<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title></title>
	<atom:link href="http://janghuman.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://janghuman.wordpress.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 23 Nov 2009 08:36:51 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<cloud domain='janghuman.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/d8febe9bee04970b34b3a4d56d0b196c?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title></title>
		<link>http://janghuman.wordpress.com</link>
	</image>
			<item>
		<title>จักรพรรดิ์-โชกุน-ไดเมียว</title>
		<link>http://janghuman.wordpress.com/2009/11/23/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%99-%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://janghuman.wordpress.com/2009/11/23/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%99-%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Nov 2009 05:38:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>janghuman</dc:creator>
				<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[โชกุน]]></category>
		<category><![CDATA[ไดเมียว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://janghuman.wordpress.com/?p=1671</guid>
		<description><![CDATA[ถ้านกทั้งหลายไม่ยอมร้องเพลง&#8230;ฉันจะฆ่ามันให้หมด (โนบูนางะ)
ถ้านกทั้งหลายไม่ยอมร้องเพลง&#8230;ฉันจะสอนให้มันร้อง (ฮิเดโยชิ)
ถ้านกทั้งหลายไม่ยอมร้องเพลง&#8230;ฉันจะเฝ้ารอให้มันร้องเอง (อิเอยาสุ)*
ประโยคทั้งสามข้างต้นนี้เป็นการบรรยายถึงลักษณะนิสัยของอดีตผู้ยิ่งใหญ่ของญีปุ่นในยุคแรกเริ่มได้เป็นอย่างดี
ถ้าเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เรามักจะคุ้นเคยกับคำ ๓ คำ นั่นคือ สมเด็จพระจักรพรรดิ์ โชกุน และไดเมียว ส่วนใหญ่เราอาจจะมีความเข้าใจสับสนกันระหว่าง ๓ คำนี้ ซึ่งคนไทยอาจจะได้รับข้อมูลมาจากสื่อต่างๆ ทั้งข่าว ละคร การ์ตูน หรือนิยายต่างๆ คำว่าสมเด็จพระจักรพรรดิ์ หรือ จักรพรรดิ์ มีความหมายตรงตัวคือผู้ปกครองอาณาจักร หรือก็คือตำแหน่งกษัตริย์นั่นเอง มีการสืบทอดกันมาตามสายเลือด มีอำนาจปกครองสูงสุดหรือเป็นเจ้าชีวิตนั่นเอง
คำว่า โชกุน คือตำแหน่งผู้บริหารราชการแผ่นดินหรือจะเปรียบกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ได้ ซึ่งควบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดไว้ด้วย เนื่องจากมีอำนาจควบคุมกองกำลังทหารไว้ในมือ ทั้งกองกำลังของตนเองหรือกองกำลังของราชสำนัก ตำแหน่งโชกุนใช้วิธีการสืบทอดกันตามสายเลือดเช่นเดียวกัน คือเป็นพระญาติหรือผู้สืบเชื้อสายจากสมเด็จพระจักรพรรดิ์ ในบางยุคที่สมเด็จพระจักรพรรดิ์มีอำนาจเข้มแข็ง มีพระปรีชาสามารถมาก ก็สามารถกุมอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินและกองทัพไว้ในการควบคุมของพระองค์ แต่ในบางยุคสมัยที่ราชสำนักอ่อนแอ โชกุน จึงก้าวขึ้นมามีอำนาจเหนือพระจักรพรรดิ คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ดังที่เราเคยเห็นกันในละครหรือในการ์ตูนอยู่ทุกบ่อย
คำว่า ไดเมียว คือตำแหน่งผู้ปกครองหัวเมืองหรือบรรดาเจ้าเมืองต่างๆ ที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของโชกุนหรือสมเด็จพระจักรพรรดิอีกทอดหนึ่ง ตำแหน่งไดเมียวไม่จำเป็นต้องสืบเชื้อสายมาจากสมเด็จพระจักรพรรดิ์ นายทหารชั้นผู้ใหญ่หรือแม่แต่คนธรรมดา หากมีความสามารถก็สามารถขึ้นครองตำแหน่งไดเมียวได้เช่นกัน
ไดเมียวนั้นมีเมืองและกองกำลังทหารเป็นของตนเอง ในบางครั้งจึงปรากฏว่ามีไดเมียวบางคนพยายามตั้งตนเป็นใหญ่ โดยการโค่นล้มไดเมียวอื่นๆ บางยุคสมัย ไดเมียวคนสำคัญอาจจะมีบารมีมากกว่าโชกุนเสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยประเพณีที่สืบทอดกันมา ทำให้ไดเมียวนั้นๆ ไม่สามารถเปลี่ยนสถานะขึ้นเป็นโชกุนได้ ตัวอย่างเช่น โทโยโทมิ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1671&subd=janghuman&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><strong><span style="color:#ff6600;">ถ้านกทั้งหลายไม่ยอมร้องเพลง&#8230;ฉันจะฆ่ามันให้หมด (โนบูนางะ)<br />
ถ้านกทั้งหลายไม่ยอมร้องเพลง&#8230;ฉันจะสอนให้มันร้อง (ฮิเดโยชิ)<br />
ถ้านกทั้งหลายไม่ยอมร้องเพลง&#8230;ฉันจะเฝ้ารอให้มันร้องเอง (อิเอยาสุ)*</span></strong></p>
<p><span style="color:#993300;">ประโยคทั้งสามข้างต้นนี้เป็นการบรรยายถึงลักษณะนิสัยของอดีตผู้ยิ่งใหญ่ของญีปุ่นในยุคแรกเริ่มได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p><span style="color:#993300;">ถ้าเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เรามักจะคุ้นเคยกับคำ ๓ คำ นั่นคือ สมเด็จพระจักรพรรดิ์ โชกุน และไดเมียว ส่วนใหญ่เราอาจจะมีความเข้าใจสับสนกันระหว่าง ๓ คำนี้ ซึ่งคนไทยอาจจะได้รับข้อมูลมาจากสื่อต่างๆ ทั้งข่าว ละคร การ์ตูน หรือนิยายต่างๆ คำว่าสมเด็จพระจักรพรรดิ์ หรือ จักรพรรดิ์ มีความหมายตรงตัวคือผู้ปกครองอาณาจักร หรือก็คือตำแหน่งกษัตริย์นั่นเอง มีการสืบทอดกันมาตามสายเลือด มีอำนาจปกครองสูงสุดหรือเป็นเจ้าชีวิตนั่นเอง</span></p>
<p>คำว่า โชกุน คือตำแหน่งผู้บริหารราชการแผ่นดินหรือจะเปรียบกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ได้ ซึ่งควบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดไว้ด้วย เนื่องจากมีอำนาจควบคุมกองกำลังทหารไว้ในมือ ทั้งกองกำลังของตนเองหรือกองกำลังของราชสำนัก ตำแหน่งโชกุนใช้วิธีการสืบทอดกันตามสายเลือดเช่นเดียวกัน คือเป็นพระญาติหรือผู้สืบเชื้อสายจากสมเด็จพระจักรพรรดิ์ ในบางยุคที่สมเด็จพระจักรพรรดิ์มีอำนาจเข้มแข็ง มีพระปรีชาสามารถมาก ก็สามารถกุมอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินและกองทัพไว้ในการควบคุมของพระองค์ แต่ในบางยุคสมัยที่ราชสำนักอ่อนแอ โชกุน จึงก้าวขึ้นมามีอำนาจเหนือพระจักรพรรดิ คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ดังที่เราเคยเห็นกันในละครหรือในการ์ตูนอยู่ทุกบ่อย</p>
<p><span style="color:#993300;">คำว่า ไดเมียว คือตำแหน่งผู้ปกครองหัวเมืองหรือบรรดาเจ้าเมืองต่างๆ ที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของโชกุนหรือสมเด็จพระจักรพรรดิอีกทอดหนึ่ง ตำแหน่งไดเมียวไม่จำเป็นต้องสืบเชื้อสายมาจากสมเด็จพระจักรพรรดิ์ นายทหารชั้นผู้ใหญ่หรือแม่แต่คนธรรมดา หากมีความสามารถก็สามารถขึ้นครองตำแหน่งไดเมียวได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="color:#993300;">ไดเมียวนั้นมีเมืองและกองกำลังทหารเป็นของตนเอง ในบางครั้งจึงปรากฏว่ามีไดเมียวบางคนพยายามตั้งตนเป็นใหญ่ โดยการโค่นล้มไดเมียวอื่นๆ บางยุคสมัย ไดเมียวคนสำคัญอาจจะมีบารมีมากกว่าโชกุนเสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยประเพณีที่สืบทอดกันมา ทำให้ไดเมียวนั้นๆ ไม่สามารถเปลี่ยนสถานะขึ้นเป็นโชกุนได้ ตัวอย่างเช่น โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ (ค.ศ. ๑๕๓๖-๑๕๙๘) ในช่วงที่เขาเรืองอำนาจสูงสุด ก็ยังไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นโชกุนได้ เนื่องจากเขาเกิดในครอบครัวชาวนา แต่ในทางปฏิบัติแล้วเขากุมอำนาจการบริหารเอาไว้ในมือเพียงผู้เดียว</span></p>
<p><a href="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/11/tokugawa.jpg"></a></p>
<p style="text-align:left;"><a href="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/11/tokugawa.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-1670" title="Tokugawa" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/11/tokugawa.jpg?w=320&#038;h=271" alt="" width="320" height="271" /></a><br />
<span style="color:#808080;">โทกุงาวะ อิเอยาสุ ผู้นำทางการทหารคนสำคัญ ได้รับการแต่ตั้งจากพระจักรพรรดิ์ให้ดำรงตำแหน่งโชกุน เมื่อ ค.ศ. ๑๖๐๓</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#808080;"> </span><a href="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/11/hideyoshi.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-1669" title="Hideyoshi" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/11/hideyoshi.jpg?w=283&#038;h=400" alt="" width="283" height="400" /></a><br />
<span style="color:#808080;">โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ผู้นำทางการทหารคนสำคัญอีกท่าหนึ่ง แต่ไม่สามารถเป็นโชกุนได้เนื่องจากมีเชื้อสายมาจากชาวนา</span></p>
<p><span style="color:#993300;">ทั้งสามตำแหน่งข้างต้นนี้ ล้วนแต่มีบทบาทในประวัติศาสต์ของประเทศญี่ปุ่นมาช้านาน ในบางยุคสมัยเราจะพบว่าการบริหารบ้านเมืองนั้นตกอยู่ในเงื้อมมือของโชกุน แทนที่จะเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิ์ เนื่องจากราชสำนักอ่อนแอ ตำแหน่งจักรพรรดิจึงเป็นเสมือนหุ่นเชิดเท่านั้น หรือในบางยุคที่โชกุนอ่อนแอ บรรดาไดเมียวต่างๆ จึงพากันแข็งเมือง และก้าวขึ้นมามีบทบาทเหนือโชกุน ที่เปลี่ยนสถานะมาเป็นเพียงหุ่นเชิดบ้าง ทั้งหมดนี้ต่างสลับหน้าที่และบทบาทไปตามสถานภาพของแต่สกุล ซึ่งไม่ต่างไปจากอาณาจักรอื่นๆ ในโลก ที่ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะได้ครองอำนาจสูงสุด</span></p>
<p><span style="color:#993300;">ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนานพอสมควร แม้ในปัจจุบันจะมีสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะ แต่ในอดีตนั้นเชื่อว่าญี่ปุ่นเคยเป็นผืนแผ่นเดียวกับแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากมีการขุดสำรวจพบกระดูกช้างโบราณ ซึ่งไม่ใช่สัตว์ท้องถิ่นของญี่ปุ่น แต่เพราะการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ทำให้ญี่ปุ่นแปรสภาพกลายเป็นเกาะอย่างในปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="color:#993300;">ประชากรบนเกาะญี่ปุ่นนั้นไม่สามารถระบุชี้ชัดไปได้ว่ามาจากที่ใด แต่จากสภาพที่ถูกโดดเดี่ยวจากแผ่นดินใหญ่ ทำให้ชาวญี่ปุ่นในยุคแรกๆ ตื่นตัวในการเรียนรู้วัฒนธรรมของคนต่างถิ่น ในทางตรงข้ามพวกเขาเองได้รับปกป้องจากการรุกรานของประเทศอื่นเช่นกัน จึงไม่ได้วิตกในเรื่องของการถูกผสมผสานด้านวัฒนธรรมเสียเท่าไหร่</span></p>
<p><span style="color:#808080;">* จาก Croft, A. History of the Far-East. New York: Longmans, Green, 1958. แปลความโดย รศ.เพ็ญศรี กาญจโนมัย</span></p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/janghuman.wordpress.com/1671/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/janghuman.wordpress.com/1671/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/janghuman.wordpress.com/1671/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/janghuman.wordpress.com/1671/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/janghuman.wordpress.com/1671/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/janghuman.wordpress.com/1671/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/janghuman.wordpress.com/1671/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/janghuman.wordpress.com/1671/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/janghuman.wordpress.com/1671/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/janghuman.wordpress.com/1671/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1671&subd=janghuman&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://janghuman.wordpress.com/2009/11/23/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%99-%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">janghuman</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/11/tokugawa.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Tokugawa</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/11/hideyoshi.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Hideyoshi</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ตึกกลม นิตยสารของชาวคณะวิทย์ (มหิดล)</title>
		<link>http://janghuman.wordpress.com/2009/11/21/%e0%b8%95%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a1-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%93%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://janghuman.wordpress.com/2009/11/21/%e0%b8%95%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a1-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%93%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Nov 2009 04:02:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>janghuman</dc:creator>
				<category><![CDATA[คณะวิทยาศาสตร์ มหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[ตึกกลม]]></category>
		<category><![CDATA[นิตยสารทำมือ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://janghuman.wordpress.com/?p=1665</guid>
		<description><![CDATA[
ตึกกลม นิตยสารของชาวคณะวิทย์ (มหิดล)
ช่วงเดือนที่ผ่านมา ได้มีโอกาสจับงานใหม่ที่อยากจะลองทำมานานแล้ว นั่นคือทำนิตยสารซักเล่ม แม้จะเคยผ่านงานหนังสือพิมพ์และนิตยสารมาบ้าง แต่คราวนี้เป็นนิตยสารที่ทำเองกับมือ คิดเอง ผลิตเอง เมื่อสำเร็จออกมามันก็ชวนให้ชื่นใจดีเสียจริง ไม่ได้ทำเพียงคนเดียวหรอก ถึงแม้ว่ากว่าร้อยละ ๗๐ จะทำเองก็ตาม แต่ก็ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทีมงานด้วย นิตยสารเล่มที่ว่านี้คือ &#8220;ตึกกลม&#8221; นิตยสารออนไลน์ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ย้อนความไปเมื่อราว ๓ ปีก่อน มีนักศึกษากลุ่มหนึ่ง นำโดยสามแกนนำที่ขออนุญาตเอ่ยนามด้วยความภูมิใจแทนน้องๆ เขา มี&#8221;น้องมุก&#8221; อัญชลี ขจิตพรวดี, &#8220;น้องแอ๋ม&#8221; อารียา จันทศรี และ &#8220;น้องเบิร์ด&#8221; ประทีป อมรรัตนพันธ์  และพวกๆ อีกกลุ่มนึงได้รวมตัวกันจัดทำหนังสือทำมือขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อว่า ตึกกลม พวกน้องๆ เขียนกันเอง ชักชวนใครต่อใครมาช่วยกันเขียนบทความบ้าง สารคดีบ้าง การ์ตูนบ้าง คือทั้งหมดในเล่มนั้นล้วนเกิดจากความคิดของคนในคณะทั้งสิ้น จึงถือได้ว่าเป็นผลงานของคนในคณะเพื่อคนในคณะอย่างแท้จริง เล่มแรกที่ออกมาได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะนับว่าแปลกใหม่ยังไม่มีใครทำขึ้นมา น้องๆ กลุ่มนี้ได้เงินสนับสนุนจากฝ่ายงานการศึกษา ก็ไม่ได้มากมายอะไร ก็เอามาถ่ายสำเนาเย็บเป็นเล่มแจกฟรีไม่กี่ร้อยเล่ม ทั้งหมดนี้เกิดจากความตั้งใจจริงของน้องๆ เขาครับ เงินทองไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาคิดถึง หากแต่เป็นความตั้งใจที่จะนำเสนอผลงาน เสนอไอเดีย [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1665&subd=janghuman&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><img class="alignnone size-full wp-image-1664" title="Cover6" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/11/cover6.jpg?w=298&#038;h=370" alt="" width="298" height="370" /><br />
<strong><span style="color:#ff6600;">ตึกกลม นิตยสารของชาวคณะวิทย์ (มหิดล)</span></strong></p>
<p>ช่วงเดือนที่ผ่านมา ได้มีโอกาสจับงานใหม่ที่อยากจะลองทำมานานแล้ว นั่นคือทำนิตยสารซักเล่ม แม้จะเคยผ่านงานหนังสือพิมพ์และนิตยสารมาบ้าง แต่คราวนี้เป็นนิตยสารที่ทำเองกับมือ คิดเอง ผลิตเอง เมื่อสำเร็จออกมามันก็ชวนให้ชื่นใจดีเสียจริง ไม่ได้ทำเพียงคนเดียวหรอก ถึงแม้ว่ากว่าร้อยละ ๗๐ จะทำเองก็ตาม แต่ก็ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทีมงานด้วย นิตยสารเล่มที่ว่านี้คือ &#8220;ตึกกลม&#8221; นิตยสารออนไลน์ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</p>
<p>ย้อนความไปเมื่อราว ๓ ปีก่อน มีนักศึกษากลุ่มหนึ่ง นำโดยสามแกนนำที่ขออนุญาตเอ่ยนามด้วยความภูมิใจแทนน้องๆ เขา มี&#8221;น้องมุก&#8221; อัญชลี ขจิตพรวดี, &#8220;น้องแอ๋ม&#8221; อารียา จันทศรี และ &#8220;น้องเบิร์ด&#8221; ประทีป อมรรัตนพันธ์  และพวกๆ อีกกลุ่มนึงได้รวมตัวกันจัดทำหนังสือทำมือขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อว่า ตึกกลม พวกน้องๆ เขียนกันเอง ชักชวนใครต่อใครมาช่วยกันเขียนบทความบ้าง สารคดีบ้าง การ์ตูนบ้าง คือทั้งหมดในเล่มนั้นล้วนเกิดจากความคิดของคนในคณะทั้งสิ้น จึงถือได้ว่าเป็นผลงานของคนในคณะเพื่อคนในคณะอย่างแท้จริง เล่มแรกที่ออกมาได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะนับว่าแปลกใหม่ยังไม่มีใครทำขึ้นมา น้องๆ กลุ่มนี้ได้เงินสนับสนุนจากฝ่ายงานการศึกษา ก็ไม่ได้มากมายอะไร ก็เอามาถ่ายสำเนาเย็บเป็นเล่มแจกฟรีไม่กี่ร้อยเล่ม ทั้งหมดนี้เกิดจากความตั้งใจจริงของน้องๆ เขาครับ เงินทองไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาคิดถึง หากแต่เป็นความตั้งใจที่จะนำเสนอผลงาน เสนอไอเดีย ถ่ายทอดมุมมองและความคิดของพวกเขาเท่านั้นเอง</p>
<p>น้องๆ กลุ่มนี้ผลิต ตึกกลม ออกมาทั้งหมด ๕ เล่มครับ แล้วก็หยุดหายไป เพราะว่าน้องๆ เขาเริ่มโตขึ้น แต่ละคนก็มีภาระการเรียนมากขึ้น จึงหาเวลามาทำได้น้อยลง ส่วนเด็กๆ รุ่นใหม่ที่จะมารับช่วงต่อก็คงมีไฟไม่แรงพอครับ ไม่ได้มองว่าเด็กรุ่นใหม่เขาไม่ใส่ใจ ไม่สนใจทำกิจกรรมนะครับ ก็เข้าใจว่าทัศนคติต่อการทำกิจกรรมแบบนี้มันต่างกัน ต่างคนต่างมีภาระการเรียนอันหนักหนา คงคิดว่าเอาเวลาไปท่องตำราจะดีกว่ากระมัง ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่ในฐานะคนที่คอยติดตามตึกกลมอยู่ ก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน</p>
<p>สุดท้ายก็ทนไม่ไหว อยากจะลองทำบ้างซักครั้ง เลยชักชวนใครๆ ที่รู้จัก เพื่อนๆ น้องๆ ในคณะนี่แหละว่าสนใจจะเขียนบทความลงตึกกลมไหม คนที่รู้จักตึกกลมเขาก็ดีใจว่าตึกกลมจะกลับมาแล้วเหรอ เราก็บอกไปว่าใช่ แต่มันจะกลับมาได้ต้องอาศัยพวกเราชาวคณะวิทย์นี่แหละช่วยๆ กัน ก็ได้ผู้ที่สนใจส่งเรื่องมาให้หลายเรื่องเชียว แล้วก็ได้น้องๆ ที่อาสาเป็นทีมสัมภาษณ์ เป็นตากล้องให้ จนสุดท้ายก็สำเร็จออกมาเป็น &#8220;ตึกกลม ฉบับที่ ๖&#8221;</p>
<p>ด้วยความที่เราไม่มีเงินทุน ก็เลยอาศัยทำเป็น E-Magazine ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพราะขอพื้นที่ Server ของคณะเขา ฉบับนี้ออกจะตะกุกตะกักและไม่สมบูรณ์ในหลายๆ ด้าน ก็อยากให้ผู้อ่านแนะนำมาแหละครับว่ามันยังขาดอะไรตรงไหน ต้องปรับปรุงอะไรอีกบ้าง และที่สำคัญคือยังขาดทีมงานที่จะมาร่วมกันทำ น้องเบิร์ด หนึ่งในผู้ก่อตั้งก็ดูท่าทางดีใจที่ ตึกกลม ของเขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง แน่นอนว่าเราก็จีบให้น้องเขามาร่วมงานกันอีกครั้ง</p>
<p>ยังไม่รู้เหมือนกันว่า ตึกกลม จะยืนต้านแรงลมแรงฝนได้อีกซักกี่ฉบับ แต่ก็จะพยายามรักษามันไว้ให้นานที่สุดล่ะนะ</p>
<p>เชิญอ่านได้เลยจ้า <a href="http://www.sc.mahidol.ac.th/magazines">www.sc.mahidol.ac.th/magazines</a></p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/janghuman.wordpress.com/1665/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/janghuman.wordpress.com/1665/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/janghuman.wordpress.com/1665/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/janghuman.wordpress.com/1665/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/janghuman.wordpress.com/1665/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/janghuman.wordpress.com/1665/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/janghuman.wordpress.com/1665/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/janghuman.wordpress.com/1665/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/janghuman.wordpress.com/1665/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/janghuman.wordpress.com/1665/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1665&subd=janghuman&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://janghuman.wordpress.com/2009/11/21/%e0%b8%95%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a1-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%93%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">janghuman</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/11/cover6.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Cover6</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เรื่องผีๆ (ต่อ)</title>
		<link>http://janghuman.wordpress.com/2009/10/01/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://janghuman.wordpress.com/2009/10/01/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 01 Oct 2009 04:37:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>janghuman</dc:creator>
				<category><![CDATA[ตำนาน]]></category>
		<category><![CDATA[ผี]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องลึกลับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://janghuman.wordpress.com/?p=1658</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องผีๆ ของ มช. ยังมีอีกมากมาย นอกจาก ป๊อกครืด แล้ว เรื่องที่โด่งดังไม่แพ้กันเห็นจะเป็นเรื่องของห้องสีชมพู 


ผลจากการที่เล่ากันปากต่อปาก สุดท้ายก็กลายเป็นว่าหอที่เกิดเรื่องนี้สลับเปลี่ยนจนไม่แน่ใจว่าเหตุเกิดที่หอใดกันแน่ บ้างก็ว่าหอ ๗ หอ ๘ บางทีก็ย้อนไปถึง หอ ๔ ด้วยซ้ำ แต่เท่าที่ได้รับฟังส่วนมากจะชี้ไปที่หอ ๘ หญิงเสียมากกว่าหออื่น

หอ ๘ หญิงที่ว่านี้ไม่ใช่หอเก่าแก่ แต่ในสมัยย้อนหลังเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อนก็นับว่าเป็นหอที่ใหม่เอี่ยมเลยทีเดียว เรื่องราวเกิดขึ้นจากนักศึกษาสาวคนหนึ่ง ไม่ทราบแน่ชัดว่าคณะไหนกันแน่อีกเช่นกัน เกิดพลาดท่าเสียทีให้กับแฟนหนุ่มที่เป็นรุ่นพี่ที่ มช. นี่แหละ จนเกิดตั้งครรภ์ขึ้น ที่น่าเศร้าคือฝ่ายชายนั้นไม่ยอมรับผิดชอบเพราะอ้างว่าเธอเองก็มีนิสัยชอบเที่ยวอยู่แล้ว เด็กในท้องอาจไม่ใช่ลูกของเขาก็ได้ และก่อนหน้านี้ทั้งคู่ก็มีเรื่องระหองระแหงกันอยู่แล้ว เนื่องจากฝ่ายชายเริ่มไปติดพันสาวคนใหม่
เมื่อถูกทิ้งอย่างไม่ใยดี ฝ่ายหญิงก็เริ่มกดดัน มากขึ้น ไหนจะถูกแฟนทิ้ง ไหนจะเด็กในท้อง เธอจึงตัดสินใจเอาเด็กออกด้วยตัวเอง ตรงนี้เรื่องเล่าเริ่มต่างกันออกไป บ้างเล่าว่าเธอทานยาขับเลือด บ้างเล่าว่าเธอใจถึงถึงขนาดเอาฟุตเหล็กคว้านในช่องคลอดเพื่อทำลายเด็กจนตกเลือด บ้างก็ว่าเธอมีอาการตกเลือดเอง หรือบ้างก็ว่าเธอทำร้ายตัวเองด้วยการกรีดข้อมือ แต่ไม่ว่าจะแบบไหน ภายในห้องก็เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดที่กระเซ็นไปทั่วทั้งห้อง และยังมีการแต่งเติมกันอีกว่าเธอใช้เลือดเขียนข้อความลงบนผนังห้องเสียด้วยซ้ำ
หญิงสาวเสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังจากจัดการกับศพแล้วกลับเกิดเรื่องประหลาดขึ้น เมื่อห้องที่เต็มไปด้วยรอยเลือดนั้นไม่สามารถทำความสะอาดออกได้ เช็ดเท่าไหร่รอยเลือดก็ไม่จางหาย ต่อให้เอาสีทาทับ ไม่นานรอยเลือดก็กลับปรากฏขึ้นมาอีก ราวกับว่าเธอยังคงสิงสู่อยู่ในห้องนั้น [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1658&subd=janghuman&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><span style="color:#800000;">เรื่องผีๆ ของ มช. ยังมีอีกมากมาย นอกจาก ป๊อกครืด แล้ว เรื่องที่โด่งดังไม่แพ้กันเห็นจะเป็นเรื่องของห้องสีชมพู </span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#800000;"><img class="alignnone" src="http://ue.popcornfor2.com/show/0YEe9371.jpg" alt="" width="441" height="300" /><br />
</span></p>
<p><span style="color:#800000;">ผลจากการที่เล่ากันปากต่อปาก สุดท้ายก็กลายเป็นว่าหอที่เกิดเรื่องนี้สลับเปลี่ยนจนไม่แน่ใจว่าเหตุเกิดที่หอใดกันแน่ บ้างก็ว่าหอ ๗ หอ ๘ บางทีก็ย้อนไปถึง หอ ๔ ด้วยซ้ำ แต่เท่าที่ได้รับฟังส่วนมากจะชี้ไปที่หอ ๘ หญิงเสียมากกว่าหออื่น<br />
</span></p>
<p><span style="color:#800000;">หอ ๘ หญิงที่ว่านี้ไม่ใช่หอเก่าแก่ แต่ในสมัยย้อนหลังเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อนก็นับว่าเป็นหอที่ใหม่เอี่ยมเลยทีเดียว เรื่องราวเกิดขึ้นจากนักศึกษาสาวคนหนึ่ง ไม่ทราบแน่ชัดว่าคณะไหนกันแน่อีกเช่นกัน เกิดพลาดท่าเสียทีให้กับแฟนหนุ่มที่เป็นรุ่นพี่ที่ มช. นี่แหละ จนเกิดตั้งครรภ์ขึ้น ที่น่าเศร้าคือฝ่ายชายนั้นไม่ยอมรับผิดชอบเพราะอ้างว่าเธอเองก็มีนิสัยชอบเที่ยวอยู่แล้ว เด็กในท้องอาจไม่ใช่ลูกของเขาก็ได้ และก่อนหน้านี้ทั้งคู่ก็มีเรื่องระหองระแหงกันอยู่แล้ว เนื่องจากฝ่ายชายเริ่มไปติดพันสาวคนใหม่</span></p>
<p><span style="color:#800000;">เมื่อถูกทิ้งอย่างไม่ใยดี ฝ่ายหญิงก็เริ่มกดดัน มากขึ้น ไหนจะถูกแฟนทิ้ง ไหนจะเด็กในท้อง เธอจึงตัดสินใจเอาเด็กออกด้วยตัวเอง ตรงนี้เรื่องเล่าเริ่มต่างกันออกไป บ้างเล่าว่าเธอทานยาขับเลือด บ้างเล่าว่าเธอใจถึงถึงขนาดเอาฟุตเหล็กคว้านในช่องคลอดเพื่อทำลายเด็กจนตกเลือด บ้างก็ว่าเธอมีอาการตกเลือดเอง หรือบ้างก็ว่าเธอทำร้ายตัวเองด้วยการกรีดข้อมือ แต่ไม่ว่าจะแบบไหน ภายในห้องก็เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดที่กระเซ็นไปทั่วทั้งห้อง และยังมีการแต่งเติมกันอีกว่าเธอใช้เลือดเขียนข้อความลงบนผนังห้องเสียด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="color:#800000;">หญิงสาวเสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังจากจัดการกับศพแล้วกลับเกิดเรื่องประหลาดขึ้น เมื่อห้องที่เต็มไปด้วยรอยเลือดนั้นไม่สามารถทำความสะอาดออกได้ เช็ดเท่าไหร่รอยเลือดก็ไม่จางหาย ต่อให้เอาสีทาทับ ไม่นานรอยเลือดก็กลับปรากฏขึ้นมาอีก ราวกับว่าเธอยังคงสิงสู่อยู่ในห้องนั้น ไม่ยอมไปไหน สุดท้ายทางหอจึงใช้วิธีทาสีใหม่ทั้งห้องโดยใช้สีชมพูเพื่อให้สีกลืนไปกับรอยเลือด</span></p>
<p><span style="color:#800000;">จากนั้นก็เกิดเรื่องราวชวนกรี๊ดมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องครวญครางในยามค่ำคืน หรือบางครั้งก็มาปรากฏกายให้เห็นในสภาพเลือดโชก ว่ากันว่าห้องที่ว่านี้ถูกแปรสภาพเป็นห้องเก็บของ และยังคงความเฮี้ยนไม่เปลี่ยน ขนาดที่ว่าแม่บ้านประจำหอพักยังไม่ค่อยกล้าจะเข้าไปเก็บของในห้องนี้ แต่ใช้วิธีเปิดประตูแล้วโยนของทิ้งไว้อย่างลวกๆ </span></p>
<p><span style="color:#800000;">ฟังไว้เป็นอุทธาหรณ์ครับ ไม่ว่าเรื่องสยองขวัญนี้จะมีจริงหรือไม่ แต่มันก็ช่วยสอนเด็กๆ ในวัยเรียนได้ดีในเรื่องของการระวังเนื้อระวังตัว วัยรุ่นริรักแล้วก็เกิดปัญหาตามมา ความรักในวัยหนุ่มสาวเป็นสิ่งสวยงามครับ แต่คงต้องพยายามให้อยู่ขอบเขตที่เหมาะสม มิเช่นนั้นมันก็อาจก่อให้เกิดเรื่องเศร้าขึ้นได้<br />
</span></p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/janghuman.wordpress.com/1658/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/janghuman.wordpress.com/1658/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/janghuman.wordpress.com/1658/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/janghuman.wordpress.com/1658/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/janghuman.wordpress.com/1658/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/janghuman.wordpress.com/1658/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/janghuman.wordpress.com/1658/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/janghuman.wordpress.com/1658/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/janghuman.wordpress.com/1658/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/janghuman.wordpress.com/1658/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1658&subd=janghuman&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://janghuman.wordpress.com/2009/10/01/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">janghuman</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://ue.popcornfor2.com/show/0YEe9371.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>เรื่องผีๆ</title>
		<link>http://janghuman.wordpress.com/2009/09/30/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%86/</link>
		<comments>http://janghuman.wordpress.com/2009/09/30/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%86/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Sep 2009 04:21:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>janghuman</dc:creator>
				<category><![CDATA[ตำนาน]]></category>
		<category><![CDATA[ผี]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องลึกลับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://janghuman.wordpress.com/?p=1654</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้บังเอิญมีหนังเข้าใหม่เรื่องหนึ่ง เล่าเรื่องราวสยองขวัญแบบผีๆ ที่เป็นตำนานเล่าขานของสถาบันการศึกษาต่างๆ เลยนึกถึงสถาบันเก่าว่าพอจะมีเรื่องอะไรทำนองนี้บ้างไหม เท่าที่จำความได้ตามที่ได้ฟังเขาเล่ามาก็มีอยู่พอสมควร
ส่วนใหญ่เรื่องทำนองนี้มักจะเป็นเรื่องที่ &#8220;เขาเล่าว่า&#8221; ซึ่งเขาที่ว่าที่คือใครก็ไม่รู้ ไม่สามารถเจาะจงหาต้นกำเนิดได้ บางครั้งเรื่องที่เล่ากันก็ใช่ว่าจะเกิดมานมนาน แต่ผลจากการส่งต่อกันปากต่อปาก ระยะเวลาของเรื่องจึงหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ ตอนนั้น ตอนโน้น เมื่อก่อนโน้น คำง่ายๆ พวกนี้กลับสร้างกลลวงทางจิตใจให้แก่ผู้รับสารจำคิดไปว่าเรื่องเกิดขึ้นมานานเสียเต็มประดา
เรื่องเหล่านี้บางครั้งหากมองในมุมลึกๆ อาจเป็นอุบายที่ป้องปรามไม่ให้เกิดเรื่องน่าเศร้า อย่างเช่นอุบัติเหตุ อาชญากรรม โดยกุเอาเรื่องผีสางที่คนไทยเราจำฝังใจมาเป็นกลอุบายให้ขยาดกัน


มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ขึ้นชื่อว่ามหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ก็มักจะมีเรื่องทำนองนี้ไว้เล่าจากรุ่นสู่รุ่นเสมอ ที่ มช. ก็มีเรื่องเล่าอยู่มากพอสมควร ที่เด่นๆ ก็มีอยู่ ๒-๓ เรื่อง อย่างเช่นเรื่อง ป๊อก&#8230;ป๊อก&#8230;ครืด เรื่องนี้รู้จักกันในหมู่นักศึกษาทั่วประเทศ เล่าต่อๆ กันมา มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดจนเพี้ยนไปหมด แต่ยังคงเค้าโครงเรื่องเดิมไว้ ว่าด้วยเรื่องของความห่วงใยต่อเพื่อนที่แม้จะเสียชีวิตไปแล้วก็ยังอุตส่าห์เป็นห่วงเพื่อน
สมัยที่ มช. ยังไม่เจริญไฮโซเหมือนทุกวันนี้ ข้างในยังมีพื้นที่รกเป็นป่าอยู่พอสมควร มีนักศึกษาสาวคู่หนึ่งพักอยู่ในหอพักนักศึกษา กำลังคร่ำเคร่งดูหนังสือสอบ คนหนึ่งเกิดเป็นไข้ อีกคนหนึ่งก็ออกไปทานข้าวเพียงลำพังแต่ก็รับปากเพื่อนว่าจะซื้อข้าวและยากลับมาให้ คล้อยหลังไปสักพักเพื่อนคนที่ป่วยก็อ่านหนังสือต่อไม่ไหว ล้มตัวนอนแล้วผลอยหลับไป ตื่นขึ้นมากลางดึกก็ยังไม่เห็นรูมเมทกลับมาซักที ฝนก็ตกหนักเสียด้วย แล้วเธอก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ที่ทางเดินหน้าห้อง เป็นเสียงเหมือนใครกำลังลากของมาตามทางเดินจนมาหยุดที่หน้าห้องของเธอ แล้วก็มีเสียงเคาะประตู &#8230; เธอเริ่มกลัวว่าจะไม่ใช่เพื่อน เพราะไม่เช่นนั้นคงไขกุญแจเข้ามาเองแล้ว เธอตัดสินใจเปิดประตูออกไปก็เห็นถุงข้าวและยาแขวนไว้ที่ลูกบิด [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1654&subd=janghuman&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p style="text-align:left;"><span style="color:#800000;">ช่วงนี้บังเอิญมีหนังเข้าใหม่เรื่องหนึ่ง เล่าเรื่องราวสยองขวัญแบบผีๆ ที่เป็นตำนานเล่าขานของสถาบันการศึกษาต่างๆ เลยนึกถึงสถาบันเก่าว่าพอจะมีเรื่องอะไรทำนองนี้บ้างไหม เท่าที่จำความได้ตามที่ได้ฟังเขาเล่ามาก็มีอยู่พอสมควร</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#800000;">ส่วนใหญ่เรื่องทำนองนี้มักจะเป็นเรื่องที่ &#8220;เขาเล่าว่า&#8221; ซึ่งเขาที่ว่าที่คือใครก็ไม่รู้ ไม่สามารถเจาะจงหาต้นกำเนิดได้ บางครั้งเรื่องที่เล่ากันก็ใช่ว่าจะเกิดมานมนาน แต่ผลจากการส่งต่อกันปากต่อปาก ระยะเวลาของเรื่องจึงหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ ตอนนั้น ตอนโน้น เมื่อก่อนโน้น คำง่ายๆ พวกนี้กลับสร้างกลลวงทางจิตใจให้แก่ผู้รับสารจำคิดไปว่าเรื่องเกิดขึ้นมานานเสียเต็มประดา</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#800000;">เรื่องเหล่านี้บางครั้งหากมองในมุมลึกๆ อาจเป็นอุบายที่ป้องปรามไม่ให้เกิดเรื่องน่าเศร้า อย่างเช่นอุบัติเหตุ อาชญากรรม โดยกุเอาเรื่องผีสางที่คนไทยเราจำฝังใจมาเป็นกลอุบายให้ขยาดกัน</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#800000;"><img class="alignnone" src="http://u9.popcornfor2.com/show/WSy9a246.jpg" alt="" width="309" height="400" /><br />
</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#800000;"><strong>มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</strong></span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#800000;">ขึ้นชื่อว่ามหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ก็มักจะมีเรื่องทำนองนี้ไว้เล่าจากรุ่นสู่รุ่นเสมอ ที่ มช. ก็มีเรื่องเล่าอยู่มากพอสมควร ที่เด่นๆ ก็มีอยู่ ๒-๓ เรื่อง อย่างเช่นเรื่อง ป๊อก&#8230;ป๊อก&#8230;ครืด เรื่องนี้รู้จักกันในหมู่นักศึกษาทั่วประเทศ เล่าต่อๆ กันมา มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดจนเพี้ยนไปหมด แต่ยังคงเค้าโครงเรื่องเดิมไว้ ว่าด้วยเรื่องของความห่วงใยต่อเพื่อนที่แม้จะเสียชีวิตไปแล้วก็ยังอุตส่าห์เป็นห่วงเพื่อน</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#800000;">สมัยที่ มช. ยังไม่เจริญไฮโซเหมือนทุกวันนี้ ข้างในยังมีพื้นที่รกเป็นป่าอยู่พอสมควร มีนักศึกษาสาวคู่หนึ่งพักอยู่ในหอพักนักศึกษา กำลังคร่ำเคร่งดูหนังสือสอบ คนหนึ่งเกิดเป็นไข้ อีกคนหนึ่งก็ออกไปทานข้าวเพียงลำพังแต่ก็รับปากเพื่อนว่าจะซื้อข้าวและยากลับมาให้ คล้อยหลังไปสักพักเพื่อนคนที่ป่วยก็อ่านหนังสือต่อไม่ไหว ล้มตัวนอนแล้วผลอยหลับไป ตื่นขึ้นมากลางดึกก็ยังไม่เห็นรูมเมทกลับมาซักที ฝนก็ตกหนักเสียด้วย แล้วเธอก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ที่ทางเดินหน้าห้อง เป็นเสียงเหมือนใครกำลังลากของมาตามทางเดินจนมาหยุดที่หน้าห้องของเธอ แล้วก็มีเสียงเคาะประตู &#8230; เธอเริ่มกลัวว่าจะไม่ใช่เพื่อน เพราะไม่เช่นนั้นคงไขกุญแจเข้ามาเองแล้ว เธอตัดสินใจเปิดประตูออกไปก็เห็นถุงข้าวและยาแขวนไว้ที่ลูกบิด มีน้ำไหลเปียกเป็นทางยาวที่ทางเดิน เธอยิ่งกังวลเข้าไปอีกว่าเพื่อนหายไปไหน ทำไมยังไม่กลับห้อง หรือจะไปที่ไหนต่อกันแน่</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#800000;"><img class="alignnone" src="http://u7.popcornfor2.com/show/UQw78073.jpg" alt="" width="481" height="99" /><br />
</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#800000;">รุ่งเช้าคำตอบจึงปรากฏ หญิงสาวคนนั้นถูกข่มขืนแล้วฆ่าเมื่อคืนนั่นเอง สภาพร่างกายถูกตีด้วยของแข็งจนแขนขาหัก โจษจันกันว่าด้วยความเป็นห่วงเพื่อน เธอจังคืบคลานมาด้วยสภาพนั้นโดยใช้ปากคาบถุงข้าวและยา แล้วใช้คางคืบพาตัวเองมาถึงห้อง &#8230;!!!</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#800000;">มานั่งนึกๆ ดู ก็อย่าไปคิดมากกับตำนานเหล่านี้ครับ แหม จะไม่มีใครเห็นเลยเชียวหรือว่าคุณกระดื้บๆ มาแบบนั้น เอาข้าวมาส่งแล้วยังอุตส่าห์กลับไปที่เกิดเหตุซะด้วยแน่ะ แล้วแม่คุณ ไหนว่าแขนขาหักใช้งานไม่ได้ แล้วยกตัวเองเอาถุงไปแขวนที่ลูกบิดได้จะใด ยังไม่หมด รู้รึเปล่าว่าหอหญิงน่ะ เขาปิดประตูตอนสี่ทุ่มนะจ้ะ แอบลอดเข้ามาช่องไหนเนี่ย &#8230; ไม่ได้จะหาเรื่องแย้งหรอกครับ แค่ตั้งข้อสังเกต สรุปแล้วผมว่าเรื่องนี้คงตั้งใจให้เป็นอุทธาหรณ์สำหรับหญิงสาวที่จะออกไปไหนดึกๆ คนเดียว เพราะอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสมัยไหนก็ตาม ยิ่งถ้าเป็นยุคสมัยนั้นที่อ้างว่า มช. ยังเป็นป่ารกชัฏล่ะก็ ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดเหตุมากมายนัก<br />
</span></p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/janghuman.wordpress.com/1654/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/janghuman.wordpress.com/1654/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/janghuman.wordpress.com/1654/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/janghuman.wordpress.com/1654/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/janghuman.wordpress.com/1654/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/janghuman.wordpress.com/1654/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/janghuman.wordpress.com/1654/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/janghuman.wordpress.com/1654/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/janghuman.wordpress.com/1654/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/janghuman.wordpress.com/1654/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1654&subd=janghuman&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://janghuman.wordpress.com/2009/09/30/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%86/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">janghuman</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://u9.popcornfor2.com/show/WSy9a246.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://u7.popcornfor2.com/show/UQw78073.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>บทเรียนจากแบงค์พันเยน&#8230;ดร. โนงูจิ ฮิเดโยะ</title>
		<link>http://janghuman.wordpress.com/2009/08/07/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://janghuman.wordpress.com/2009/08/07/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Aug 2009 16:15:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>janghuman</dc:creator>
				<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ตูนญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. โนงูจิ]]></category>
		<category><![CDATA[โนงูจิ]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้เหลือง]]></category>
		<category><![CDATA[Noguchi]]></category>
		<category><![CDATA[Who's Who]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://janghuman.wordpress.com/?p=1641</guid>
		<description><![CDATA[
เรื่องของ ดร. โนงูจิ ฉบับการ์ตูน จัดจำหน่ายในไทยโดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ
วันนี้ไปค้นกองหนังสือเก่า พบการ์ตูนอยู่เล่มหนึ่งสภาพโทรมสุดๆ ชื่อ ดร.โนงูจิ ด้วยใจนักสู้ เขียนโดย อ. โตชิยูกิ มุสึ ผลิตโดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ จำได้ว่าเคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว เป็นการ์ตูนเรื่องเยี่ยมที่ยังอยู่ในดวงใจ อยากจะให้ใครๆ ได้ลองอ่านบ้างแล้วจะรู้เลยว่า ความสุขในชีวิตนี้มันอยู่ไม่ไกลเกินมือเอื้อมเลย
ดร. โนงูจิ ด้วยใจนักสู้ เป็นการ์ตูนที่สร้างจากเรื่องจริง เมื่อตอนที่อ่านครั้งแรกนั้นจำได้ว่าเช่ามาจากร้านแค่ ๓ เล่ม อ่านจบอย่างรวดเร็วแล้วรีบไปยืมมาอีกจนครบ ๑๗ เล่ม อ่านรวดเดียวจบเช่นเคย เป็นการ์ตูนอีกเรื่องหนึ่งที่ซึ้งกินใจมากๆ ตอนนั้นยังไม่แน่ใจว่าเขียนจากเรื่องจริงหรือไม่ จนเมื่อทราบในเวลาต่อมาว่าเป็นเรื่องจริงก็ยิ่งซาบซึ้งมากขึ้นไปอีกเป็นเท่าทวี
การ์ตูนเรื่องนี้เล่าเรื่องราวชีวิตของบุคคลสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น สำคัญถึงขนาดที่มีรูปท่านผู้นี้ปรากฎในธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ เยน เพื่อเป็นที่ระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน ดร. โนงูจิ เดิมชื่อ โนงูจิ เซซากุ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น โนงูจิ ฮิเดโยะ (แปลว่าดวงอาทิตย์หรือในความหมายที่ว่าผู้ส่องแสง ผู้มีความเจิดจ้า) ท่านเกิดในครอบครัวชาวนาที่ยากจนในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่จังหวัดฟุคุชิมะ กำพร้าบิดาแต่เล็ก มีคุณแม่ชิกะเป็นผู้เลี้ยงดูมาตลอด เมื่อท่านยังเด็กได้ประสบอุบัติเหตุตกลงไปในเตาหลุม (เตาไฟสำหรับหุงหาอาหารและสร้างความอบอุ่น มักตั้งอยู่บริเวณกลางบ้าน พบในบ้านแบบโบราณของชาวญี่ปุ่น) เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มือซ้ายของท่านโดนไฟลวกจนพุพองและไม่สามารถใช้งานได้ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1641&subd=janghuman&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p style="text-align:center;"><span style="color:#800000;"><img class="alignnone size-full wp-image-1637" title="noguchi0" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/08/noguchi01.jpg?w=243&#038;h=356" alt="noguchi0" width="243" height="356" /><br />
<span style="color:#808080;">เรื่องของ ดร. โนงูจิ ฉบับการ์ตูน จัดจำหน่ายในไทยโดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ</span></span></p>
<p><span style="color:#800000;">วันนี้ไปค้นกองหนังสือเก่า พบการ์ตูนอยู่เล่มหนึ่งสภาพโทรมสุดๆ ชื่อ ดร.โนงูจิ ด้วยใจนักสู้ เขียนโดย อ. โตชิยูกิ มุสึ ผลิตโดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ จำได้ว่าเคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว เป็นการ์ตูนเรื่องเยี่ยมที่ยังอยู่ในดวงใจ อยากจะให้ใครๆ ได้ลองอ่านบ้างแล้วจะรู้เลยว่า ความสุขในชีวิตนี้มันอยู่ไม่ไกลเกินมือเอื้อมเลย</span></p>
<p><span style="color:#800000;">ดร. โนงูจิ ด้วยใจนักสู้ เป็นการ์ตูนที่สร้างจากเรื่องจริง เมื่อตอนที่อ่านครั้งแรกนั้นจำได้ว่าเช่ามาจากร้านแค่ ๓ เล่ม อ่านจบอย่างรวดเร็วแล้วรีบไปยืมมาอีกจนครบ ๑๗ เล่ม อ่านรวดเดียวจบเช่นเคย เป็นการ์ตูนอีกเรื่องหนึ่งที่ซึ้งกินใจมากๆ ตอนนั้นยังไม่แน่ใจว่าเขียนจากเรื่องจริงหรือไม่ จนเมื่อทราบในเวลาต่อมาว่าเป็นเรื่องจริงก็ยิ่งซาบซึ้งมากขึ้นไปอีกเป็นเท่าทวี</span></p>
<p><span style="color:#800000;">การ์ตูนเรื่องนี้เล่าเรื่องราวชีวิตของบุคคลสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น สำคัญถึงขนาดที่มีรูปท่านผู้นี้ปรากฎในธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ เยน เพื่อเป็นที่ระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน ดร. โนงูจิ เดิมชื่อ โนงูจิ เซซากุ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น โนงูจิ ฮิเดโยะ (แปลว่าดวงอาทิตย์หรือในความหมายที่ว่าผู้ส่องแสง ผู้มีความเจิดจ้า) ท่านเกิดในครอบครัวชาวนาที่ยากจนในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่จังหวัดฟุคุชิมะ กำพร้าบิดาแต่เล็ก มีคุณแม่ชิกะเป็นผู้เลี้ยงดูมาตลอด เมื่อท่านยังเด็กได้ประสบอุบัติเหตุตกลงไปในเตาหลุม (เตาไฟสำหรับหุงหาอาหารและสร้างความอบอุ่น มักตั้งอยู่บริเวณกลางบ้าน พบในบ้านแบบโบราณของชาวญี่ปุ่น) เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มือซ้ายของท่านโดนไฟลวกจนพุพองและไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งทำให้คุณแม่ชิกะโทษตัวเองอยู่ตลอดเวลาที่เป็นต้นเหตุทำให้ลูกชายต้องพิการแต่เล็ก คุณแม่ชิกะจึงตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะเลี้ยงดูท่านอย่างดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#800000;"><img class="alignnone size-full wp-image-1638" title="noguchi1" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/08/noguchi1.jpg?w=400&#038;h=250" alt="noguchi1" width="400" height="250" /><br />
<span style="color:#808080;">ธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ เยน ที่มีภาพของ ดร. โนงูจิ</span></span></p>
<p><span style="color:#800000;">ครอบครัวของท่านอาจเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้าน โชคดีที่สังคมในยุคเก่ายังคงมีการเจือจานแบ่งปันกันตามประสังคมชนบท ตัวท่านเองแม้จะพิการแต่น้อยแต่ก็เป็นเด็กเฉลียวฉลาด มีแววเก่งตั้งแต่เด็ก ท่านมักจะช่วยเหลืองานคุณแม่ชิกะอยู่เสมอ แต่คุณแม่มักจะปรามด้วยเหตุผลที่ว่า &#8220;ลูกทำงานหนักแบบชาวนาไม่ไหวดอก ดังนั้นลูกต้องตั้งใจเรียนให้มากๆ&#8221; คุณแม่ชิกะทำงานหนักอย่างไม่ยอมพักเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดที่ทำให้ท่านต้องเสียมือซ้ายไป แต่กระนั้นก็ห้ามมิให้ท่านแสดงความกตัญญูด้วยการแบ่งเบาภาระไม่ได้อยู่ดี</span></p>
<p><span style="color:#800000;">ท่านโนงูจิเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน เมื่อเริ่มโตขึ้น ความพิการก็เริ่มส่งผล ท่านมักจะถูกเพื่อนๆ ล้อเลียนอยู่เสมอและมันก็ยังเป็นอุปสรรคต่อการเรียนด้วย ความลำบากทางกายนั้นพอทนได้ แต่ความลำบากใจนั้นยากเกินจะทน ท่านถูกเพื่อนๆ กลั่นแกล้งจนทนไม่ไหว จึงหนีโรงเรียนแต่แสร้งว่าไปโรงเรียนทุกๆ เช้า จนเมื่อคุณชิกะรู้ความจริง แทนที่จะโกรธ กลับรู้สึกเห็นใจลูกชายและยังคงโทษตัวเองว่าเป็นคนผิดเอง เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ท่านรู้สึกผิดและสัญญาว่าจะไม่หนีเรียนอีกไม่ว่าจะถูกกลั่นแกล้งสักเพียงใดก็ตาม จากวันนั้นเป็นต้นมาผลการเรียนของท่านก็ดีขึ้นและไม่เคยสอบได้ต่ำกว่าที่ ๑ เลยสักครั้ง</span></p>
<p><span style="color:#800000;">แม้จะยากจนและลำบากมากเพียงใด แต่ท่านก็ยังโชคดีที่ได้พบแต่คนดีๆ เมื่อผ่านชั้นประถมปลาย ท่านได้พบกับคุณครูโคบายาชิ ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้มีพระคุณต่อท่านมากที่สุดคนหนึ่ง คุณครูโคบายาชิทึ่งในความสามารถด้านการเรียนของท่านและรู้สึกเห็นใจในชะตาชีวิตของครอบครัวโนงูจิ จึงอาสาเป็นผู้อุปการะส่งเสียให้เรียนจนถึงชั้นมัธยม ต่อมาคุณครูโคบายาชิได้ร่วมมือกับเพื่อนๆ เรี่ยไรเงินเพื่อใช้เป็นค่ารักษาในการผ่าตัดมือซ้ายของท่านจนหายดีเป็นปรกติ นับเป็นจุดเริ่มต้นในการอุทิศตนเพื่อเป็นแพทย์ผู้คอยช่วยเหลือผู้ยากไร้ตลอดจนวาระสุดท้ายในชีวิตของท่าน</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#800000;"><img class="alignnone size-full wp-image-1639" title="noguchi4" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/08/noguchi4.jpg?w=332&#038;h=250" alt="noguchi4" width="332" height="250" /></span></p>
<p><span style="color:#800000;">หลังจากจบมัธยมปลายด้วยผลการเรียนดีเยี่ยม ท่านขอร้อง ดร. คานาเอะ วาตานาเบ แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดมือของท่านให้รับท่านเข้าทำงานที่โรงพยาบาลไคโยะในตำแหน่งนักการภารโรง แลกกับการได้ศึกษาวิชาแพทย์ไปด้วย เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่เด็กยากจนอย่างท่านจะได้รับการศึกษาในระดับสูงตามโรงเรียนทั่วไป ท่านได้ทุ่มเทชีวิตให้การศึกษาวิชาแพทย์อย่างหนัก แต่ก็ยังคงทำงานในฐานะภารโรงอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และยังศึกษาภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมันด้วยตนเองอีกด้วย!</span></p>
<p><span style="color:#800000;">ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นทำสงครามกับจีน ดร. วาตานาเบ จึงต้องทิ้งโรงพยาบาลไคโยะเพื่อไปประจำการที่ประเทศจีน ท่านได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ดูแลโรงพยาบาลแทนทั้งที่อายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีด้วยซ้ำ ระหว่างนี้เองที่ท่านได้มีโอกาสพบปะกับนายแพทย์เก่งๆ ที่ล้วนแต่ชื่นชมในความกระตือรือร้นของท่าน และได้ถ่ายทอดความรู้ทางการแพทย์ให้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นความโชคดีอย่างที่สุด</span></p>
<p><span style="color:#800000;">ท่านได้รับโอกาสดีอีกครั้งเมื่อติดตาม ดร.ชิวากิ มายังโตเกียวเพื่อเตรียมสอบคัดเลือกเป็นแพทย์ (ในสมัยนั้นยังไม่มีสถาบันการศึกษาวิชาแพทย์อย่างเช่นมหาวิทยาลัยต่างๆ เหมือนปัจจุบัน แต่มีการทดสอบความรู้สำหรับวิชาแพทย์จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ) ระหว่างที่รอการสอบท่านได้ทำงานที่โรงเรียนทันตแพทย์ทาคายามะ โดยทำหน้าที่เป็นภารโรงและร่ำเรียนเพิ่มเติม ในช่วงนั้นท่านต้องอาศัยอยู่ในโรงเรียนเนื่องจากไม่มีเงินพอที่จะหาที่อยู่ข้างนอกได้</span></p>
<p><span style="color:#800000;">ความยากจนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในชีวิตของท่าน ท่านยังคงสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อเพราะมีอยู่ชุดเดียว แม้กระทั่งวันสอบ ท่านไม่มีแม้กระทั่งชุดหูฟัง (Stethoscope) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือจำเป็นสำหรับแพทย์ จนต้องยืมเอาจากผู้คุมสอบ ผลการสอบนั้น จากจำนวนผู้เข้าสอบ ๘๐ คน มีผู้ผ่านเพียง ๔ คน และท่านก็เป็นหนึ่งในนั้น หมายความว่าท่านเป็นแพทย์อย่างเต็มตัวเมื่ออายุเพียง ๒๐ เศษเท่านั้น</span></p>
<p><span style="color:#800000;">เมื่อกลับมายังโรงเรียนทันตแพทย์ทาคายามะ ท่านได้รับการเลื่อนชั้นเป็นอาจารย์ผู้สอนท่ามกลางความงงงวยของบรรดานักเรียน ที่จู่ๆ ภารโรงก็กลายมาเป็นอาจารย์ แต่ท่านก็แสดงความสามารถจนเป็นที่ยอมรับของนักเรียนทุกคน</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#800000;"><img class="alignnone size-full wp-image-1640" title="noguchi3" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/08/noguchi32.jpg?w=191&#038;h=190" alt="noguchi3" width="191" height="190" /><br />
<span style="color:#808080;">คุณแม่ชิกะ แม่ผู้ทุ่มเททุกอย่างให้ลูก แม้กระมั่งวาระสุดท้ายของตัวเอง</span></span></p>
<p><span style="color:#800000;">ท่านยังคงศึกษาวิชาแพทย์เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลาควบคู่ไปกับความก้าวหน้าในอาชีพ แม้ว่าท่านก็ยังได้รับการดูถูกเหยียดหยามเหมือนเมื่อครั้งวัยเยาว์อยู่เสมอ แต่ท่านก็หนักแน่นพอที่จะพิสูจน์คุณค่าของตัวเองด้วยการกระทำจนเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ท่านเริ่มสนใจสาขาวิชาระบาดวิทยาและทำการวิจัยอย่างจริงจัง และได้รับโอกาสให้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อทำวิจัย</span></p>
<p><span style="color:#800000;">แม้ว่าที่ญี่ปุ่น ท่านจะได้รับการยอมรับในฐานะแพทย์ผู้มีเกียรติ แต่ที่อเมริกา ท่านกลับได้รับแต่การดูแคลน เนื่องด้วยความรังเกียจของชาวอเมริกันที่มีต่อชาวเอเชียว่าเป็นชนชาติที่ต่ำต้อย ไร้วัฒนธรรม ท่านก็ยังคงใช้วิธีเดิม คือนิ่งเฉยและตอบโต้ด้วยผลงานจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ</span></p>
<p><span style="color:#800000;">ท่านได้รับเลือกจาก ดร. เฟลกซ์เนอร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์คนแรกของมูลริธิร็อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) ให้เป็นผู้ช่วย โดยขณะนั้นท่านมีอายุเพียง ๒๘ ปี ท่านได้กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับโลกไปเสียแล้ว</span></p>
<p><span style="color:#800000;">จากเด็กพิการยากจนในชนบทที่บ้านเกิด บัดนี้ท่านได้กลายเป็นนายแพทย์ผู้มีผลงานวิจัยในระดับโลก แต่ท่านก็ไม่เคยลืมเลือนอดีต ในปี ๒๔๕๘ เป็นเวลากว่า ๑๕ ปีที่ท่านจากประเทศญี่ปุ่น ท่านได้เดินทางกลับแผ่นดินเกิดอีกครั้งในฐานะผู้มีชื่อเสียงระดับโลก ที่แรกที่ท่านเดินทางไปคือที่บ้านโกโรโกโสหลังเดิม ที่มีคุณแม่ชิกะเฝ้ารอในชุดเก่าซอมซ่อเหมือนเดิม แม้ว่าในระหว่างที่ท่านประสบความสำเร็จยังต่างประเทศ แต่คุณแม่ชิกะก็ยังคงทำงานหนักเหมือนเช่นเดิม ท่านให้เหตุผลว่า ตอนนี้ เซซากุ กำลังทุ่มเททำงานอย่างลำบาก ตัวฉันเองก็ต้องทุ่มเททำงานเท่าที่ฉันจะทำได้เหมือนกัน</span></p>
<p><span style="color:#800000;">คุณแม่ชิกะเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ ขณะที่ ดร. โนงูจิ กำลังทำงานวิจัยอยู่ที่ปานามา ก่อนจะสิ้นลมท่านยังเพ้อถึง ดร. โนงูจิ ให้พยายามต่อสู้ต่อไป ห้ามสิ้นหวังอย่างเด็ดขาด นับเป็นการปลดปล่อยตัวเองจากความผิดที่ท่านโทษตัวเองมาตลอดชีวิตที่ทำให้ลูกชายต้องผจญกับความยากลำบาก</span></p>
<p><span style="color:#800000;">ที่ทวีปแอฟริกาเกิดการระบาดของโรคไข้เหลือง ดร. โนงูจิ ได้เดินทางไปเพื่อทำการวิจัยและผลิตวัคซีน ท่ามกลางเสียงทัดทานจากหลายฝ่าย เพราะนอกจากจะยังไม่มีวัคซีนป้องกันแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อสูง ซึ่งนั่นหมายถึงชีวิต แต่ท่านก็ยืนยันที่จะเดินทางไป จนที่สุดแล้วท่านก็เสียชีวิตที่แอฟริกานั่นเอง ด้วยวัย ๕๒ ปี</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#800000;"><img class="alignnone size-full wp-image-1642" title="noguchi5" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/08/noguchi5.jpg?w=236&#038;h=291" alt="noguchi5" width="236" height="291" /><br />
<img class="alignnone size-full wp-image-1643" title="noguchi6" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/08/noguchi6.jpg?w=332&#038;h=250" alt="noguchi6" width="332" height="250" /><br />
<span style="color:#808080;">รูปปั้นของ ดร. โนงูจิ ตั้งเป็นอนุสรณ์อยู่ที่ประเทศกาน่า<br />
ภาพถัดมาเป็นบรรยากาศในสถาบันวิจัยในกาน่าที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน<br />
ทั้งสองภาพมาจาก</span> <a href="http://semaru.web.infoseek.co.jp/gana.htm">http://semaru.web.infoseek.co.jp/gana.htm</a></span></p>
<p><span style="color:#800000;">ปัจจุบันชื่อของ ดร. โนงูจิ กลายเป็นชื่อที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันดี เป็นชื่อที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครก็ตามที่คิดว่าตนเองสิ้นหวัง ไม่เพียงแต่ชาวญี่ปุ่นเท่านั้น บนแผ่นดินแอฟริกา ชื่อของท่านก็เป็นที่รู้จักและให้ความเคารพมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะท่านคือผู้ที่สามารถพิชิตโรคร้าย อาทิ กาฬโรค ไข้เหลือง ซิฟิลิส ที่ระบาดอย่างรุนแรงไปทั่วทวีป</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#800000;"><span style="color:#000080;"><strong>หมายเหตุ</strong><br />
</span>ไข้เหลือง เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในทวีปอัฟริกา  และอเมริกา     มาตั้งแต่ ๔๐๐ ปีก่อน  อาการของโรคมีได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อยจนถึงรุนแรงและเสียชีวิต  คำว่า “เหลือง” มาจากอการตัวเหลืองหรือดีซ่าน (Jaundice) ที่มักพบในผู้ป่วย  ถึงแม้จะมีวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลดีใช้มานาน ๖๐ ปี  แต่จำนวนของผู้ติดเชื้อในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาก็ยังเพิ่มขึ้น  ทำให้โรคไข้เหลืองกลับมาเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในปัจจุบัน ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="http://thaigcd.ddc.moph.go.th/eid_knowledge_Yellow.html"><span style="color:#000080;"><strong>สำนักโรคติดต่อทั่วไป กระทรวงสาธารณสุข</strong></span></a></span></p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/janghuman.wordpress.com/1641/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/janghuman.wordpress.com/1641/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/janghuman.wordpress.com/1641/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/janghuman.wordpress.com/1641/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/janghuman.wordpress.com/1641/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/janghuman.wordpress.com/1641/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/janghuman.wordpress.com/1641/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/janghuman.wordpress.com/1641/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/janghuman.wordpress.com/1641/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/janghuman.wordpress.com/1641/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1641&subd=janghuman&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://janghuman.wordpress.com/2009/08/07/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">janghuman</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/08/noguchi01.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">noguchi0</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/08/noguchi1.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">noguchi1</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/08/noguchi4.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">noguchi4</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/08/noguchi32.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">noguchi3</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/08/noguchi5.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">noguchi5</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/08/noguchi6.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">noguchi6</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เรื่องของ &#8220;กล้วยแขก&#8221; แบบไทยๆ</title>
		<link>http://janghuman.wordpress.com/2009/08/07/1619/</link>
		<comments>http://janghuman.wordpress.com/2009/08/07/1619/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Aug 2009 03:44:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>janghuman</dc:creator>
				<category><![CDATA[กรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[กล้วยทอด]]></category>
		<category><![CDATA[กล้วยแขก]]></category>
		<category><![CDATA[นางเลิ้ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://janghuman.wordpress.com/?p=1619</guid>
		<description><![CDATA[ 


พอจะมีโอกาสแวะเวียนไปที่ตลาดนางเลิ้งบ้างเป็นครั้งคราว บางเดือนก็ต้องไปหลายหนอยู่ จึงเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับตลาดเก่าแก่แห่งนี้พอควร บริเวณใกล้ๆ กับตลาดคือสี่แยกจักรพรรดิพงษ์ เป็นย่านเก่าแก่ของกรุงเทพมหานคร สิ่งที่โดดเด่นของย่านนี้ก็คือตลาดนางเลิ้งอย่างที่ว่า ตลอดจนสนามม้านางเลิ้งที่คนแน่นทุกอาทิตย์ จนกระทั่งเข้าสู่ยุคนี้สิ่งที่ใครๆ ก็นึกถึงเมื่อมาย่านนี้ก็คือ กล้วยแขก กล้วยแขกหรือกล้วยทอด ตามแต่จะเรียก มีขายอยู่ทั่วทุกมุมของประเทศนี้ เป็นอาหารที่ทานสะดวก รสชาติอร่อย ถูกปากคนไทย อีกทั้งใช้วัตถุดิบที่หาง่าย (มาก) เพียงแต่ขั้นตอนและสูตรการทำนั้นจะแตกต่างกันไปตามแต่ละเจ้า บางเจ้าใช้กากมะพร้าวและงาขาวผสม บ้างก็ใช้แต่แป้ง จะหนาหรือบางก็ตามแต่ใจ แต่ที่เหมือนกันคือจะนิยมใช้กล้วยดิบ เนื่องจากมีเนื้อแข็ง จะไม่เละเวลานำลงทอด และรสชาติไม่หวานมากเหมือนกล้วยสุก
แต่เรื่องของกล้วยแขกดันมาเป็นเรื่องเมื่อมีคนหัวใสเปิดการขายแบบ Direct Sale ขึ้น เมื่อขายดีก็เลยมีการขยายวงกว้างขึ้นทั้งจากผู้ขายเจ้าเดิมและเจ้าอื่นๆ ที่ทำตามๆ กันมา จนเกิดเป็นปัญหาขึ้น เพราะเขาเล่นขายกันบนท้องถนน ขายกันมากขนาดที่ทำให้รถติดได้ก็แล้วกัน เซลส์แมนขายกล้วยเหล่านี้จะถือถุงกล้วยแขกเต็มสองมือเดินเร่ขายเวลารถติด บรรดาผู้ใช้รถใช้ถนนที่กำลังเซ็งกับการจราจรที่ติดขัดก็อดไม่ได้ที่จะกวักมือเรียกซื้อมากินเล่นทีละถุงสองถุง บางทีไฟแดงแล้วแต่รถยังไม่ขยับเพราะมัวแต่ซื้อขายกันอยู่ หรือไม่ก็มัวแต่ควักหาเงินทอนกันอยู่ วุ่นวายเสียจนหลวงท่านต้องออกเป็นประกาศห้ามขายบนท้องถนนกันเลยทีเดียว
แต่ตามประสาตำรวจไทย กวดขันกันได้พักเดียวก็เลิก เดี๋ยวนี้ก็ยังมีเร่ขายกันตามปรกติ ไม่เห็นมีผู้รักษากฎหมายคนไหนมาจับเหมือนช่วงแรกๆ ซักคน

เดิมทีนั้นเวลาจะไปทำธุระแถวแยกจักรพรรดิพงษ์ เวลาเรียกรถรับจ้างก็มักจะต้องอธิบายกันยาวว่าอยู่ตรงไหน แต่พอบอกว่าไปแยกกล้วยแขก ก็ร้องอ๋อกันทุกราย เป็นที่ทราบกันว่าอยู่ตรงไหน ก็เห็นเป็นประจักษ์ว่าแยกนี้เขาดังเรื่องกล้วยแขกขนาดไหน เริ่มจากร้านดังร้านเดียว (ขอสงวนนาม) ก็ขยายกิจการกระจายอยู่เต็มถนน ทั้งร้านเก่าแก่และร้านเปิดใหม่ แต่ว่าทุกร้านต่างก็การันตีคุณภาพว่าเป็นร้านเก่า [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1619&subd=janghuman&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><div style="text-align:left;"><span style="color:#800000;"> </span><span style="color:#800000;"><img class="alignnone size-full wp-image-1621" title="bananafired1" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/08/bananafired11.jpg?w=397&#038;h=222" alt="bananafired1" width="397" height="222" /><br />
</span></div>
<div style="text-align:left;"><span style="color:#800000;"><br />
พอจะมีโอกาสแวะเวียนไปที่ตลาดนางเลิ้งบ้างเป็นครั้งคราว บางเดือนก็ต้องไปหลายหนอยู่ จึงเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับตลาดเก่าแก่แห่งนี้พอควร บริเวณใกล้ๆ กับตลาดคือสี่แยกจักรพรรดิพงษ์ เป็นย่านเก่าแก่ของกรุงเทพมหานคร สิ่งที่โดดเด่นของย่านนี้ก็คือตลาดนางเลิ้งอย่างที่ว่า ตลอดจนสนามม้านางเลิ้งที่คนแน่นทุกอาทิตย์ จนกระทั่งเข้าสู่ยุคนี้สิ่งที่ใครๆ ก็นึกถึงเมื่อมาย่านนี้ก็คือ กล้วยแขก </span><span style="color:#800000;">กล้วยแขกหรือกล้วยทอด ตามแต่จะเรียก มีขายอยู่ทั่วทุกมุมของประเทศนี้ เป็นอาหารที่ทานสะดวก รสชาติอร่อย ถูกปากคนไทย อีกทั้งใช้วัตถุดิบที่หาง่าย (มาก) เพียงแต่ขั้นตอนและสูตรการทำนั้นจะแตกต่างกันไปตามแต่ละเจ้า บางเจ้าใช้กากมะพร้าวและงาขาวผสม บ้างก็ใช้แต่แป้ง จะหนาหรือบางก็ตามแต่ใจ แต่ที่เหมือนกันคือจะนิยมใช้กล้วยดิบ เนื่องจากมีเนื้อแข็ง จะไม่เละเวลานำลงทอด และรสชาติไม่หวานมากเหมือนกล้วยสุก</span></div>
<p><span style="color:#800000;">แต่เรื่องของกล้วยแขกดันมาเป็นเรื่องเมื่อมีคนหัวใสเปิดการขายแบบ Direct Sale ขึ้น เมื่อขายดีก็เลยมีการขยายวงกว้างขึ้นทั้งจากผู้ขายเจ้าเดิมและเจ้าอื่นๆ ที่ทำตามๆ กันมา จนเกิดเป็นปัญหาขึ้น เพราะเขาเล่นขายกันบนท้องถนน ขายกันมากขนาดที่ทำให้รถติดได้ก็แล้วกัน เซลส์แมนขายกล้วยเหล่านี้จะถือถุงกล้วยแขกเต็มสองมือเดินเร่ขายเวลารถติด บรรดาผู้ใช้รถใช้ถนนที่กำลังเซ็งกับการจราจรที่ติดขัดก็อดไม่ได้ที่จะกวักมือเรียกซื้อมากินเล่นทีละถุงสองถุง บางทีไฟแดงแล้วแต่รถยังไม่ขยับเพราะมัวแต่ซื้อขายกันอยู่ หรือไม่ก็มัวแต่ควักหาเงินทอนกันอยู่ วุ่นวายเสียจนหลวงท่านต้องออกเป็นประกาศห้ามขายบนท้องถนนกันเลยทีเดียว</span></p>
<p><span style="color:#800000;">แต่ตามประสาตำรวจไทย กวดขันกันได้พักเดียวก็เลิก เดี๋ยวนี้ก็ยังมีเร่ขายกันตามปรกติ ไม่เห็นมีผู้รักษากฎหมายคนไหนมาจับเหมือนช่วงแรกๆ ซักคน</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#800000;"><img class="alignnone size-full wp-image-1623" title="bananafired2" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/08/bananafired21.jpg?w=394&#038;h=213" alt="bananafired2" width="394" height="213" /></span></p>
<p><span style="color:#800000;">เดิมทีนั้นเวลาจะไปทำธุระแถวแยกจักรพรรดิพงษ์ เวลาเรียกรถรับจ้างก็มักจะต้องอธิบายกันยาวว่าอยู่ตรงไหน แต่พอบอกว่าไปแยกกล้วยแขก ก็ร้องอ๋อกันทุกราย เป็นที่ทราบกันว่าอยู่ตรงไหน ก็เห็นเป็นประจักษ์ว่าแยกนี้เขาดังเรื่องกล้วยแขกขนาดไหน เริ่มจากร้านดังร้านเดียว (ขอสงวนนาม) ก็ขยายกิจการกระจายอยู่เต็มถนน ทั้งร้านเก่าแก่และร้านเปิดใหม่ แต่ว่าทุกร้านต่างก็การันตีคุณภาพว่าเป็นร้านเก่า เจ้าเก่า ต้นตำรับเสียทั้งสิ้น ส่วนที่สงสัยว่าทำไมต้องเป็นที่แยกนี้นั้นจนปัญญาที่จะสืบเสาะจริงๆ อาจเป็นไปได้ว่าแถวนั้นรถติดเป็นประจำอยู่แล้ว จากที่ตั้งแผงขายริมถนนรอให้ลูกค้าเรียกไปส่งถึงรถ ก็พลิกวิกฤตรถติดให้เป็นช่องทางการค้ามันเสียเลยกระมัง</span></p>
<p><span style="color:#800000;">เดี๋ยวนี้ธุรกิจกล้วยแขกได้ลุกลามไปยังแยกอื่นๆ แล้ว ลามจากนางเลิ้งเรื่องมาบริเวณหน้าสนามม้า โรงพยาบาลมิชชั่น แยกอุรุพงษ์ จนถึงแยกกระทรวงการต่างประเทศ ไม่รู้ว่าลามไปถึงที่ไหนแล้วมั่ง หรือจะไปจังหวัดอื่นแล้วก็ไม่รู้ได้</span></p>
<p><span style="color:#800000;">สังเกตได้ว่าคนที่มาเร่ขายนั้นไม่ใช่คนจากร้านค้าโดยตรง จะมีพวกมือปืนรับจ้าง คือรับมาขายแล้วหักเปอร์เซนต์ แล้วคุณภาพก็ลดลงอย่างน่าใจหาย ตามปรกติหนึ่งถุง สนนราคาที่ ๒๐ บาท จะประกอบไปด้วยสองถุงย่อย (ไม่รู้จะย่อยทำไม) ราคานี้ตลอดไม่ว่าจะเป็นกล้วยแขกสินค้าหลัก หรือมันทอด เผือกทอด ข้ามเม่าทอด ไข่นกกระทาทอด แต่ไม่นานมานี้ไปเจอเซลส์ที่ไร้คุณธรรมเข้าให้คนหนึ่ง ด้วยความบังเอิญเห็นเขาเดินขายอยู่หน้าตลาดพอดี จึงกวักมือเรียกซื้อ เตรียมเงินไว้ ๔๐ บาท กะว่าสองถุงแน่ๆ <strong>ปรากฎว่าเขายื่นให้ ๑ ถุง บอกว่าถุงละ ๔๐ บาท</strong> แถมยังคะยั้นคะยอจะให้ซื้ออีก ๑ ถุง เพราะเราดันบอกไปว่าจะเอา ๒ ถุง แต่พอเห็นว่าถุงละ ๔๐ ก็เล่นเอาสะอึก ครั้งจะเปลี่ยนใจไม่ซื้อเลยก็เกรงจะมีปัญหา เพราะท่าทางแกเอาเรื่องอยู่ <strong>ที่เจ็บใจสุดๆ คือในถุงย่อยสองถุงนั้นประกอบไปด้วยกล้วยทอดเหี่ยวๆ เหมือนกล้วยค้างคืนเย็นชืด นับซ้ำไปซ้ำมาหลายหนเพื่อความมั่นใจพบว่ามีอยู่ ๑๐ ชิ้นถ้วน</strong> ในใจได้แต่คิดว่าโชคร้ายแท้ๆ เชียวที่มาเจอเซลส์ขายกล้วยแบบนี้ เดือนถัดมาไปแถวนั้นอีกที คราวนี้ตรงไปที่ร้านที่ขึ้นชื่อที่สุด ปรากฎว่าราคาถุงละ ๒๐ บาทไม่เปลี่ยน และคุณภาพยังแน่นเปรี๊ยะ แถมยังใจดีแถมให้อีกด้วย ถามดูก็ได้ความว่ามีทั้งร้านและพวกเซลส์ที่เอาเปรียบลูกค้าแบบนี้อยู่จริง ก็จึงแนะว่าถ้าไม่ไกลเกินไปนักอยากให้มาซื้อที่ร้านจะดีที่สุด</span></p>
<p><span style="color:#800000;">น่าดีใจที่กล้วยทอดธรรมดาๆ กลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ที่ดีให้แก่ชุมชน เป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นที่ดี แต่ก็น่าเศร้าที่ยังมีคนบางกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์เยี่ยงนี้ ขาดสติ จนกลายเป็นจุดด่างพร้อยของชุมชนที่เขาอุตส่าห์สร้างชื่อกันมาเป็นเวลานาน</span></p>
<p><span style="color:#800000;">ทำไมถึงเรียก กล้วยแขก ก็ไม่ทราบที่มาแน่นอน ที่ลองๆ ค้นหาดูก็ยังไม่ปรากฎข้อสรุปที่แน่ชัด บ้างก็ว่าเพราะแขกเป็นคนขาย บ้างก็ว่าคนแขกเป็นผู้คิดค้น บ้างก็ว่าดัดแปลงมาจากอาหารของชาวอินเดีย ก็แล้วแต่ว่าใครจะหาเหตุผลใดมาประกอบ แต่ที่พอจะเป็นไปได้ก็คือข้อสรุปที่ว่าเป็นการคิดค้นโดยคนแขกหรือชาวอินเดียที่มาตั้งรกรากที่เมืองไทย เนื่องจากอาหารประเภททอดก็ไปกันได้ดีกับชาวแดนภารตะที่นิยมอาหารที่มีไขมัน โดยนำกล้วยที่มีอยู่มากมายในไทยมาผสมกับแป้งและกากมะพร้าว นำไปทอดรับประทาน ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าที่อินเดียเองนั้นมีกล้วยแขกขายด้วยเหรือเปล่า แต่ถ้าจะคิดแบบเข้าข้างคนไทยเสียหน่อย ก็เป็นไปได้ที่กล้วยแขกน่าจะทำขึ้นโดยชาวสยามนี่แหละ เพราะกล้วยบ้านเรานั้นมีมากมายเหลือเกิน ตลอดจนความคิดในการดัดแปลงสร้างสรรค์เมนูอาหารของชาวไทยก็ไม่เป็นรองใคร แต่สูตรการทำนั้นอาจจะหยิบยืมมาจากอาหารของชาติอื่นบ้าง เนื่องด้วยวัฒนธรรมการทำอาหารประเภททอดของชาวไทยนั้นไม่เป็นที่นิยมนัก</span></p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/janghuman.wordpress.com/1619/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/janghuman.wordpress.com/1619/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/janghuman.wordpress.com/1619/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/janghuman.wordpress.com/1619/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/janghuman.wordpress.com/1619/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/janghuman.wordpress.com/1619/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/janghuman.wordpress.com/1619/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/janghuman.wordpress.com/1619/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/janghuman.wordpress.com/1619/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/janghuman.wordpress.com/1619/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1619&subd=janghuman&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://janghuman.wordpress.com/2009/08/07/1619/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">janghuman</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/08/bananafired11.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">bananafired1</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/08/bananafired21.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">bananafired2</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>&#8220;ห้องสมุด&#8221; ที่อยู่ใน &#8220;หนัง&#8221;</title>
		<link>http://janghuman.wordpress.com/2009/07/24/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%99-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://janghuman.wordpress.com/2009/07/24/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%99-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Jul 2009 17:55:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>janghuman</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุด]]></category>
		<category><![CDATA[บรรณารักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://janghuman.wordpress.com/?p=1600</guid>
		<description><![CDATA[บรรณารักษ์ กับ ห้องสมุด หากพูดถึงสองคำนี้ ไม่ว่าใครก็คงจะนึกถึงอะไรที่มันคร่ำครึ เจ้าระเบียบ และน่าเบื่อ แม้ว่าเทคโนโลยีห้องสมุดจะก้าวไปไกลแค่ไหน แต่ภาพลักษณ์ของห้องสมุดหรือคนที่ทำงานในห้องสมุด ก็ยังคงถูกมองด้วยภาพลักษณ์เดิมๆ ไม่เปลี่ยน ในภาพยนตร์หลายเรื่องก็หยิบยกเอาเรื่องราวของห้องสมุดหรือไม่ก็ใช้ห้องสมุดเป็นฉากหลังอยู่หลายเรื่อง เท่าที่ผมพอนึกออกและเคยดูมาบ้างก็อย่างเช่น &#8230;
Heartbreak Library (๑๙๘ รหัสรักปาฏิหาริย์)
อุนซู (รับบทโดย ยูจิน &#8230; เล่นเรื่องอะไรมั่งก็ไม่รู้) บรรณารักษ์สาว (สวย) ที่เพิ่งอกหักมาหมาดๆ ต้องมาเจอกับ จุนโอ (รับบทโดย ลีดองวุก เล่นเรื่องอะไรมั่งก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน) ผู้ใช้ห้องสมุดเป็นชายหนุ่มท่าทางแปลกๆ จุนโอไม่ได้เข้ามาอ่านหนังสือเปล่าๆ แต่ดันมาฉีกหนังสือหน้า ๑๙๘ ทุกเล่มที่มีในห้องสมุด งานนี้บรรณารักษ์อย่างอุนซูจะยอมได้ยังไง แต่ไปๆ มาๆ ทั้งคู่กลับค่อยๆ สนิทกันทีละนิด จนเกิดเป็นเรื่องราวลึกซึ้ง

จุนโอถูกแฟนทิ้งไปโดยเหลือไว้เพียงโน้ตสั้นๆ ว่า &#8220;ดูที่หน้าที่ ๑๙๘&#8221; แล้วห้องสมุดที่อุนซุทำงานอยู่ก็เป็นห้องสมุดที่แฟนของเขาเข้ามาใช้บ่อยๆ จุนโอจึงพยายามค้นหาคำตอบที่หน้า ๑๙๘ โดยมีอุนซุร่วมมือด้วยอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
บังเอิญว่าไม่ใช่แฟนหนังเกาหลี เลยไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เข้าฉายบ้านเรารึเปล่า หรือว่าลงแผ่น DVD ไปแล้ว ผมเข้าใจว่าคงจะเป็นสไตล์หนังเกาหลีที่เน้นอารมณ์รักหวานๆ เค้นอารมณ์หน่อยๆ แฟนหนังแดนกิมจิน่าจะถูกใจล่ะครับ
บุญชู ๒ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1600&subd=janghuman&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;"><strong>บรรณารักษ์ กับ ห้องสมุด</strong> หากพูดถึงสองคำนี้ ไม่ว่าใครก็คงจะนึกถึงอะไรที่มันคร่ำครึ เจ้าระเบียบ และน่าเบื่อ แม้ว่าเทคโนโลยีห้องสมุดจะก้าวไปไกลแค่ไหน แต่ภาพลักษณ์ของห้องสมุดหรือคนที่ทำงานในห้องสมุด ก็ยังคงถูกมองด้วยภาพลักษณ์เดิมๆ ไม่เปลี่ยน ในภาพยนตร์หลายเรื่องก็หยิบยกเอาเรื่องราวของห้องสมุดหรือไม่ก็ใช้ห้องสมุดเป็นฉากหลังอยู่หลายเรื่อง เท่าที่ผมพอนึกออกและเคยดูมาบ้างก็อย่างเช่น &#8230;</span></p>
<p><strong><span style="color:#000080;">Heartbreak Library (๑๙๘ รหัสรักปาฏิหาริย์)</span></strong></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">อุนซู (รับบทโดย ยูจิน &#8230; เล่นเรื่องอะไรมั่งก็ไม่รู้) บรรณารักษ์สาว (สวย) ที่เพิ่งอกหักมาหมาดๆ ต้องมาเจอกับ จุนโอ (รับบทโดย ลีดองวุก เล่นเรื่องอะไรมั่งก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน) ผู้ใช้ห้องสมุดเป็นชายหนุ่มท่าทางแปลกๆ จุนโอไม่ได้เข้ามาอ่านหนังสือเปล่าๆ แต่ดันมาฉีกหนังสือหน้า ๑๙๘ ทุกเล่มที่มีในห้องสมุด งานนี้บรรณารักษ์อย่างอุนซูจะยอมได้ยังไง แต่ไปๆ มาๆ ทั้งคู่กลับค่อยๆ สนิทกันทีละนิด จนเกิดเป็นเรื่องราวลึกซึ้ง</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="size-full wp-image-1602 aligncenter" title="198001" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/198001.jpg?w=352&#038;h=220" alt="198001" width="352" height="220" /></span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">จุนโอถูกแฟนทิ้งไปโดยเหลือไว้เพียงโน้ตสั้นๆ ว่า &#8220;ดูที่หน้าที่ ๑๙๘&#8221; แล้วห้องสมุดที่อุนซุทำงานอยู่ก็เป็นห้องสมุดที่แฟนของเขาเข้ามาใช้บ่อยๆ จุนโอจึงพยายามค้นหาคำตอบที่หน้า ๑๙๘ โดยมีอุนซุร่วมมือด้วยอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">บังเอิญว่าไม่ใช่แฟนหนังเกาหลี เลยไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เข้าฉายบ้านเรารึเปล่า หรือว่าลงแผ่น DVD ไปแล้ว ผมเข้าใจว่าคงจะเป็นสไตล์หนังเกาหลีที่เน้นอารมณ์รักหวานๆ เค้นอารมณ์หน่อยๆ แฟนหนังแดนกิมจิน่าจะถูกใจล่ะครับ</span></p>
<p><span style="color:#000080;"><strong>บุญชู ๒ น้องใหม่</strong></span></p>
<p><span style="color:#993300;">เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. ๒๕๕๑) เรื่องราวของ &#8220;บุญชู บ้านโข้ง&#8221; ถูกนำกลับมาฉายอีกครั้ง แต่เป็นเรื่องราวของบุญชุรุ่นที่สอง คือ บุญโชค ที่ก่อเรื่องวุ่นๆ แต่สนุกสนานไม่แพ้เรื่องราวในรุ่นพ่อ </span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="alignnone size-full wp-image-1603" title="boonchoo1" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/boonchoo1.jpg?w=392&#038;h=199" alt="boonchoo1" width="392" height="199" /></span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">ย้อนกลับไปในภาคสอง &#8220;บุญชู ๒ น้องใหม่&#8221; มีตัวละครที่เป็นบรรณารักษ์อยู่ด้วย ๑ ท่าน จำได้ไหมว่าใคร &#8230;. ป๋า ส. อาสนจินดา นักแสดงอาวุโสนั่นเอง ป๋า ส. รับบทเป็น มหาแจ่ม หรือ ลุงแจ่มใส ญาติของบุญชู ในภาคสองนี้เพื่อนๆ ทุกคนเอ็นท์ติดกันหมด ยกเว้นบุญชูคนเดียว เมื่อพลาดหวังจากการสอบ บุญชูจึงมาทำงานกับลุงมหา บรรณารักษ์ที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ ใครจำได้ช่วยบอกด้วย) มหาแจ่มนี่แหละที่คอยสอนสั่งบุญชู คำพูดเด็ดของมหาแจ่มก็คือ &#8220;ทำไมพวกเอ็งต้องแห่กันมาแย่งกันผิดหวังที่กรุงเทพด้วยนะ&#8221; &#8230; (กรุณาทำเสียงเหน่อๆ ด้วยนะครับ)</span></p>
<p><span style="color:#993300;">และแน่นอนว่าด้วยความซื่อของบุญชู ก็ก่อเรื่องราวขำๆ ให้ผู้ชมได้สนุกสนานเฮฮากันยาวต่อมาอีกตั้ง ๕ ภาค</span></p>
<p><span style="color:#993300;"><strong><span style="color:#000080;">The Mummy</span></strong></span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">หนังแอ็คชั่นผจญภัยสุดฮิตในปี 1999 ว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยเพื่อตามหานครในตำนาน อิมโฮเทป นักบวชที่ถูกลงทัณฑ์เมื่อครั้งอดีตได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา และตามหาหญิงคนรักของเขา แต่กว่าจะฟื้นคืนพลังกลับมาได้ อิมโฮเทปต้องพบกับการขัดขวางของกลุ่มนักสำรวจที่นำโดย ริค โอ ดอนเนลล์ นำแสดงโดยพระเอกอารมณ์ดี เบรนแดน เฟรเซอร์</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="alignnone size-full wp-image-1604" title="the-mummy_l" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/the-mummy_l.jpg?w=307&#038;h=230" alt="the-mummy_l" width="307" height="230" /></span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">ตัวละครที่โขมยซีนทุกทีที่ปรากฏตัวคือ เอฟเวอร์ลีน นางเอกของเรื่อง นำแสดงโดย ราเชล ไวซ์ เธอรับบทเป็นบรรณารักษ์จอมซุ่มซ่ามที่จับพลัดจับผลูมาร่วมตามหาสมบัติกะเขาด้วย เธอน่ะตามมาเพราะความอยากรู้อยากเห็นทางวิชาการ ขณะที่พี่ชายจอมกะล่อนของเธอกะมาหาสมบัติ แค่ฉากเปิดตัวของเธอก็สร้างความวุ่นวายซะแล้ว เมื่อเธอดันทำตู้หนังสือล้มครืนลงมาทั้งห้องสมุด ทำเอาหัวหน้าบรรณารักษ์โกรธจนควันออกหู แต่ก็ไล่เธอออกไม่ได้ เพราะในรัศมีร้อยกว่าไมล์ มีเธอคนเดียวที่อ่านภาษาฮิบรูโบราณออก!</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">เมื่อตอนที่เล่น The Mummy ภาคแรก ราเชล ไวซ์ ยังเป็นดาราหน้าหวานออกจะต๊องๆ ที่เหมาะกับหนังแนวโรแมนติกคอเมดี้ เธอรับเล่น The Mummy ในภาคสอง แต่ปฏิเสธภาคสาม และหันไปเล่นหนังเครียดๆ เน้นแสดงฝีมือมากขึ้น จนคว้าออสการ์มากอดจากหนังสุดเครียด The Constant Gardener ในปี ๒๐๐๖</span></p>
<p><span style="color:#993300;"><strong><span style="color:#000080;">Love Letter</span></strong></span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">หนังญี่ปุ่นที่ซาบซึ้งน้ำตาไหลพรากๆ เรื่องราวความรักที่ไม่แฮปปี้เท่าไหร่นัก แต่ก็กินใจและออกแนวถวิลหาอดีต (Nostalgia) อย่างกลายๆ เรื่องนี้ไม่ได้เน้นที่ตัวบรรณารักษ์ แต่เหตุเกิดที่ห้องสมุด ก็พอกล้อมแกล้มไปได้อ่ะนะ</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">ฮิโรโกะ หญิงสาวที่ยังไม่หายเศร้าโศกจากการจากไปของคู่หมั้น อิทซึกิ เมื่อสองปีก่อน เธออดไม่ได้ที่จะเขียนจดหมายไปหาฟุจิอิตามที่อยู่เก่าที่เจอในหนังรุ่นของเขา ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางที่จะได้จดหมายตอบกลับมา แต่แล้วเรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น เมื่อมีจดหมายเขียนกลับมาหาเธอ โดยลงชื่อว่า อิทซึกิ !</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="alignnone size-full wp-image-1605" title="loveletter2" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/loveletter2.jpg?w=450&#038;h=105" alt="loveletter2" width="450" height="105" /></span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">ที่จริงแล้วคนที่เขียนจดหมายฉบับนั้นคือ อิทซึกิ แต่เป็นผู้หญิง เธอเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ อิทซึกิ และที่ไม่น่าเชื่อ อิทซึกิ กับ ฮิโรโกะ ดันหน้าตาเหมือนกันเด๊ะ (หรือไม่ก็เกือบเหมือนล่ะน่า) ตรงนี้เองที่ทำเอาฮิโรโกะสะเทือนใจไม่น้อย หรือที่จริงแล้ว อิทซึกิ ไม่ได้รักเธอหรอก แต่เพราะเธอดันไปเหมือน อิทซึกิ คนรักเก่าของเขาต่างหาก ความรักที่เธอมีให้กับอิทซึกิอย่างหมดหัวใจจึงเกิดมีความคลางแคลงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">เรื่องมีอยู่ว่า อิทซึกิ ทั้งสองคนต่างก็มีใจให้กันมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยความในใจแก่กันและกัน วันหนึ่งอิทซึกิ (ช) ฝากหนังสือให้ อิทซึกิ (ญ) ไปคืนที่ห้องสมุด หลังจากนั้นเขาก็ย้ายบ้านและหายไปจากชีวิตของเธอ</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">ย้อนมาเหตุการณ์ปัจจุบัน อิทซึกิ (ญ) ย้อนกลับไปที่ห้องสมุดโรงเรียนอีกครั้งและพบว่า หนังสือหลายเล่มถูก อิทซึกิ (ช) ยืมเป็นคนแรกเสมอ ที่เป็นแบบนี้เพราะเขาอยากจะเป็นคนเขียนชื่อของเธอ (อิทซึกิ) เป็นชื่อแรกด้วยตัวเขาเอง &#8230; (จะทำซึ้งไปไหนเนี่ย) ยังซึ้งไม่พอ เมื่อเธอค้นหนังสือเล่มนั้นที่เขาฝากเธอมาคืนก้พบว่า ที่หลังบัตรยืมเขาได้วาดรูปของเธอเอาไว้ เป็นการแสดงความในใจที่เก็บงำมาตลอดเวลาที่คบกัน &#8230;</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="alignnone size-full wp-image-1606" title="Love-Letter" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/love-letter.jpg?w=261&#038;h=250" alt="Love-Letter" width="261" height="250" /></span></p>
<p><span style="color:#993300;">ดูเอาซึ้งละกันครับ แต่อย่าเอาอย่างนะครับ อย่าไปเขียนข้อความระบายความในใจหรือสารภาพรักในหนังสือนะครับ บอกเขาไปตรงๆ ดีกว่า ไม่งั้นจะถูกบรรณารักษ์ดุเอานะครับ</span></p>
<p><span style="color:#993300;">ปล. สงสัยเด็กนักเรียนโรงเรียนนี้ไม่ชอบอ่านหนังสือเนาะ ผ่านมาตั้งหลายปี บัตรยืมยังใช้บัตรเดิมไม่เปลี่ยนเลย</span></p>
<p><span style="color:#993300;"> </span><span style="color:#993300;"><strong><span style="color:#000080;">Ghostbusters : บริษัทกำจัดผี</span></strong></span></p>
<p><span style="color:#993300;">บรรณารักษ์ในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ออกมาเป็นตัวคนนะครับ แต่ออกมาเป็นผี &#8230;. บรึ๋ย ๆ</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="alignnone size-full wp-image-1607" title="ghostbusters" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/ghostbusters.jpg?w=334&#038;h=219" alt="ghostbusters" width="334" height="219" /></span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องสามหน่อเกิดตกงานฉับพลันหลังจากที่ทุนวิจัยของเขาหมดลง แถมไม่มีใครให้ทุนวิจัยต่ออีกต่างหาก ทั้งสามหน่อจึงออกมาเปิดบริษัทที่ใครๆ อาจจะดูว่างี่เง่า นั้นคือ บริษัทกำจัดผี</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">ลูกค้าของพวกเขามีหลากหลายและหนึ่งในนั้นก็คือห้องสมุดประชาชนนิวยอร์ค เพราะพวกเขาเจอกับผีบรรณารักษ์ที่ยังวนเวียนอยู่ในห้องสมุดน่ะสิ &#8230;.ว่าแต่ห้องสมุดของคุณมีแบบนี้มั่งหรือเปล่า หึ ๆ</span><br />
<span style="color:#000080;"><strong><br />
The Day After Tomorrow</strong></span></p>
<p><span style="color:#993300;">หนังหายนะฟอร์มยักษ์ว่าด้วยปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เป็นภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ที่อาจจะทำลายล้างมนุษยชาติให้หมดสิ้นไปเลยทีเดียว!!</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="alignnone size-full wp-image-1608" title="day_after_tomorrow_2" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/day_after_tomorrow_2.jpg?w=390&#038;h=260" alt="day_after_tomorrow_2" width="390" height="260" /></span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">จากความแปรปรวนทางสภาพภูมิอากาศอย่างฉับพลัน ทำให้โลกกำลังจะกลับเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้งหนึ่ง ศาสตราจารย์ ฮอลล์ (นำแสดงโดย เดนิส เควด) ต้องเร่งเดินทางฝ่าพายุหิมะสู่มหานครนิวยอร์คเพื่อช่วยเหลือ แซม ลูกชายคนเดียวของเขาที่ติดอยู่ในห้องสมุดประชาชนนิวยอร์ค (แซม รับบทโดย เจค จิลเลนฮาล คนเดียวกับที่เล่นบทเกย์อันเร่าร้อนใน Brokeback Mountain นั่นแหละจ้ะ)</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">แซม กับเพื่อนๆ หลบพายุอยู่ในห้องสมุดตามคำแนะนำของฮอลล์ เนื่องจากเขารู้ดีว่าอุณหภูมิกำลังจะลดลงจนถึงจุดต่ำสุด หากออกไปนอกอาคารก็จะต้องแข็งตายอย่างแน่นอน เดชะบุญที่พวกเขามาหลบในห้องสมุด ที่มีเชื้อเพลิงมากมายพอที่จะก่อกองไฟให้ความอบอุ่น &#8230; ก็หนังสือไงล่ะ มีเพียบเลย โดยเฉพาะหนังสือกฎหมายนั่นแหละ เผาได้ก่อนเพื่อนเลย 555</span></p>
<p><span style="color:#993300;">นี่คงเป็นข้อดีอีกประการหนึ่งของห้องสมุดกระมัง &#8230; คือใช้เป็นที่หลบภัย</span><br />
<span style="color:#993300;"><strong><span style="color:#000080;"><br />
Nation Treasure 2: The Book of Secret</span></strong></span></p>
<p><span style="color:#993300;">หนังแอ๊คชั่นผจญภัยภาคต่อที่ยังคงความลี้ลับและเต็มไปด้วยทฤษฎีสมคบคิดมากมาย</span></p>
<p><span style="color:#993300;">หลังจากที่ค้นพบขุมสมบัติมหาศาลในภาคแรก เบน เกตส์ (นิโคลัส เคจ) กับพวกก็ต้องออกผจญภัยอีกครั้ง คราวนี้ยกกันมาทั้งครอบครัว ทั้งพ่อที่เป็นนักโบราณคดี และแม่ที่เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ คราวนี้เขาต้องติดตามหาขุมสมับติลึกลับที่เก็บเอาไว้ตั้งแต่สมัยลินคอล์น</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="alignnone size-full wp-image-1609" title="national-treasure_l" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/national-treasure_l.jpg?w=341&#038;h=232" alt="national-treasure_l" width="341" height="232" /></span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">ความสนุกสนานอยู่ที่การคอบแกะ แคะ คุ้ย ตามเงื่อนงำที่โปรยไว้เป็นระยะๆ ตลอดทั้งเรื่อง และเงื่อนงำสำคัญก็ถูกเก็บไว้ในหนังสือแห่งความลับที่บันทึกเรื่องราวที่ลับสุดยอดของประเทศและสืบทอดกันมาจากประธานาธิบดีคนแล้วคนเล่า ที่เจ๋งสุดคือหนังสือเล่มที่ว่านี่ถูกเก็บซ่อนไว้ในห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน ห้องสมุดที่จัดว่าใหญ่โตที่สุดในโลก</span></p>
<p><span style="color:#993300;">ไม่รู้ว่าหลังจากที่หนังเรื่องนี้ออกฉาย อเมริกันชนจะแห่กันเข้าไปใช้ห้องสมุด LC กันเพิ่มขึ้นเพื่อหาหนังสือเล่มที่ว่านี่รึเปล่านะ</span><br />
<span style="color:#993300;"><strong><span style="color:#000080;"><br />
Indiana Jones and The Last Crusade</span></strong></span></p>
<p><span style="color:#993300;">อินดี้กลับมาแล้ว เมื่อ คุณลุง แฮริสัน ฟอร์ด กลับมารับบทอินดี้อีกครั้งในปี 2009 แม้จะไม่สนุกและออกจะดูงี่เง่ามากกว่า แต่ก็คงทำให้แฟนหนังชุดนี้หายคิดถึงกันไปได้</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">อินเดียน่า โจนส์ นักโบราณคดีชื่อดังที่ออกตามหาสมบัติจากทั่วโลกเพื่อนำมาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา เป็นตัวละครที่อยู่ในใจของแฟนๆ ทั่วโลก ด้วยบุคลิกที่ขี้เล่น ทีเล่นทีจริง เอาจริงก็ไม่ใช่ เอาเล่นก็ไม่เชิง ด้วยสไตล์แบบแอนตี้ฮีโร่ ยิ่งสร้างความน่าสนใจให้ตัวละครตัวนี้อย่ามาก ในภาคที่สาม The Last Crusade อินดี้ต้องออกตามหา Holy Grail หรือ &#8220;จอกศักดิ์สิทธิ์&#8221; หรือจอกที่พระเยซูใช้ในกระยาหารมื้อสุดท้าย ซึ่งเชื่อกันว่าหากใครดื่มน้ำจากจอกนี้ก็จะกลายเป็นอมตะ</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="alignnone size-full wp-image-1610" title="jonesIII" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/jonesiii.jpg?w=300&#038;h=200" alt="jonesIII" width="300" height="200" /></span></p>
<p><span style="color:#993300;">อินดี้ต้องออกติดตามหาลายแทงตามที่ต่างๆ จนในที่สุดก็พบว่าลายแทงที่ว่านี่ซ่อนอยู่ใต้ดินในห้องสมุดนครเวนิช ประเทศอิตาลี</span></p>
<p><span style="color:#993300;">เมื่ออยู่ใต้ดิน อินดี้ของเราก็เลยต้องทุบพื้นห้องสมุดเป็นรูโบ๋เพื่อมุดลงไปน่ะสิ อันนี้ก็ไม่ควรเลียนแบบเด็ดขาด นอกจากจะถูกบรรณารักษ์อาละวาดใส่แล้ว อาจโดนจับข้อหาทำลายทรัพย์สินด้วยนะเออ</span></p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/janghuman.wordpress.com/1600/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/janghuman.wordpress.com/1600/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/janghuman.wordpress.com/1600/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/janghuman.wordpress.com/1600/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/janghuman.wordpress.com/1600/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/janghuman.wordpress.com/1600/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/janghuman.wordpress.com/1600/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/janghuman.wordpress.com/1600/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/janghuman.wordpress.com/1600/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/janghuman.wordpress.com/1600/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1600&subd=janghuman&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://janghuman.wordpress.com/2009/07/24/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%99-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">janghuman</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/198001.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">198001</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/boonchoo1.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">boonchoo1</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/the-mummy_l.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">the-mummy_l</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/loveletter2.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">loveletter2</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/love-letter.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Love-Letter</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/ghostbusters.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">ghostbusters</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/day_after_tomorrow_2.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">day_after_tomorrow_2</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/national-treasure_l.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">national-treasure_l</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/07/jonesiii.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">jonesIII</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เรื่องของ &#8220;ห้องสมุด&#8221; ที่มีแต่ &#8220;หนังสือ&#8221; (PDF)</title>
		<link>http://janghuman.wordpress.com/2009/06/11/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1-6/</link>
		<comments>http://janghuman.wordpress.com/2009/06/11/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1-6/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Jun 2009 02:12:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>janghuman</dc:creator>
				<category><![CDATA[library]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://janghuman.wordpress.com/?p=1596</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องราวของห้องสมุดที่อุตส่าห์รวบรวมมาเขียนได้ตั้ง ๕ ตอน
ก็เลยจัดรวมเป็นไฟล์เดียวมันซะเลย
ท่านสามารถโหลดไปอ่านได้ที่นี่เลยครับ **download**
หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านที่สนใจครับ
       <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1596&subd=janghuman&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><span style="color:#993300;">เรื่องราวของห้องสมุดที่อุตส่าห์รวบรวมมาเขียนได้ตั้ง ๕ ตอน<br />
ก็เลยจัดรวมเป็นไฟล์เดียวมันซะเลย<br />
ท่านสามารถโหลดไปอ่านได้ที่นี่เลยครับ <a href="http://www.mediafire.com/?sharekey=3bb0987b4e883a691f8e0fff488e27e0e04e75f6e8ebb871"><span style="color:#000080;">**download**</span></a><br />
หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านที่สนใจครับ</span></p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/janghuman.wordpress.com/1596/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/janghuman.wordpress.com/1596/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/janghuman.wordpress.com/1596/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/janghuman.wordpress.com/1596/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/janghuman.wordpress.com/1596/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/janghuman.wordpress.com/1596/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/janghuman.wordpress.com/1596/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/janghuman.wordpress.com/1596/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/janghuman.wordpress.com/1596/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/janghuman.wordpress.com/1596/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1596&subd=janghuman&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://janghuman.wordpress.com/2009/06/11/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1-6/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">janghuman</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เรื่องของ &#8220;ห้องสมุด&#8221; ที่มีแต่ &#8220;หนังสือ&#8221; (ตอนจบ)</title>
		<link>http://janghuman.wordpress.com/2009/06/06/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1-5/</link>
		<comments>http://janghuman.wordpress.com/2009/06/06/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1-5/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 06 Jun 2009 07:04:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>janghuman</dc:creator>
				<category><![CDATA[library]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://janghuman.wordpress.com/?p=1584</guid>
		<description><![CDATA[ภายหลังการเสียกรุงครั้งที่ ๒ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความเป็นเอกราชีกครั้งหนึ่ง ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งใหม่ ภายหลังจากเสร็จศึกกับอริราชศัตรู ทรงมีพระราชดำริที่จะทำนุบำรุงบ้านเมืองในทุกๆ ด้านให้มีความเจริญมั่งคั่งเหมือนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา มีการอัญเชิญพระไตรปิฎกจากนครศรีธรรมราชมาทำการคัดลอกเก็บรักษาไว้ ณ กรุงธนบุรี นอกจากนี้ยังมีการนิมนต์พระเถระจำนวนมากมาชุนุมกันที่วัดระฆังโฆษิตาราม เพื่อทำการชำระพระพุทธศาสนาและพระไตรปิฎกที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ให้มารวบรวมจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อยไว้ในกรุงธนบุรี
ถึงแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงเทพฯ เป็นราชธานีแห่งใหม่ ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามไว้ภายในพระบรมมหาราชวัง ตามแบบอย่างวัดพระศรีสรรเพชญ์เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอพระมณเฑียรธรรม ขึ้นเพื่อใช้เป็นอาคารจัดเก็บพระไตรปิฎก จึงอาจนับได้ว่า หอพระมณเฑียรธรรมหลังนี้เป็นห้องสมุดแห่งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ (หอพระมณเฑียรธรรมนี้ต่อมาถูกเพลิงไหม้เสียหายอย่างหนัก กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท จึงโปรดเกล้าฯ สร้างถวายอีกหลังหนึ่ง ภายในบริเวณพระบรมมหาราชวังเช่นเดิม)

บันทึกตำราแพทย์โบราณบริเวณผนังรอบศาลารายในวัดโพธิ์

รูปปั้นฤาษีดัดตนมีให้เห็นทั่วไปในวัดโพธิ์
ปี พ.ศ. ๒๓๓๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงโปรดเกล้า ให้ทำการปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม ที่อยู่ติดกันกับพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (อันหมายถึงวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างหรือทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์) แต่ชาวบ้านยังคงเรียกกันติดปากว่า วัดโพธิ์ การปฏิสังขรณ์ในครั้งนั้นนอกจากจะทรงสร้างอาคารและถาวรวัตถุต่างๆ ถวายเพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแล้วยังทรงสร้างศาลารายรอบบริเวณวัด และนำแผ่นศิลาบันทึกสรรพวิชาความรู้ทางตำราโบราณ ตำรายา การแพทย์ ติดไว้จามศาลาราย ระเบียง และสร้างรูปปั้นฤาษีดัดตน อันเป็นกระบวนท่าในการนวดแผนโบราณประดับไว้รอบวัด เพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่ผู้คนทั่วไปที่สนใจศึกษาตำราโบราณเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้เอง วัดโพธิ หรือวัดพระเชตุพนฯ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1584&subd=janghuman&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">ภายหลังการเสียกรุงครั้งที่ ๒ <strong>สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช</strong>ทรงกอบกู้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความเป็นเอกราชีกครั้งหนึ่ง ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งใหม่ ภายหลังจากเสร็จศึกกับอริราชศัตรู ทรงมีพระราชดำริที่จะทำนุบำรุงบ้านเมืองในทุกๆ ด้านให้มีความเจริญมั่งคั่งเหมือนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา มีการอัญเชิญพระไตรปิฎกจากนครศรีธรรมราชมาทำการคัดลอกเก็บรักษาไว้ ณ กรุงธนบุรี นอกจากนี้ยังมีการนิมนต์พระเถระจำนวนมากมาชุนุมกันที่วัดระฆังโฆษิตาราม เพื่อทำการชำระพระพุทธศาสนาและพระไตรปิฎกที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ให้มารวบรวมจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อยไว้ในกรุงธนบุรี</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">ถึงแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ ภายหลังจากที่<strong>พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช</strong> ทรงสถาปนากรุงเทพฯ เป็นราชธานีแห่งใหม่ ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามไว้ภายในพระบรมมหาราชวัง ตามแบบอย่างวัดพระศรีสรรเพชญ์เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง<strong>หอพระมณเฑียรธรรม</strong> ขึ้นเพื่อใช้เป็นอาคารจัดเก็บพระไตรปิฎก จึงอาจนับได้ว่า หอพระมณเฑียรธรรมหลังนี้เป็นห้องสมุดแห่งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ (หอพระมณเฑียรธรรมนี้ต่อมาถูกเพลิงไหม้เสียหายอย่างหนัก <strong>กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท</strong> จึงโปรดเกล้าฯ สร้างถวายอีกหลังหนึ่ง ภายในบริเวณพระบรมมหาราชวังเช่นเดิม)</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="alignnone size-full wp-image-1586" title="fetch" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/06/fetch.jpg?w=333&#038;h=250" alt="fetch" width="333" height="250" /><br />
<span style="color:#888888;">บันทึกตำราแพทย์โบราณบริเวณผนังรอบศาลารายในวัดโพธิ์</p>
<p></span><img class="alignnone size-full wp-image-1587" title="DSC02765" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/06/dsc02765.jpg?w=267&#038;h=200" alt="DSC02765" width="267" height="200" /><br />
<span style="color:#888888;">รูปปั้นฤาษีดัดตนมีให้เห็นทั่วไปในวัดโพธิ์</span></span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">ปี พ.ศ. ๒๓๓๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงโปรดเกล้า ให้ทำการปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม ที่อยู่ติดกันกับพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น <strong>วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร</strong> (อันหมายถึงวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างหรือทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์) แต่ชาวบ้านยังคงเรียกกันติดปากว่า วัดโพธิ์ การปฏิสังขรณ์ในครั้งนั้นนอกจากจะทรงสร้างอาคารและถาวรวัตถุต่างๆ ถวายเพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแล้วยังทรงสร้างศาลารายรอบบริเวณวัด และนำแผ่นศิลาบันทึกสรรพวิชาความรู้ทางตำราโบราณ ตำรายา การแพทย์ ติดไว้จามศาลาราย ระเบียง และสร้างรูปปั้นฤาษีดัดตน อันเป็นกระบวนท่าในการนวดแผนโบราณประดับไว้รอบวัด เพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่ผู้คนทั่วไปที่สนใจศึกษาตำราโบราณเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้เอง วัดโพธิ หรือวัดพระเชตุพนฯ จึงได้รับการยกย่องให้เป็น <strong>ห้องสมุดประชาชนแห่งแรกของประเทศไทย</strong></span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">สำหรับข้อมูลความรู้ที่ถูกบรรจุไว้ภายในบริเวณวัดพระเชตุพนฯ สามารถจำแนกออกเป็นหมวดหมู่ได้ถึง ๘ ประเภท ได้แก่<br />
๑. หมวดประวัติศาสตร์ ว่าด้วยจารึกประวัติการสร้างวัดพระเชตุพนฯ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ<br />
๒. หมวดพระพุทธศาสนา ว่าด้วยประวัติพระสาวกเอตทัคคะ (หมายถึง ถึงผู้ประเสริฐสุดในทางใดทางหนึ่ง) จำนวน ๔๑ เรื่อง<br />
๓. หมวดตำรายา ว่าด้วยตำรายาต่างๆ ติดไว้ตามศาลารายล้อมหมู่พระเจดีย์<br />
๔. หมวดวรรณกรรม ประกอบไปด้วยศิลาจารึกเพลงยาวกลบท ฉันท์วรรณพฤติ ตำราโคลง รวมทั้งภาพเขียนในวรรณคดี<br />
๕. หมวดสุภาษิต เช่น จารึกสุภาษิตพระร่วง ฉันท์กฤษณาสอนน้อง<br />
๖. หมวดทำเนียบ มีรูปหล่อบุคคลเชื้อชาติต่างๆ พร้อมแผ่นศิลาจารึกแสดงบอกไว้ตามเฉลียง<br />
๗. หมวดประเพณี มีภาพเขียนกระบวนแห่กฐินพยุหยาตราทางสถลมารค<br />
๘. หมวดอนามัย มีภาพเขียนและรูปหล่อแสดงการนวด เป็นต้น</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">ปี พ.ศ. ๒๔๒๓ ในรัชสมัย<strong>พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ</strong> โปรดเกล้าให้จัดสร้าง <strong>หอพระสมุดวชิรญาณ</strong> เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามที่ปรากฏในเอกสารข้อบังคับสำหรับหอสมุด มีความตอนหนึ่งว่า</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#008000;">&#8220;&#8230;แลการหนังสือก็เปนของโปรดในพระอัธยาไศรยในพระบาทสมเด้จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเปนอันมาก ควรที่พวกเราทั้งหลาย ซึ่งได้เงินรายนี้จะยินดีช่วยกันจัดการให้ห้องหนังสือซึ่งเปนของมีคุณแลชอบพระราชอัธยาไศรยในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นได้ตั้งขึ้นเปนประโยชน์ชื่อเสียงดังที่กล่าวมาแล้ว คือตั้งเปน ไลบารี หรือห้องหนังสือ &#8230;&#8221;</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="alignnone size-full wp-image-1588" title="wachirayarn" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/06/wachirayarn.jpg?w=241&#038;h=171" alt="wachirayarn" width="241" height="171" /><br />
<span style="color:#888888;">หอพระสมุดวชิรญาณ</span></span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">หอพระสมุดวชิรญาณแห่งนี้จัดเป็นห้องสมุดของประเทศไทยแห่งแรกที่มีการจัดการตามแบบอย่างของสากล คือมีคณะทำงานหรือ เจ้าพนักงานหอพระสมุด เรียกว่า กรรมสัมปาทิสภา มีระบบสมาชิก มีเงินทุนสนับสนุน มีกฎระเบียบต่างๆ ตามหลักการสากลของห้องสมุด เป็นต้น</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">ปี พ.ศ. ๒๔๔๘ เนื่องในวโรกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ จัดตั้งหอพระสมุดวชิรญาณ เป็น หอพระสมุดสำหรับพระนคร เพื่อ &#8220;ให้หอพระสมุดวชิรญาณเปนหอหลวงสำหรับแผ่นดินสืบไป&#8221; ตามพระบรมราชโองการจัดตั้ง เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๔๔๘</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">ในยุคแรกนั้น หอพระสมุดวชิรญาณ จัดแบ่งเอกสารออกเป็นสามหมวด คือ หมวดพระพุทธศาสนา หมวดหนังสือไทย และหมวดหนังสือภาษาต่างประเทศ ดำเนินกิจการเรื่อยมาจนถึงรัชสมัย<strong>พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว </strong>ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่าหอพระสมุดนี้ตั้งอยู่บริเวณพระบรมมหาราชวัง ประตูพิมานชัยศรี เห็นว่าไม่เหมาะสมและเล็กเกินไปสำหรับหอสมุดสำหรับพระนคร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างอาคารริมถนนหน้าพระธาตุ เพื่อให้สง่างามสมเป็นสถานที่ราชการสำคัญของประเทศ</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="alignnone size-full wp-image-1589" title="phratad" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/06/phratad.jpg?w=241&#038;h=167" alt="phratad" width="241" height="167" /><br />
<span style="color:#888888;">อาคารหอพระสมุดเดิมบริเวณถนนหน้าพระธาตุ</span></span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">มาในรัชสมัย<strong>พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว</strong> ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานหนังสือในห้องสมุดส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ให้แก่หอสมุดฯ ทำให้อาคารหอสมุดฯ ต้องรองรับหนังสือและเอกสารจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม จึงโปรดเกล้าฯ ให้แยกหอพระสมุดสำหรับพระนครออกเป็นสองส่วน คือ หอพระสมุดวชิรญาณ สำหรับเก็บรักษาพระคัมภีร์ จดหมายเหตุ บันทึกลายมือ เอกสารโบราณ รวมทั้งศิลาจารึก อีกแห่งหนึ่งคือ หอพระสมุดวชิราวุธ สำหรับเก็บรักษาหนังสือตัวพิมพ์อื่นๆ โดยให้ขึ้นกับ ราชบัณฑิตยสภา</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">ต่อมามีการจัดตั้ง<strong> กรมศิลปากร</strong> ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ และโอนงานราชบัณฑิตยสภามาเป็นของกรมศิลปากร หอพระสมุดฯ จึงมีฐานะเป็นกอง เรียกว่า กองหอสมุด และเปลี่ยนชื่อจากหอพระสมุดสำหรับพระนคร เป็น หอสมุดแห่งชาติ</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้อนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติขึ้นใหม่ บริเวณท่าวาสุกรี เพื่อขยายพื้นที่ดำเนินการและปรับปรุงให้ถูกต้องตามหลักสากล โดยเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๙ และดำเนินกิจการสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="alignnone size-full wp-image-1590" title="th_lib" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/06/th_lib.jpg?w=381&#038;h=270" alt="th_lib" width="381" height="270" /><br />
<span style="color:#888888;">อาคารหอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน บริเวณท่าวาสุกรี</span></span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">สำหรับห้องสมุดที่สำคัญๆ ของประเทศไทยที่ควรจะกล่าวถึงไว้ อาทิ หอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันใช้ชื่อ <strong>สถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> นับเป็นห้องสมุดมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อแรกตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๕๓ หลังจากที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือนได้รับการสถาปนาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ห้องสมุดโรงเรียนข้าราชการพลเรือนจึงเปลี่ยนชื่อเป็นหอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ โดยตั้งอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๑ จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นสถาบันวิทยบริการและยังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;">ในระดับห้องสมุดโรงเรียนนั้น เท่าที่มีการบันทึกไว้เชื่อได้ว่า <strong>ห้องสมุดโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย</strong> จัดเป็นห้องสมุดโรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๔ ตั้งอยู่บริเวณพระตำหนักสวนกุหลาบ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้ย้ายที่ทำการมายังบริเวณถนนตรีเพชร ฝั่งตรงข้ามวัดราชบูรณะ ซึ่งพบไว้ว่าได้มีการจัดตั้งห้องสมุดขึ้นแล้วแต่ไม่มีการบันทึกวันเวลาที่แน่นอน เดิมทีนั้นห้องสมุดตั้งอยู่บริเวณชั้นสองของอาคารสวนกุหลาบ (ตึกยาว) ต่อมาอาคารได้ทรุดตัวตามอายุการใช้งาน จึงได้ย้ายห้องสมุดมายังอาคารศาลาพระเสด็จและคงดำเนินกิจการสืบมาจนถึงปัจจุบัน</span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#993300;"><strong>นับแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ห้องสมุด นับเป็นแหล่งศึกษาสรรพวิทยาการความรู้ที่สำคัญยิ่งของมนุษย์ มีการพัฒนาและต่อยอดเรื่อยมาเพื่อให้สอดคล้องกับวิทยาการที่ทันสมัยของโลก ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการจัดการงานเทคนิคต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศที่หลากหลายได้ถูกนำมาใช้ในการจัดการและให้บริการแก่ผู้ใช้ และแม้ว่าโลกยุคดิจิตอลนี้ ข้อมูลข่าวสารได้ไหลเวียนไปในทุกส่วนของสังคม สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต แต่ห้องสมุดก็ยังคงไว้ซึ่งความสำคัญในฐานะขององค์กรที่ทำหน้าที่เป็นคลังสมองของสังคมอีกตราบนานเท่านาน</strong></span></p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/janghuman.wordpress.com/1584/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/janghuman.wordpress.com/1584/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/janghuman.wordpress.com/1584/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/janghuman.wordpress.com/1584/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/janghuman.wordpress.com/1584/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/janghuman.wordpress.com/1584/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/janghuman.wordpress.com/1584/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/janghuman.wordpress.com/1584/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/janghuman.wordpress.com/1584/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/janghuman.wordpress.com/1584/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1584&subd=janghuman&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://janghuman.wordpress.com/2009/06/06/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1-5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">janghuman</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/06/fetch.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">fetch</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/06/dsc02765.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">DSC02765</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/06/wachirayarn.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">wachirayarn</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/06/phratad.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">phratad</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/06/th_lib.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">th_lib</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เรื่องของ &#8220;ห้องสมุด&#8221; ที่มีแต่ &#8220;หนังสือ&#8221; (๔)</title>
		<link>http://janghuman.wordpress.com/2009/05/30/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1-4/</link>
		<comments>http://janghuman.wordpress.com/2009/05/30/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1-4/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 30 May 2009 02:03:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>janghuman</dc:creator>
				<category><![CDATA[library]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://janghuman.wordpress.com/?p=1572</guid>
		<description><![CDATA[ทางโลกฝั่งตะวันออกความเจริญก้าวหน้าของห้องสมุดที่น่าสนใจอยู่ที่ประเทศจีน แต่ห้องสมุดก็ยังคงถูกจำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงนักปราชญ์ในราชสำนัก ด้วยเหตุผลเดิมๆ นั่นคือประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดการศึกษา วัสดุที่ใช้สำหรับบันทึกนั้นมีการพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง มีการค้นพบการบันทึกข้อความไว้บนกระดองเต่า กระดูกสัตว์ แผ่นหิน ต่อมาชาวจีนบันทึกข้อความหรือทำจดหมายโดยใช้ซี่ไม้ไผ่เย็บต่อกันเป็นผืนแล้วม้วนเก็บไว้ หรือไม่ก็เขียนลงบนผืนผ้า และเป็นกระดาษในเวลาต่อมา
ตัวอักษรจีนนั้นมีต้นกำเนิดมาจากตัวอักษรภาพ คือการแปรภาพมาเป็นตัวอักษร ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล การเขียนตัวอักษรจีนจึงมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และในแต่ละยุคสมัยตลอดระยะเวลากว่า ๖,๐๐๐ ปี ของวิวัฒนาการทางภาษาของจีน มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะ รูปแบบของตัวอักษรอยู่ตลอดเวลา แผ่นดินจีนในยุคโบราณจึงมีการใช้ตัวอักษรที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค ตามยุคสมัย หรือตามความนิยมของผู้คน

จารึกอักษรจีนโบราณบนกระดองเต่า
จนถึงในสมัยราชวงศ์จิ๋น โดยสมเด็จพระจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ ทรงประกาศให้มีการใช้ตัวอักษรจีนแบบเดียวกันทั้งประเทศ ภายหลังที่พระองค์ได้ครอบครองแผ่นดินจีนทั้งหมดแล้ว แต่ท้ายที่สุดความพยายามนี้ก็ไม่บรรลุพระประสงค์ทั้งหมด ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นว่าแผ่นดินจีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ และประกอบด้วยผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ ยากที่จะบังคับให้ใช้อักษรรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศได้สำเร็จ
องค์ความรู้ส่วนใหญ่ของแผ่นดินจีนถูกเก็บรักษาไว้ในราชสำนักหรือตามพระอารามต่างๆ ชาวบ้านทั่วไปไม่ใคร่จะรู้หนังสือนัก จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา ห้องสมุดของจีนจึงถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ กว่าจะเริ่มเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างจริงจังก็คือในช่วงปี ค.ศ.๑๙๐๐
สำหรับประวัติศาสตร์ของห้องสมุดในประเทศไทยนั้นเริ่มต้นเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด แผ่นดินสุวรรณภูมิในยุคสมัยที่ขอมเรืองอำนาจ มีการค้นพบโบราณสถานที่คาดว่าเป็นที่เก็บรวบรวมตำรา คัมภีร์ หรือจะเรียกว่าเป็นห้องสมุดในยุคแรกๆ เลยก็ว่าได้ เรียกว่า ครันทาลัย (Granthalaya) หรือคนไทยเรียกว่า บรรณาลัย คำว่า บรรณ หมายถึงหนังสือ คำว่า อาลัย หมายถึงสถานที่ ที่อยู่ อาจเทียบได้กับคำว่า วิทยาลัย บรรณาลัยเหล่านี้ถูกพบในประเทศกัมพูชา [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1572&subd=janghuman&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><span style="color:#993300;">ทางโลกฝั่งตะวันออกความเจริญก้าวหน้าของห้องสมุดที่น่าสนใจอยู่ที่ประเทศจีน แต่ห้องสมุดก็ยังคงถูกจำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงนักปราชญ์ในราชสำนัก ด้วยเหตุผลเดิมๆ นั่นคือประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดการศึกษา วัสดุที่ใช้สำหรับบันทึกนั้นมีการพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง มีการค้นพบการบันทึกข้อความไว้บนกระดองเต่า กระดูกสัตว์ แผ่นหิน ต่อมาชาวจีนบันทึกข้อความหรือทำจดหมายโดยใช้ซี่ไม้ไผ่เย็บต่อกันเป็นผืนแล้วม้วนเก็บไว้ หรือไม่ก็เขียนลงบนผืนผ้า และเป็นกระดาษในเวลาต่อมา</span></p>
<p><span style="color:#993300;">ตัวอักษรจีนนั้นมีต้นกำเนิดมาจากตัวอักษรภาพ คือการแปรภาพมาเป็นตัวอักษร ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล การเขียนตัวอักษรจีนจึงมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และในแต่ละยุคสมัยตลอดระยะเวลากว่า ๖,๐๐๐ ปี ของวิวัฒนาการทางภาษาของจีน มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะ รูปแบบของตัวอักษรอยู่ตลอดเวลา แผ่นดินจีนในยุคโบราณจึงมีการใช้ตัวอักษรที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค ตามยุคสมัย หรือตามความนิยมของผู้คน</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="alignnone size-full wp-image-1571" title="chinese_lang" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/05/chinese_lang.jpg?w=280&#038;h=250" alt="chinese_lang" width="280" height="250" /><br />
<span style="color:#999999;">จารึกอักษรจีนโบราณบนกระดองเต่า</span></span></p>
<p><span style="color:#993300;">จนถึงในสมัยราชวงศ์จิ๋น โดย<strong>สมเด็จพระจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้</strong> ทรงประกาศให้มีการใช้ตัวอักษรจีนแบบเดียวกันทั้งประเทศ ภายหลังที่พระองค์ได้ครอบครองแผ่นดินจีนทั้งหมดแล้ว แต่ท้ายที่สุดความพยายามนี้ก็ไม่บรรลุพระประสงค์ทั้งหมด ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นว่าแผ่นดินจีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ และประกอบด้วยผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ ยากที่จะบังคับให้ใช้อักษรรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศได้สำเร็จ</span></p>
<p><span style="color:#993300;">องค์ความรู้ส่วนใหญ่ของแผ่นดินจีนถูกเก็บรักษาไว้ในราชสำนักหรือตามพระอารามต่างๆ ชาวบ้านทั่วไปไม่ใคร่จะรู้หนังสือนัก จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา ห้องสมุดของจีนจึงถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ กว่าจะเริ่มเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างจริงจังก็คือในช่วงปี ค.ศ.๑๙๐๐</span></p>
<p><span style="color:#993300;">สำหรับประวัติศาสตร์ของห้องสมุดในประเทศไทยนั้นเริ่มต้นเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด แผ่นดินสุวรรณภูมิในยุคสมัยที่ขอมเรืองอำนาจ มีการค้นพบโบราณสถานที่คาดว่าเป็นที่เก็บรวบรวมตำรา คัมภีร์ หรือจะเรียกว่าเป็นห้องสมุดในยุคแรกๆ เลยก็ว่าได้ เรียกว่า <strong>ครันทาลัย</strong> (Granthalaya) หรือคนไทยเรียกว่า <strong>บรรณาลัย</strong> คำว่า บรรณ หมายถึงหนังสือ คำว่า อาลัย หมายถึงสถานที่ ที่อยู่ อาจเทียบได้กับคำว่า วิทยาลัย บรรณาลัยเหล่านี้ถูกพบในประเทศกัมพูชา มีลักษณะคล้ายปราสาท สร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาพระคัมภีร์ต่างๆ ส่วนมากจะพบอยู่ภายในเทวสถาน จึงหมายความว่าเอกสารโบราณต่างๆ ถูกรวบรวมไว้โดยบรรดานักบวชเป็นสำคัญ</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="alignnone size-full wp-image-1573" title="BanteaySrei01" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/05/banteaysrei01.jpg?w=307&#038;h=230" alt="BanteaySrei01" width="307" height="230" /><br />
<span style="color:#999999;">ปราสาทบันทยสรี (Banteay Srei) ในกัมพูชา มีส่วนที่เป็นบรรณาลัยรวมอยู่ด้วย</span></span></p>
<p style="text-align:center;"><img class="size-full wp-image-1574 aligncenter" title="IMG_0233" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/05/img_0233.jpg?w=355&#038;h=250" alt="IMG_0233" width="355" height="250" /><br />
บรรณาลัยในปราสาทตาเมือน ที่จังหวัดสุรินทร์<br />
(ภาพจาก <a href="http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=mosminly&amp;group=1">http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=mosminly&amp;group=1</a>)</p>
<p><span style="color:#993300;">สำหรับประเทศไทยนั้น เราเริ่มมีการใช้อักษรไทยในสมัยแผ่นดินสุโขทัย แต่เดิมทีนั้นอาณาจักรนี้เป็นเมืองขึ้นของพวกขอม ต่อมาเมื่อปฐมกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงได้สถาปนากรุงสุโขทัยขึ้นและประกาศอิสรภาพ มีการพัฒนาในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องรวมถึงวัฒนธรรมการใช้ภาษา ในรัชสมัย<strong>สมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราช</strong> มีการประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้นใช้เป็นครั้งแรก (ราวปี พ.ศ. ๑๘๒๖) โดยยังคงได้อิทธิพลมาจากภาษาขอมโบราณ นำมาประยุกต์ให้เป็นภาษาไทยเรียกว่า <strong>&#8220;ลายสือไทย&#8221;</strong> มีข้อความตอนหนึ่งบันทึกไว้ในศิลาจารึกหลักที่หนึ่งความว่า &#8220;เมื่อก่อนลายสือไทยนั้นบ่มี ๑๒๐๕ ศก ปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้ ลายสือไทยนี้จึ่งมีเพื่อขุนผู้นั้นใส่ไว้&#8221;</span></p>
<p><span style="color:#993300;">ในสมัยโบราณชาวไทยส่วนใหญ่ยังคงไม่รู้หนังสือ การอ่านการเรียนหนังสือเป็นสิทธิ์ของเจ้านายในราชสำนัก หรือพวกข้าราชสำนัก เจ้าขุนมูลนายในรั้วในวัง ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ใคร่จะใส่ใจเรื่องการใฝ่หาความรู้มากนัก เรื่องของห้องสมุดจึงไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามีเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะมีขึ้นแล้วเมื่อไทยเริ่มมีการใช้ภาษาเป็นของตนเอง แต่น่าจะคงอยู่ในราชสำนัก เป็นห้องสมุดส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์หรือเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ และอีกสถานที่หนึ่งที่น่าจะมีการเก็บรวบรวมสรรพตำราต่างๆ รวมถึงพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนาคือที่วัด และวัดที่มีการจัดเก็บทำนองนี้ก็สันนิษฐานได้ว่าต้องเป็นวัดที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าแผ่นดิน</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="alignnone size-full wp-image-1575" title="Ramkhamhaeng" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/05/ramkhamhaeng.jpg?w=227&#038;h=300" alt="Ramkhamhaeng" width="227" height="300" /><br />
<span style="color:#999999;">หลักศิลารารึก ของสมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราช</span></span></p>
<p><span style="color:#993300;">ในรัชสมัย<strong>พระมหาธรรมราชาลิไท</strong> (พระมหาธรรมราชาที่ ๑) ได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือสำคัญไว้เล่มหนึ่งคือ<strong> &#8220;เตภูมิกถา&#8221;</strong> หรือ ไตรภูมิพระร่วง (ราวปี พ.ศ. ๑๘๘๘) เป็นการรวบรวมเรื่องราวทางพระคัมภีร์ในพระพุทธศาสนาหลากหลายเรื่อง จัดเป็นวรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดเล่มหนึ่งของไทย กล่าวถึงการก่อกำเนิดภูมิทั้งสาม คือ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ และเล่าถึงการเกิดของสรรพชีวิตต่างๆ โดยอ้างอิงจากพระคัมภีร์โบราณ เตภูมิกถาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณากรรมชิ้นแรกของประเทศไทย</span></p>
<p><span style="color:#993300;">เอกสาร หนังสือราชการ หรือบันทึกต่างๆ นั้น จารึกลงบนใบลาน แล้วนำมาผูกเรียงต่อกันพับทบซ้อนเป็นชั้นๆ เรียกว่า หนังสือผูก มีการสร้างสถานที่เก็บรักษาไว้ในพระบรมมหาราชวัง เรียกว่า หอหลวง เพื่อเก็บรักษาเอกสารของราชสำนักเหล่านี้ไว้โดยเฉพาะ นี่จึงอาจจะอนุมานได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของห้องสมุดของประเทศไทยก็ว่าได้</span></p>
<p><span style="color:#993300;">ล่วงเข้าสู่แผ่นดินกรุงศีอยุธยา เป็นช่วงที่ประชาชนกินดีอยู่ดี แผ่นดินร่วมเย็นเป็นสุข ปราศจากศึกสงคราม ในน้ำมีปลาในนามีข้าว เมื่อประชาชนใช้ชีวิตกันอย่างปรกติสุข จึงเริ่มมีเวลาหันมาสนใจศึกษาเรียนรู้ในเรื่องราวต่างๆบรรดาผู้มีทรัพย์ส่วนใหญ่จึงมักส่งบุตรหลานของตนไปร่ำเรียนวิชาตามสำนักวิชาต่างๆ ทั้งสรรพวิชาความรู้ในทางโลกและทางธรรม รวมทั้งศิลปวิชาการต่อสู้ ซึ่งนอกจากสำนักวิชาที่มีอยู่ทั่วไปแล้วอีกสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นแหล่งศึกษาวิชาความรู้ก็คือวัด</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#993300;"><img class="alignnone size-full wp-image-1576" title="nrs60402" src="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/05/nrs60402.gif?w=343&#038;h=210" alt="nrs60402" width="343" height="210" /><br />
<span style="color:#999999;">หนังสือผูก หรือหนังสือใบลานของไทย (ภาพจากเว็บกาญจนาภิเษก)</span></span></p>
<p><span style="color:#993300;">ภายหลังที่มีการใช้ภาษาไทยมาต่อเนื่องยาวนาน ตำราต่างๆ จึงไม่ได้ถูกเก็บไว้แต่เพียงในราชสำนักอีกต่อไป โดยเฉพาะคัมภีร์ทางพุทธศาสนา วัดอารามต่างๆ มีการคัดลอกและเก็บรวบรวมพระคัมภีร์เหล่านี้ไว้ และยังรวมถึงตำราความรู้ในทางโลกอีกด้วย มีการสร้างอาคารสำหรับเก็บรักษา เรียกว่า หอไตร เก็บรักษาหนังสือผูกหรือหนังสือใบลานซึ่งบางส่วนยังคงหลงเหลือให้เห็นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อยู่จนถึงปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="color:#993300;">ในสมัยกรุงศรีอยุธยานับได้ว่าเป็นยุคทองหรือยุครุ่งเรืองของวรรณกรรมไทย มีการประพันธ์หนังสือและวรรณกรรมมากมายหลายเรื่อง นั่นหมายถึงมีการพัฒนาการทางภาษาอย่างดียิ่ง เมื่อมีการสร้างวรรณกรรมมากมายจึงจำเป็นต้องมีการจัดเก็บรักษา ดังนั้นจึงน่าจะมีการสร้างห้องสมุดขึ้นเพียงแต่ในยุคนั้นน่าจะยังคงเป็นห้องสมุดส่วนบุคคลเหมือนในสมัยสุโขทัย คือเป็นห้องสมุดส่วนตัวของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่หรือบรรดาเศรษฐีต่างๆ มากกว่า เว้นแต่ตำราทางศาสนาที่มีการเก็บรักษาและใช้อยู่ภายในวัด </span></p>
<p><span style="color:#000080;"><strong>ต่อตอนหน้า รับรองจบแน่</strong></span></p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/janghuman.wordpress.com/1572/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/janghuman.wordpress.com/1572/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/janghuman.wordpress.com/1572/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/janghuman.wordpress.com/1572/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/janghuman.wordpress.com/1572/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/janghuman.wordpress.com/1572/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/janghuman.wordpress.com/1572/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/janghuman.wordpress.com/1572/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/janghuman.wordpress.com/1572/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/janghuman.wordpress.com/1572/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=janghuman.wordpress.com&blog=2250283&post=1572&subd=janghuman&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://janghuman.wordpress.com/2009/05/30/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1-4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">janghuman</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/05/chinese_lang.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">chinese_lang</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/05/banteaysrei01.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">BanteaySrei01</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/05/img_0233.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">IMG_0233</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/05/ramkhamhaeng.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Ramkhamhaeng</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://janghuman.files.wordpress.com/2009/05/nrs60402.gif" medium="image">
			<media:title type="html">nrs60402</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>