Monthly Archives: November 2011

The Descent … แท้จริงแล้วคนเราก็คือ “สัตว์”

The Descent หนังสยองขวัญสัญชาติอังกฤษที่จู่ๆ ก็ได้มาดูแบบไม่ตั้งใจ ทีแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากเพราะคาดว่าคงไม่ต่างจากหนังเขย่าขวัญทั่วไปที่ตัวละครต้องเผชิญกับสถานการณ์อันตราย แล้วก็ต้องค่อยๆ ตายไปทีละคนๆ ด้วยเหตุผลสุดงี่เง่าตามขนบหนังแนวนี้ ยิ่งพอจะรู้พล็อตเรื่องมาก่อนหน้านี้แล้วก็ยิ่งมั่นใจเข้าไปอีกว่า The Descent ก็น่าจะงั้นๆ

ผิดถนัด! แม้ว่า The Descent จะไม่ได้หนังดีเลิศเลอ ออกจะเดินตามขนบหนังสยองขวัญเสียด้วยซ้ำ แต่คลาสของคนทำหนังเรื่องนี้ก็พอจะทำให้หนังมีอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่ดูแล้วก็ลืมๆ มันไป


กลุ่มเพื่อนสาว ๖ คนที่มารวมตัวกันอีกครั้งหลังจากเกิดเหตุร้ายกับ ซาร่าห์ ที่ทำให้เธอต้องเสียสามี (พอล) และลูกสาววัยน่ารัก ซาร่าห์อยู่แบบซังกะตาย เพื่อนๆ จึงจัดทริปพิเศษนี้โดยหวังว่ามันจะทำให้ซาร่าห์กลับมาแฮปปี้กับชีวิตอีกครั้งหนึ่ง สาวๆ กลุ่มนี้เป็นพวกชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบเอาท์ดอร์ ล่องแก่ง ปีนเขา สำรวจถ้ำ คือกิจกรรมแสนสนุกของพวกเธอ และทริปนี้ก็คือการสำรวจถ้ำใต้ดินที่น่าตื่นเต้นและท้าทาย

เกือบครึ่งชั่วโมงแรกของ The Descent เล่าถึงความสัมพันธ์ของ ๖ สาว ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรนอกจากเรื่องของสาวๆ ที่เม้าท์กันไปเม้าท์กันมา หนังจะโฟกัสไปที่ซาร่าห์มากเป็นพิเศษ เธอมักจะเห็นภาพหลอนอันเป็นผลมาจากอาการช็อคหลังสูญเสียสามีและลูก แต่คนดูคงสังเกตได้ไม่ยากถึงความสัมพันธ์ที่ดูมีเบื้องหลังของซาร่าห์กับ จูโน เพื่อนที่ดูเป็นสปอร์ตเกิร์ลที่สุดในกลุ่ม

การผจญภัยครั้งนี้คงจะผ่านไปอย่างสนุกสนานหากไม่เป็นเพราะความบ้าบิ่นของ จูโน ที่พยายามทำเซอร์ไพรส์ด้วยการพาเพื่อนมาสำรวจถ้ำลึกลับที่ไม่เคยมีใครสำรวจมาก่อน แทนที่จะไปลุยถ้ำที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามโปรแกรมที่วางไว้ ความบรรลัยเกิดขึ้นเมื่อถ้ำเกิดถล่มปิดทางที่พวกเธอเข้ามาจนมิด ไม่มีทางรอดอื่นนอกจากพวกเธอทั้งหกต้องเดินหน้าต่อไป ท่ามกลางความขัดแย้งและความเครียดที่ทวีมากยิ่งขึ้น


ผมชอบฉากมุดถ้ำของหนังเรื่องนี้ คนดูที่ไม่ใช่นักผจญภัยคงตั้งคำถามกันว่า แม่งจะมุดเข้าไปทำซากอะไรวะ? อันนี้ผมก็ไม่ทราบจริงๆ ว่าพวกนักสำรวจเขามุดถ้ำกันอย่างนี้จริงๆ หรือเปล่า แต่ผมเชื่อว่าคนที่สติดีคงไม่คิดสั้นมุดเข้าไปในซอกหินที่ดูไม่น่าไว้ใจ ทั้งแคบ มืด และไม่มีวีแววทางออก อีกทั้งมันยังพร้อมจะถล่มลงมาทุกเมื่อ แต่เมื่อเอาสถานการณ์ที่พวกเธอประสบมาเป็นตัวตั้ง การเสี่ยงของพวกเธอมันก็มีเหตุผลพอ เพราะขืนอยู่เฉยๆ แบบนั้นก็มีแต่รอความตาย หนังทำฉากนี้ได้ดูน่าอึดอัดจริงๆ คนดูเป็นเสมือนผู้สังเกตการณ์ เราจะเห็นพวกเธอค่อยๆ คืบเข้าไปในซอกหินทีละนิดๆ แล้วก็ลุ้นว่าหินมันจะหล่นลงมาเมื่อไหร่

เมื่อรู้ว่าต้องติดอยู่ในถ้ำที่ไม่มีวันที่มีใครเข้ามาช่วยแน่นอน ต่างคนต่างเริ่มโทษกันไปมา แต่ทุกคนก็ยังมีสติพอที่จะยุติความขัดแย้งชั่วคราวเพื่อร่วมมือกันหาทางออกไปจากที่นี่ การตัดสินใจของตัวละครเริ่มเป็นไปตามขนบหนังแนวนี้ คือการตัดสินใจแบบเสี่ยงไม่เข้าท่าและดูไม่ฉลาด (ตามมุมมองของคนดู) แต่สมมติถ้าเราเป็นตัวละครนั้นก็อาจจะทำแบบที่เธอทำก็ได้ เพราะสถานการณ์แบบนั้น ทำให้พวกเธอไม่มีทางเลือกมากนัก เช่น การเสี่ยงข้ามเหวลึก การเสี่ยงปีนเก็บคลิปล็อคหน้าผา จนเข้ามาถึงครึ่งหลังของเรื่อง หนังก็พาคนดูเข้าสู่โลกแห่งความรุนแรงและสะอิดสะเอียน


หลังจากดู The Descent จบ ผมมานึกเล่นๆ ว่าถ้าหนังดำเนินเรื่องโดยอาศัยสถานการณ์กดดันที่จำเป็นต้องเอาชีวิตรอดของทั้งหกสาวจากถ้ำใต้ดิน ก็คงเป็นหนังที่วิเศษเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว แต่ The Descent หักอารมณ์คนดูด้วยการโยนตัวละครที่เป็นอสูรกายออกมากระชากขวัญคนดูแทน

ขณะที่ทุกคนต้องพยายามหาทางออกให้ได้ พวกเธอยังต้องระวังตัวไม่ให้กลายเป็นอาหารอันโอชะของสิ่งมีชีวิตลึกลับที่จ้องจะแดกพวกเธอ เจ้าสัตว์ประหลาดที่ว่านี้ไม่มีที่มาที่ไป การเดาที่มาของพวกมันเป็นหน้าที่ของคนดู แต่หน้าที่ของพวกมันคือการกระตุกต่อมหวีดของคนดูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ตัวละครเริ่มกลายเป็นเหยื่อไปทีละคนๆ ด้วยสภาพที่ชวนแหวะ ซาร่าห์ นางเอกของเราต้องซ่อนตัวอยู่ในซอกหินและนั่งดูพวกมันรุมแทะเพื่อนต่อหน้าต่อตา ถึงตอนนี้ตัวละครที่เหลือต่างเริ่มแสดงสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดออกมา พวกเธอต่อสู้อย่างถวายชีวิตด้วยอาวุธเท่าที่มีอยู่ มีดสั้น ไม้ทื่อๆ กระดูกสัตว์ ก้อนหิน มือเปล่า และเมื่อจวนตัวพวกเธอก็พร้อมที่จะใช้ปากกัดเจ้าอสูรร้ายเหมือนสัตว์ป่าไม่มีผิด!


ใครคือสัตว์ประหลาดกันแน่…พวกมันหรือพวกเธอ? มันก็อยู่ใต้ดินของพวกมันอยู่ดีๆ พวกเธอเองไม่ใช่หรือที่บุกเข้ามายังถิ่นฐานของมัน ถ้าเป็นแบบนี้พวกมันก็มีสิทธิ์อันชอบในการปกป้องเขตแดนของตัวเอง สิ่งที่เราเห็นในหนังคือพวกมันทำตามสัญชาตญาณดิบของสัตว์ทั่วไปคือการเอาตัวรอด สนองความต้องการพื้นฐานคือ “การกิน” เราเห็นมันไล่แดกพวกสาวๆ อย่างเดียวเท่านั้น ไม่คิดทำอย่างอื่นเลยจริงๆ ให้ดิ้นตาย ฝ่ายสาวๆเสียอีกที่เป็น “ผู้บุกรุก” พวกเธออาจเป็นตัวประหลาดในสายตาของมันเช่นกัน ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและซากศพ ตัวละครยังเสือกมีกะใจเขม่นกันเองซะงั้น

ฉากแรกของหนังก็ชวนให้คนดูสงสัยตะหงิดๆ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างซาร่าห์ พอล และจูโน ความจริงก็มาปรากฏท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด เพื่อนๆ ตายห่ากันหมดแล้วเหลือเพียงซาร่าห์กับจูโน ซาร่าห์รู้ความจริงว่าแท้จริงแล้วจูโนแอบเป็นชู้กับพอล สามีของเธอนั่นเอง! ซาร่าห์ทั้งรักทั้งแค้น ทางนึงก็ต้องเอาตัวรอด อีกทางนึงก็ต้องทำอะไรซักอย่างกับเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดคนนี้

ผมเชื่อว่าคนดูทุกคนต่างเอาใจซาร่าห์มากกว่าตัวละครคนอื่น เพราะหนังได้ปูทางเอาไว้แล้วว่าเธอคือผู้สูญเสียตั้งแต่ต้นเรื่อง เราจะเกิดความรู้สึกสงสาร เห็นใจ จนกลายเป็นความผูกพันกับเธอโดยไม่รู้ตัว และหวังว่าเธอจะรอด ขอบอกตรงนี้เลยครับว่าเธอรอดจริงๆ นั่นแหละ แต่ … แต่ อีนังซาร่าห์กลับทำร้ายจิตใจคนดู เธอสับขาจูโนโชะเข้าให้ ก่อนหนีเอาตัวรอด ทิ้งให้จูโนตกเป็นเหยื่อของฝูงอสูรที่รุมเข้ามาหมายจะแดกพวกเธอ … นังซาร่าห์ ทำไปได้ลงคอ


บางคนอาจจะมองว่า โธ่ นังซาร่าห์ ตอนนี้ต้องร่วมมือกันเอาตัวรอดก่อนเว้ย สองคนดีกว่าคนเดียวแน่นอน มึงทิ้งเพื่อนแล้วคิดว่าจะรอดเหรอวะ… แต่บางคนอาจจสะใจกับชะตากรรมของจูโน ที่บังอาจมาแอบโจ๊ะผัวนางเอก และจูโนยังทิ้งเพื่อนคนนึงให้ตายด้วย … ตรงนี้แหละมั้งที่ทำให้ “คน” ต่างจาก “สัตว์” คือการมีสมองเอาไว้คิด และส่วนใหญ่ก็มักจะคิดแต่เรื่องของตัวเองเสียด้วยสิ แต่ผมกลับคิดว่าคนเรามันก็สัตว์นี่แหละ เมื่อถึงคราวที่ต้องเอาตัวรอดเราก็ไม่มีเวลามาคิดถึงอะไรทั้งสิ้น ดูอย่างฉากที่พวกเธอต่อสู้กับเจ้าอสูรด้วยมือเปล่า ใช้ปากกัดสู้พวกมัน พวกเธอปลดปล่อยสัญชาตญาณสัตว์ในตัวออกมา เราอาจมองได้ว่ามันคือภาพสะท้อนการใช้ชีวิตในสังคมที่มีการ “กิน” กันเป็นทอดๆ ใครแข็งแรงกว่าก็รอด ใครอ่อนแอกว่าก็ตกเป็นเหยื่อ ถ้าอยากรอดก็ต้องสู้

ผู้กำกับ นีล มาร์แชล (Neil Marshall) เป็นผู้กำกับมากฝีมือชาวอังกฤษ เขาสร้างชื่อมาจากสายหนังสั้น และหนังส่วนใหญ่ของเขาก็เป็นแนวนี้แหละ ตัวละครในเรื่องอาจไม่คุ้นหน้าคุ้นตาสำหรับคอหนังบ้านเราที่คุ้นเคยกับฝั่งฮอลลิวู้ดมากกว่า The Descent ออกฉายเมื่อปี ๒๐๐๕ ทำรายได้สูงพอสมควรและได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่บวก โดยเฉพาะการกระแทกอารมณ์สยองใส่คนดูแบบมีชั้นเชิง เล่นมุมกล้องได้น่าสนใจ การโผล่ออกมาของเจ้าอสูรร้ายทำได้น่าตื่นเต้นและมีมุขใช้ได้ทีเดียว

พูดถึงสัญชาตญาณแบบสัตว์ในหนังเรื่องนี้แล้วก็อดนึกถึงสังคมเราไม่ได้ เราคงไม่ถึงกับไล่แดกกันเองหรอก เอาแค่การทำอะไรเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง (และพวกพ้อง) โดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น นี่ก็น่าสมเพชพอทน ยอมรับกันเถอะครับว่าที่สุดแล้วคนเราก็นึกถึงตัวเองก่อน ถ้าตัวเองยังไม่รอดแล้วจะไปคิดถึงใครเขา ความคิดนี้ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ขอเพียงอย่าให้มันก้าวล้ำเส้นที่เรียกว่า “คุณธรรม” เลยนะครับ ไม่เช่นนั้นพวกเรามันก็คือ “สัตว์” ดีๆ นี่เอง

ปี ๒๕๕๔ …บ้านนา (ยังคง) สะเทือน


เปิดฟังเพลงเพื่อชีวิตเก่าๆ “บ้านนาสะเทือน” ของ “คาราวาน” ด้วยความบังเอิญ ก็ให้นึกแปลกใจว่าทำไมเนื้อหามันยังคงร่วมสมัย แม้ว่าเพลงนี้จะกำเนิดขึ้นเมื่อราวปี ๒๕๒๓ ในยุคที่บ้านเราค่อนข้างจะสงบสุขพอสมควร มาถึงยุค ๒๕๕๔ ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวในบทเพลงที่สะท้อนความเป็นไปในสังคมมันยังคงเดิม หรือว่าสังคมบ้านเรามันหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลงกันนะ

เพลง “บ้านนาสะเทือน” สุรชัย จันทิมาธร แต่งขึ้นให้แม่ผู้จากไป ตอนนั้นเขายังอยู่ในป่าหลังเหตุการณ์เดือนตุลา เขาได้จดหมายจากเพื่อนส่งข่าวว่าแม่เสียชีวิตแล้ว จดหมายเดินทางมาถึงเขาหลังแม่จากไปหนึ่งปี (ก็อยู่ในป่านี่นะ) สุรชัย จึงเขียนเพลงนี้ขึ้นเพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับแม่และสอดแทรกเนื้อหาวิพากษ์สังคมเข้าไปด้วย

“…สังคมเน่าใน สุดแก้ไขข้องเกี่ยวเยียวยา…” ในยุคที่บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าทางวัตถุแต่กลับแตกสลายทางวัฒนธรรม เน่าในที่ว่านี้มันก็เน่ากันทุกส่วนตั้งแต่ส่วนที่เล็กที่สุดของสังคมอย่าง “ครอบครัว” หน้าฉากที่แสนจะดูดีแต่ข้างในช่างเฟะฟอน นักการเมืองที่วันๆ เอาแต่หาประโยชน์ใส่ตัว โกหกตอแหลกันหน้าด้านๆ ทำตัวเหี้ยอย่างเสมอต้นเสมอปลาย แต่ก็อีกนั่นแหละ ก็ประชาชนเสือกเลือกเขามาเองนี่นา จะโทษใครได้ “…ประชาต้องร้องไห้…”

ตอนที่ไม่ได้ดั่งใจก็ด่าเอาๆ แต่พอเลือกตั้งอีกทีก็ยังเสือกไม่จำ ยังเลือกแม่งเข้ามาอีก แล้วก็อ้างอุดมการณ์ห่าเหวอะไรที่ตัวเองยังไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ

หากเปลี่ยนเนื้อร้องเป็น “พ.ศ. ๒๕๕๔” เพลงนี้ก็ยังคงสะท้อนความจริงของบ้านเราได้อย่างซื่อตรง ในยุคที่คนในสังคมแบ่งพรรคแบ่งฝ่าย จะคุยกันทีต้องดูให้ดีก่อนว่า “สีอะไร?” ร่ำร้องอยากจะศิวิไลซ์ทางการเมือง เสรีทางความคิด แต่เสือกเห็นทุกคนที่คิดต่างเป็นศัตรู ปัญญายังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไม่เคยคิดอะไรไปไกลกว่าเรื่องของตัวเอง งมงายและยึดติด … ผู้ใหญ่ลีจึง “หมดแรงแม้จะกล่าว”

ผมชอบท่อนที่ว่า “ทิ้งคานกระบุง เปลี่ยนผ้าถุงนุ่งกางเกงยีนส์ ผู้ชายขายแรงเพื่ออยู่ ผู้หญิงขายตัวเพื่อกิน” มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราอยากเป็นนิก อยากเป็นเสือตัวที่ห้า สุดท้ายเราก็เป็นได้แค่แมวเชื่องๆ ตัวนึง แม้ในตอนนี้เราก็ยังดิ้นรนและพยายามจะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม ในความเห็นของผม คนในเจนเนอเรชั่นหลังปี ๒๕๓๐ คงแทบไม่มีใครอยากยึดอาชีพเกษตรกรกันแล้ว อีกไม่นานพื้นที่ทำการเกษตรบ้านเราก็จะค่อยๆ หายไป สุดท้ายอาจถึงวันที่เราต้องซื้อข้าวเขากินก็ได้

บางทีการจากไปของแม่ “รถไฟประหาร  แม่แหลกราญระหว่างทางไป” สุรชัย อาจจะส่งสารอะไรบางอย่างถึงเราก็ได้ เพราะ “แม่ผู้อยู่แต่ริมทุ่งมานาน” ต้องจบชีวิตด้วย รถไฟ หรือสัญลักษณ์ของสังคมอุตสาหกรรม ขณะที่นางกำลังเดินทางซึ่งก็ไม่รู้ว่าปลายทางอยู่ที่ไหน สังคมบ้านเราก็กำลังจะเป็นแบบนั้น ขณะที่เรากำลังหลงทาง จ่อมจมอยู่กับค่านิยมเลวๆ เราไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่า รถไฟ มันบี้ไล่หลังมาจนเกือบจะถึงตัวอยู่แล้ว

ลองอ่านเรื่องราวของ สุรชัย ใน “พระเจ้าหัวฟู…สุรชัย จันทิมาธร

บ้ า น น า ส ะ เ ทื อ น
คำร้อง-ทำนอง : สุรชัย จันทิมาธร

รถไฟประหาร  แม่แหลกราญระหว่างทางไป
โอ้คืนนั้นดาวเดือนหม่น  ทุ่งนาก็ก่นร่ำไห้ ป่าไพรร้องระงม
บ้านาสะเทือนแรงลม จ่อมจมอาลัยแม่

จดหมายของเพื่อนบอกข่าว  เรื่องราวได้เปลี่ยนแปรไป
สังคมเน่าใน สุดแก้ไขข้องเกี่ยวเยียวยา
เมื่องบ้านเราทรามเสื่อม คิดไปน่าเอือมระอา
ประชาต้องร้องไห้ ไม่มีน้ำตาจะไหล มันตกในหัวอก

พ.ศ.สองห้าสองสี่ ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม
ร้อนลมอ้าวรุม ดังไฟสุมทั่วถิ่นดินแล้ง
บ้านเรา ผู้เฒ่าผู้แก่ แต่ละคนแต่ละคนหน้าแห้ง
ข้าวแพง ของแพง ผู้ใหญ่ลีไม่มีคำแย้ง หมดแรงแม้จะกล่าว

ข่าวคราวสังคมชาวบ้าน หนีไปทำงานเมืองกรุง
ทิ้งคานกระบุง เปลี่ยนผ้าถุงนุ่งกางเกงยีนส์
ผู้ชายขายแรงเพื่ออยู่ ผู้หญิงขายตัวเพื่อกิน
ได้ยินแล้วเศร้า ส่วนยายตาฟางกับหลานสาว ตากหน้าขอทาน

สุดท้ายคือเรื่องราวของแม่ ผู้อยู่แต่ริมทุ่งมานาน
รถไฟประหาร  แม่แหลกราญระหว่างทางไป
โอ้คืนนั้นดาวเดือนหม่น  ทุ่งนาก็ก่นร่ำไห้ ป่าไพรร้องระงม
บ้านาสะเทือนแรงลม จ่อมจมอาลัยแม่

ผู้หญิงในการ์ตูนนักสืบ … มิยูกิ vs รันจัง


เพิ่งได้การ์ตูนมานอนอ่านเล่น เป็นการ์ตูนแนวนักสืบที่ติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง คินดะอิจิ กับ โคนัน จริงๆ แล้วเลิกอ่านไปนานพอสมควร คินดะ นั้นยังออกตอนใหม่ๆ ออกมา แต่จะเป็นตอนสั้นๆ ร้อยปีจะออกซักเล่ม (ประชด) ส่วน โคนัน นี่ไม่คิดอยากจะอ่าน ถ้าไม่ติดว่ามันไม่มีอะไรให้อ่าน เพราะโคตรบิดามารดามัน ล่อไปหกสิบกว่าเล่มแล้ว เมื่อไหร่มันจะโตซักที

ทั้งสองเรื่องเป็นการ์ตูนประเภทเดียวกัน พล็อตเรื่องคล้ายๆ กัน แต่นานๆ ไป รู้สึกว่าพล็อตเรื่องเริ่มจะเหมือนกันขึ้นทุกที อย่าง โคนัน นั้นบอกกันโต้งๆ ว่าศัตรูหลักคือ กลุ่มชายชุดดำ องค์กรลับที่ไม่มีที่มาที่ไป และเข้ามาพัวพันกับคดีที่เจ้าโคนันไปยุ่งด้วยทุกครั้ง ทางฝ่ายคินดะ แต่เริ่มเดิมทีจะไม่มีศัตรูประจำตัว ที่มีเจ้าประจำก็คือ จอมโจรปริศนา แต่ก็โผล่มาแค่ ๒-๓ ตอน พอได้ฮา แต่พอเข้าสู่เล่มหลังๆ ก็เริ่มมีศัตรูคู่ปรับคือ จ้าวตุ๊กตานรก และพอมาถึงฉบับที่เป็นตอนพิเศษสองเล่มจบ ก็จะมีจ้าวตุ๊กตานรกออกมาเกือบทุกตอนไป กลายเป็นว่าทั้งสองเรื่องเดินมาในแนวเดียวกันซะงั้น

แต่ที่อยากจะพูดถึงในตอนนี้ก็คือเรื่องของผู้หญิงของทั้งคู่ ตั้งแต่สมัยที่อ่านทั้งสองเรื่องในยุคแรกๆ รวมถึงดูอนิเมชันแล้ว รู้สึกว่าผู้หญิงของทั้งคู่มีข้อที่ต่างกันและตรงกันอยู่หลายจุด แต่ขอประกาศตรงนี้เลยว่าผมรำคาญตัวละคร โมริ รัน ของเรื่อง โคนัน เป็นที่สุด ชณะที่ มิยูกิ ของเจ้าคินดะ แม้จะอ่อนแอสุดๆ แต่ดูเธอจะเป็นประโยชน์มากกว่าเป็นภาระเสียอีก

เคยมีคนเขียนวิจารณ์ถึงจุดนี้ตามเน็ตมาบ้างแล้ว หลายคนชอบ รันจัง เพราะเธอเก่งกาจศิลปะการต่อสู้ แต่ผมว่าเธอ “ดูเหมือน” จะเก่งมากกว่า เพราะหลายต่อหลายครั้งที่เธอมักทำเสียเรื่อง และเธอมีความอ่อนไหวแบบผู้หญิงมากเสียกว่า มิยูกิ ที่ “ดูเหมือน” จะอ่อนแอมากกว่าเธอ ทั้งที่มิยูกิไม่มีวิชาป้องกันตัวอะไรเลย แต่ด้วยลักษณะนิสัยของเธอ ผมกลับคิดว่าเธอเข้มแข็งและมีคุณค่าทางอาหารมากกว่ารันจังหลายเท่า

รันจัง – ลายเส้นของ อ.อาโอยาม่า ที่ระยะหลังๆ มีเหลี่ยมมุมมากกว่าตอนแรกๆ

รัน และ มิยูกิ เป็นนักเรียนชั้น ม. ๕ ที่แสนธรรมดาๆ แต่ที่ไม่ธรรมดาเพราะดันมีแฟนเป็นนักสืบ ที่ย่างกรายไปที่ไหนก็มีแต่คนตาย รันจัง นั้นมีดีกรีเป็นแชมป์คาราเต้ระดับจังหวัด ถ้าคนร้ายไม่ใช่ผีล่ะก็ แม่คุณเตะไม่เลี้ยง ถึงขนาดหลบลูกปืนก็ทำมาแล้ว (ในการ์ตูนตอน ปริศนานักล่าทรชนทมิฬ) ผลการเรียนอยู่ในระดับดี ในการ์ตูนไม่ได้บอกว่าเธอเรียนเก่งไหม แต่ดูจากเนื้อเรื่องโดยรวมแล้วเธอก็ไม่ใช่คนที่เรียนแย่ ออกจะอยู่ในระดับดีด้วยซ้ำ ทำครัวเก่ง เพราะต้องทำกับข้าวเลี้ยงทั้ง โมริ และ โคนัน นิสัยโดยรวมโคตรเป็นผู้หญิง ขี้แย ขี้กลัว กลัวผีขึ้นสมอง ใจเสาะ ชอบแส่เรื่องชาวบ้าน ไม่มีความมั่นใจ สรุปว่าเป็นผู้ยิ้งงงง ผู้หญิง

ลายเส้นของคินดะในยุคหลังๆ ตัวละครจะดูเพรียวขึ้นกว่าตอนแรกๆ

ฝ่าย มิยูกิ รายนี้เรียนเก่งระดับท็อป ถูกคาดหมายว่าต้องเข้ามหา’ลัยชั้นนำได้อย่างสบายๆ เก่งแม่งทุกวิชา เป็นคนละเอียด ไม่มีวิชาป้องกันตัวเลยยกเว้นลูกตบพิฆาตที่ใช้ได้แต่กับเจ้าคินดะคนเดียว อ่อนแอแบบสุดๆ จึงน่าจะเป็นภาระให้กับคินดะมากกว่า แต่นับกันจริงๆ แล้ว เธอตกเป็นเหยื่อเพียง ๓-๔ หนเท่านั้นเอง แม้ว่าการที่มีเธออยู่ใกล้ๆ จะทำให้คินดะต้องพะวงอยู่เสมอ แต่ในทางกลับกัน การมีเธออยู่ใกล้ๆ ก็คอยช่วยคินดะไขปริศนามาแล้วมากมาย นั่นคือสมองและความฉลาดของเธอมีส่วนช่วยคินดะมากกว่าจะเป็นภาระ หรือถ้าไม่เช่นนั้นเธอก็จะเป็นแรงกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้เจ้าคินดะมีกำลังใจเผชิญปัญหาต่อไปได้

ตรงข้ามกับรัน แม้บางครั้งการที่มีรันอยู่ใกล้ๆ ก็ไม่ได้ช่วยให้ ชินอิจิ (หรือโคนัน) ไขปริศนาได้ดีขึ้น แถมยังกลายเป็นอุปสรรคในการยิงเข็มยาสลบใส่โคโกโร่ หรือขวางการเข้าถึงหลักฐาน หรือแม้กระทั่งทำลายหลักฐานอย่างไม่ตั้งใจ และที่ผมไม่ชอบสุดๆ คือการไม่เข้าใจสถานการณ์และพฤติกรรมอันไม่ถูกกาละเทศะจนเกือบเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียทั้งกับตัวเองและคนอื่น ตัวอย่างชัดๆ เช่นในการ์ตูนตอน ยุทธการเหนือห้วงทะเลลึก เมื่อวายร้ายของเรื่องทำการระเบิดเรือสำราญ ขณะที่ทุกคนอพยพจนเกือบหมด รันยังมีกะใจกลับไปเพื่อเอาสร้อยคอที่ทำจากเปลือกหอยที่เด็กๆ ทำให้เป็นของขวัญ เข้าใจล่ะว่าเป็นของที่เด็กๆ อุตส่าห์ทำให้แต่ช่วงเวลานั้นมันไม่ใช่เวลาจะมาทำตัวเป็นนางเอก สุดท้ายแล้วเธอก็ติดอยู่ในเรือที่กำลังจะจม จนเกือบทำให้ทุกคนต้องตายเพราะวิ่งตามหาเธออยู่

หรืออีกหลายหนที่ความไม่รู้ของรันว่าโคนันคือชินอิจิ ทำให้เธอเข้าไปยุ่งกับการสืบสวนของโคนันจนเกือบทำเสียเรื่องอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่ขัดใจที่สุดคือ “ความระแวง” และ “ความไม่เชื่อใจ” ที่มีต่อชินอิจิ นั่นอาจเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อเพิ่มอารมณ์ดราม่าให้กับการ์ตูน แต่โดยธีมของเรื่องคือการสืบสวนคดี อารมณ์ที่ใส่เข้ามาแบบนี้จึงทำให้บรรยากาศของเรื่องเสียไปไม่น้อย โดยเฉพาะฉากหึงแบบไม่เข้าเรื่องของรันที่ดูน่ารำคาญมากกว่าน่ารัก


ส่วนทางมิยูกินั้นผู้เขียนย้ำตลอดว่าเธอกับคินดะโตมาด้วยกันแต่เด็ก (เหมือนชินอิจิกับรัน) แต่มิยูกิมีความเชื่อมั่นและเชื่อใจคินดะอย่างเต็มเปี่ยม ไม่เถียงว่าคู่รักทั้งสองมีใจให้แก่กันอย่างสุดซึ้ง แต่ความรู้ใจซึ่งกันและกันของคู่หลังน่าจะมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด เราแทบจะไม่เคยเห็นบทสวีทของมิยูกิกับคินดะเลยในช่วงแรกจนกระทั่งถึงตอน คดีฆาตกรรมตุ๊กตารัสเซีย เราจึงเห็นการแสดงออกแบบหวานๆ ของคินดะ เมื่อเขาแอบขโมยจูบมิยูกิผ่านกระจก! ถ้าจำไม่ผิดผมคิดว่านั่นคือการแสดงความรักตามแบบฉบับของคินดะเพียงครั้งเดียว แม้ว่าจะมีเพียงตัวเขาเองและผู้อ่านเท่านั้นที่รู้ อาจจะเรียกได้ว่ามิยูกิกับคินดะเป็นคู่รักแบบที่มองตาก็รู้ใจ รักนะแต่ไม่แสดงออก แม้ทั้งคู่จะไม่เอ่ยปากบอกรักกันแต่เมื่อมีโอกาสแสดงออกเล็กๆ น้อยๆ อย่างการแสดงความห่วงใย จับมือ โอบกอด ทั้งสองคนก็แสดงต่อกันอย่างไม่ขวยเขิน ต่างกับรันจังและชินอิจิที่มัวแต่วางฟอร์มและอายม้วนต้วนกันจนคนอ่านเลิกลุ้น (เพราะแม่งยาวเหลือกิน จนขี้เกียจคอยตามดู)

หลายหนที่คินดะตกอยู่ในอันตรายหรือกระทั่งกลายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรม (ตอน คินดะอิจิฆาตกรหฤโหด) มิยูกิยืนหยัดเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างเข้มแข็ง ที่ว่าเข้มแข็งเพราะเธอไม่แสดงอาการโวยวายอย่างที่หรือตีโพยตีพาย (แต่หลายครั้งที่รันจังทำ) มิยูกิปล่อยให้ชายที่เธอรักไขคดีตามแบบฉบับของตัวเองโดยที่เธอไม่เข้าไปขัดขวาง หนำซ้ำบางครั้งเธอยังกลายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญราวกับคู่หู โฮล์มส์ กับ วัตสัน ยิ่งในตอนหลังๆ มิยูกิก็สวมบทบาทผู้ช่วยของคินดะอย่างเต็มตัว

คินดะและมิยูกิ ในเวอร์ชั่นอนิเมชั่น ที่วาดออกมากลมๆ อวบๆ ทั้งคู่

ถ้ามามองกันที่รูปลักษณ์ภายนอกทั้งสองคนสวยและน่ารักกันไปคนละแบบ บางคนบอกว่าลายเส้นของ อาจารย์อาโอยาม่า ดูเป็นการ์ตูนผู้ชาย เพราะเน้นเหลี่ยมมุมมากว่าความโค้งแบบอ่อนช้อย อันนี้ต้องอย่าไปเทียบผลงานในช่วงแรกๆ ที่ตัวละครทุกตัวหัวกลมเป็นมันฝรั่งกันหมด พอมายุคหลังๆ โครงหน้าของตัวละครมีเหลี่ยมมุมอย่างเห็นได้ชัด (ตัวอย่างที่ชัดเจนอีกเรื่องก็คือ ดราก้อนบอล) แต่ผมคิดว่างานเขียนของอาจารย์อาโอยาม่าได้เปรียบตรงที่ลายเส้ยไม่อาจระบุเพศของผู้อ่านได้อย่างชัดเจน คือเป็นแบบที่อ่านได้ทั้งสองเพศ ตัวละครก็ดูน่ารักๆ หากไม่นับพวกตัวประกอบหรือตัววายร้าย ทุกคนในเรื่องล้วนหน้าตาดีกันไปซะหมด

ส่วนผลงานของ อาจารย์ซาโต้ อาจจะชี้ชัดได้เลยว่าลายเส้นออกแนวการ์ตูนผู้หญิงชัดเจน ตัวละครหน้าสวย โครงหน้าเพอร์เฟค (โดยเฉพาะตัวละครผู้หญิง) ผมสลวย ตาเป็นประกาย ผลงานโดยรวมไม่แตกต่างกันนักคือลายเส้นค่อนข้างอ่อนช้อย แต่ที่มีพัฒนาคือสเกลและรูปร่างของตัวละคร ในตอนแรกๆ มิยูกิเป็นสาวอวบอั๋นไปทุกสัดส่วน แต่พอยุคหลังๆ ลายเส้นดูผ่อนคลายและตัดทอนลายละเอียดออกไปเยอะ มิยูกิหุ่นเพรียวขึ้นเยอะ สวยขึ้นจม แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือขนาดของซาลาเปาสองลูกที่แม่ให้มาของเธอ มันช่างอลังการเกินเด็ก ม.ปลาย เสียจริงๆ

ซึ่งถ้ามิยูกิแพ้รันในเรื่องของการต่อสู้แล้วล่ะก็ เจ้าบิ๊กเปาของเธอก็ชนะรันขาดลอยเหมือนกัน