Tag Archives: การ์ตูนญี่ปุ่น

The Cat Returns…เมื่อแมวขอแทนคุณ

cr1

The Cat Returns อนิมเชั่นน่ารักๆ ดูสบายๆ ของ Studio Ghibli ผู้สร้าง Totoro และผลงานสร้างชื่ออย่าง Spirited Away ว่ากันว่า Cat Returns เป็นผลงานคั่นเวลาของพวกเขา แต่กลับยังคงเปี่ยมด้วยคุณภาพ แถมเพลงประกอบแสนเพราะจนฮิตไปทั่วญี่ปุ่น ที่บ้านเราก็ฮิตพอกัน เคยได้ยินเปิดบ่อยๆ ตามร้านรวงต่างๆ ถ้าท่านได้ฟังแล้วน่าจะร้องอ๋อกันขึ้นมาบ้าง

ผลงานของ Studio Ghibli ที่พอจะหาชมได้ในบ้านเราก็อย่างเช่น My Neighbor Totoro ออกฉายในปี ๑๙๘๘ นานขนาดนั้นแต่ความสวยงามและเนื้อหายังคงทันสมัยไม่เปลี่ยน และบ้านเราเพิ่งจะมานิยมเจ้าสัตว์ประหลาดตัวอ้วนนี่เมื่อไม่นานมานี้เอง หลังจากมีการผลิต DVD การ์ตูนเหล่านี้ออกมาอีกครั้งหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งที่แฟนการ์ตูนรู้จักกันดี สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies)  ชีวิตอันแสนรันทดของสองพี่น้องในช่วงสงครามโลก ถ้าใครว่าไม่เศร้าก็เกินไปหน่อยละ, แม่มดน้อยกิกิ (Kiki’s Delivery Service) เรื่องนี้ออกฉายในปี ๑๙๘๙ เล่าเรื่องราวของแม่มดที่ทำหน้าที่เป็นคนส่งของ, Pompogo ฉายปี ๑๙๙๔ เรื่องของฝูงทานูกิจอมแสบที่พยายามปกป้องป่าผืนสุดท้ายเอาไว้ และที่โดดเด่นเป็นสง่ามีรางวัลออสการ์อนิเมชั่นยอดเยี่ยมปี ๒๐๐๓ เป็นประกันก็คือ Spirited Away

studio_ghiblinet_logo
โลโก้ของ Studio Ghibli เอาตัวละคร โต๊ะโตโร่ มาทำเป็นโลโก้

Cat Returns กำกับโดย Hayao Miyazaki (ผู้กำกับ Spirited Away) ออกฉายในปี ๒๐๐๒ เป็นการ์ตูนแฟนตาซีใสๆ ดูเพลิน ไม่ยาวมากนัก ลายเส้นนั้นสบายตาจริงๆ ไม่มีการเล่นลูกเล่นอะไรมากมาย เป็นการ์ตูนที่เป็นการ์ตูน คือไม่เน้นความสมจริงของภาพมากนัก ยังคงความเป็นภาพสองมิติอยู่ ถ้าหากเปรียบเทียบกับผลงานชิ้นอื่นๆ จะเห็นว่า Cat Returns ออกจะดูง่ายๆ สบายๆ ไม่ซีเรียสมากนัก แบ๊คกราวนด์วาดโดยใช้สีน้ำทำให้ดูสดใสและโปร่งสบาย บางซีนอาจคิดไปได้ว่าเหมือนวาดยังไม่เสร็จดี คือมันดูโล่งๆ ยังไงพิกล โดยเฉพาะเหตุการณ์ในนครแมวเหมียว ส่วนเรื่องของเนื้อหาก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังอะไรนัก เป็นเหมือนเรื่องเล่าการผจญภัยสนุกๆ เรื่องนึง ไม่ได้แฝงปรัชญาอะไรยิ่งใหญ่จนดูยาก แต่ถึงกระนั้นเมื่อดูโดยรวมแล้วแม้จะเป็นงานคั่นเวลาแต่ก็ยังแน่นไปด้วยคุณภาพ สมกับเป็นอนิเมชั่นของญี่ปุ่น

cr2

ฮารุ ก็เป็นเหมือนเด็กสาวมัธยมทั่วไป เธอสดใสร่าเริงมีพลังเหลือเฟือ ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง จิตใจดี แอบชอบเด็กหนุ่มห้องเดียวกัน ชีวิตของฮารุก็คงจะราบเรียบไปเรื่อยๆ หากเธอไม่ไปช่วยชีวิตแมวสีเทาตัวนึงเข้าให้ เธอแทบไม่เชื่อสายตาเมื่อแมวตัวนั้นยืนสองขาโค้งคำนับขอบคุณเธอ และหลังจากวันนั้นก็เกิดเรื่องราวแปลกๆ ขึ้นกับเธอ

เช้าวันรุ่งขึ้นรอบๆ ตัวฮารุก็มีฝูงแมวรายล้อมเต็มไปหมด เหมือนกับเธอเป็นตัวดึงดูดแมวจากทุกสารทิศ ตกดึกฮารุก็เจอกับขบวนแห่แมว นำสาส์นแสดงความขอบใจมาจากพระราชาแมว เพราะแมวที่เธอช่วยชีวิตนั้นคือเจ้าชายแห่งนครแมว ฮารุจึงเป็นผู้มีบุญคุณอันใหญ่หลวงที่ต้องตอบแทน แต่สิ่งตอบแทนที่เธอ (ถูกบังคับ) ได้รับคือการได้แต่งงานกับเจ้าชายที่นครแมวซะงั้น

ขณะที่เธอกำลังงุนงงอยู่นั้นก็มีเสียงลึกลับแนะนำให้เธอไปหาใครคนหนึ่งที่สามารถช่วยเธอได้ ฮารุ เดินทางไปพบใครคน (ตัว) นั้น โดยมีแมวอ้วนที่ชื่อ มุตะ เป็นผู้นำทาง มุตะ แมวอ้วนปากปีจอพาฮารุมายังสำนักงานนักสืบแห่งหนึ่งเพื่อมาพบกับ บารอน แมวหนุ่มสุดเท่ที่รับปากจะช่วยเธอจากเรื่องเพี้ยนๆ นี่ ทันใดนั้นเองฮารุก็ถูกลักพาตัวไปยังนครแมวเพื่อเตรียมตัวเข้าพิธีวิวาห์กับเจ้าชาย

cr3
cr4

ฮารุเข้าร่วมงานฉลองในพระราชวัง ตอนแรกๆ เธอเริ่มจะสนุกไปกับสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ รอบตัว จนเมื่อเธอเริ่มรูสึกตัวว่าจะกลายเป็นแมวเข้าไปทุกทีนั่นแหละจึงได้เริ่มเป็นกังวล และยิ่งถ้าเธออยู่ที่นครแมวแห่งนี้นานวันเข้าเธอก็จะกลายเป็นแมวไปโดยสมบูรณ์ ก่อนที่เหตุการณ์จะเลวร้ายไปกว่านั้น บารอนและมุตะ ก็เข้ามาช่วยเธอได้ทันเวลา

ขณะที่กำลังจนมุมจากกไล่ล่าของทหารแมวนั่นเอง ลูน เจ้าชายแห่งนครแมวที่ฮารุช่วยชีวิตไว้ก็เข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ เพราะคนที่เจ้าชายรักไม่ใช่ฮารุ แต่เป็น ยูกิ แมวรับใช้ในพระราชวังต่างหาก และยูกินี่แหละที่เป็นเจ้าของเสียงลึกลับที่คอยช่วยฮารุอยู่ตลอดเวลา เพื่อตอบแทนฮารุที่เคยแบ่งขนมให้เธอทานเมื่อสมัยที่ฮารุยังเป็นเด็ก

เรื่องราวคลี่คลายลงอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง ฮารุกลับมาใช้ชีวิตตามประสาเด็กสาวทั่วไปอย่างเดิม มุตะยังคงนอนอย่างขี้เกียจอยู่ที่ร้านริมถนนเหมือนเดิม การผจญภัยครั้งนี้ก็กลายเป็นความทรงจำอันแสนสุขของฮารุไปตลอดกาล

ayano2
Ayano Tsuji ผู้ร้องเพลงประกอบ ลองฟังได้จาก Youtube ด้านล่าง

นอกจากภาพที่สดใสและเนื้อเรื่องที่สนุกสนาน เพลงประกอบก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เมื่อตอนที่ข้าพเจ้าได้ชมครั้งแรกจากร้านเฟม ท่าพระจันทร์ ตอนจบมีบันทึกเบื้องหลังการถ่ายทำ เบื้องหลังนักแสดงผู้ให้เสียงพากย์ และมิวสิควิดีโอเพลงประกอบน่ารักๆ จากนักร้องน่ารักๆ Ayano Tsuji ที่มีกีตาร์ตัวน้อยเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว

ไม่รู้เหมือนกันว่า Cat Returns จะให้คติเตือนใจอะไรเราบ้างรึเปล่า แต่สวยและสนุกมาก ฟังเพลงประกอบก็คุ้มแล้วล่ะ ลองไปหามาชมกันครับ มีขายในบ้านเราแล้ว

การข้ามพ้นวัยเด็กของอิจิโร่

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ “ผีซ่าส์กับฮานาดะ…วิญญาณที่ไม่ยอมปล่อยวาง”

การข้ามพ้นวัยเด็กของอิจิโร่
“ผีซ่าส์ กับ ฮานาดะ” การ์ตูนสนุกๆ แต่ซึ้งมากๆ เรื่องราวของเด็กแสบประจำหมู่บ้าน ฮานาดะ อิจิโร่ ที่ดันทะลึ่งมองเห็นผี เลยต้องเป็นธุระจัดการสะสางเรื่องที่ยังค้างคาใจของบรรดาผีๆ ทั้งหลาย แล้วเด็กอย่างอิจิโร่ก็ต้องเผชิญกับเรื่องราวยากๆ ที่เกินกว่าเด็กอย่างเขาจะเข้าใจได้ สิ่งหนึ่งที่เด็กอย่างอิจิโร่ต้องพบพานนั่นคือ “ความตาย” ทั้งที่ตามปรกติเด็กๆ กับความตายเป็นเรื่องที่เป็นเหมือนเส้นขนาน เด็กไม่รู้จักเรื่องของความตายว่ามันคืออะไร เขาอาจคิดว่านั่นเป็นเพียงการนอนหลับ เดี๋ยวก็จะตื่นขึ้นมาเล่นกะเขาได้ต่อ

ทาคาฮิโร่ เด็กชายที่ปฏิเสธคริสต์มาสเพราะมันคือวันที่พ่อเขาจากไปตลอดกาล บ้านของทาคาฮิโร่เป็นร้านขายโซบะเล็กๆ ที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ตามประสาเด็กๆ ที่หวังว่าในคืนวันคริสต์มาส ซานต้าจะเอาของขวัญมาให้ เขาฝันอยากจะได้ถุงมือเบสบอลแต่ทุกๆ ปี ก็จะได้แต่อะไรเล็กๆ น้อยๆ ราคาถูกๆ แต่ทาคาฮิโร่ก็เข้าใจดีว่าบ้านเขายากจน ถุงมือเบสบอลราคาแพงๆ นั่นคงเป็นเรื่องไกลตัว ความใฝ่ฝันอีกอยากนึงคือการได้เล่นโยนบอลกับพ่อของเขา นั่นยิ่งแล้วใหญ่ เพราะพ่อเขามัวแต่ทำงานหาเงิน

ก่อนวันคริสต์มาส ทาคาฮิโร่ ต้องอยู่เฝ้าร้านคนเดียว ทั้งที่วันนั้นเชามีนัดแข่งเบสบอลที่โรงเรียน แต่เด็กดีอย่างเขาก็เลือกที่จะอยู่เฝ้าร้าน อนิจจาวันนั้นร้านไม่มีลูกค้าเลย ทาคาฮิโร่ ได้แต่คิดตามประสาเด็กว่า รู้งี้ไปแข่งเบสบอลดีกว่า เมื่อพ่อกลับมาและยังบอกให้เขาไปเล่นเบสบอลซะอีก ความอดทนของเขาก็หมดลง เขาตะโกนใส่หน้าพ่อว่า “พ่อจะไปรู้อะไรเรื่องเบสบอล ผมเกลียดพ่อที่สุด…” นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ทาคาฮิโร่ได้พูดกับพ่อ

ปีถัดมาเจ้าอิจิโร่ตัวแสบถูกไหว้วานจากลุงคนหนึ่งให้เอาของขวัญไปให้ลูกชาย เด็กคนที่ว่าก็คือ ทาคาฮิโร่ ซึ่งเขาปฏิเสธที่จะรับแม้ว่าอิจิโร่จะตื้อสักเท่าไหร่ก็ตาม

“โกหก … พ่อจะเอาของขวัญมาให้ได้ยังไง พ่อชั้นตายไปแล้วนี่นา”
“…ว่าแล้วเชียว ตาลุงนั่นเป็นผีนี่นา”

ความจริงที่น่าเศร้า พ่อของทาคาฮิโร่ซื้อถุงมือเบสบอลให้เขา น่าเสียดายที่ในคืนวันคริสต์มาสนั้นเองที่พ่อเขาเสียชีวิตที่สะพานข้ามแม่น้ำ … ทาคาฮิโร่จึงปฏิเสธวันคริสต์มาสและโทษตัวเองว่าเป็นคนทำให้พ่อตาย จนเมื่อรู้ความจริง ทาคาฮิโร่ก็ได้พบ (วิญญาณ) พ่อและปลดปล่อยความในใจออกมา

“ถุงมือเบสบอลบ้าอะไรนี่ ชั้นอยากได้มันมาตลอด แต่ตอนนี้ชั้นไม่ต้องการมันแล้ว ชั้นอยากได้พ่อกลับมา…”

ตอนที่ว่านี้เป็นตอนท้ายๆ ของการ์ตูนเรื่องนี้ ซึ่งหลายตอนก่อนหน้านี้ อิจิโร่ได้พบกับเรื่องราวหลังความตาย การพลัดพราก การทำผิดพลาดในชีวิต หลายๆ เรื่องที่น่าจะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องของความตายอย่างที่ว่า หากท่านมีโอกาสได้อ่านหรือชมการ์ตูนเรื่องนี้ จะได้เห็นพัฒนาการของอิจิโร่ตั้งแต่ต้นจนจบ จากเด็กแก่นๆ ที่วันๆ เอาแต่เล่นซน เมื่อมองเห็นผีได้ อิจิโร่ก็เริ่มแสดงให้เห็นเบื้องลึกของจิตใจที่ใฝ่ดี ธาตุแท้ของเขาคือเด็กที่มีจิตใจอ่อนโยน ยินดีช่วยเหลือผู้อื่น และเห็นใจผู้อื่นเสมอ บางครั้งความคิดแบบเด็กๆ ของเขาที่มีต่อชีวิตอาจจะเข้าท่ากว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก

“ปัดโธ่เอ้ย อีตอนมีชีวิตอยู่ทำไมไม่ทำให้มันดีๆ เล่า เป็นผีแล้วยังมาทำให้คนอื่นเดือดร้อนอีก”

ช่วงท้ายๆ ของการ์ตูนเราจะเห็นได้ชัดว่าอิจิโร่คลายความเฮี้ยวลงไปเยอะ หลายตอนที่เขานิ่งขรึมและไตร่ตรองถึงสิ่งที่ได้ทำไป อย่างน้อยเขาก็ยอมก้มหัวขอโทษเพื่อนที่ไม่ยอมไปแข่งเบสบอลตามนัดจนทำให้ทีมแพ้ (ซึ่งตามปรกติอย่าได้หวังว่าอิจิโร่จะก้มหัวให้ใคร) หรือตอนท้ายที่รู้ทั้งรู้ว่ารินโกะเป็นผี แต่อิจิโร่ก็พยาายามช่วยเหลือทั้งที่หลวงพ่อเตือนแล้วเตือนอีก

“เลิกยุ่งกะเด็กคนนั้นได้แล้ว เด็กคนนั้นไม่ใช่คนของโลกนี้ แกอาจจะตายได้นะอิจิโร่คุง”
“อย่ามายุ่งน่า เจ้านักบวชงี่เง่า”

แม้จะต้องอดนอนออกมาแบกพระพุทธรูปหินขึ้นจากหน้าผาทุกคืนๆ จนหมดเรี่ยวหมดแรง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิจิโร่ทำเพื่อคนอื่นขนาดนี้ ทั้งที่เขาเองจะทำไม่รู้ไม่ชี้เสียก็ได้ แต่ทุกครั้งที่มีผีมาขอร้องให้ช่วย อิจิโร่ก็จะทำอย่างเต็มความสามารถเสมอ (แม้จะมีความกลัวผีเป็นแรงกระตุ้นก็ตาม) อิจิโร่เข้าใจเรื่องความตายทั้งที่เขาเพิ่งอยู่ ป.๔ คิดไปก็น่าสงสารอิจิโร่ที่วัยเด็กของเขาถูกตัดให้สั้นลงอย่างรวดเร็ว วัยเด็กที่ไม่ต้องคิดอะไร คิดแต่เพียงเรื่องของตัวเอง ชีวิตที่มีแต่เรียน (บ้าง) กับเล่นซน กลับต้องมาเป็นธุระกับเรื่องของคน (ผี) อื่นๆ ต้องมานั่งฟังเรื่องราวเศร้าๆ ของคน (ผี) อื่น โลกของเด็ก ป.๔ ที่น่าจะได้สนุกสนานกับเพื่อนๆ วัยเดียวกันได้เเลือนหายไปในวันที่เขาสามารถติดต่อกับพวกผีๆ ได้ มันก็ได้แง่คิดเหมือนกันว่าคนเราเมื่อมีชีวิตอยู่ก็ควรทำในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าให้ชีวิตหลังความตายของเราต้องกลายเป็นภาระของคนที่ยังอยู่ และบางครั้งเรื่องบางเรื่องก็เกินกว่าจะกลับไปแก้ไขอะไรได้ การปล่อยวางคือหนทางสุดท้าย … มองในด้านดีหน่อย อย่างน้อยอิจิโร่ก็ได้เห็นถึงความสำคัญของการมีชีวิตอยู่ มันก็เป็นเรื่องดีมิใช่หรือ

การ์ตูนญี่ปุ่นที่เปลี่ยนแปลงโลก (ตอนสอง)

รถด่วนอวกาศ 999 : Galaxy Express 999 (1977-1981)

การ์ตูนแฟนตาซีสุดคลาสสิก ผลงานของ เลจิ มัตสึโมโตะ ผู้เขียน กัปตันฮาร์ล็อค และ เรือรบอวกาศยามาโตะ เลจิเริ่มต้นอาชีพนักเขียนครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 15 ปี หลังจากไฮสกูล โดยเขาเขียนการ์ตูนแนวผู้หญิงหวานแหวว ก่อนจะค่อยๆ แสดงความเป็นตัวตนของตัวเองคือแนววิทยาศาสตร์ แฟนตาซี

999 เล่าถึงโลกอนาคตที่จักรวาลถูกครอบครองไปด้วยพวกหุ่นยนต์ มนุษย์ไม่ใช่จ้าวจักรวาลอย่างที่เราเคยคิด โฮชิโนะ เทตสึโร่ เด็กหนุ่มที่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าหลังจากที่แม่ของเขาถูกหุ่นยนต์สังหาร เพียงเพื่อจะเอาไปสตัฟฟ์ไว้เป็นของแต่งบ้าน! เทตสึโร่โกรธแค้นมากเขาตั้งปณิธานไว้ว่าจะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นมนุษย์ดัดแปลง เพื่อจะได้แข็งแกร่งและเป็นอมตะ จะได้มาแก้แค้นพวกหุ่นยนต์ทั้งหลาย เทตสึโร่ออกเดินทางด้วยรถด่วนสาย 999 พร้อมกับหญิงสาวสวยลึกลับ เมเทล ทั้งคู่ต้องพบเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย ทำให้เทตสึโร่ได้ค้นพบความหมายที่แม้จริงของความเป็นคน

ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. นำ 999 มาฉายเป็นตอนๆ เริ่มในปี 2521 ได้รับความนิยมพอสมควร แต่ค่อนข้างจะดูเข้าใจยากเสียหน่อยสำหรับเด็กเล็ก เพราะมีเนื้อหาที่ค่อนข้างลึกและเน้นแนวคิดที่ยากเกินกว่าเด็กเล็กจะเข้าใจ

……………………………………………………………………………………………………………….

สแลมดังก์ : Slam Dunk (1990-1996)

การ์ตูนแนวกีฬายอดนิยมไม่แพ้ กัปตัน สึบาสะ แต่เปลี่ยนชนิดกีฬาจากฟุตบอลมาเป็นบาสเกตบอล ทำให้เด็กๆ ญี่ปุ่นหันมาสนใจบาสเกตบอลกันมากขึ้น ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดีเหมือนกับที่ กัปตัน สึบาสะ เคยปฏิวัติวงการกีฬาของญี่ปุ่น ให้คนญี่ปุ่นหันมาสนใจฟุตบอลมากขึ้นแทนที่เบสบอล กีฬายอดนิยมอันดับหนึ่ง

แบดบอยหัวแดง ซากุรางิ ฮานามิจิ หนุ่มฮาร์ดใจร้อนย้ายมาโรงเรียนมัธยม โชโฮคุ แค่แว้บแรกที่เห็น อาคางิ ฮารุโกะ ก็ตกหลุมรักเธอเข้าเต็มเปา ซากุรางิ หวังจะพิชิตในสาวจึงสมัครเข้าชมรมบาสที่พี่ชายของฮารุโกะเป็นกัปตันอยู่ และด้วยความเพี้ยนของซากุรางิก็มักจะก่อเรื่องยุ่งๆ เสมอ ไม่เพียงแค่การเอาชนะในสนามเท่านั้นเขายังต้องพบกับอุปสรรคความรักอีกหลายด่าน เรียกว่าต้องพบทั้งศึกรักและศึกรบไปพร้อมๆ กัน

………………………………………………………………………………………………………………

คนปีศาจ : Monster (1994-2001)

  

สุดยอดการ์ตูนที่เป็นมากกว่าการ์ตูนตามความคิดส่วนตัวของข้าพเจ้า ผลงานของ นาโอกิ อุราซาว่า ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1994 ถูกทำเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นออกฉายทางโทรทัศน์เป็นตอนๆ ในปี 2004-2005

คนปีศาจ เป็นการ์ตูนแนวสืบสวน+ฆาตกรรม+จิตวิทยา เล่าเรื่องของ ดร. เทนมะ ศัลยแพทย์หนุ่มมากฝีมือที่ทำมาหากินอยู่ในเยอรมัน คืนหนึ่ง ดร.เทนมะช่วยเหลือเด็กชาย โยฮัน ที่ถูกยิงที่ศีรษะ ด้วยฝีมือของ ดร.เทนมะ ทำให้เด็กชายโยฮันรอดตายราวปาฏิหารย์ หลังจากนั้นเด็กชายก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ต่อมาเกิดคดีฆาตกรรมในโรงพยาบาลและหลักฐานทุกอย่างพุ่งตรงมาที่เขา โชคดีที่ท้ายสุดหลักฐานที่ยังไม่แน่นหนาพอทำให้เขารอดพ้นการจับกุมอย่างหวุดหวิด

หลายปีต่อมาเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องขึ้น ดร.เทนมะ ก็เข้ามาพัวพัน เขาเผชิญหน้ากับฆาตกรตัวจริง ดร.เทนมะ แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าฆาตกรรมคนนั้นคือ โยฮัน เด็กที่เขาเคยช่วยชีวิตเมื่อหลายปีก่อน ดร.เทนมะ จึงต้องออกตามล่าเพื่อกำจัดโยฮัน ปีศาจที่เขาชุบชีวิตขึ้นมาโดยมี สารวัตรลุงค์เก้ ที่เชื่อว่า ดร.เทนมะ คือฆาตกรตัวจริง ออกตามล่าเขาไม่ห่าง

นอกจาก คนปีศาจ แล้ว ยังมีผลงานเด่นๆ ของอุราซาว่าอีกหลายเรื่องที่กวาดรางวัลมานับไม่ถ้วน อย่าง 20th Century Boy, Pluto สำหรับรายละเอียดของ คนปีศาจ ติดตามอ่านได้จากบทความของข้าพเจ้าได้ที่ คปีศาจ

…………………………………………………………………………………………………………..

โปเกมอน : Pokemon (1998 – )

 


การ์ตูนที่ถูกดัดแปลงมาจากเกม โปเกมอน ย่อมาจากคำว่า Pocket Monster หรือก็คือสัตว์ประหลาดแบบพกพา เป็นเกมที่ออกแบบและพัฒนาโดย นินเทนโด บริษัทเกมชื่อดังของญี่ปุ่น ออกแบบโดย ซาโตชิ มาจิริ โดยเขาเอาไอเดียมาจากลักษณะและพฤติกรรมของสัตว์และพืชต่างๆ

ในภาคการ์ตูนเป็นเรื่องราวการผจญภัยของ ซาโตชิ ที่ออกเดินทางพร้อมกับโปเกมอนประจำตัวชื่อ ปิกะจู เป็นโปเกมอนหนูสีเหลืองหน้าตาน่ารักมีสายฟ้าเป็นอาวุธ และเจ้าปิกะจูนี่แหละที่เป็นโปเกมอนที่มีชื่อเสียงที่สุดและเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมทุกเพศทุกวัย

ความสนุกและน่าติดตามของการ์ตูนเรื่องนี้อยู่ที่การปรากฏตัวของโปเกมอนชนิดต่างๆ ที่มีลักษณะแตกต่างกันไป ทั้งที่ดูน่ารักและไม่น่ารัก มีนิสัยและท่าไม้ตายต่างกันไป ไม่เพียงแต่การ์ตูนเท่านั้น บรรดาสินค้าหรือของที่ระลึกที่ตีตราโปเกมอนก็จะออกแบบสินค้าที่มีโปเกมอนเป็นตัวเอก ทำให้เกิดกระแสการสะสมอย่างเช่น การ์ด สติ๊กเกอร์ จนกลายเป็นของสะสมที่มีค่าในวงการของผู้นิยมการ์ตูน

…………………………………………………………………………………………………………

นานะ : NaNa (2000-)

หนึ่งในการ์ตูนแนวผู้หญิงที่ได้รับความนิยมสูงสุด จำหน่ายไปแล้วกว่า 3 ล้านฉบับ ผลงานของ ไอ ยาซาว่า ตีพิมพ์ในนิตยสารการ์ตูนคุ้กกี้ (Cookie) มีนักอ่านติดตามทั้งชายและหญิง ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาวและทำเป็นภายนตร์ที่ใช้คนแสดงแล้วด้วยเมื่อปี 2005

สิ่งที่ทำให้ผู้คนนิยมติดตาม Nana เพราะเนื้อเรื่องและตัวละครที่มีความสมจริงและมีการดำเนินชีวิตและความคิดเหมือนคนทั่วไปจริงๆ เล่าเรื่องของผู้หญิงสองคนที่ชื่อ Nana เหมือนกันแต่กลับมีนิสัยและวิถีชีวิตที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง โคมัตสึ นานะ เด็กสาวท่าทางเรียบร้อยมองโลกในแง่ดีตลอดเวลาเดินทางเข้าโตเกียว โดยหวังจะได้พบกับชายหนุ่มคนรักของเธอ ระหว่างเดินทางก็ได้พบกับ โอซิคิ นานะ เด็กสาวท่าทางแข็งกร้าวและเอาจริงเอาจัง ที่เดินทางมาโตเกียวเพื่อทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง แม้นิสัยจะแตกต่างกันแต่ทั้งคู่ก็เข้ากันได้ดี จึงมาเช่าห้องอยู่ด้วยกันและเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองหลวงที่แสนวุ่นวาย

…………………………………………………………………………………………………..

Spiritd Away (2002)

ผลงานสร้างชื่อของวงการการ์ตูนแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อผงาดเป็นอนิเมชั่นเลือดซามูไรเรื่องแรกที่คว้ารางวัลภาพยนตร์อนิเมชั่นยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ ผลงานการกำกับของ ฮายาโอ มิยาซากิ ที่เคยทำอนิเมชั่นน่ารักๆ  อย่าง My Neighbor Totoro และ Princess Mononoke โดย Spirited Away จัดเป็นผลงานสร้างชื่ออย่างสุดๆ เพราะกวาดรางวัลมาเพียบทั้งในและต่างประเทศ

จิฮิโร่ เด็กหญิงที่กำลังย้ายบ้านมายังบ้านใหม่พร้อมกับพ่อและแม่ ระหว่างทางเกิดหลงทางเข้าไปยังสถานที่ประหลาดแห่งหนึ่งที่ไร้ผู้คน แต่บ้านเรือนกลับดูมีชีวิตชีวา ร้านอาหารก็มีอาหารน่ากินวางพร้อมสรรพ จิฮิโร่คะยั้นคะยอให้กลับออกมาแต่พ่อและแม่กลับเลือกที่จะนั่งกินอาหารในร้าน จิฮิโร่จึงเดินออกสำรวจเมืองอย่างหวาดๆ จนพบกับเด็กชายท่าทางประหลาดที่ชื่อ ฮาคุ

ฮาคุ เตือนให่จิฮิโร่รีบอกจากเมืองนี้เพราะนี่คือดินแดนแห่งวิญญาณ แต่ก็ช้าเกินไปเสียแล้ว จิฮิโร่ย้อนกลับมาหาพ่อกับแม่ แต่ปรากฏว่าทั้งสองคนกลายร่างกลายเป็นหมูไปเสียแล้ว ฮาคุช่วยเหลือให้จิฮิโร่เข้าทำงานในโรงอาบน้ำของ ยูบาบะ โดยจิฮิโร่ต้องยอมมอบชื่อของเธอให้ยูบาบะ จากนั้นเธอก็ได้ชื่อใหม่ว่า เซน เธอต้องพบกับเรื่องราวแปลกประหลาดมากมายในดินแดนแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นปีศาจไร้หน้า ปีศาจสามหัว เด็กทารกยักษ์ หรือฮาคุ ที่แปลงร่างเป็นมังกร และเธอต้องทำทุกอย่างเพื่อจะพาพ่อและแม่ออกจากดินแดนประหลาดแห่งนี้ให้ได้

สิ่งที่โดดเด่นนอกจากภาพที่วาดอย่างสวยงามและเนื้อเรื่องที่เหนือจินตนาการ (อาจจะดูเข้าใจยากไปเสียหน่อยแต่ก็ดูสนุก) แล้ว นี่ก็ยังเป็นการ์ตูนที่วาดด้วยมือทำให้เส้นสายดูนุ่มนวลดูแล้วเพลินตาดีมาก

การ์ตูนญี่ปุ่นที่เปลี่ยนแปลงโลก (ตอนแรก)

การ์ตูน จัดเป็นสื่อประเภทหนึ่งที่เข้าถึงผู้คนได้อย่างง่ายและสร้างความสนใจได้มากที่สุด เพราะมีภาพประกอบที่สวยงามช่วยดึงดูดให้ผู้คนสนใจ โดยเฉพาะเด็กๆ การ์ตูนนอกจากจะให้ความบันเทิงแล้วยังสามารถสอดแทรกข้อมูลข่าวสารสื่อไปยังผู้อ่านหรือผู้ชมได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม และอุตสาหกรรมการ์ตูนที่ใหญ่ที่สุดในโลกคงจะหนีที่ไหนไปไม่พ้น นอกจากที่ประเทศญี่ปุ่น

มังงะ หรือการ์ตูนในภาษาญี่ปุ่น จัดเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้เป็นจำนวนหลายพันล้านดอลล่าร์ต่อปี การ์ตูนหลายเรื่องช่วยเสริมสร้างจินตนาการและแนวคิดที่ถูกต้อง อันจะช่วยพัฒนาสติปัญญาของผู้อ่าน และส่งผลกระทบไปถึงสังคม ทุกท่านคงจะคุ้นเคยกับการ์ตูนญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นแนวรักโรแมนติก ตลกโปกฮา กีฬา  วิทยาศาสตร์ หรือแนวอื่นๆ  ข้าพเจ้าก็เช่นกัน การ์ตูนหลายเรื่องยังคงตรึงตาตรึงใจอยู่แม้จะผ่านมาเนิ่นนาน การ์ตูนใหม่ๆ บางเรื่องก็แทงใจยิ่งนัก ซึ่งจะขอนำเสนอบางส่วนเพื่อแบ่งปันความรู้สึกร่วมกัน
 
เจ้าหนูปรมาณู : Astro Boy (1952) 
ผลงานชิ้นเอกของวงการการ์ตูนญี่ปุ่น จากฝีมือของปรมาจารย์ โอซามุ เทสึกะ ว่าด้วยเรื่องราวการปกป้องโลกของหุ่นยนต์เด็กจอมพลังที่ชื่อ อะตอม จากการประดิษฐ์ของนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ ดร.เทนมะ ตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1952 จนในปี 1963 จึงถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นเป็นตอนๆ ฉายทางโทรทัศน์ ออกฉายจนถึงปี 1966 เป็นการ์ตูนที่ฉายทางโทรทัศน์ที่เรียกเรตติ้งสูงเป็นประวัติการณ์ ตัวเลขสูงถึง 40.3% จากที่เดิมสถานีมีเรตติ้งอยู่ที่ 25% และพร้อมๆ กับที่ฉายที่ญี่ปุ่น ก็ถูกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี (NBC Network) นำไปฉายที่อเมริกาถึงสองหน

ปี 1980 เจ้าหนูอะตอม ถูกนำมาสร้างใหม่อีกครั้ง จนถึงในปี 2003 ก็ยังมีการนำกลับมาสร้างซ้ำอีก นับเป็นการ์ตูนอมตะที่ยังได้รับความสนใจอยู่เสมอ ล่าสุดมีการนำมาสร้างอีกครั้งในรูปแบบของภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาว โดยมีกำหนดออกฉายในปีหน้า (2008 )

…………………………………………………………………………………………………………..

โดราเอมอน เจ้าแมวจอมยุ่ง : Doraemon (1969-1996)

คงไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าหุ่นยนต์แมวตัวกลมๆ สีฟ้าตัวนี้ … โดราเอมอน กำเนิดจากจินตนาการของ ฮิโรชิ ฟูจิโมโตะ และ อะบิโกะ โมโตโอะ หรือที่รู้จักกันในนามปากกาว่า ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ ว่าด้วยเรื่องราวยุ่งๆ ของหุ่นยนต์แมวจากโลกอนาคต ที่เดินทางย้อนเวลามาคอยช่วยเหลือ โนบิตะ เด็กชายที่ไม่เอาไหนในทุกเรื่อง รูปไม่หล่อ เรียนไม่เก่ง ขี้เกียจ ขี้แย อ่อนแอ แม้แต่เป่ายิ้งฉุบก็ไม่เคยชนะใคร แต่เขามีเป็นคนดี มีจิตใจเมตตา รักความยุติธรรม เรื่องสนุกๆ มักจะเกิดจากของวิเศษนานาชนิดของโดราเอมอนที่งัดออกมาช่วยเหลือโนบิตะ ซึ่งก็มักจะลงเอยด้วยเรื่องวุ่นๆ ที่เกิดจากความไม่เอาไหนของโนบิตะ

โดราเอมอนจัดเป็นการ์ตูนมหาอมตะเรื่องหนึ่งของโลก เพราะไม่เพียงแต่จะโด่งดังในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังดังไปทั่วโลก ด้วยเนื้อเรื่องที่สนุกสนานแต่แฝงไปด้วยแง่คิด และความเข้าใจถึงจิตวิทยาเด็กเป็นอย่างดี ทำให้เจ้าแมวจอมยุ่งครองใจเด็กๆ มาทุกยุคทุกสมัย นับแต่ที่ออกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1969 ถูกนำมาสร้างเป็นอนิเมชั่นฉายทางโทรทัศน์ทั้งตอนสั้นและตอนยาว รวมถึงทำเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นฉายในโรงใหญ่ก็เคยมาแล้ว โดราเอมอนกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของชาวญี่ปุ่น เราสามารถเห็นเจ้าแมวและผองเพื่อนได้แทบทุกที่ไม่ว่าจะเป็นในหนังสือการ์ตูน จนกระทั่งข้าวของเครื่องใช้นานาชนิด

ผลงานอื่นๆ ของ ฟูจิดกะ ฟูจิโอะ ที่เป็นที่รู้จักกันดีเช่น ผีน้อย คิวทาโร่, นินจาฮาโตริ, ผีน้อยไคบุซึ และปาร์แมน โดราเอมอนสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในปี 1996 หลังจากที่ ฟูจิโมโตะ ถึงแก่กรรมลง แต่หลังจากนั้นก็มีผู้นำโดราเอมอนมาสร้างใหม่เป็นตอนพิเศษ และยังคงมีออกฉายอยู่เป็นระยะในโอกาสพิเศษ

……………………………………………………………………………………………………

อิ๊กคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา : Ikkyu-san (1975-1982)

เด็กไทยอยากจะฉลาดหัวไวเหมือนอิ๊กคิวกันทั้งประเทศเมื่อภาพยนตร์การ์ตูนชุดนี้ออกฉายทางโทรทัศน์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2525 เณรน้อยเจ้าปัญญา เป็นผลงานของ บริษัท โตเอ อนิเมชั่น เนื้อเรื่องดัดแปลงมาจากชีวประวัติของบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ ในประวัติศาสตร์ คือ ท่านเซนิคุมารุ เป็นบุตรของนางสนมแห่งจักรพรรดิญี่ปุ่น แต่ด้วยปัญหาความไม่สงบของฝ่ายใน จึงต้องถูกเปลี่ยนสถานะมาเป็นสามัญชน เข้าบวชเมื่ออายุได้ 6 ขวบ และได้แสดงความเฉลียวฉลาดจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว

ในการ์ตูนได้วางเรื่องให้อิ๊กคิวซังเป็นคู่ปรับคนสำคัญของ โชกุน อาชิคางะ โยชิมิสึ ซึ่งวางให้ตัวละครโชกุนเป็นตัวเรียกเสียงหัวเราะอยู่เนืองๆ เหมือนเป็นการล้อเลียนชนชั้นปกครองอย่างกลายๆ แต่ละตอนจะผูกเรื่องให้มีเหตุการณ์ที่ต้องให้อิ๊กคิวซังคอยแก้ปัญหา และสอดแทรกคติธรรมให้กับเด็กๆ เป็นการสอนสั่งให้เด็กๆ ตั้งอยู่ในศีลธรรมอันดี นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่แม้จะผ่านมาหลายสิบปีแต่การ์ตูนชุดนี้ก็ยังเป็นที่นิยมของเด็กๆ และผู้ปกครองเสมอ

………………………………………………………………………………………………

ลามู ทรามวัยต่างดาว : Urusei Yatsura (1978-1987)

สุดยอดการ์ตูนโรแมนติก-คอมเมดี้ ผลงานของ ทาคาฮาชิ รูมิโกะ เล่าถึงเรื่องราวของเด็กหนุ่มจอมลามก โมโรโบชิ อาตารุ กับ ลามู สาวสวยจากต่างดาว ที่ต้องพบกับเรื่องยุ่งๆ เพราะความเจ้าชู้และขี้หลีของอาตารุ แม้ว่าทั้งคู่จะชอบทะเลาะกันตลอดและเจ้าอาตารุจะจีบสาวไม่เลือกหน้า (ไม่เลือกจริงๆ แม้แต่ผีมันก็ยังจีบ) แต่ลึกๆ ในใจแล้วหมอนี่รักลามูสุดหัวใจ อย่างในตอนจบที่อาตารุต้องพยายามวิ่งไล่จับเขาของลามูให้ได้ เพื่อยุติเหตุร้ายจากชนเผ่าดาวยักษ์ ลามูจะยอมให้เขาจับเขาได้ถ้าเขายอมบอกว่ารักเธอ แต่อาตารุเลือกที่จะวิ่งไล่จับแทน เพราะเขาเชื่อว่า “ถ้าบอกไปว่ารัก แล้วเธอจะรู้ได้ยังไงว่าชั้นพูดจากใจจริง”

การ์ตูนเรื่องนี้เน้นความฮาแบบประสาทๆ และมุขตลกที่เกิดจากความเพี้ยนของตัวละคร เขียนจบเป็นตอนๆ ลงในนิตยสารรายสัปดาห์ และนำเสนอเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นเป็นตอนเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีออกมาเป็นตอนพิเศษขนาดยาว ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ลามู ตัวละครเอกของเรื่องจัดเป็นไอดอลที่เน้นความเซ็กซี่ เป็นตัวการ์ตูนยุคแรกๆ ที่แสดงออกในแนวโลลิคอน (เป็นกลุ่มผู้มีรสนิยมทางเพศประเภทหนึ่งที่มีความชอบ หลงใหลในเด็กสาวที่อายุน้อยๆ) ก็เพราะเราจะเห็นเธอนุ่งบิกินี่ตัวจิ๋วอยู่ทั้งเรื่อง ช่วงที่นำเข้ามาฉายในบ้านเรา จึงมีกระแสต่อต้านจากฝ่ายหัวอนุรักษ์พอสมควร

ผลงานอื่นๆ ของ ทาคาฮาชิ รูมิโกะ ที่คนไทยรู้จักดีก็เช่น รันม่า 1/2 และ อินุยาฉะ เทพอสูรจิ้งจอกเงิน

………………………………………………………………………………………………

อากิระ : Akira (1982-1990)

ผลงานของ คัตสึฮิโระ โอโตมุ เป็นการ์ตูนไซไฟ เล่าถึงกรุงโตเกียวที่เปลี่ยนเป็น นีโอ โตเกียว ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สาม ญี่ปุ่นถูกปกครองโดยรัฐบาลทหาร บ้านเมืองวุ่นวายราวกับอยู่ในแดนเถื่อน ปัญหาความยากจน ยาเสพติด อาชญากรรมเต็มประเทศ โฟกัสของเรื่องพุ่งไปที่เด็กหนุ่มแกงค์ซิ่งที่ชื่อ คาเนดะ ที่เข้าไปพัวพันกับการทดลองของกองทัพเกี่ยวกับการใช้พลังจิตโดยใช้เด็กๆ เป็นหนูทดลอง เทตสึโอะ เพื่อนรักของคาเนดะที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างการหลบหนีการจับกุมเกิดมีพลังประหลาดขึ้น ทำให้เขามีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว ด้วยความหยิ่งผยองและอวดดีของเทตสึโอะ เขาปลุก อากิระ เด็กทดลองของกองทัพที่มีพลังเหนือการควบคุมให้ตื่นจากการหลับใหล ไม่เพียงแต่ญี่ปุ่นที่กำลังจะล่มสลาย แต่มันอาจจะหมายถึงโลกทั้งใบเลยก็ได้

โอโตมุ ได้แรงบัลดาลใจส่วนหนึ่งมาจากภาพยนตร์ไซไฟชื่อดัง 2001 : A Space Odyssey นอกจากจะตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูนแล้ว อากิระ ยังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่น ความยาวเกือบ 2 ชั่วโมง และเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นของญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ได้ออกฉายในฮอลลิวู้ด

………………………………………………………………………………………………

ดราก้อนบอล : Dragon Ball (1984-1995)

มหากาพย์แห่งการ์ตูนญี่ปุ่น ผลงานของ โทริยาม่า อากิระ ผู้เขียน ดร.สลัมป์ กับหนูน้อยอาราเร่ ที่โด่งดัง ตีพิมพ์ในนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ โชเนน จัมป์ (Shonen Jump) เป็นครั้งแรกในปี 1984 จนมาถึงตอนจบในปี 1995 เป็นเวลา 11 ปี ทีเดียวที่การ์ตูนชุดนี้ครองใจแฟนนักอ่านชาวญี่ปุ่นและลามไปทั่วโลก ประเทศไทยเราเองก็ไม่เว้น แม้ในปัจจุบันก็ยังคงได้รับความนิยมจากเด็กๆ รุ่นใหม่ ยังมีการตีพิมพ์ซ้ำออกมาอย่างต่อเนื่อง มีการประมาณกันไว้ว่าจำหน่ายไปแล้วถึง 120 ล้านฉบับ รวมถึงที่เป็นการ์ตูนออกฉายทางโทรทัศน์มากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก อีกทั้งสินค้าและแบรนด์ต่างๆ ของดราก้อนบอลก็ยังทำเงินมหาศาลให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์อีกด้วย ล่าสุดถูกฮอลลิวู้ดนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์แล้ว เตรียมออกฉายกลางปีหน้า (2008 )

ดราก้อนบอล เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของ บลูม่า สาวน้อยที่ออกตามหาดราก้อนบอล เป็นลูกบอลเรืองแสง 7 ลูก ที่เมื่อใครรวบรวมได้ครบก็จะขอพรวิเศษได้หนึ่งข้อ ระหว่างออกตามหา บลูม่าได้พบกับ โงกุน เด็กชายมีหางที่มีฝีมือในการต่อสู้ ทั้งคู่ร่วมกันออกผจญภัยเพื่อตามหาดราก้อนบอล โทริยาม่าสอดแทรกมุขตลกไว้ตลอดเรื่อง (รวมถึงความทะลึ่งและลามก) ช่วงแรกๆ ของดราก้อนบอล จะออกไปในแนวแฟนตาซีสนุกสนาน ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้น จริงจังของเนื้อมากขึ้นจนกลายเป็นการ์ตูนแนวแอ๊กชั่นที่ค่อนข้างจริงจัง ตลอดทั้งเรื่องจะแฝงแนวคิดของการพิทักษ์คุณธรรม ปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า ความสามัคคีและมิตรภาพ

โดราเอมอน เหตุใดแมวญี่ปุ่นจึงครองใจเด็กไทย

มีใครไม่รู้จัก โดราเอมอน บ้างขอรับ … ช่วยบอกข้าพเจ้าหน่อย … ถ้านับดูแล้ว โดราเอมอนนี่ก็น่าอยู่ในวัยกลางคนแล้ว แต่ถึงปัจจุบัน เจ้าแมวจอมยุ่งก็ยังเป็นที่นิยมของเด็กๆ จนกลายเป็นตัวการ์ตูนที่เป็นอมตะไปเสียแล้ว

ท่านคงเคยได้อ่านบทวิเคราะห์ถึงการ์ตูนอมตะเรื่องนี้มาหลายต่อหลายหน จากนักวิชากรและกูรูมากมาย ข้าพเจ้าก็เช่นกัน มีอยู่ท่านหนึ่งที่ข้าพเจ้าสนิทชิดเชื้อในระดับหนึ่ง เพราะเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าเมื่อครั้งร่ำเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่าน รศ.ดร. ทัศนา สลัดยะนันท์ อาจารย์ประจำภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันท่านเกษียณอายุราชการแล้ว ท่านเคยเขียนบทความวิเคราะห์เรื่องราวของโดราเอมอนตีพิมพ์ลงในวารสาร โลกหนังสือ ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นตอนที่เจ้าโดราเอมอนกำลังบูมสุดขีดในบ้านเรา ตอนนั้นจำได้ว่าโดราเอมอนมีอิทธิพลต่อคนไทยอย่างมาก ไม่เพียงเฉพาะเด็กๆ แต่ลามไปถึงคนไทยทุกคน ทุกวงการ แม้เวลาจะผ่านมา ๒๐ กว่าปี เจ้าแมวจอมยุ่งก็ยังยืนหยัดสู้กระแสวัฒนธรรมอันหลากหลายที่ถาโถมเข้ามา เช่นเดียวกับบทความของอาจารย์ทัศนาที่ข้าพเจ้าเชื่อว่ายังไงก็ยังน่าสนใจไม่เปลี่ยนแปลง ข้าพเจ้าจึงขอนำบางส่วนของบทความดังกล่าวมาเรียบเรียงใหม่และขอนำมาเสนอ ณ ที่นี้

——————————————————————————-
 

ทัศนา สลัดยะนันท์. โดราเอมอน เหตุใดแมวญี่ปุ่นจึงครอบใจเด็กไทย. ใน โลกหนังสือ, ๖ : ๓๙-๔๔. กรุงเทพ : โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์, ๒๕๒๖.

โดราเอมอน เริ่มเข้ามาสู่เมืองไทยครั้งแรกราวปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ในรูปแบบของหนังสือการ์ตูนและภาพยนตร์การ์ตูน ออกฉายเป็นตอนๆ ทางช่อง ๙ อ.ส.ม.ท. หรือวีดิโอเทปให้เช่าและจำหน่ายทั่วไป ตอนนั้นทำเอาทั้งประเทศคลั่งไคล้เจ้าแมวสีฟ้าตัวนี้กันใหญ่ ในรูปแบบหนังสือการ์ตูน ช่วงนั้นยังไม่มีการเคร่งครัดในเรื่องของลิขสิทธิ์มากนัก ช่วงนั้น (ปี ๒๕๒๕) มีอย่างน้อย ๗ สำนักพิมพ์ตีพิมพ์ออกมาจำหน่าย โดยใช้ชื่อต่างๆ กันไป ไมว่าจะเป็น โดราเอมอน โดเรมอน โดรามอน

สำนักพิมพ์มิตรไมตรี (น่าจะเป็นสำนักพิมพ์แรกที่ตีพิมพ์โดราเอมอนอย่างถูกต้อง / ผู้เขียน blog) ได้นำเรื่องราวที่มาที่ไปของโดราเอมอนมาตีพิมพ์ไว้ใน “โดเรมอน แมวจอมยุ่ง” เล่มที่ ๑๙  ว่าเจ้าของผลงานชิ้นนี้คือ นายฟูจิโมโตะ ฮิโรชิ และ อะบิโกะ โมโตโอะ ร่วมกันเขียนโดยใช้นามปากกาว่า ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ โดยได้ไอเดียมาจากตุ๊กตาล้มลุกและแมวมาผสมกัน แล้วตั้งชื่อว่า โดราเอมอน มาจากคำว่า โดรา แปลว่า ไม่มีเจ้าของ, ถูกทอดทิ้ง และคำว่า เอมอน ที่ใช้ยกย่องนักรบญี่ปุ่นโบราณ กลายเป็นโดราเอมอน ที่หมายถึง คนดีที่ไม่มีเจ้าของ หรือคนเก่งที่ถูกทอดทิ้ง

จากเนื้อเรื่องตอนนี้เล่าว่าผู้เขียนกำลังประสบความยุ่งยากในการสร้างสรรค์ตัวการ์ตูนตัวใหม่ ขณะที่กำลังกลุ้มใจอยู่นั้นเขาก็เจอแมวไม่มีเจ้าของแถวบ้านหลงเข้ามา เขาจึงเล่นกับมันแก้เซ็งและหาเห็บให้ด้วยความเมตตา หลังจากนั้นมันก็เดินไปสะดุดเข้ากับตุ๊กตาล้มลุกของลูกสาว นี่เองจึงเป็นการจุดประกายให้เขาเกิดไอเดียเอาแมวกับตุ๊กตาล้มลุกมาผสมกันผนวกกับจินตนาการที่อิงเทคโนโลยีจนได้เป็นหุ่นยนต์แมวตัวกลมๆ ที่มาจากโลกอนาคต มีกระเป๋าที่หน้าท้องที่เก็บของวิเศษนานาชนิด

อาจารย์ทัศนาให้ความเห็นว่า โดราเอมอน เป็นการ์ตูนประเภทเฟื่องฝัน (Fantasy) โดยท่านเล่าว่าโดราเอมอนนั้นเดินทางมาจากโลกอนาคตเพื่อมาคอยช่วยเหลือ โนบิตะ เด็กประถมที่ไม่เอาไหน โดยเจ้าโดราเอมอนหอบเอาของวิเศษต่างๆ มาใช้คอยช่วยเหลือโนบิตะ ของที่ว่านั้นบรรจุไว้ในกระเป๋าที่หน้าท้อง โดยผู้เขียนจินตนาการว่าเป็นกระเป๋ามิติที่สี่ สามารถใส่ของที่มีขนาดหรือน้ำหนักมากๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ แล้วของข้างในก็จะเป็นของวิเศษที่แตกต่างกันไปในแต่ละตอน บางชนิดก็ไม่สมเหตุสมผล อย่างเช่นสเปรย์ฉีดรูปภาพให้ออกมาจากกระดาษและเคลื่อนไหวได้ น้ำยาที่ทำให้สิ่งของพูดได้ แต่ของวิเศษที่ว่าบางชิ้นก็อิงวิทยาศาสตร์ เช่น เครื่องมองย้อนอดีต เครื่องสร้างพายุไต้ฝุ่น หรือคอปเตอร์ไม้ไผ่

โดราเอมอนเป็นการ์ตูนสั้นๆ ประมาณตอนละ ๗๐-๘๐ ภาพ มีแนวคิดที่ต่างกันไปในแต่ละตอน แต่โดยส่วนใหญ่จะสนับสนุนคุณธรรมต่างๆ ให้แก่เด็ก เช่น ความซื่อสัตย์ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเมตตา แสดงผลแห่งกรรม ชี้ให้ผู้อ่านเห็นว่าของแม้จะดีวิเศษ แต่ช้าใช้ไม่เป็น ใช้ไม่ถูกทาง ก็ก่อให้เกิดโทษได้ และที่เป็นจุดเด่นคือ ของวิเศษซึ่งผู้เขียนได้นำความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีมาผนวกกับจินตนาการจนกลายเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับกระสบการณ์ของเด็ก เด็กจึงสามารถเข้าใจได้ง่าย ขณะเเดียวกับของวิเศษบางอย่างที่เกินความจริงก็กระตุ้นให้เด็กมีจินตนาการ คิดฝันอยากให้มีจริงๆ เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จับใจเด็กๆ โดยที่ในแต่ละตอนจะแทรกคติธรรมเอาไว้ เด็กๆ จะไม่รู้สึกว่าเป็นการสอน

โครงเรื่องในแต่ละตอนจะผูกไว้อย่างง่ายๆ ดำเนินเรื่องรวดเร็ว โดยสร้างปมปัญหาในตอนต้นเรื่องและก็มักจะเกิดกับตัวละครเอกอย่าง โนบิตะ ก่อนจะมาขอร้องให้โดราเอมอนช่วยแก้ปัญหา แล้วโนบิตะก็จะนำของวิเศษไปใช้เกินความจำเป็น ใช้อย่างผิดวิธี จนเกิดเรื่องราวเดือดร้อนอย่างไม่ตั้งใจ เกิดเป็นความสนุกสนาน เมื่อจบตอนผู้อ่านก็จะได้รับความสนุกสนานแฝงด้วยคติสอนใจ

ตัวละครสำคัญของเรื่องได้แก่ โนบิตะ เด็กชายอายุราว ๑๐ ขวบ มีลักษณะที่ต่างไปจากตัวเอกโดยทั่วไปที่มักจะเป็นคนเก่ง แต่โนบิตะตรงข้ามกับภาพลักษณ์ของความเป็นฮีโร่ทุกประการ (Anti Hero)  ไม่ว่าจะเป็นเรียนไม่เอาไหน หัวขี้เลื่อย ขี้เกียจ เอาแต่นอน ขี้แพ้ ขี้ขลาด อ่อนแอ เป่ายิ้งฉุบไม่ชนะใครเลย  แต่โนบิตะก็มีจิตใจดี มีความเมตตากรุณา อย่างเช่นตอนที่ไจแอนท์และซูเนโอะกำลังแกล้งเต่าเล่นอย่างสนุกสนาน โนบิตะถึงกับยอมสละเงินค่าขนมของตัวเองทั้งเดือนเพื่อนแลกเต่าตัวนั้น หรือความซื่อสัตย์ที่เห็นได้จากตอนที่เขาได้ดินสอวิเศษที่ช่วยให้ทำข้อสอบได้ แต่เขาก็เอาชนะความรู้สึกฝ่ายต่ำของตัวเอง ไม่ยอมใช้ดินสอวิเศษแม้ตัวเองจะสอบได้ศูนย์ก็ตาม ลักษณะของความไม่ดี ความไม่เก่งต่างๆ ทำให้เด็กผู้อ่านรู้สึกว่ายังมีเด็กคนอื่นๆ ที่เหมือนกับเขา จึงเกิดความผูกพันและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับตัวละคร

โดราเอมอน เป็นหุ่นยนต์แมวที่เดินทางมาจากโลกอนาคต เป็นตัวชูโรงที่ทำให้เด็กๆ รวมถึงผู้ใหญ่หลงใหล ก็เพราะกระเป๋ามิติที่สี่ที่ใส่ของวิเศษต่างๆ มากมาย สามารถนำออกมาใช้แก้ไขปัญหาหรือเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ  นี่จึงเป็นข้อที่ถูกใจผู้อ่านเพราะธรรมดาคนเราย่อมมีความปรารถนาอยากได้นั่นอยากได้นี่ ทุกคนคงคิดอยากจะมีของวิเศษที่บันดาลทุกอย่างให้สมปรารถนา

ไจแอนท์ เด็กชายร่างใหญ่เป็นหัวโจกของกลุ่ม นิสัยเกะกะระรานคนอื่น ชอบแย่งของที่ตนพอใจจากเด็กอื่นๆ ชอบรังแกโนบิตะอยู่เนืองๆ แต่นักเลงโตอย่างไจแอนท์ก็ยังมีผู้ที่เหนือกว่า นั่นคือแม่ของเขาเอง ผู้เขียนเติมสีสันให้ตัวละครตัวนี้อย่างน่าสนใจโดยสกัดความร้ายกาจของไจแอนท์อย่างน่าขันและสะใจผู้อ่าน เพราะถึงแม้เด็กจะเก่งกับใครก็ตาม แต่พอเจอแม่เข้าก็หมดฤทธิ์ ไจแอนท์จึงเป็นตัวแทนของเด็กเกเรทั่วไป เรียกว่าแทบจะทุกห้องเรียนต้องมีเด็กก้าวร้าวแบบนี้เสมอ

ซูเนโอะ เป็นจอมกะล่อนลูกน้องตัวดีของไจแอนท์ ชอบวางเขื่องเพราะถือว่ามีพ่อรวย ชอบข่มเหงคนที่อ่อนแอกว่า แม้จะยืนอยู่ข้างไจแอนท์แต่เขาก็มีความรู้สึกอยากแก้แค้นเพราะเขาเองก็โดนเอาเปรียบอยู่เสมอ

ชิซูกะ เด็กหญิงที่โนบิตะหลงรัก เป็นลักษณะของเด็กหญิงทั่วไป รักสวยรักงาม รักความยุติธรรม มีน้ำใจ

เมื่อพิจารณาตัวละครจะเห็นได้ว่าทุกตัวมีลักษณะตามธรรมชาติที่เป็นสากลของเด็กๆ ทั่วไป คือชอบเล่น รักสนุก ไม่ชอบทำการบ้าน ขี้โกงนิดหน่อยถ้ามีโอกาส เจ็บแค้นเมื่อถูกรังแกแต่สู้ไม่ได้ อยากมีอำนาจวิเศษบันดาลสิ่งต่างๆ ตามใจนึก ผู้เขียนนั้นเข้าใจถึงจิตวิทยาของเด็กเป็นอย่างดีจนเด็กที่อ่านสามารถจินตนาการว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่อง หรือแม้กระทั่งตัวละครหุ่นยนต์อย่างโดราเอมอน เด็กๆ ก็จะจินตนาการว่าตัวเองเป็นโดราเอมอนและรู้สึกอิ่มเอมใจในความสำเร็จซึ่งเป็นความต้องการทั่วไปของมนุษย์

ในส่วนของภาษา อาจารย์ทัศนา ให้ความเห็นว่าเนื่องด้วยมีหลายสำนวนแปล แต่ส่วนใหญ่จะไม่แตกต่างกันมากนัก เป็นภาษาที่ง่าย อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที ยกเว้นเพียงสรรพนามบางคำที่ไม่น่าจะเหมาะสมกับตัวละคร เช่น ข้า รวมถึงคำไม่สุภาพ อย่าง วะ โว้ย ที่มีให้เห็นในบางสำนักพิมพ์ ซึ่งไม่ได้ช่วยชูอรรถรสแต่อย่างใด ซ้ำยังเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชนด้วย

อาจารย์ทัศนายังจำแนกอิทธิพลของโดราเอมอนที่มีต่อเด็กๆ ไว้ดังนี้
- ให้ความสนุกสนาน สร้างอารมณ์ขัน จากความฉลาดในการคิดสร้างสรรค์ของวิเศษซึ่งเป็นของแปลกใหม่สำหรับเด็ก  การใส่อารมณ์ขันซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการ์ตูนทำให้เด็กได้รับสนุกเพลิดเพลิน มุขต่างๆ ที่ใส่เข้าไปก็เข้าใจง่ายแม้แต่เด็กสาม-สี่ขวบก็สามารถสนุกไปด้วยได้
- สนับสนุนจินตนาการ เด็กทุกคนล้วนมีจินตนาการซึ่งหากได้รับการส่งเสริมที่ดีก็จะเจริญงอกงามไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและสังคม เครื่องมือต่างๆ ผู้เขียนอธิบายลักษณะ วิธีการใช้ ด้วยคำพูดและภาพอย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ช่วยเสริมจินตนาการของเด็ก ทำให้พวกเขามีความสุขในโลกส่วนตัว

- สนองอารมณ์ปรารถนา นักจิตวิทยาระบุถึงความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ไว้หลายประการทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ ทางจิตใจได้แก่ความรัก ความห่ววใย ความสำเร็จ การเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ฯลฯ การ์ตูนเรื่องนี้ช่วยสนองความต้องการของเด็กๆ ในด้านจิตใจ โดยเฉพาะด้านความสำเร็จ เราคงรู้ดีว่าเมื่อเราประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป้นหน้าที่การงานหรือชีวิตส่วนตัว  เราจะมีความรู้สึกภูมิใจเพียงใด ในโดราเอมอน ความสำเร็จของโนบิตะ แม้จะสำเร็จได้ด้วยเครื่องมือวิเศษ แต่ก็ทำให้เด็กๆ รู้สึกเข้าไปมีส่วนร่วมและพลอยดีใจไปกับโนบิตะด้วย

นอกจากนี้โดราเอมอนยังช่วยให้เด็กได้ระบายอารมณ์ไปด้วยในตัว! ตัวอย่างเช่นโนบิตะ ที่เป็นเหมือนตัวแทนของเด็กๆ ถูกรังแกโดยไม่เคยตอบโต้ได้ แต่ก็สามารถเอาชนะไจแอนท์ได้ด้วยของวิเศษ ผู้อ่านที่เป็นเด็กบางคนอาจเคยมีประสบการณ์แบบโนบิตะ ต้องเก็บความคับแค้นเอาไว้ ดังนั้นจึงเกิดความพึงพอใจเสมือนตัวเองเป็นผู้ชนะไปด้วย เด็กที่ถูกครูหรือแม่บ่นว่า อาจจะมีความไม่พอใจแต่ไม่สามารถตอบโต้ได้ เมื่ออ่านตอนที่โนบิตะแกล้งคุณแม่หรือแกล้งคุณครูนิดๆ หน่อยๆ สำเร็จ ก็ถือว่าเป็นการแก้แค้นอย่างเด็กๆ ทดแทนการระบายอารมณ์โกรธของเด็กๆ นับว่าผู้เขียนมีความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาเด็กเป็นอย่างดี

จะเห็นได้ว่า โดราเอมอน โดยเนื้อแท้นั้นไม่มีพิษภัยต่อผู้อ่านเลย แต่กลับส่งผลบวกต่อเด็ก และจากการที่เด็กชอบอ่านการ์ตูนมากกว่าหนังสือประเภทอื่น (Shiela G. Ray, Children’s Librarianship Outlines of Modern Librarianship (London : C.Bingley, 1979) p.37) การ์ตูนจึงเป็นการส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก การใช้ภาษาที่ดีและสะกดถูกต้องก็จะช่วยสนับสนุนนิสัยรักการอ่านของเด็ก ทั้งนี้มีข้อแม้ว่าผู้ปกครอง ครู ควรให้ความเอาใจใส่ในการอ่านของเด็กด้วย โดยให้รู้จักแบ่งเวลาทำการบ้าน ทบทวนบทเรียนและอ่านหนังสืออื่นๆ บ้าง ไม่ใช่อ่านแต่โดราเอมอนแต่เพียงอย่างเดียว

—————————————————————————-

บทความของอาจารย์ทัศนาชิ้นนี้ผ่านมาถึง ๒๖ ปีแล้ว แต่ยังคงอธิบายถึงอิทธิพลของการ์ตูนที่มีต่อผู้อ่านที่เป็นเยาวชนได้อย่างดีและไม่ล้าสมัย เพียงแต่ต้องยอมรับว่าเด็กในยุคสมัยนี้ต่างจากเด็กๆ ในยุค ๒๖ ปีก่อน เด็กๆ สามารถเสพการ์ตูนได้หลากหลายช่องทางอีกทั้งยังมีตัวเลือกมากมาย

แม้จะมีความพยายามในการควบคุมการ์ตูนที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชน แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้เด็กๆ สามารถเข้าถึงการ์ตูนที่ไม่พึงประสงค์ได้ อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ปกครองในการกวดขันสอดส่องดูแลลูกหลาน ต้องให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่เด็กๆ เด็กสมัยนี้โตเร็วทั้งทางร่างกายและความคิด บางครั้งเราต้องยอมรับว่าโลกหมุนไปเร็วกว่ายุคของเรา กลับกลายเป็นเราเสียอีกที่ต้องหมุนตามเด็กๆ ให้ทัน

รศ.ดร. ทัศนา สลัดยะนันท์ ท่านเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว สมัยที่ข้าพเจ้ายังเรียนอยู่ที่โน่น ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากท่านอาจารย์อยู่หลายวิชา โดยเฉพาะวิชาที่เป็นยาขมหม้อโตอย่าง Cataloging หรือวิชาที่แสนจะสนุกอย่าง วรรณกรรมสังคม (อันนี้รู้สึกข้าพเจ้าจะสนุกอยู่คนเดียว เพื่อนๆ ร่วมชั้นไม่มีใครสนุกด้วยซักคน) และวิชาวรรณกรรมเยาวชน ที่ข้าพเจ้าไม่ได้ลงทะเบียนเรียน แต่ก็ทะลึ่งเข้าไปนั่งฟังกับเขาด้วยความเพลิดเพลิน

อาจารย์สอนสนุกและไม่ดุเลย ท่านเป็นกันเองกับพวกเรามาก คงเป็นเพราะท่านคลุกคลีกับพวกเด็กๆ มานาน งานวิจัยหลายชิ้นของท่านก็ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน ท่านยังเคยจัดรายการวิทยุออกอากาศที่เชียงใหม่ ชื่อรายการ ใบไม้ผลิ เป็นรายการเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ท่านยังเคยเมตตาให้ข้าพเจ้าไปให้เสียงนิทานเรื่องหนึ่ง นับเป็นประสบการณ์ที่ดีแต่น่าเสียดายที่ข้าพเจ้าคงไม่เหมาะกับเด็กๆ กระมัง จึงได้ไปร่วมงานกันท่านเพียงครั้งเดียว หลังจากจบมาเป็นสิบๆ ปี ยังไม่มีโอกาสขึ้นไปกราบท่านเลย ไว้สบโอกาสเมื่อใดคงได้ขึ้นไปกราบท่านอาจารย์ล่ะขอรับ

ผีซ่าส์กับฮานาดะ…วิญญาณที่ไม่ยอมปล่อยวาง

เมื่อเดือนก่อนเคยเขียนถึงการ์ตูนที่ว่าด้วยชีวิตหลังความตายที่ค่อนข้างจะจริงจังอย่าง คุโรซากิ บริษัทรับส่งศพ (ไม่) จำกัด ชีวิตหลังความตายที่ยังไม่สงบสุขเนื่องด้วยยังมีเหตุให้กังวลจนวิญญาณไม่ยอมไปผุดไปเกิด (ตามคติความเชื่อของเราชาวพุทธที่เชื่อว่าคนเราเมื่อตายไปแล้วก็จะไปเกิดใหม่ เป็นอะไรก็แล้วแต่บุญกรรมที่สร้างไว้ หากไม่เกิดใหม่นั่นก็คือการเข้าสู่นิพพาน อันเป็นเป้าหมายของชาวพุทธทั้งมวล) ไอ้ประเด็นที่ว่านี้ก็นับเป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดความเห็น จินตนาการ ผ่านทางศิลปแขนงต่างๆ ในที่นี้เราจะมาคุยกันในเรื่องของการ์ตูน

มีการ์ตูนหลายเรื่องที่เล่าถึงชีวิตหลังความตาย ทั้งในแบบที่จริงจังและในแบบที่ชวนหัว มีอยู่เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจนั่นคือ “ผีซ่าส์กับฮานาดะ” ดูเผินๆ อาจจะเป็นการ์ตูนสนุกๆ ฮาแตกเรื่องหนึ่ง แต่คนเขียนก็ช่างกระไร เขาค่อยๆ ใส่ความเป็นดรามาลงไปทีละน้อยๆ จนเข้าสู่เล่มจบมันก็กลายเป็นการ์ตูนแนวดรามาโดยสมูรณ์ และเรียกน้ำตาผู้อ่านได้อย่างดีนัก

ผีซ่าส์กับฮานาดะ (จริงๆ น่าจะสลับกันมากกว่านะ) เป็นผลงานของ อิชิกิ มาโคโตะ เคยมีผลงานตีพิมพ์ในบ้านเราอีกเรื่องหนึ่งคือ เปียโนป่า (Piano no Mori) งานของอาจารย์มาโคโตะเป็นลายเส้นง่ายๆ แต่เต็มไปด้วยรายละเอียด ตัวละครไม่ได้เน้นความสมจริงแต่แสดงสีหน้าอย่างได้อารมณ์ ฉากหลังสวยงาม ยิ่งถ้าได้ชมเวอร์ชั่นอนิเมชั่นภาพทำออกมาได้สวยงามมากสีสันสดใส เจ้าฮานาดะตัวเอกนั้นบางทีก็ดูน่ารักน่าชังและในบางโอกาสก็น่าเตะไปพร้อมๆ กัน

เริ่มเรื่องเราจะได้รู้จักกับความแสบของเจ้า ฮานาดะ อิจิโร่ เด็กชายตัวแสบประจำหมู่บ้านที่เที่ยวเกะกะระรานไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ขี้โวยวาย กินเก่ง ขี้เกียจ เอาแต่ใจ ชอบแกล้งคน รังแกสัตว์ ฯลฯ แต่ดันกลัวผีขนาดหนัก  ถึงจะแก่นแก้วยังไงก็ยังใสซื่อประสาเด็กบ้านนอกนั่นแหละ แต่แล้วเจ้าอิจิโร่ก็เจอดีจนได้ หลังจากก่อวีรเวรทำทีวีเครื่องเดียวของบ้านพังจนโดนแม่ไล่กระทืบ โชคร้ายที่อิจิโร่ทะเล่อทะล่าจนโดนรถบรรทุกชนเข้าให้ จากนั้นชีวิตของไอ้เด็กเวรนี่ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

จากอุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้อิจิโร่มีสัมผัสพิเศษสามารถติดต่อกับวิญญาณได้ แล้วไอ้เด็กที่เสือกกลัวผีจนขึ้นสมองดันต้องมาเจอผี เหมือนกรรมตามสนองเมื่ออิจิโร่ต้องคอยทำความคำขอร้องของผีต่างๆ ที่มาขอร้องให้เขาช่วยสะสางสิ่งที่ยังค้างคาใจก่อนจะไปสู่สุขคติ ความฮาปนความเศร้าก็เริ่มจากตรงนี้แหละเมื่ออิจิโร่พาผู้อ่านไปพบกับชีวิตที่หลากหลาย ทั้งขำทั้งฮาและรันทดไปพร้อมๆ กัน

ถึงจะต้องจำยอมปฏิบัติภาระกิจด้วยความไม่เต็มใจนัก แต่ด้วยจิตใจลึกๆ ที่เป็นคนมีน้ำใจ อิจิโร่ช่วยเหลือให้วิญญาณอย่างเต็มกำลัง (คือมันกะทำให้เสร็จๆ ไป จะได้ไม่เจอผีอีก) วิญญาณทั้งหลายต่างก็มีปมคาใจที่ต่างๆ กันไป อย่างวิญญาณเด็กชายที่เป็นห่วงคุณแม่ที่สติแตกหลังจากเขาตายไป วิญญาณคุณพ่อของโชตะเพื่อนรักของอิจิโร่ วิญญาณของโอริตะเด็กเรียนที่ตายไปทั้งๆ ที่ยังเวอร์จิ้น วิญญาณของ “โป๊กเผียะ” คุณปู่จอมเฮี้ยบที่ยังคาใจกับความหลังครั้งวัยหนุ่ม (ตอนนี้ฮามาก แต่จบอย่างซึ้ง) จนกระทั่งวิญญาณเด็กหญิงรินโกะ ที่เศร้าได้ใจมาก หลายคนเสียน้ำตาไปกับตอนนี้ และอีกหลากหลายวิญญาณที่มาขอร้องให้อิจิโร่ช่วย …จนสุดท้ายเรื่องของขมวดปมมาที่วาระสุดท้ายของอิจิโร่!

ในตอนที่พบกับวิญญาณของรินโกะคือตอนที่บีบหัวใจผู้อ่านมากที่สุด นี่อาจเป็นครั้งแรกที่อิจิโร่พยายามทำเพื่อคนอื่นด้วยความรู้สึกที่แท้จริงและเต็มใจมากที่สุด รินโกะเมื่อยังมีชีวิตอยู่ถูกขายให้กับแม่เล้าด้วยวัยเพียง 10 ขวบ แน่ล่ะ แม้การ์ตูนจะไม่ได้บอกอย่างตรงๆ แต่ผู้อ่านก็พอจะรู้ได้ว่าชะตากรรมของรินโกะจะเป็นอย่างไร เด็กหญิงหนีกลับบ้านก่อนจะถูกไล่ตามและพลัดตกลงไปในหุบเขา พระรูปหนึ่งได้สร้างรูปปั้นเล็กๆ ไว้ที่นั่นเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ จนกระทั่งมีชาวบ้านมาพบแม่ของเด็กหญิงมากอดรูปปั้นร้องไห้อาลัยถึงบุตรสาว และเธอก็สิ้นใจอยู่ที่นั่น


แม้ขาเจ็บจนเดินแทบไม่ไหว แต่เธอก็ออกตามหาลูกชายตัวแสบอย่างไม่ท้อ … แล้วดูไอ้เด็กเวรนี่สิ มันเรียกแม่ว่าศัตรู เป็นอารมณ์ขันน่ารัก ๆของอาจารย์มาโคโตะ

อิจิโร่พยายามนำรูปปั้นกลับขึ้นวางที่เดิมจนเกินขีดจำกัดของร่างกาย ฉากนี้เราได้เห็นความรักอย่างที่สุดของคนที่เป็นแม่ … แม่ของอิจิโร่ที่เขาเกลียดมาตลอด ทั้งอ้วนตุ๊ต๊ะ ชอบตีเขา ชอบดุด่าเขา ทำโทษเขาด้วยการขังไว้ในห้องเก็บของ ไม่ยอมซื้อทีวีสีให้ซักที แต่แม่คนนี้แหละที่ออกตามหาอิจิโร่อย่างทุลักทุเลแม้ขาจะเจ็บจนเดินแทบไม่ได้ แต่เธอก็ออกตามหาลูกชายอย่างไม่ย่อท้อ

ผู้เขียนเขาพยายามบอกเราว่า เมื่อคุณมีชีวิตอยู่ อยากให้เราใช้มันอย่างคุ้มค่า ความดีน่ะทำไปเถอะ เรื่องชั่วๆ อย่าได้ไปทำ เพราะมันจะตามมาหลอกหลอนคุณทีหลังต่อให้คุณตายไปแล้วก็เถอะ ชีวิตมันเป็นสิ่งมีค่าอย่าใช้มันอย่างสิ้นเปลือง แม้บางอย่างที่เราทำอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าตั้งใจทำอย่างเต็มที่ อย่างน้อยมันก็คงไม่มีอะไรค้างคาใจ แต่ในทางกลับกันผู้เขียนก็สะท้อนถึงความเป็นปุถุชนอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ไม่ว่าจะยังอยู่หรือตายไปแล้วก็ยังไม่ยอม “ปล่อยวาง” ถ้าอยากไปอย่างสบายไม่มีทุกข์ก็จงปล่อยวางมันซะ ชีวิตมันไม่มีอะไรแน่นอน ทั้งในโลกปัจจุบันและโลกหลังความตาย

วิญญาณแต่ละดวงที่มาให้อิจิโร่ช่วยต่างก็ยังไม่ปล่อยวาง พวกเขายังคงมีห่วงทั้งที่พวกเขาควรจะไปยังที่ที่เขาควรไปได้แล้ว อย่างที่เขาว่า คนที่ยังอยู่ก็ต้องสู้กันต่อไป สิ่งที่ผ่านไปแล้วไม่สามารถหวนคืนมาได้ สิ่งที่ทำได้คือมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างมีสติและยอมรับความเป็นจริง

ท้ายที่สุดอิจิโร่ก็มองชีวิตในมุมมองที่ต่างไปจากเดิม รู้จักความหมายของชีวิต รู้จักคุณค่าของการมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของแต่ละชีวิตสังคม เชื่อว่าหากท้ายสุดแล้วเขาจะยังมีสัมผัสพิเศษนั้นอยู่ อิจิโร่คงจะเติบโตเป็นคนที่เข้าใจชีวิตที่สุดในโลกกระมัง

ผีซ่าส์กับฮานาดะ เป็นลิขสิทธิ์ของมหาอำนาจการ์ตูนไทย วิบูลย์กิจ คอมมิคส์ ตีพิมพ์ออกมาครั้งแรกราวปี 1995 พิมพ์ออกมาอีกครั้งเมื่อซักปีก่อน ตอนนี้หายากแล้ว ตามร้านเช่าอาจจะพอมีบ้าง มีออกเป็น CD แล้วด้วยถ้าสนใจลองไปตามหามาดู รับรองว่าซึ้งถูกใจแน่ๆ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าชอง 9 เคยเอามาฉายด้วย และที่ญี่ปุ่นก็เอามาทำเป็นภาพยนตร์แล้วด้วย อีกไม่นานคงหลุดเข้ามาถึงบ้านเรา

 
ผีซ่าส์กับฮานาดะ รูปแบบ DVD มีขายในบ้านเราแล้ว ส่วนเวอร์ชั่นภาพยนตร์ยังไม่เห็นนะขอรับ แต่คงอีกไม่นาน