนต่างเขม่นกันเล็กน้อย เล่าปี่คำนวณเสร็จสรรพว่า “หากจะคิดการณ์ใหญ่ สองคนนี้จะมีประโยชน์กับเราแน่” ว่าแล้วก็สานสัมพันธ์โดยอาศัยเงินของเตียวหุยและแรงของกวนอู จนสร้างผลงานเมื่อครั้งปราบโจรโพกผ้าเหลือง ที่สุดแล้วเล่าปี่ก็ได้เป็นนายอำเภอเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง แน่นอนที่ผมเชื่อว่าเล่าปี่ไม่ยอมหยุดแค่นี้แน่ แต่คนอย่างเล่าปี่มีหรือจะแสดงออกมาให้คนอื่นเห็น ต่างจากเตียวหุยที่เป็นคนซื่อๆ คิดยังไงก็พูดอย่างนั้น สุดท้ายเล่าปี่ก็หันไปพึ่งกองซุนจ้าน

ตรงนี้ขอชมเล่าปี่เลยว่าคิดยาวจริงๆ คนแบบนี้คิดก่อนทำ แถมคิดหลายชั้นเสียด้วย ถ้าให้มองในแง่ร้ายก็คืออาศัยความภักดีของคนอื่นเป็นฐานเพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้นนั่นเอง โดย แต่ถ้าคิดในแง่ดีก็คือซื้อใจลูกน้องนั่นแหละนะ

“พุ่มไม้หนามหนา ไม่เหมาะที่หงส์จะอาศัย”

กวนอูชี้แจงให้เล่าปี่เข้าใจเมื่อตอนที่เตียวหุยจับเอาผู้ตรวจราชการมาเฆี่ยนเล่นหลังจากที่เจ้าผู้ตรวจงานจอมละโมบขู่เข็ญจะเอาเงินสินบนจากเล่าปี่ แถมยังประกาศว่าชาวบ้านคนไหนถูกเล่าปี่ขูดรีดก็ให้มาแจ้งความกับตน ปรากฏว่าเล่าปี่เป็นนายอำเภอที่ดี ไม่เคยรังแกชาวบ้าน จึงไม่มีใครมาร้องเรียนซักคน แต่เจ้าผู้ตรวจราชการก็ยังหาเหตุเล่นงานเล่าปี่จนเตียวหุยจับออกมาเฆี่ยนเล่นดังกล่าว สุดท้ายเล่าปี่ตัดสินใจลาออกจากราชการ เพื่อไปหาพุ่มไม้ที่อยู่สบายกว่าเหมือนที่กวนอูว่า โดยการหันไปพึ่งกองซุนจ้านนั่นเอง …

 ตรงนี้ก็คงชี้ให้เห็นว่า หากคิดจะได้ดีก็ต้องหาที่ดีๆอยู่ด้วยแหละ นอกจากที่ดีๆ แล้ว การเลือกผู้นำที่ดีก็สำคัญ ถ้าได้คนนำดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง

“เมื่อลมเปลี่ยนทิศ เราก็ต้องเบนเรือ”

อีกฉากหนึ่งที่สะท้อนถึงการแย่งชิงอำนาจในราชสำนัก คือหลังจากที่พระเจ้าเลนเต้สิ้นพระชนม์ ฝ่ายโฮฮองเฮา (เมียฮ่องเต้) และ ฮองไทเฮา (แม่ฮ่องเต้) ต่างหยั่งเชิงเพื่อที่จะยกลูกและหลานของแต่ละฝ่ายขึ้นครองบัลลังก์แทน ฝ่ายโฮฮองเฮา มี โฮจิ๋น พี่ชายซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดหนุนหลัง ฝ่าย ฮองไทเฮา มีบรรดาขันทีที่กุมอำนาจภายในราชสำนักเป็นแบ๊กอัพ

ในพิธีเคารพพระศพ โฮจิ๋น ฉวยโอกาสทูลเชิญ หองจูเปียน ขึ้นครองราชย์ท่ามกลางความตกตะลึงของฮองไทเฮา ที่ไม่คิดว่าโฮจิ๋นจะมาไม้นี้ ชิงทำก่อน สุดท้ายพระนางก็จบชีวิตลงหลังจากที่โฮไทเฮา (เปลี่ยนสถานะเพราะลูกได้เป็นฮ่องเต้) เล่นงานด้วยการปลดพระนางจากตำแหน่งและส่งกลับบ้านเกิด ระหว่างทางก็ส่งทหารตามไปลอบสังหารเพื่อกำจัดเสี้ยนหนาม พอพระนางสิ้นทำให้เหล่าขันทีที่นำโดย เตียวเหยียง งานเข้า เพราะหมดที่พึ่ง เตียวเหยียงจึงรีบแปรพรรคไปเลียโฮไทเฮาทันที…

อะโห ชีวิตบัดซบ เพื่อความอยู่รอด บางครั้งก็ต้องทำตัวเป็นกิ้งก่าที่เปลี่ยนสีได้ทุกเมื่อเพื่อความอยู่รอด ถ้าลมมันแรงก้อย่าฝืน ต้องทำตัวเป็นไผ่ที่ลู่ไปตามลม มิเช่นนั้นคงจะโค่นลงเสียก่อน ซึ่งการแปรพรรคเพื่อความอยู่รอดนี่ก็มีให้เห็นทั้งในหนังและในชีวิตจริง

เพียงถ้อยคำ : อันวาร์ อิบราฮิม

anwarคุณต้องไม่เป็นที่สองนานเกินไป เพราะเบอร์หนึ่งจะไม่มีทางไว้ใจคุณ ส่วนเบอร์สามเบอร์สี่ ก็จะคอยแทงข้างหลังคุณตลอดเวลา

นายอันวาร์ อิบราฮิม (อดีตรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย)

เพียงถ้อยคำ : เจมส์ วิสท์เลอร์

whistler… ครั้งหนึ่ง มีผู้ยิ่งใหญ่ในวงการศิลปะท่านหนึ่งกล่าวถึงผลงานของ วิสท์เลอร์ ที่เปิดขายในราคาถึง ๗๐๐ ปอนด์ว่า
เหมือนสาดสีจากถังใส่หน้าคนดู
วิสท์เลอร์ ฟ้องศาลข้อหาหมิ่นประมาท ทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง

ในศาล ผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นถาม วิสท์เลอร์ ว่า คุณใช้เวลาเขียนรูปนั้นกี่วัน
สองวัน วิสท์เลอร์ ตอบ
นี่แสดงว่าคุณเรียกร้องเงิน ๗๐๐ ปอนด์ สำหรับงานที่ใช้เวลาทำเพียงสองวัน
วิสท์เลอร์ ตอบกลับไปว่า

หามิได้ ผมเรียกร้องเงินจำนวนนั้นสำหรับความรู้ทั้งชีวิตของผมต่างหาก

James McNeill Whistler (1834-1903)

เพียงถ้อยคำ : โสภณ สุภาพงษ์

โสภณพระพุทธเจ้าท่านสอนเราเรื่องบัวสี่เหล่า
มีบัวจมโคลน บัวใต้น้ำ บัวปริ่มน้ำแล้วก็บัวพ้นน้ำ
ที่สำคัญมันอยู่ในน้ำ ถ้าน้ำเน่า บัวแบบไหนมันก็ตายหมด

โสภณ สุภาพงษ์

เพียงถ้อยคำ : ว.วชิรเมธี

 metee

…คนโบราณสร้างเจดีย์สูงใหญ่ แล้วสร้างเทพไว้รักษาตรงฐานเจดีย์ แสดงว่าคนสมัยนั้นเข้าใจคติว่า เทพ รับใช้ ธรรม แต่คนไทยในปัจจุบันจะไปไหว้พระเจดีย์ตรงนั้น พอเห็นเทพก็ยกเอาเทพมาเป็นสรณะที่พึ่งเลย ไม่สามารถก้าวต่อไปถึงองค์เจดีย์ซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เห็นได้ว่าภูมิปัญญาคนไทยทุกวันนี้มีวิวัฒนาการอยู่แค่ขั้นบันไดเท่านั้นเอง

ว. วชิรเมธี (พระมหาวุฒิชัย วัชรเมธี)