Monthly Archives: October 2011

วงตาวัน

ลองค้นหาข้อมูลดู เขาว่ากันว่าเพลงของ วงตาวัน เป็นโปรเกสซีฟ … ผมไม่รู้หรอกว่าไอ้โปรเกสซีฟนี่มันเป็นยังไง ผมไม่รู้เรื่องทฤษฎีเพลง ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องดนตรี เป็นเพียงคนฟังเพลงคนหนึ่งเท่านั้น และเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกชื่นชอบผลงานของ วงตาวัน

ผมรู้จัก วงตาวัน ครั้งแรกตอนเกือบจะเอ็นทรานซ์ จากอัลบัม ‘ม็อบ’ รู้สึกว่าจะได้รางวัลอะไรซักอย่างนี่แหละ แต่มาฟังเอาจริงๆ ตอนอยู่ปีหนึ่งตอนที่ออกอัลบัม ‘๑๒ ราศี’ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นอัลบัมที่ประสบความสำเร็จมากๆ ของพวกเขา ในยุคนั้นเป็นยุคทองของ เพลงอินดี้ มีวงดนตรีแปลกๆ โผล่หน้าออกมามากมาย ใครที่ฟังเพลงอินดี้จะรู้สึกว่าเท่เอามากๆ ทั้งที่บางทีก็ฟังไปตามกระแส อะไรคืออินดี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันในตอนนั้น เพราะปกติก็ไม่ใช่คนที่ชอบฟังเพลงซักเท่าไหร่


สำหรับอัลบัม ๑๒ ราศี มีโอกาสได้ฟังด้วยความบังเอิญ เมื่อมีรุ่นพี่คนหนึ่งเอามายัดใส่หู …ต้องเรียกอย่างนั้นจริงๆ เพราะจำได้ว่าผมนั่งตากแดดอยู่เพลินๆ แกก็เดินเข้ามาเอาหูฟังยัดเข้าในรูหูของผมแล้วก็ว่า ‘มึงต้องฟัง เดี๋ยวจะชอบ’ การฟังเพลงในช่วงนั้นของผมค่อนไปทางเปิดทิ้งเสียมากกว่า เปิดให้มันมีเสียงอะไรไหลผ่านหู แต่ไม่ได้ตั้งใจฟัง บางทียังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันร้องว่าอะไร เพียงเพราะรำคาญกับเสียงรอบข้างก็เลยหาเสียงอะไรยัดใส่หูเพื่อให้ตัวเองมีสมาธิ เป็นวิธีที่แปลกอยู่ไม่น้อย พอมาในปัจจุบันกลับไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีก เพราะอะไรก็ไม่รู้

เมื่อได้มาฟังเอาจริงๆ ก็รู้สึกว่าเพลงของ วงตาวัน นี่ก็น่าสนใจดี ไม่เคยรู้จักหน้าตาของพวกเขาหรอกนะครับ รู้เลาๆ ว่ามีสมาชิกเป็นอดีตวงแมคอินทอช ซึ่งก็พอจะเคยได้ยินผลงานเหมือนกัน ผมว่าเพลงของพวกเขาจะร็อคก็ไม่ใช่ จะป๊อบก็ไม่เชิง เนื้อหาก็ไม่ใช่จะรักหวานแหวว เกือบจะออกแนวเพื่อชีวิตเสียด้วยซ้ำ ก็บอกแล้วว่าผมน่ะไม่รู้เรื่องเพลงกะเขาหรอก

เพลงที่ผมรู้ว่าชอบมากๆ คือเพลง นางไม้ เป็นเพลงที่คร่ำครวญถึงหญิงสาวที่ชวนให้ใจหวั่นไหว แต่แล้วเมื่อพยายามจะเข้าถึง เธอก็เสือกหนีจากไปอย่างไม่ทันตั้งตัว

“…คืนอุ่นไอในนวลเนื้อแนบกาย  พลีหัวใจให้เธอหมดดวง
ตั้งใจจะพลีให้ทั้งปวง  โอ้นาง เธอกลับจางหาย

เธออยู่ไหน ไม่กลับ   ความลับอันไม่มีคำตอบ
จะคว้าพรายไร้เงา   ที่ไหนในลมหอบ

เธอคือแสงดวงหนึ่ง  ดูงดงามเมื่อยามปรากฎ
ฝากไว้เพียงรอยจาง  ดังน้ำตารินหยด…”

ความโดดเด่นของ ๑๒ ราศี คือเนื้อร้องที่บรรจงแต่งอย่างสละสลวยราวกับบทกวีชั้นเลิศ ทุกเพลงจะรื่นหูด้วยการร้อยเรียงคำที่คล้องจอง เป็นบทเพลงที่เขียนขึ้นอย่างบรรจงจริงๆ ครับ ไม่เหมือนเพลงทั่วไปที่หาความคล้องจองและจังหวะของถ้อยคำแทบไม่พบ อีกเพลงหนึ่งที่เป็นที่กล่าวขวัญมากเหลือเกินคือเพลง Sweetness เป็นเพลงสากลเพลงเดียวในชุดนี้ แต่เนื้อร้องโดย คุณ Todd Lavelle หรือที่รู้จักกันในชื่อ ทอดด์ ทองดี นั่นเอง


หลังจากฟัง ๑๒ ราศี แล้ว ผมก็ลองหาเพลงเก่าๆ ของพวกเขามาฟัง แต่ก็ยากเต็มทน สมัยนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ตครับ การควานหาเพลงเก่าๆ ก็นับว่ายากเอาการ จนปี ๒๕๓๗ พวกเขาออกอัลบั้มพิเศษ Autography เป็นการรวบรวมเพลงเด่นๆ จากสามชุดแรกเอาไว้  ตามประสาคนมักง่ายอย่างผมก็ยอมเสียเงินซื้อมาฟัง เท่าที่คุ้นหูกันที่สุดเห็นจะเป็นเพลง “หุ่นกระบอก” ที่คร่ำครวญรำพันระคนความน้อยอกน้อยใจที่สาวเจ้าไม่เห็นในน้ำใจ มองคนรักเป็นเพียงหุ่นกระบอกที่จะให้ทำอะไรก็ได้ตามแต่ใจ

“…คุณคงเห็น ฉันไม่มีหัวใจ
ทำฉันอย่างไรก็ได้เหมือนหุ่น
ให้สุข ให้ทุกข์ แล้วแต่ใจคุณ
ฉันเป็นเพียงหุ่น ให้คุณเชิดตามใจ…”

วงตาวัน ออกอัลบั้มสุดท้ายในปี ๒๕๓๙ เป็นเพลงสากลทั้งหมด แต่ผมก็ไม่เคยได้ฟังสักเพลง ชุด ๑๒ ราศี นั่นคืออัลบั้มเต็มชุดแรกและชุดสุดท้ายที่ผมตั้งใจฟังอย่างจริงๆ จัง หากจะไม่นับอัลบั้มรวมฮิต Autography จากนั้นมาวงตาวันก็หายสาบสูญไปจากวงการเพลงเมืองไทย สมาชิกแต่ละคนก็แยกย้ายไปตามทาง เหลือไว้เพียงบทเพลงดีๆ ที่ไม่มีคนฟังเมื่อวันก่อน แต่กลายเป็นเพลง ‘คลาสสิก’ ของคนฟังในวันนี้

ข้อมูลของ วงตาวัน ไปเปิดดูใน google เอาเองละกัน มีหลายคนเขียนบรรยายเอาไว้ ถ้าอยากจะฟังเพลงของพวเขา เดี๋ยวนี้ก็หาฟังง่ายๆ ผ่าน youtube สะดวกกว่าสมัยก่อนเยอะเชียวล่ะ

ไม่มี ‘สตีฟ จ็อบส์’ บนปก TIME อีกแล้ว

ท่านที่เคยอ่านนิตยสาร TIME คงรู้กันดีนะครับว่าหากมีภาพของใครสักคนมาโผล่อยู่ภายใต้กรอบสีแดงสดนี้แล้ว ย่อมหมายความว่าเขาคนนั้นต้องมีความสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่งแน่ๆ แต่ถ้าใครคนนั้นได้ขึ้นปก TIME ถึง 7 ครั้ง ผมเชื่อว่าเขาคนนั้นก็ย่อมจะมีความพิเศษมากกว่าคนทั่วไปแน่นอน

สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) คือคนๆ นั้นครับ อย่างที่ทราบกันว่าพี่สตีฟได้จากโลกนี้ไปแล้วด้วยวัยเพียง 56 ขวบ ทิ้งไว้แต่เพียงผลงานที่เป็นสุดยอดนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงโลก และคำยกย่องว่าเขาคือนักสร้างสรรค์ที่น่าทึ่งที่สุดคนหนึ่งของโลก ในฐานะที่ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข เป็นสมาชิกของนิตยสาร TIME มาหลายปี จึงขอขุดเอาภาพในอดีตของพี่สตีฟบนหน้าปก TIME มาย้อนความกันอีกสักครั้ง

พี่สตีฟ ขึ้นปก TIME ครั้งแรกฉบับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1982 ตอนนั้นเขามีอายุเพียง 26 ขวบ แต่ก็เป็นผู้บริหารบริษัท Apple Computer ที่เขาก่อตั้งขึ้นร่วมกับ สตีฟ วอซเนียก เมื่อปี 1976 ผลงานชิ้นโบว์แดงที่เขาสร้างขึ้นคือเครื่อง Apple I และพัฒนาสู่ Apple II ในเวลาต่อมา ซึ่งทำให้ Apple Computer กลายเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และพี่สตีฟก็กลายเป็นเศรษฐีใหม่ภายในพริบตา

ปี 1985 พี่สตีฟถูกบีบให้ออกจาก Apple Computer ที่เขาสร้างมากับมือ ก่อนที่จะกลับมากินตำแหน่งเดิมอีกครั้งในปี 1997 หลังจากการบริหารงานของผู้บริหารชุดใหม่ล้มเหลว และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จของ Apple Computer อีกครั้ง และ TIME ฉบับวันที่ 18 สิงหาคม 1997 ก็นำภาพพี่สตีฟขึ้นปกอีกรอบ

วันที่ 18 ตุลาคม 1999 TIME ก็จับพี่สตีฟขึ้นปกอีกครั้ง ขนาบข้างด้วยสองตัวการ์ตูนชื่อดังจาก Toy Story วู้ดดี้ และ บัซ ไลท์เยียร์ ที่สร้างโดย Pixar สตูดิโอผลิตภาพยนตร์ที่เขากับ Ed Catmull ร่วมกันก่อตั้งขึ้น โดยซื้อกิจการแผนกคอมพิวเตอร์กราฟฟิกของบริษัท ลูคัส ฟิล์ม มาต่อยอดใหม่จนประสบความสำเร็จ

ปี 2002 พี่สตีฟก็เปิดตัว iMac สู่สายตาชาวโลก สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก หน้าปก TIME เพียงแค่ฉบับที่สองของปีนั้น คือฉบับวันที่14 มกราคม 2002 จึงมีภาพพี่สตีฟปรากฏพร้อมเครื่อง iMac ที่ดูล้ำสมัยมากๆ

TIME ฉบับวันที่ 16 ตุลาคม 2005 มีรูปพี่สตีฟขึ้นปกพร้อมด้วย iPod ของเล่นสุดฮิตในเวลานั้น ซึ่งในช่วงปีนั้นเองที่ Apple พัฒนา Gadget ต่างๆ ที่สนองตอบความบันเทิงและการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปจนกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของโลกไปแล้ว

ปี 2007 TIME ได้ประกาศรายชื่อบุคคลที่มีอิทธิพลต่อโลกในสาขาต่างๆ และหนึ่งในนั้นคือพี่สตีฟ คราวนี้พี่สตีฟอาจจะไม่ได้เด่นเพียงลำพัง เพราะปก TIME ฉบับวันที่ 20 เมษายน 2007 เต็มไปด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมาย ทำให้รูปของพี่สตีฟต้องถูกลดขนาดลงมานิดนึง

TIME ฉบับวันที่ 1 เมษายน 2010 คือการขึ้นปก TIME ครั้งสุดท้ายของพี่สตีฟขณะยังมีชีวิตอยู่ โดยในปี 2010 คือปีทองของ Tablet จากการเริ่มต้นของ iPad ที่ถูกสร้างสรรค์โดยพี่สตีฟเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าการใช้งานคอมพิวเตอร์ของ โลกไปอย่างสิ้นเชิง และยังเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการใช้ Tablet แทนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอีกด้วย

นับจากที่พี่สตีฟขึ้น ปก TIME เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1982 เราจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเขาตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอก จากภาพของเด็กเนิร์ดไว้หนวดเข้มมาสู่ภาพลักษณ์ของผู้บริหารตามวัยวุฒิที่ เพิ่มขึ้น และสิ่งที่เห็นได้ชัดในช่วงปีหลังๆ คือหน้าตาที่ดูอิดโรย ซึ่งอาจเป็นผลมาจากโรคร้าย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือแววตาของการเป็นคนช่างคิด คนที่มีไอเดียสร้างสรรค์อยู่ตลอด ลองดูดีๆ นะครับ ทุกภาพเราจะเห็นพี่สตีฟเขายิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก ราวกับจะบอกเราว่า  “เฮ้…ฉันคิดอะไรใหม่ๆ ได้อีกแล้วล่ะ”

น่าเสียดายนะครับที่เราจะไม่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้อีกต่อไปแล้ว

——————————————————————————-

เผยแพร่ครั้งแรกใน www.facebook.com/StangMongkolsukLibrary

A Few Good Men … ต้องมีใครผิดซักคนสิ (วะ)

เคยไหมครับ ทั้งที่เราทำตามคำสั่ง แต่ทำไมถึงโดนว่าทำผิด … เออ ถ้ามันผิดจริง คนสั่งมันก็ต้องผิดด้วยกันสิวะ ในฐานะที่เป็นคนสั่งให้ทำ

บังเอิญว่าคนสั่งไม่ใช่คนแบบเราๆ นี่สิครับ ดันเป็นที่มีอำนาจเหนือกว่าเรา คนพวกนี้ผิดไม่เป็นหรอกครับ เราต่างหากที่มีหน้าที่รับความผิดแทนเขา เพราะเรานั่นแหละทำไม่ดีเอง คนสั่งไม่ได้ผิดซักหน่อย ไม่งั้นก็คนสั่งอาจจะสั่งไม่ถูก (แต่ไม่ผิดนะครับ แค่สั่งไม่ถูก) คนทำต้องใช้วิจารณญาณตัดสินสิว่ายังไงมันถึงถูก สรุปว่าถ้ามันออกมาแย่ เอ็งก็ผิดอยู่ดีนั่นแหละ

เหตุการณ์ที่ว่านี้เกิดขึ้นกับพลทหารดวงซวยสองนาย คือ พลทหารดอว์สัน กับ พลทหารดาวนี่ย์ ที่ต้องโทษคดีฆาตกรรม พลทหารซานดิอาโก โดยที่สองพลทหารยืนยันว่าเขาทำตามคำสั่ง ดังนั้นเขาจึงไม่ผิด และถ้าเขาศาลตัดสินว่าผิด นั่นหมายถึงว่าคำสั่งนั้นผิด แต่เขาไม่ผิด (งงมั้ยเนี่ย)

คำสั่งที่ว่านั้นภาษานาวิกโยธินสหรัฐเขาเรียกว่า รหัสแดง (Code Red) หมายถึงการลงโทษทางวินัยแบบลับๆ ไม่มีอยู่ในระเบียบของกองทัพ เหมือนกับการซ่อมน้องใหม่นั่นแหละครับ เอาแค่สั่งสอนพอให้เข็ดหลาบ จะได้ไม่ทำผิดอีก อย่างเช่น หมู่บาร์นส์ ที่โดนเพื่อนรุมอัดแล้วเอากาวทามือ โทษฐานที่ลืมทายางสนที่มือจนทำปืนหล่น ทำให้หลังจากนั้นหมู่บาร์นส์ก็ไม่เคยทำปืนหลุดมืออีกเลย

เรื่องราวทั้งหมดนี้อยู่ในหนัง Court Room ที่ดูสนุกมากเรื่องหนึ่ง A Few Good Men ออกฉายในปี ๑๙๙๒ ไม่มีฉากแอ๊กชั่นวินาศสันตะโร คุยกันทั้งเรื่องแต่กลับดูสนุกและชวนติดตาม มีประเด็นที่น่าสนใจให้ขบคิดมากมายและบทสนทนาที่ดูฉลาด แถมยังได้ดาราระดับแม่เหล็กมาร่วมแสดง หนังเรื่องนี้ก็เลยฮิตระเบิด

ย้อนกลับไปที่เหตุการณ์ฆาตกรรม พลทหารซานดิอาโก มูลเหตุนั้นเกิดจากความพยายามสั่งสอนให้เขาสำนึกที่ทำอะไรข้ามหัวผู้บังคับบัญชา พลทหารซานดิอาโก เป็นนายทหารที่ด้อยคุณภาพ มีโรคประจำตัว ผลการทดสอบห่วยแตก เป็นตัวถ่วงของเพื่อนๆ แน่นอนว่าเขาไม่มีความสุขกับกองร้อยนี้และเพื่อนๆ ก็ไม่ชอบเขาเท่าไหร่นัก ซานดิอาโก จึงเขียนจดหมายถึงกองทัพขอย้ายตัวเองจากฐานทัพ โดยอ้างว่าจะให้ข้อมูลเรื่องการยิงปืนข้ามแดนเข้าไปในคิวบาเป็นการแลกเปลี่ยน งานนี้สร้างความขุ่นเคืองให้กับ พันโทเจสเซป (แจ๊ค นิโคลสัน) ผู้บังคับการฐานทัพกวนตานาโมเป็นอย่างมาก

หนังมาเน้นเอาที่การสืบสวนหาความจริงว่าใครออกคำสั่ง เพื่ออะไร และทำอย่างไรถึงไม่มีร่องรอย โดยผ่านการทำงานของ ร้อยโทแคฟฟี่ (ทอม ครูส) ทนายหนุ่มที่ดูหยิบโหย่ง ลอยชายไปวันๆ แต่เมื่อเขาเอาจริงก็ไม่มีอะไรจะมาหยุดเขาได้ โดยมี นาวาโทกัลลาเวย์ (เดมี่ มัวร์) ฝ่ายกิจการภายในสาวสวยเป็นผู้ช่วย หนังแทบจะบอกเรากลายๆ ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง แต่ความสนุกมันอยู่ตรงที่การสืบสวนหาข้อมูลมามัดตัวให้แน่นหนา คำเฉลยนั้นบอกกันโต้งๆ ตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่เราอาจจะไม่ฉุกคิด เหมือนกว่าที่แคฟฟี่จะนึกออกก็เกือบจะเสียท่าไปซะแล้ว

แม้ว่าหนังจะมีบทสรุปอย่างสะใจเมื่อผู้ออกคำสั่งได้รับโทษทัณฑ์ แต่มันก็ยังคงประเด็นเรื่องของศีลธรรมและมโนสำนึกว่าจริงอยู่ที่เราต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ถ้านั่นเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องล่ะ เรามีสิทธิ์จะคิดต่าง มีสิทธิ์จะตัดสินใจเองได้หรือไม่ว่า “มันไม่ถูกต้องเว้ย”


แคฟฟี่เองก็เอามุมมองนี้มาไล่บี้ ร้อยโทเคนดริค (คีเฟอร์ ซุทเธอร์แลนด์) ที่กดคะแนนพลทหารดาวนี่ย์จนเขาแป้กขั้น เพราะดอว์สันขัดคำสั่งโดยแอบเอาอาหารไปให้เพื่อนทหารที่ถูกขังเดี่ยวและให้อดข้าว

“ผิดด้วยหรือที่พลทหารดอว์สันเกิดมีคุณธรรม การเอาอาหารไปให้ผู้ที่กำลังหิวโหยถือเป็นการทำผิดวินัยกระนั้นหรือ”
“ผิดสิ เขาขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา”
“แต่นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง…”
“ไม่ได้ เขาขัดคำสั่งผม”

แต่ถ้าเขามีมโนธรรมจริง ทำไมถึงยังทำตามคำสั่งงี่เง่าให้ใช้รหัสแดงกับซานดิอาโกล่ะ แม้ว่าจะทำแต่สั่งสอน แต่มันกลับพลาดพลั้งถึงขั้นเสียชีวิตเชียวนะครับ ถ้าเขาคิดถึงใจเขาใจเราเสียแต่แรก ก็คงไม่มีใครตายหรอก

เถียงกันให้ตายก็ไม่จบสิ้นครับ การตัดสินว่าอะไรถูกหรือผิดอาจจะต้องคำนึงถึงสถานการณ์ในตอนนั้น และมวลชนก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะชี้ว่าใครถูกใครผิด ลองนึกถึงข่าวที่ตำรวจไล่จับเด็กขายพวงมาลัยหรือเทศกิจไล่จับแม่ค้าดูสิครับ ประชาชนต่างเห็นใจแม่ค้า เขาหาเช้นกินค่ำลำบากขนาดนั้นยังไปจับเขาอีก แต่ตำรวจหรือเทศกิจเขาก็ทำตามหน้าที่นะครับ มองกันสองมุมแบบนี้ก็ไม่มีทางหาข้อสรุปได้ พอแม่ค้าขายของเต็มทางเท้าก็จะมาด่าว่าทำไมไม่จัดการ เอากะเขาสิ

เรื่องแบบนี้มีอยู่ทั่วโลกครับ หันมามองใกล้ๆ ตัวเราก็ได้ บางทีการตัดสินใจทำหรือไม่ทำตามคำสั่งนั้นก็ลำบากนะครับ เพราะไม่ว่ายังไง ‘ผู้น้อย’ แม่งก็เป็นฝ่ายซวยวันยังค่ำ ส่วน ‘ผู้ใหญ่’ ก็ลอยตัวสิครับ เพราะอย่างลืมว่าคนพวกนี้ทำอะไรก็ไม่เคยผิดอยู่แล้นนนน