Tag Archives: กรุงเทพ

เรื่องของ “กล้วยแขก” แบบไทยๆ

 bananafired1

พอจะมีโอกาสแวะเวียนไปที่ตลาดนางเลิ้งบ้างเป็นครั้งคราว บางเดือนก็ต้องไปหลายหนอยู่ จึงเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับตลาดเก่าแก่แห่งนี้พอควร บริเวณใกล้ๆ กับตลาดคือสี่แยกจักรพรรดิพงษ์ เป็นย่านเก่าแก่ของกรุงเทพมหานคร สิ่งที่โดดเด่นของย่านนี้ก็คือตลาดนางเลิ้งอย่างที่ว่า ตลอดจนสนามม้านางเลิ้งที่คนแน่นทุกอาทิตย์ จนกระทั่งเข้าสู่ยุคนี้สิ่งที่ใครๆ ก็นึกถึงเมื่อมาย่านนี้ก็คือ กล้วยแขก
กล้วยแขกหรือกล้วยทอด ตามแต่จะเรียก มีขายอยู่ทั่วทุกมุมของประเทศนี้ เป็นอาหารที่ทานสะดวก รสชาติอร่อย ถูกปากคนไทย อีกทั้งใช้วัตถุดิบที่หาง่าย (มาก) เพียงแต่ขั้นตอนและสูตรการทำนั้นจะแตกต่างกันไปตามแต่ละเจ้า บางเจ้าใช้กากมะพร้าวและงาขาวผสม บ้างก็ใช้แต่แป้ง จะหนาหรือบางก็ตามแต่ใจ แต่ที่เหมือนกันคือจะนิยมใช้กล้วยดิบ เนื่องจากมีเนื้อแข็ง จะไม่เละเวลานำลงทอด และรสชาติไม่หวานมากเหมือนกล้วยสุก

แต่เรื่องของกล้วยแขกดันมาเป็นเรื่องเมื่อมีคนหัวใสเปิดการขายแบบ Direct Sale ขึ้น เมื่อขายดีก็เลยมีการขยายวงกว้างขึ้นทั้งจากผู้ขายเจ้าเดิมและเจ้าอื่นๆ ที่ทำตามๆ กันมา จนเกิดเป็นปัญหาขึ้น เพราะเขาเล่นขายกันบนท้องถนน ขายกันมากขนาดที่ทำให้รถติดได้ก็แล้วกัน เซลส์แมนขายกล้วยเหล่านี้จะถือถุงกล้วยแขกเต็มสองมือเดินเร่ขายเวลารถติด บรรดาผู้ใช้รถใช้ถนนที่กำลังเซ็งกับการจราจรที่ติดขัดก็อดไม่ได้ที่จะกวักมือเรียกซื้อมากินเล่นทีละถุงสองถุง บางทีไฟแดงแล้วแต่รถยังไม่ขยับเพราะมัวแต่ซื้อขายกันอยู่ หรือไม่ก็มัวแต่ควักหาเงินทอนกันอยู่ วุ่นวายเสียจนหลวงท่านต้องออกเป็นประกาศห้ามขายบนท้องถนนกันเลยทีเดียว

แต่ตามประสาตำรวจไทย กวดขันกันได้พักเดียวก็เลิก เดี๋ยวนี้ก็ยังมีเร่ขายกันตามปรกติ ไม่เห็นมีผู้รักษากฎหมายคนไหนมาจับเหมือนช่วงแรกๆ ซักคน

bananafired2

เดิมทีนั้นเวลาจะไปทำธุระแถวแยกจักรพรรดิพงษ์ เวลาเรียกรถรับจ้างก็มักจะต้องอธิบายกันยาวว่าอยู่ตรงไหน แต่พอบอกว่าไปแยกกล้วยแขก ก็ร้องอ๋อกันทุกราย เป็นที่ทราบกันว่าอยู่ตรงไหน ก็เห็นเป็นประจักษ์ว่าแยกนี้เขาดังเรื่องกล้วยแขกขนาดไหน เริ่มจากร้านดังร้านเดียว (ขอสงวนนาม) ก็ขยายกิจการกระจายอยู่เต็มถนน ทั้งร้านเก่าแก่และร้านเปิดใหม่ แต่ว่าทุกร้านต่างก็การันตีคุณภาพว่าเป็นร้านเก่า เจ้าเก่า ต้นตำรับเสียทั้งสิ้น ส่วนที่สงสัยว่าทำไมต้องเป็นที่แยกนี้นั้นจนปัญญาที่จะสืบเสาะจริงๆ อาจเป็นไปได้ว่าแถวนั้นรถติดเป็นประจำอยู่แล้ว จากที่ตั้งแผงขายริมถนนรอให้ลูกค้าเรียกไปส่งถึงรถ ก็พลิกวิกฤตรถติดให้เป็นช่องทางการค้ามันเสียเลยกระมัง

เดี๋ยวนี้ธุรกิจกล้วยแขกได้ลุกลามไปยังแยกอื่นๆ แล้ว ลามจากนางเลิ้งเรื่องมาบริเวณหน้าสนามม้า โรงพยาบาลมิชชั่น แยกอุรุพงษ์ จนถึงแยกกระทรวงการต่างประเทศ ไม่รู้ว่าลามไปถึงที่ไหนแล้วมั่ง หรือจะไปจังหวัดอื่นแล้วก็ไม่รู้ได้

สังเกตได้ว่าคนที่มาเร่ขายนั้นไม่ใช่คนจากร้านค้าโดยตรง จะมีพวกมือปืนรับจ้าง คือรับมาขายแล้วหักเปอร์เซนต์ แล้วคุณภาพก็ลดลงอย่างน่าใจหาย ตามปรกติหนึ่งถุง สนนราคาที่ ๒๐ บาท จะประกอบไปด้วยสองถุงย่อย (ไม่รู้จะย่อยทำไม) ราคานี้ตลอดไม่ว่าจะเป็นกล้วยแขกสินค้าหลัก หรือมันทอด เผือกทอด ข้าวเม่าทอด ไข่นกกระทาทอด แต่ไม่นานมานี้ไปเจอเซลส์ที่ไร้คุณธรรมเข้าให้คนหนึ่ง ด้วยความบังเอิญเห็นเขาเดินขายอยู่หน้าตลาดพอดี จึงกวักมือเรียกซื้อ เตรียมเงินไว้ ๔๐ บาท กะว่าสองถุงแน่ๆ ปรากฎว่าเขายื่นให้ ๑ ถุง บอกว่าถุงละ ๔๐ บาท แถมยังคะยั้นคะยอจะให้ซื้ออีก ๑ ถุง เพราะเราดันบอกไปว่าจะเอา ๒ ถุง แต่พอเห็นว่าถุงละ ๔๐ ก็เล่นเอาสะอึก ครั้งจะเปลี่ยนใจไม่ซื้อเลยก็เกรงจะมีปัญหา เพราะท่าทางแกเอาเรื่องอยู่ ที่เจ็บใจสุดๆ คือในถุงย่อยสองถุงนั้นประกอบไปด้วยกล้วยทอดเหี่ยวๆ เหมือนกล้วยค้างคืนเย็นชืด นับซ้ำไปซ้ำมาหลายหนเพื่อความมั่นใจพบว่ามีอยู่ ๑๐ ชิ้นถ้วน ในใจได้แต่คิดว่าโชคร้ายแท้ๆ เชียวที่มาเจอเซลส์ขายกล้วยแบบนี้ เดือนถัดมาไปแถวนั้นอีกที คราวนี้ตรงไปที่ร้านที่ขึ้นชื่อที่สุด ปรากฎว่าราคาถุงละ ๒๐ บาทไม่เปลี่ยน และคุณภาพยังแน่นเปรี๊ยะ แถมยังใจดีแถมให้อีกด้วย ถามดูก็ได้ความว่ามีทั้งร้านและพวกเซลส์ที่เอาเปรียบลูกค้าแบบนี้อยู่จริง ก็จึงแนะว่าถ้าไม่ไกลเกินไปนักอยากให้มาซื้อที่ร้านจะดีที่สุด

น่าดีใจที่กล้วยทอดธรรมดาๆ กลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ที่ดีให้แก่ชุมชน เป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นที่ดี แต่ก็น่าเศร้าที่ยังมีคนบางกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์เยี่ยงนี้ ขาดสติ จนกลายเป็นจุดด่างพร้อยของชุมชนที่เขาอุตส่าห์สร้างชื่อกันมาเป็นเวลานาน

ทำไมถึงเรียก กล้วยแขก ก็ไม่ทราบที่มาแน่นอน ที่ลองๆ ค้นหาดูก็ยังไม่ปรากฎข้อสรุปที่แน่ชัด บ้างก็ว่าเพราะแขกเป็นคนขาย บ้างก็ว่าคนแขกเป็นผู้คิดค้น บ้างก็ว่าดัดแปลงมาจากอาหารของชาวอินเดีย ก็แล้วแต่ว่าใครจะหาเหตุผลใดมาประกอบ แต่ที่พอจะเป็นไปได้ก็คือข้อสรุปที่ว่าเป็นการคิดค้นโดยคนแขกหรือชาวอินเดียที่มาตั้งรกรากที่เมืองไทย เนื่องจากอาหารประเภททอดก็ไปกันได้ดีกับชาวแดนภารตะที่นิยมอาหารที่มีไขมัน โดยนำกล้วยที่มีอยู่มากมายในไทยมาผสมกับแป้งและกากมะพร้าว นำไปทอดรับประทาน ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าที่อินเดียเองนั้นมีกล้วยแขกขายด้วยเหรือเปล่า แต่ถ้าจะคิดแบบเข้าข้างคนไทยเสียหน่อย ก็เป็นไปได้ที่กล้วยแขกน่าจะทำขึ้นโดยชาวสยามนี่แหละ เพราะกล้วยบ้านเรานั้นมีมากมายเหลือเกิน ตลอดจนความคิดในการดัดแปลงสร้างสรรค์เมนูอาหารของชาวไทยก็ไม่เป็นรองใคร แต่สูตรการทำนั้นอาจจะหยิบยืมมาจากอาหารของชาติอื่นบ้าง เนื่องด้วยวัฒนธรรมการทำอาหารประเภททอดของชาวไทยนั้นไม่เป็นที่นิยมนัก

ไปพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ

“พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” ตั้งอยู่บริเวณอาคารที่แต่เดิมเป็น “กรมโยธาธิการ” ตรงถนนหลานหลวง ติดกับที่สำนักงานการบินไทย ตึกโบราณตรงหัวมุมถนนพอดิบพอดี เมื่อก่อนเขาใช้เป็นสำนักงานของกรมโยธาฯ แต่ต่อมาด้วยความทรุดโทรมจึงได้ย้ายสำนักงานออกไปและทำการปรับปรุงซ่อมแซม และดัดแปลงให้เป็นพิพิธภัณฑ์โดย “สถาบันพระปกเกล้า” และเปิดให้เข้าชมได้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕


รูปแบบอาคารเป็นสไตล์ยุโรปโดดเด่นเป็นสง่า

เปิดประตูเข้าไปด้านใน (ต้องผลักแรงๆ เขาติดใบบอกว่าให้ผลักแรงๆ ก็จริงดังว่า ประตูเป็นแบบเก่าทำด้วยไม้อย่างหนาเชียว เนื้อไม้เป็นมันแสดงว่าใช้งานมานาน) สิ่งแรกที่เป็นเป็นบันไดขนาดใหย่ปูด้วยพรมสีแดงสด ด้านบนเป็นพระบรมาสาทิสลักษณ์ (ภาพเขียน) ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ขนาดใหญ่ ท่านที่เพิ่งไปครั้งแรกแนะนำให้เริ่มเดินเข้าทางด้านซ้ายมือก่อน เพราะเขาจัดแสดงไล่เรียงตามลำดับเหตุการณ์ (ข้าพเจ้าดันหันขวาซะ เลยเริ่มเอาตอนท้ายย้อนขึ้นมา) ชั้นแรกเป็นพื้นที่จัดแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เริ่มแสดงตั้งแต่ทรงประสูติไปจนถึงเมื่อขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สมถะ และทรงพอเพียง แม้จะดำรงพระอิสริยยศเป็นถึงพระราชินี ก็ยังทรงปฏิบัติพระองค์อย่างเรียบง่าย ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนอย่างไม่เห็นแก่เหนื่อยยาก มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่กันดารแห่งหนึ่งเพื่อเยี่ยมเยียนประชาชน ทรงทำมีดบาดพระองค์ บรรดาพยาบาลก็วิ่งหาปลาสเตอร์ปิดแผลกันให้วุ่นอยู่นานกว่าจะได้มาถวายสัก ๑ แผ่น พระองค์จึงสะท้อนพระทัยว่าถ้าเป็นชาวบ้านเขาจะทำอย่างไรหากเกิดเจ็บไข้ จึงมีพระราชดำริให้จัดสร้างโรงพยาบาลขึ้นในท้องถิ่นทุรกันดารเรื่อยมา


ภาพนี้เราชาวไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

ทางพิพิธภัณฑ์เขาจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ และรูปภาพเก่าๆ อีกทั้งยังมีสื่อมัลติมีเดียน่าสนใจให้ชม มีบทสัมภาษณ์ผู้ที่เคยถวายงานใกล้ชิดพระองค์ ฟังแล้วก็น่าชื่นใจที่เจ้านายของเราทรงรักและห่วงใยประชาชนมากขนาดไหน ทรงพอเพียง ใช้เท่าที่มี ไม่ทรงขวนขวายสิ่งใดจนเกินพระองค์ทั้งที่ทรงทำได้ อยากให้พวกผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองนี้สำนึกและดูพระองค์เป็นแบบอย่างเสียบ้าง

เดินขึ้นไปยังชั้นสองเป็นส่วนจัดแสดงพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ข้าพเจ้าเองตั้งแต่เล็กมักจะไม่ค่อยได้รับรู้เรื่องราวของพระองค์มากนัก นอกจากการพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแรกและการทรงมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ประชาชนชาวไทย พระราชกรณียกิจนอกเหนือจากนั้นก็แทบจะไม่เคยรับทราบ เชื่อว่าหลายท่านคงจะเป็นอย่างข้าพเจ้า แท้จริงแล้วพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานเพื่อประชาชนอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยพระองค์หนึ่ง แม้ช่วงเวลาในรัชกาลของพระองค์จะไม่นานนักก็ตาม

ที่ชั้นสองนี้แสดงพระราชประวัติก่อนการเสด็จขึ้นครองราชย์ ทั้งการศึกษา เมื่อครั้งทรงผนวช พระจริยวัตร พระราชนิยมทางด้านต่างๆ ตรงนี้เองที่ข้าพเจ้าได้ความรู้เพิ่มเติมหลายอย่าง อย่างเช่นได้ทราบว่าพระองค์ท่านเป็นนักดนตรีที่มีฝีมือทีเดียว และพระองค์ยังทรงเรียนที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบกฝรั่งเศส (French Military Staff College) รุ่นเดียวกับ ชาร์ลส์ เดอ โกลล์ (Charles de Gaulle) ประธานาธิบดีคนดังของฝรั่งเศสอีกด้วย นอกจากนี้ยังทรงโปรดเรื่องของภาพยนตร์เป็นอย่างยิ่ง ที่นี่เขามีจัดฉายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ที่ทรงถ่ายด้วยพระองค์เองด้วย


ทรงซออู้ผ่อนคลายพระอิริยาบถ

เลยขึ้นไปที่ชั้นสามจัดแสดงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ฉลองพระองค์ พระมาลา ฉลองพระบาท และเครื่องใช้ส่วนพระองค์อื่นๆ นอกจากนี้ยังจัดแสดงพระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่งหลายประการในรัชสมัยของพระองค์ ที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะขัดเคืองเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ภัยคุกคามจากต่างประเทศ และเรื่องของการบ้านการเมือง

อยากให้ทุกท่านลองไปเยี่ยมชมกันครับ ลองแอบอ่านความเห็นของหลายๆ ท่านในสมุดลงนามเยี่ยมชมแล้ว มีแต่คนชื่นชมที่จัดทำได้อย่างสมพระเกียรติ ที่สำคัญที่นี่เขาอนุญาตให้ถ่ายภาพได้ด้วยเพียงแต่งดใช้แฟลชและขาตั้ง เสียค่าเข้าชมเพียงท่านละ ๒๐ บาทเท่านั้น ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์เข้าชมฟรี วันจันทร์ปิดทำการ ๑ วัน ลองเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ สถาบันพระปกเกล้าได้ที่ www.kpi.ac.th

 
บริเวณทางเข้ามีพระบรมสาทิสลักษณ์ขนาดใหญ่ตั้งไว้
ตรงนี้ขอให้เลี้ยวขวาไปชมส่วนของพื้นที่จัดแสดง ซ้ายมือนั่นจะไปห้องฉายภาพยนตร์


พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉายพระรูปร่วมกับพระสหายร่วมรุ่น
เมื่อครั้งเรียนที่โรงเรียนเสนาธิการทหารฝรั่งเศส
พระองค์ประทับด้านหน้าส่วนด้านหลังนั่นคือประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอ โกลล์


ศาลาเฉลิมกรุงจำลอง จัดแสดงพระราชกรณียกิจด้านการภาพยนตร์
โดยเฉพาะ ศาลาเฉลิมกรุง ที่พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น
เมื่อครั้งฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๑๕๐ ปี


ภาพนี้อยู่ที่ห้องจัดแสดงห้องสุดท้าย ไม่ปรากฏว่าถ่ายไว้ที่ใด
แม้จะไม่มีคำบรรยาย แต่เป็นภาพที่ข้าพเจ้าประทับใจที่สุด


ภาพนี้เป็นภาพอัญเชิญพระบรมอัฐิลงจากเรือหลวงเมื่อครั้งที่สมเด็พระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ
เสด็จกลับประเทศไทย บรรยายไว้ว่าพระองค์ตั้งใจจะเสด็จกลับประเทศไทย
เนื่องด้วยหากประทับที่ประเทศอังกฤษจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก แต่ก็จะเสด็จกลับต่อเมื่อ
รัฐบาลไทยกราบบังคมทูลเชิญเสด็จอย่างเป็นทางการและให้จัดพิธีอัญเชิญพระบรมอัฐิ
อย่างสมพระเกียรติเท่านั้น มิเช่นนั้นพระองค์จะยอมประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษต่อไป


องค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ บริเวณภายนอกอาคาร
ตรงหมุดรัดท่อระบายน้ำภายนอกอาคารทำเป็นรูปดอกไม้
ทั้งสวยงามและเข้ากันกับตัวอาคารเป็นอย่างดี อันนี้หาดูยากแล้วนะลองไปสังเกตดู

ไปดูโลหะปราสาท วัดราชนัดดาฯ

เมื่อก่อนตอนยังเล็กผ่านแถวโรงหนังเฉลิมไทย นอกจากตัวโรงหนังแล้วที่โดดเด่นไม่แพ้กันก็คือภูเขาทอง จนต่อมาเมื่อเขาทุบโรงหนังทิ้ง พุทธสถานที่งดงามก็ได้เปิดเผยตัวออกมาให้ใครๆ ได้เห็น จริงอยู่ที่ของเขามีมาแต่ไหนแต่ไร แต่ก็ไม่มีใครสนใจแลเห็น ถึงแม้ทุกวันนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีใครสนใจอีกหรือไม่ หรือจะมีแต่นักท่องเที่ยวกระมัง


โลหะปราสาทมองจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์

วัดราชนัดดารามวรวิหาร เป็นอารามหลวงชั้นตรี สร้างขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ พระราชทานแก่พระราชนัดดา (หลาน) คือ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ด้วยพระองค์เห็นว่ากำพร้าบิดาตั้งแต่ยังเล็ก จึงให้ความเอ็นดูยิ่งนัก ต่อมาพระนางโสมนัสวัฒนาวดีทรงขึ้นเป็นพระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ก็บุญน้อยนัก สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุเพียง ๑๙ พรรษา

ศาสนาสถานที่โดดเด่นที่สุดของวัดราชนัดดาก็คือ โลหะปราสาท ที่ปัจจุบันเหลือที่นี่เพียงแห่งเดียวในโลก

โลหะปราสาทคืออะไร? สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงให้ความหมายไว้ว่า “ตึกที่มียอดเป็นโลหะ” ตามประวัติศาสตร์เล่าว่ามีการสร้างโลหะปราสาาทขึ้นมาเพียง ๒ หลังเท่านั้น (ที่วัดราชนัดดานี้เป็นหลังที่สาม) หลังแรกสร้างในสมัยพุทธกาล ที่ประเทศอินเดีย บริเวณทิศตะวันออกของเมืองสาวัตถีในสมัยก่อน มีเรื่องเล่าว่า นางวิสาขา อุบาสิกาคนสำคัญในพุทธศาสนา ครั้งหนึ่งนางไปฟังธรรมตามปรกติแล้วลืมทิ้งเครื่องประดับอันมีค่าไว้ ปรากฏว่า พระอานนท์ พบเข้าและเก็บรักษาไว้ให้ เมื่อนางวิสาขาทราบความจึงหมายใจจะมอบเครื่องประดับนั้นถวายเป็นพุทธบูชา แต่นั่นเป็นการผิดวินัยสงฆ์ นางจึงออกอุบายขายเครื่องประดับนั้นแต่ด้วยความที่มีราคามหาศาลถึง ๙ โกฏิ (๑ โกฏิ เท่ากับ ๑๐ ล้าน) นางจึงซื้อไว้เสียเองและนำเงินไปสร้างพระอารามขึ้น ให้ชื่อว่า บุพพาราม เล่าว่า พระโมคคัลานะ เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ทำเป็นโลหะปราสาทสองชั้น มีจำนวนถึง ๑,๐๐๐ ห้อง ใช้เวลาทั้งสิ้น ๙ เดือนจึงแล้วเสร็จ นับเป็นโลหะปราสาทหลังแรกของโลก ภายหลังโลหะปราสาทหลังนี้ได้ชื่อว่า มิคารมาตุปราสาท ตามชื่อของบิดาของสามี เนื่องจากนางเป็นผู้ชักชวนให้มิคารเศรษฐีหันมานับถือพุทธศาสนาด้วยใจจริง


บริเวณชั้นล่างทำเป็นซุ้ม แต่เข้าไม่ได้ทุกซุ้มนะ เขาทำเหล็กดัดติดไว้


มุมนี้มองจากพระอุโบสถ ตอนกลางคืนเขาจะเปิดไฟสวยงามมาก

โลหะปราสาทหลังที่สองสร้างขึ้นที่อนุราธปุระ หรือเมืองหลวงเก่าของศรีลังกา สร้างขึ้นในสมัยของ พระเจ้าทุฏคามนี ราวพุทธศักราช ๓๘๒ มีขนาดใหญ่โตไม่แพ้หลังแรก มีความสูงถึง ๙ ชั้น มีห้องจำนวน ๑,๐๐๐ ห้องเท่ากัน ประดับด้วยงาช้างและอัญมณีงดงามยิ่งนัก หลังคามุงด้วยแผ่นทองแดง ซึ่งท่านก็คงพอจะนึกว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ปัจจุบันเหลือเพียงซากเสานับพันต้นเป็นอนุสรณ์

สำหรับโลหะปราสาทที่วัดราชนัดดานี้ เริ่มสร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เล่ากันว่าพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นโดยหวังจะให้แทนเจดีย์ต่างๆ ที่สร้างกันอย่างดาษดื่น เหมือนอย่างที่พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือสำเภาที่วัดยานนาวา แต่ขึ้นเพียงโครงสร้างเท่านั้นก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน จากนั้นก็สร้างต่อเติมมาเรื่อย แต่กว่าจะเสร็จสมบูรณ์งดงามก็มาสำเร็จเอาในรัชกาลปัจจุบันนี้เอง องค์ปราสาททำเป็นตัวตึกสูง ๗ ชั้น ยอดเป็นทรงปราสาทมีทั้งสิ้น ๓๗ ยอด แทนความหมายถึง โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ หมายถึง ธรรมะแห่งการตรัสรู้ ยอดปราสาทชั้นบนสุดประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ


บนยอดสุด ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุให้ประชาชนขึ้นไปบูชา
แต่ที่ออกจะแคบมากๆ นั่งได้เต็มที่ซักสองคน
วันไหนคนเยอะๆ ก็คงต้องเข้าคิวกันยาว


บทสวดบูชาพระบรมสารีริกธาตุ มีติดไว้ให้สวดบูชากัน

ช่วงนี้ทางวัดเขากำลังทำการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ (มาก)  กำแพงวัดโดยรอบถูกกระเทาะออกจากสิ้นและทำการฉาบและทำลายปูนปั้นใหม่ ส่วนตัวปราสาทเองก็ยังคงมีการเจาะพื้นโดยรอบ คาดว่าเป็นการเดินสายไฟใหม่หมด ใครไปช่วงนี้คงต้องทำใจนิดหน่อย เพราะพื้นที่อาจจะไม่งดงามเท่าใดนัก คาดว่าเมื่อปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จก็คงจะงดงามอย่างแน่นอน

ติดกับวัดราชนัดดา ตรงที่ตั้งของโรงหนังเฉลิมไทยเก่านั้น ทางกรุงเทพมหานครจัดสร้างเป็น ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ เป็นลานกว้างประดับไปด้วยแมกไม้ต่างๆ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงสรัางวัดราชนัดดารามและโลหะปราสาท มีพลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้ต้อนรับพระราชอาคันตุกะหรือประมุขจากต่างแดนเพื่อให้สมพระเกียรติ และบริเวณโดยรอบก็เปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้เป็นที่พักผ่อน


พระเสฏฐตมมุนี พระประธานในพระอุโบสถ


มุมหนึ่งของวัด มีซุ้มเปิดบริการดูหมอ ลูกค้าเยอะพอสมควรทีเดียว


ภูเขาทอง มองจากยอดโลหะปราสาท

ไปบ้านหม้อ…กินไอติมรำลึกอดีต

หากใครเป็นพวกหลงใหลเครื่องเสียงประเภทที่ต้องต่อเองประกอบเอง หรือไม่ก็พวกวงจรอิเล็กทรอนิกส์หลากชนิด ก็ต้องนึกถึง บ้านหม้อ เป็นแห่งแรก เพราะที่นี่รวมทุกอย่างไว้เสร็จสรรพ

บ้านหม้อ เป็นชุมชนเก่าอยู่เลย ถนนตรีเพชรไปนิดนึง ถ้ามาจากโรงเรียนสวนกุหลาบ เชิงสะพานพุทธก็เดินเลียบหน้าโรงเรียนมาถึงสี่แยก เลี้ยวซ้ายก็เข้าเขตบ้านหม้อแล้ว หรือถ้ามาจากพาหุรัด เลย ดิ โอลด์สยาม ข้ามสี่แยกมาก็เจอ หรือมาจากฝั่งปากคลองตลาดก็เลียบคลองมานิดเดียวก็เจอ

ที่เรียกว่าบ้านหม้อ เพราะพื้นที่แถบนี้เคยเป็นแหล่งปั้นหม้อมาแต่ก่อน พอบ้านเมืองเจริญขึ้นอาชีพนี้ก็ค่อยๆ สูญหายไป กลายเป็นแหล่งชุมนุมร้านค้าขายเพชรพลอย ปัจจุบันก็เหลืออยู่พอสมควร ที่เข้ามาแทนที่คือบรรดาร้านขายอุปกรณ์เครื่องเสียง จำพวกลำโพง แอมปริฟายเออร์ อะไรต่อมาอะไรที่เป็นพวกเครื่องเสียง ที่นี่มีหมด แล้วก็ยังมีพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ บรรดาช่างไฟ ช่างซ่อมทั้งหลายมาเดินหาซื้ออะไหล่กันที่นี่ทั้งนั้น สินค้าที่ว่านี้วางขายเรียงรายตั้งแต่หัวถนนไปจุดสุดถนน ไม่เว้นกระทั่งตามตรอกซอย เรียกว่าทุกพื้นที่ของบ้านหม้อเต็มไปด้วยสินค้าประเภทนี้ทั้งสิ้น


รถราขวักไขว่ สัญญาณไฟจราจรแทบไม่มีความหมายที่นี่
ดูจากป้ายร้านยังพอจะมีร้านค้าเพชรพลอยเหลืออยู่บ้าง

จำได้ว่าสมัยข้าพเจ้ายังอยู่ที่สวนกุหลาบ ก็ต้องเดินเข้าๆ ออกๆ หาซื้อวงจรไฟฟ้ามาประกอบส่งอาจารย์กันที่นี่ มาตื่นตาตื่นใจกับวงจรมากมาย ถ้าประเภทที่ง่ายๆ หน่อยก็เลือกซื้อวงจรพวกไฟกระพริบ ไฟหมุน ไฟหรี่ เก่งกล้าขึ้นมาหน่อยก็เป็นชุดไมโครโฟน ไมค์ลอย ส่วนใครที่อาจหาญมากขึ้นไปอีกก็เล่นพวกวิทยุประกอบเอง ส่วนใหญ่จะไม่สำเร็จ ประกอบทำเป็นเครื่องให้ดูมีราศีกันไปอย่างนั้นเอง ก็ตอนโน้นยังไม่มีการสอนคอมพิวเตอร์กัน ใครที่เล่นพวกอิเล็กทรอนิกส์แบบนี้ก็นับว่าโก้กันแล้ว

เดินเลยเข้าไปหน่อยถึงแยกบ้านหม้อจะเจอ ตลาดบ้านหม้อ เป็นตลาดสด ที่หน้าตลาดมีป้ายชื่อตลาดบ้านหม้อเป็นปูนปั้นลวดลายสวยเชียว แต่ไม่ค่อยจะมีใครแหงนหน้าขึ้นไปมองนัก ด้านบนยังมีหม้อใบโตวางอยู่เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าสมัยก่อนที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องปั้นหม้อ เดี๋ยวนี้บริเวณนี้แออัดมากกว่าแต่ก่อน รถราขวักไขว่ ใครเดินไม่ระวังอาจถูกเฉี่ยวเอาง่ายๆ บนทางเท้านั่นไม่ต้องพูดถึง กลายเป็นที่วางสินค้าของร้านต่างๆ หมดแล้ว บนถนนก็ไม่เว้น ตั้งแผงขายของบ้าง จอดรถส่งของบ้างรถเข็นพ่อค้าแม่ค้าบ้าง ขนาดเป็นถนนสายสั้นๆ แต่ก็จัดว่าจอแจพลุกพล่านมากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพเลยทีเดียว


อยากให้ลองสังเกตตึกฝั่งขวา เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปที่เท่มาก
ตึกหลายแห่งที่นี่ยังคงสภาพเดิมไว้ บางแห่งก็ตกแต่งใหม่จนเสียของ


ป้ายชื่อ ตลาดบ้านหม้อ แทบไม่มีใครแหงนหน้ามองเท่าไหร่
จะเห็นหม้อวางอยู่ด้านบนเป็นสัญลักษณ์ของบ้านหม้อ


ป้ายชื่อตลาดและอาคารใกล้เคียง ดูเรียงต่อกันเป็นจังหวะสวยมาก
เสียตรงที่ไอ้สายไฟระเกะระกะนี่แหละ ที่ทำให้ตึกสวยๆ ในกรุงเทพด้อยคุณค่าไป

เดินบ้านหม้อร้อนๆ แล้วก็มาตากแอร์เย็นๆ ที่ ดิ โอลด์สยาม พลาซ่า เมื่อก่อนตรงนี้เป็นตึกแถวเก่าๆ จำได้ว่าเคยมาเดินชมตึกสวยๆ ที่นี่กับเพื่อนฝูงเป็นประจำ ก็ไม่ได้หรูหราอะไรหรอก ก็ตึกเก่าๆ โทรมๆ แต่ยังคงสภาพดี ทั้งประตู ช่องลม หน้าต่าง จั่ว ยอดตึก หรือแม้กระทั่งป้ายชื่อร้าน มันดูคลาสสิกไปหมด แล้วร้านค้าแต่ละร้านก็คลาสสิกสุดๆ จำได้ว่าตรงหัวมุมเป็นห้างอะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้ ด้านหน้าติดกระจกโชว์สินค้า มีภาพโฆษณาเก่าๆ บางห้องก็ถูกดัดแปลงเป็นร้านเหล้า เสียดายตอนนั้นยังเด็ก เข้าไปไม่ได้…ถ้านึกไม่ออกก็ลองเดินเลยขึ้นไปทางเฉลิมกรุง แถวร้านกาแฟรุ่นคุณพ่อ ออน ล๊อก หยุ่น ตึกตรงนี้ก็คล้ายๆ แถบนั้นแหละ


อาคาร ดิ โลอด์สยาม พลาซ่า สร้างทับตึกสวยๆ ที่มีอยู่เดิม
แต่อย่างน้อยก็ขอขอบคุณห้างเขาที่คงคอนเซ็ปอนุรักษ์ร้านค้าสไตล์โบราณๆ เอาไว้


ซอยนี้แหละครับ รถเข็นไอติมที่ว่านี่อยู่ปากซอยทางซ้ายมือ
เมื่อก่อนซอยนี้เงียบมากนะ ไม่ค่อยมีคนเดินหรอก แต่เดี๋ยวนี้ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ

มาแถบนี้ทีไรก็อดนึกถึงความหลังไม่ได้ (สงสัยจะแก่แล้ว ชอบย้อนอดีต) ตรงข้ามดิ โอลด์สยาม มีซอยหนึ่งสามารถทะลุมาจากบ้านหม้อได้ หรือถ้ามาจากถนนตรีเพชรก็ผ่านห้างไนติงเกลมาหน่อยหนึ่ง ซอยแรกเลย มีรถเข็นขายไอติมอยู่เจ้าหนึ่ง เมื่อก่อนเขาขายไอติมกะทิไม่มียี่ห้อติดนะ แต่ตอนนี้เห็นติดป้ายไผ่ทอง สมัยโน้นเลิกเรียนก่อนกลับบ้านก็แวะมานั่งละเลียดไอติมที่นี่ นั่งกินริมถนนนั่นแหละ มีเครื่องพวกข้าวโพด เผือก ข้าวเหนียว ถั่วดำ ถั่วแดง เทือกนี้ ราคาถ้วยละ ๖ บาท วันไหนซวยหน่อยก็นั่งกินขนาบด้วยนักเรียนจากโรงเรียนคู่อริ (ไม่ขอเอ่ยนาม) กินไปเหล่กันไป ถ้าดวงดีหน่อยก็เจอเด็กนักเรียนหญิงโรงเรียนแถวนั้นนั่งกิน ถ้าเจอแบบนี้ก็จะกินอย่างมีความสุขหน่อย ไม่นานมานี้เพิ่งไปนั่งกินเป็นครั้งแรกในรอบ ๑๖ ปี ปรากฏว่ายังขายอยู่ที่เดิม แต่บรรยากาศเปลี่ยนไปหมดแล้ว ซอยที่เคยเงียบกลายเป็นพลุกพล่าน นกพิราบที่เคยบินรอข้าวโพดหล่นๆ ก็หายหย้าไป อาโกอาอี้คนเก่าที่เคยยืนขายก็เปลี่ยนเป็นอาม่วยเสียงดังล้งเล้ง จากถ้วยละ ๖ บาทก็เป็น ๑๕ บาท แม้จะยังอร่อยเหมือนเดิม แต่ทำไมไม่รื่นรมย์เหมือนเมื่อก่อนก็ไม่รู้

 

ไปวัดสุทัศน์

ไปเยี่ยมชมวัดสุทัศน์ด้วยความบังเอิญที่จู่ๆ เกิดสติแตก จึงออกหาที่สงบเรียบเรียงสมาธิใหม่ มาเดินชมพุทธศิลป์งามๆ ช่วยทำให้ชื่นใจได้

วัดสุทัศนเทพวราราม จัดเป็นอารามหลวงชั้นเอก ตั้งอยู่ตรงข้ามศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร กับ เสาชิงช้า วันนี้สร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระราชทานนามว่า วัดมหาสุทธาวาส โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปหล่อสุโขทัยมาจากวิหารหลวง วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย มาประดิษฐาน แต่ยังมิทันจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน เลยมาถึงแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อจนแล้วเสร็จ ทั้งนี้ได้ทรงแกะสลักบานประตูพระวิหารด้วยพระองค์เอง แต่ก็ยังมิแล้วเสร็จก็สิ้นรัชกาล

ครั้งถึงสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารจนเสร็จสมบูรณ์ พระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดสุทัศนเทพวราราม และทรงขนานนามพระพุทธรูปสำคัญในพระวิหารว่า พระศรีศากยมุนี และพระพุทธรูปในพระอุโบสถว่า พระตรีโลกเชษฐ์ จากนั้นในแผ่นดินสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้ทำการบูรณะวัดใหม่อีกครั้ง

วัดสุทัศน์ฯ เดินทางไปง่ายดาย เนื่องจากอยู่แทบจะกลางเมือง หากเข้าทางประตูฝั่งเสาชิงช้า ก็จะตรงไปยังพระวิหาร เมื่อเข้าสู่กำแพงพระวิหารจะพบพระพุทธรูปขนาดใหญ่เรียงรายอยู่รอบกำแพงชั้นในจนครบทุกด้าน เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นบ้าง สำริดบ้าง ปางมาวิชัยบ้าง ปางสมาธิบ้าง ทั้งสิ้นมีอยู่ ๑๕๖ องค์ ด้านล่างจะบรรจุชื่อผู้วายชนม์ที่ญาติมิตรได้อุทิศเงินบริจาคสร้างถวายให้แก่วัด พื้นปูด้วยแผ่นหินอ่อนเย็นสบาย น่าเสียดายที่มีข้าวของวางระเกะระกะอยู่ไม่เป็นระเบียบ บางมุมบางซอกก็มีขยะสุมๆ อยู่ ประตูบางจุดที่ปิดตายก็อยู่ในสภาพทรุดโทรม มีน้ำขัง ผุกร่อน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนเข้าไปนอน หมายถึงไปนอนหลับจริงๆ ทั้งที่ติดป้ายไว้ว่าห้ามนอน ไม่แน่ใจว่าเป็นคนทั่วไปหรือเจ้าหน้าที่ในวัดเอง มันก็เย็นสบายน่านอนจริงๆ แหละ แต่มันก็ไม่ใคร่จะสุภาพและน่าชมนักเวลานักท่องเที่ยวหรือพุทธศาสนิกชนเข้ามาเห็น

รอบๆ ตัววัดจะเห็นมีตุ๊กตาหินแบบจีนอยู่มากมาย คล้ายกับที่วัดพระเชตุพนฯ น่าจะสืบเนื่องมาจากในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้นำมาประดับไว้ภายในวัด ซึ่งตุ๊กตาหินเหล่านี้ก็เคยใช้เป็นอับเฉาในสำเภาสินค้าในยุคนั้นเช่นเดียวกับที่วัดพระเชตุพนฯ นั่นแหละ แต่ที่นี่จะขนาดย่อมกว่า

รอบพระวิหารมี ถะ คือประติมากรรมรูปทรงคล้ายพระปรางค์เป็นศิลปแบบจีน สูงกว่า ๒ เมตร ทำจากหิน อยู่รายรอบ น่าจะสืบเนื่องมาจากสมัยรัชกาลที่ ๓ เช่นกัน ทำให้มีกลิ่นอายศิลปะจีนอยู่บ้าง แต่ไม่มากเท่าที่วัดพระเชตุพนฯ

เข้ามาภายในพระวิหาร รู้สึกผิดปรกติเล็กน้อย เนื่องจากตัวพระวิหารมีขนาดใหญ่กว่าที่เคยพบมา แล้วก็เพดานนั้นสูงมาก มาทราบทีหลังว่าเป็นพระวิหารที่มีขนาดและความสูงมากที่สุดในอันดับต้นๆ ของประเทศ ภายในประดิษฐานพระประธานคือ พระศรีศากยมุนี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่มาก พุทธลักษณะงดงาม ที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพระพุทธบัลลังก์ พระศรีศากยมุนี เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร* ของสมเด็จพระปรเมนมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ ซึ่งโปรดเกล้าให้อัญเชิญมาบรรจุไว้เมื่อ  วันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ (*สรีรางคาร คือ เถ้าถ่านที่ปะปนกับกระดูกชิ้นเล็กๆ ที่เผาแล้ว)

บริเวณผนังภายในพระวิหารมีการเขียนจิตกรรมฝาผนังอยู่จนเต็ม เล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ชาดก ที่เห็นประปรายคือบรรดาลิง ดูคล้ายๆ กับเรื่องรามเกียรติ์ ก็ไม่แน่ใจว่าใช่ด้วยหรือไม่ ด้วยความที่พระวิหารมีขนาดมหึมา ทำให้จิตกรรมฝาผนังของวัดสุทัศน์ดูอลังการมาก น่าเสียดายที่เห็นภาพส่วนด้านบนไม่ชัดนัก แต่ก็พอมองเห็นเค้าลางของความวิจิตรพิสดาร


พระศรีศากยมุนี พระประธานภายในพระวิหาร

มีเกร็ดเล็กน้อยมาเล่าสู่กันฟัง ผู้เฒ่าผู้แก่หรือแม้กระทั่งคนทั่วไปมักจะเล่าขานเรื่องราวของ เปรตวัดสุทัศน์ มีเรื่องเล่าทำนองนี้อยู่เนืองๆ ว่ามีคนเห็นที่วัดสุทัศน์ ขนาดที่ว่าเสาชิงช้าสูงๆ เปรตยังสูงกว่าอีก เรื่องเปรตนี่มีร่ำลือกันมาหลายกระแส บ้างก็ว่ามีที่วัดสุทัศน์เยอะ บ้างก็เจอที่วัดมกุฏฯ สมัยก่อนมีคำพูดกันว่า แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์ อันนี้คุณ ส. พลายน้อย นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ได้ให้ทัศนะไว้น่าสนใจว่า แร้งวัดสระเกศนี่พอจะเข้าใจ เพราะในสมัยโน้นเขาขนศพมาไว้ที่ป่าช้าวัดสระเกศ พวกนกแร้งจึงมีอยู่มากเพราะมาคอยจิกกินซากศพ แต่วัดสุทัศน์นี่ไม่น่าจะจริงเพราะวัดนี้ไม่มีป่าช้า จึงเข้าใจว่าที่เรียกว่าเปรตวัดสุทัศน์ คงหมายใจจะเปรียบเทียบความสูงกับเสาชิงช้า เพราะยุคสมัยนั้นไม่มีตึกสูงๆ ให้เปรียบเทียบ ก็มีแต่เสาชิงช้านี่แหละที่เห็นว่าสูง อีกนัยหนึ่งที่คุณ ส.พลายน้อย ให้ทัศนะก็คือ อาจหมายถึงพวกขอทานที่มาชุมนุมกันบริเวณนี้เนื่องจากอยู่ใกล้กับเทวสถานหรือโบสถ์พราหมณ์ด้วย ส่วนที่เรีกยว่าเป็นเปรตก็เพราะมีพระราชนิพนธ์ในรักาลที่ ๖ ตรัสเรียกขอทานที่สะพานหันว่าเป็น เปรตสะพานหัน ฉะนั้นที่วัดสุทัศน์ก็น่าจะมีความหมายทำนองเดียวกัน และหากมองหาดีๆ จิตกรรมฝาผนังภายในพระวิหารก็มีการวาดรูปเปรตอยู่ แต่ข้าพเจ้ามองหาไม่ยักเห็น

วัดสุทัศน์ฯ เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ขอชักชวนให้ไปเยี่ยมชม ความดังของที่นี่นอกจากความงดงามและประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแล้ว ยังเป็นแหล่งเช่าวัตถุมงคลชื่อดัง (อันนี้ไม่ค่อยสนับสนุน)  แต่ที่ดังที่สุดในช่วงนี้คงจะเป็นข่าวที่ท่าเจ้าอาวาสถูกฟ้องในคดีฉ้อโกงประชาชนร่วมกับ เสี่ยอู๊ด เรื่องสร้างพระสมเด็จเจ็ดสีอะไรนั่นกระมัง น่าเศร้าที่ไปเห็นแก่วัตถุที่ไม่จีรังแทนที่จะเผนแผ่พุทธธรรมอันเป็นสิ่งที่ยั่งยืนแท้จริง


ถะ หรือประติมากรรมลักษณะคล้ายสถูป มีอยู่โดยรอบพระวิหาร
ตุ๊กตาจีนตัวเล็กๆ นั่นก็มีประดับรอบตัววัด ขนาดใหญ่ก็มี


อับเฉา หรือตุ๊กตาหินของจีน มีประดับรอบวัดเหมือนที่วัดโพธิ์ แต่ที่นี่จะขนาดเล็กกว่า


อับเฉาอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นรูปทหารฝรั่งยืนเฝ้ารอบพระอุโบสถ
ถ้าสังเกตโครงหน้าดีๆ จะออกมาทางจีนๆ


ภายในพระวิหารสงบและลมพัดเย็นตลอด มีคนมานั่งสมาธิด้วย
แต่ไอ้กลุ่มตรงกลางนั่นมันมานั่งคุยกัน หลังจากถูกด่าด้วยสายตาก็สำนึกได้และลุกออกไป

 
ให้ดูความอลังการของพระวิหารที่สูงใหญ่ เต็มไปด้วยภาพจิตกรรมอันโอฬาร


ภายนอกพระวิหารเขาตั้งพระพุทธรูปเอาไว้ให้กราบไหว้ และมีบริการเสี่ยงเซียมซี
เสียงเขย่าเซียมซีดังแคร่กๆ ไปทั้งวัด


ลายปูนปั้นบริเวณ สัตตมหาสถาน เป็นการจำลองสถานที่สำคัญ ๗ แห่งเกี่ยวกับพระพุทธองค์
ดูคล้ายๆ ปูนปั้นที่วัดเจ็ดยอด แต่ไม่ประณีตเท่า


หนึ่งใน สัตตมหาสภาน ตรงนี้น่าจะเป็นตอนที่ธิดาพญามารออกมายั่วยวนกิเลสพระพุทธองค์


พระตรีโลกเชษฐ์ พระประธานภายในพระอุโบสถ
เข้าไปเก็บภาพใกล้ๆ ไม่ได้ เพราะเขากำลังบูรณะกันอยู่

งานแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์…ชีวิตที่หมุนไปไม่หยุดยั้ง

บ่ายแก่ๆ หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาจากพระที่นั่งวิมานเมฆ ก็ดั้นด้นมาจนถึงสยาม เพื่อชม นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าหญิงผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ที่พระองค์ตั้งชื่อไว้เองว่า ชีวิตที่หมุนไปไม่หยุดยั้ง


หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน

อันนี้ก็อยากให้คนไทยที่สนใจไปเยี่ยมกัน ไปชื่นชมพระอัจริยภาพของเจ้าฟ้าของชาวไทยขอรับ ทรงถอดแบบมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเลยทีเดียว ถ้าใครสังเกตเห็นในหลวงจะมีกล้องถ่ายรูปอยู่ในพระหัตถ์ตลอดเวลา เจ้านายพระองค์นี้ก็เช่นกัน งานเขาจัดที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตรงสี่แยกปทุมวัน ตรงข้ามกับศูนย์การค้ามาบุญครอง … ไอ้ตรงที่ผู้ว่า กทม. คนก่อน ที่ตอนนี้มาเป็นหัวหน้ารัฐบาล แกอยากจะสร้างให้เป็นศูนย์การค้านั่นแหละครับ เคราะห์ดีที่ท้ายสุดก็สร้างเป็นศูนย์ศิลปะที่สวยงามจนได้

งานแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ครั้งนี้จึงถือเป็นการจัดงานอันเป็นปฐมฤกษ์ของหอศิลปฯ แห่งนี้ งานจัดที่ชั้น 9 เข้าไปชมได้ฟรี แถมยังอนุญาตให้ถ่ายภาพได้เต็มที่ เส้นทางไปถึงชั้น 9 อาจจะยังไม่ค่อยสะดวกนัก เพราะตึกเขายังส้รางไม่สมบูรณ์นัก ยังมีการตกแต่งรายละเอียดอยู่อีกบ้าง เดินเข้างานแล้วช่างชื่นใจ ประชาชนเข้ามาชมงานเยอะมาก แล้วเขาจัดพื้นที่ได้อย่างน่าชม ไม่ต้องมีอะไรประดับมากมาย จัดแบบเรียบง่ายมากๆ ทำ Partition สีขาวเรียบๆ ติดไฟเสียหน่อย แค่นี้เอง ไม่เหมือนบางงานที่จัดเสียหรูเริด ไม่จำเป็นเอาเสียเลย


ประชาชนเข้ามาชื่นชมพระอัจฉริยภาพเยอะเชียวขอรับ
ที่ชอบใจคือเขาให้ถ่ายรูปเก็บไว้ได้ด้วยนี่สิ

วันเปิดงานนั้น สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เป็นประธานในพิธีเปิด และได้ทรงบรรยายเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปของภาพ ซึ่งเราคงได้ชมในข่าวทีวีช่องต่างๆ ได้ยินแล้วก็อยากชมแบบเต็มๆ เพราะพระองค์ท่านบรรยายได้สนุกมากๆ เพราะทรงแทรกพระอารมณ์ขันอยู่ตลอด ซึ่งในงานนี้เขาก็จัดฉายการบรรยายในวันเปิดงานให้ผู้ที่เข้าไปชมได้นั่งฟัง ข้าพเจ้าไปยืนฟังอยู่ยังเพลินเลย แอบอมยิ้มอยู่ตลอด เรียกว่าไม่มีเบื่อ เหมือนกันได้ดูหนังดีๆ ซักเรื่องเลย

งานเขามีถึงวันที่ 24 สิงหาคม นี้ มีภาพจัดแสดงกว่า 200 ภาพ เป็นการบันทึกภาพในมุมมองต่างๆ ของพระองค์ท่าน สมอย่างที่ท่านทรงตั้งชื่องานเอาไว้ว่า ชีวิตที่หมุนไปไม่หยุดยั้ง หากใครติดใจผลงานของพระองค์ก็สามารถซื้อหนังสือรวบรวมภาพที่นำมาจัดแสดงได้ สนนราคา 900 บาท สี่สีทั้งเล่มนะขอรับ คุ้มค่าจริงๆ ไว้จะไปซื้อมาเก็บไว้สักเล่ม


ส่วนหนึ่งของภาพที่จัดแสดง เรียบง่าย แต่น่าสนใจขอรับ


ที่งานเขาเปิดบันทึกการบรรยายของพระองค์ คนที่นั่งฟังอมยิ้มกันถ้วนหน้า


อันนี้เป็นภาพงูเหลือมที่วังสระปทุมเขมือบแมวเข้าไป พระองค์ท่านก็เล่าอย่างอารมณ์ดีว่า
ทราบข่าวว่ามีงูเหลือมเข้าบ้านของพระสหาย ก็แอบน้อยใจว่า เอ๊ะ…ทำไมบ้านเราไม่มีมั่ง !!
จากนั้นไม่นานก็เจอเจ้าตัวนี้เข้าให้ เรียกเสียงฮาได้ดีเชียว


ขอหน่อยเถอะ … เป็นที่ระลึก