Daily Archives: November 17, 2011

The Descent … แท้จริงแล้วคนเราก็คือ “สัตว์”

The Descent หนังสยองขวัญสัญชาติอังกฤษที่จู่ๆ ก็ได้มาดูแบบไม่ตั้งใจ ทีแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากเพราะคาดว่าคงไม่ต่างจากหนังเขย่าขวัญทั่วไปที่ตัวละครต้องเผชิญกับสถานการณ์อันตราย แล้วก็ต้องค่อยๆ ตายไปทีละคนๆ ด้วยเหตุผลสุดงี่เง่าตามขนบหนังแนวนี้ ยิ่งพอจะรู้พล็อตเรื่องมาก่อนหน้านี้แล้วก็ยิ่งมั่นใจเข้าไปอีกว่า The Descent ก็น่าจะงั้นๆ

ผิดถนัด! แม้ว่า The Descent จะไม่ได้หนังดีเลิศเลอ ออกจะเดินตามขนบหนังสยองขวัญเสียด้วยซ้ำ แต่คลาสของคนทำหนังเรื่องนี้ก็พอจะทำให้หนังมีอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่ดูแล้วก็ลืมๆ มันไป


กลุ่มเพื่อนสาว ๖ คนที่มารวมตัวกันอีกครั้งหลังจากเกิดเหตุร้ายกับ ซาร่าห์ ที่ทำให้เธอต้องเสียสามี (พอล) และลูกสาววัยน่ารัก ซาร่าห์อยู่แบบซังกะตาย เพื่อนๆ จึงจัดทริปพิเศษนี้โดยหวังว่ามันจะทำให้ซาร่าห์กลับมาแฮปปี้กับชีวิตอีกครั้งหนึ่ง สาวๆ กลุ่มนี้เป็นพวกชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบเอาท์ดอร์ ล่องแก่ง ปีนเขา สำรวจถ้ำ คือกิจกรรมแสนสนุกของพวกเธอ และทริปนี้ก็คือการสำรวจถ้ำใต้ดินที่น่าตื่นเต้นและท้าทาย

เกือบครึ่งชั่วโมงแรกของ The Descent เล่าถึงความสัมพันธ์ของ ๖ สาว ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรนอกจากเรื่องของสาวๆ ที่เม้าท์กันไปเม้าท์กันมา หนังจะโฟกัสไปที่ซาร่าห์มากเป็นพิเศษ เธอมักจะเห็นภาพหลอนอันเป็นผลมาจากอาการช็อคหลังสูญเสียสามีและลูก แต่คนดูคงสังเกตได้ไม่ยากถึงความสัมพันธ์ที่ดูมีเบื้องหลังของซาร่าห์กับ จูโน เพื่อนที่ดูเป็นสปอร์ตเกิร์ลที่สุดในกลุ่ม

การผจญภัยครั้งนี้คงจะผ่านไปอย่างสนุกสนานหากไม่เป็นเพราะความบ้าบิ่นของ จูโน ที่พยายามทำเซอร์ไพรส์ด้วยการพาเพื่อนมาสำรวจถ้ำลึกลับที่ไม่เคยมีใครสำรวจมาก่อน แทนที่จะไปลุยถ้ำที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามโปรแกรมที่วางไว้ ความบรรลัยเกิดขึ้นเมื่อถ้ำเกิดถล่มปิดทางที่พวกเธอเข้ามาจนมิด ไม่มีทางรอดอื่นนอกจากพวกเธอทั้งหกต้องเดินหน้าต่อไป ท่ามกลางความขัดแย้งและความเครียดที่ทวีมากยิ่งขึ้น


ผมชอบฉากมุดถ้ำของหนังเรื่องนี้ คนดูที่ไม่ใช่นักผจญภัยคงตั้งคำถามกันว่า แม่งจะมุดเข้าไปทำซากอะไรวะ? อันนี้ผมก็ไม่ทราบจริงๆ ว่าพวกนักสำรวจเขามุดถ้ำกันอย่างนี้จริงๆ หรือเปล่า แต่ผมเชื่อว่าคนที่สติดีคงไม่คิดสั้นมุดเข้าไปในซอกหินที่ดูไม่น่าไว้ใจ ทั้งแคบ มืด และไม่มีวีแววทางออก อีกทั้งมันยังพร้อมจะถล่มลงมาทุกเมื่อ แต่เมื่อเอาสถานการณ์ที่พวกเธอประสบมาเป็นตัวตั้ง การเสี่ยงของพวกเธอมันก็มีเหตุผลพอ เพราะขืนอยู่เฉยๆ แบบนั้นก็มีแต่รอความตาย หนังทำฉากนี้ได้ดูน่าอึดอัดจริงๆ คนดูเป็นเสมือนผู้สังเกตการณ์ เราจะเห็นพวกเธอค่อยๆ คืบเข้าไปในซอกหินทีละนิดๆ แล้วก็ลุ้นว่าหินมันจะหล่นลงมาเมื่อไหร่

เมื่อรู้ว่าต้องติดอยู่ในถ้ำที่ไม่มีวันที่มีใครเข้ามาช่วยแน่นอน ต่างคนต่างเริ่มโทษกันไปมา แต่ทุกคนก็ยังมีสติพอที่จะยุติความขัดแย้งชั่วคราวเพื่อร่วมมือกันหาทางออกไปจากที่นี่ การตัดสินใจของตัวละครเริ่มเป็นไปตามขนบหนังแนวนี้ คือการตัดสินใจแบบเสี่ยงไม่เข้าท่าและดูไม่ฉลาด (ตามมุมมองของคนดู) แต่สมมติถ้าเราเป็นตัวละครนั้นก็อาจจะทำแบบที่เธอทำก็ได้ เพราะสถานการณ์แบบนั้น ทำให้พวกเธอไม่มีทางเลือกมากนัก เช่น การเสี่ยงข้ามเหวลึก การเสี่ยงปีนเก็บคลิปล็อคหน้าผา จนเข้ามาถึงครึ่งหลังของเรื่อง หนังก็พาคนดูเข้าสู่โลกแห่งความรุนแรงและสะอิดสะเอียน


หลังจากดู The Descent จบ ผมมานึกเล่นๆ ว่าถ้าหนังดำเนินเรื่องโดยอาศัยสถานการณ์กดดันที่จำเป็นต้องเอาชีวิตรอดของทั้งหกสาวจากถ้ำใต้ดิน ก็คงเป็นหนังที่วิเศษเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว แต่ The Descent หักอารมณ์คนดูด้วยการโยนตัวละครที่เป็นอสูรกายออกมากระชากขวัญคนดูแทน

ขณะที่ทุกคนต้องพยายามหาทางออกให้ได้ พวกเธอยังต้องระวังตัวไม่ให้กลายเป็นอาหารอันโอชะของสิ่งมีชีวิตลึกลับที่จ้องจะแดกพวกเธอ เจ้าสัตว์ประหลาดที่ว่านี้ไม่มีที่มาที่ไป การเดาที่มาของพวกมันเป็นหน้าที่ของคนดู แต่หน้าที่ของพวกมันคือการกระตุกต่อมหวีดของคนดูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ตัวละครเริ่มกลายเป็นเหยื่อไปทีละคนๆ ด้วยสภาพที่ชวนแหวะ ซาร่าห์ นางเอกของเราต้องซ่อนตัวอยู่ในซอกหินและนั่งดูพวกมันรุมแทะเพื่อนต่อหน้าต่อตา ถึงตอนนี้ตัวละครที่เหลือต่างเริ่มแสดงสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดออกมา พวกเธอต่อสู้อย่างถวายชีวิตด้วยอาวุธเท่าที่มีอยู่ มีดสั้น ไม้ทื่อๆ กระดูกสัตว์ ก้อนหิน มือเปล่า และเมื่อจวนตัวพวกเธอก็พร้อมที่จะใช้ปากกัดเจ้าอสูรร้ายเหมือนสัตว์ป่าไม่มีผิด!


ใครคือสัตว์ประหลาดกันแน่…พวกมันหรือพวกเธอ? มันก็อยู่ใต้ดินของพวกมันอยู่ดีๆ พวกเธอเองไม่ใช่หรือที่บุกเข้ามายังถิ่นฐานของมัน ถ้าเป็นแบบนี้พวกมันก็มีสิทธิ์อันชอบในการปกป้องเขตแดนของตัวเอง สิ่งที่เราเห็นในหนังคือพวกมันทำตามสัญชาตญาณดิบของสัตว์ทั่วไปคือการเอาตัวรอด สนองความต้องการพื้นฐานคือ “การกิน” เราเห็นมันไล่แดกพวกสาวๆ อย่างเดียวเท่านั้น ไม่คิดทำอย่างอื่นเลยจริงๆ ให้ดิ้นตาย ฝ่ายสาวๆเสียอีกที่เป็น “ผู้บุกรุก” พวกเธออาจเป็นตัวประหลาดในสายตาของมันเช่นกัน ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและซากศพ ตัวละครยังเสือกมีกะใจเขม่นกันเองซะงั้น

ฉากแรกของหนังก็ชวนให้คนดูสงสัยตะหงิดๆ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างซาร่าห์ พอล และจูโน ความจริงก็มาปรากฏท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด เพื่อนๆ ตายห่ากันหมดแล้วเหลือเพียงซาร่าห์กับจูโน ซาร่าห์รู้ความจริงว่าแท้จริงแล้วจูโนแอบเป็นชู้กับพอล สามีของเธอนั่นเอง! ซาร่าห์ทั้งรักทั้งแค้น ทางนึงก็ต้องเอาตัวรอด อีกทางนึงก็ต้องทำอะไรซักอย่างกับเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดคนนี้

ผมเชื่อว่าคนดูทุกคนต่างเอาใจซาร่าห์มากกว่าตัวละครคนอื่น เพราะหนังได้ปูทางเอาไว้แล้วว่าเธอคือผู้สูญเสียตั้งแต่ต้นเรื่อง เราจะเกิดความรู้สึกสงสาร เห็นใจ จนกลายเป็นความผูกพันกับเธอโดยไม่รู้ตัว และหวังว่าเธอจะรอด ขอบอกตรงนี้เลยครับว่าเธอรอดจริงๆ นั่นแหละ แต่ … แต่ อีนังซาร่าห์กลับทำร้ายจิตใจคนดู เธอสับขาจูโนโชะเข้าให้ ก่อนหนีเอาตัวรอด ทิ้งให้จูโนตกเป็นเหยื่อของฝูงอสูรที่รุมเข้ามาหมายจะแดกพวกเธอ … นังซาร่าห์ ทำไปได้ลงคอ


บางคนอาจจะมองว่า โธ่ นังซาร่าห์ ตอนนี้ต้องร่วมมือกันเอาตัวรอดก่อนเว้ย สองคนดีกว่าคนเดียวแน่นอน มึงทิ้งเพื่อนแล้วคิดว่าจะรอดเหรอวะ… แต่บางคนอาจจสะใจกับชะตากรรมของจูโน ที่บังอาจมาแอบโจ๊ะผัวนางเอก และจูโนยังทิ้งเพื่อนคนนึงให้ตายด้วย … ตรงนี้แหละมั้งที่ทำให้ “คน” ต่างจาก “สัตว์” คือการมีสมองเอาไว้คิด และส่วนใหญ่ก็มักจะคิดแต่เรื่องของตัวเองเสียด้วยสิ แต่ผมกลับคิดว่าคนเรามันก็สัตว์นี่แหละ เมื่อถึงคราวที่ต้องเอาตัวรอดเราก็ไม่มีเวลามาคิดถึงอะไรทั้งสิ้น ดูอย่างฉากที่พวกเธอต่อสู้กับเจ้าอสูรด้วยมือเปล่า ใช้ปากกัดสู้พวกมัน พวกเธอปลดปล่อยสัญชาตญาณสัตว์ในตัวออกมา เราอาจมองได้ว่ามันคือภาพสะท้อนการใช้ชีวิตในสังคมที่มีการ “กิน” กันเป็นทอดๆ ใครแข็งแรงกว่าก็รอด ใครอ่อนแอกว่าก็ตกเป็นเหยื่อ ถ้าอยากรอดก็ต้องสู้

ผู้กำกับ นีล มาร์แชล (Neil Marshall) เป็นผู้กำกับมากฝีมือชาวอังกฤษ เขาสร้างชื่อมาจากสายหนังสั้น และหนังส่วนใหญ่ของเขาก็เป็นแนวนี้แหละ ตัวละครในเรื่องอาจไม่คุ้นหน้าคุ้นตาสำหรับคอหนังบ้านเราที่คุ้นเคยกับฝั่งฮอลลิวู้ดมากกว่า The Descent ออกฉายเมื่อปี ๒๐๐๕ ทำรายได้สูงพอสมควรและได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่บวก โดยเฉพาะการกระแทกอารมณ์สยองใส่คนดูแบบมีชั้นเชิง เล่นมุมกล้องได้น่าสนใจ การโผล่ออกมาของเจ้าอสูรร้ายทำได้น่าตื่นเต้นและมีมุขใช้ได้ทีเดียว

พูดถึงสัญชาตญาณแบบสัตว์ในหนังเรื่องนี้แล้วก็อดนึกถึงสังคมเราไม่ได้ เราคงไม่ถึงกับไล่แดกกันเองหรอก เอาแค่การทำอะไรเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง (และพวกพ้อง) โดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น นี่ก็น่าสมเพชพอทน ยอมรับกันเถอะครับว่าที่สุดแล้วคนเราก็นึกถึงตัวเองก่อน ถ้าตัวเองยังไม่รอดแล้วจะไปคิดถึงใครเขา ความคิดนี้ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ขอเพียงอย่าให้มันก้าวล้ำเส้นที่เรียกว่า “คุณธรรม” เลยนะครับ ไม่เช่นนั้นพวกเรามันก็คือ “สัตว์” ดีๆ นี่เอง