รถไฟในโซล (ภาคนี้มีแต่บ่น)


สิ่งหนึ่งที่อาจจะช่วยบอกเราได้ว่าประชาชนที่นั่นได้รับความเอาใจใส่จากรัฐดีเพียงใด นั่นก็คือระบบขนส่งมวลชน ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าไม่มีใครอยากไปติดแหง็กอยู่บนถนน ทุกคนอยากไปไหนมาไหนอย่างสะดวกสบาย รวดเร็ว ซึ่งถ้าระบบขนส่งมันดี ใครล่ะอยากจะขับรถของตัวเองออกมาให้เหนื่อยแรงเสียเปล่าๆ

การที่ได้มีโอกาสไปตระเวนเที่ยวที่เกาหลีใต้ด้วยรถไฟฟ้าของบ้านเขา เป็นประสบการณ์อันน่าประทับอย่างหนึ่ง แต่ก็อดนึกถึงบ้านเราไม่ได้ว่าทำไมหนอ บ้านเราถึงไม่มีอะไรๆ แบบเขาบ้าง


บรรยากาศภายในรถไฟช่วงว่างๆ สะอาดสะอ้านดี มีชั้นวางสัมภาระให้ด้วย

รถไฟฟ้าบ้านเรานี่รวมๆ แล้วมันก็ถือว่าใช้ได้นะ เสียอย่างเดียวคือมันสั้นไปหน่อย ระยะทางไม่กี่กิโล พี่จะสร้างไปทำไมครับ ทำทั้งทีมันต้องครอบคลุมให้ทั่วสิ หรือถ้ายังไม่มีตังค์ก็ช่วยวางแผนระยะยาวให้มันดูมีความหวังหน่อย ไม่ใช่พอใจจะต่อเส้นไหนก็ทำกันไปเรื่อย และที่สำคัญที่อดคิดไม่ได้ว่ามันมีผลประโยชน์แอบแฝงรึเปล่า นั่นคือสถานีแต่ละจุด ทำไมถึงเลือกไปโผล่จำเพาะศูนย์การค้าหรือแหล่งธุรกิจบางที่เท่านั้น มันไม่ได้ไปโผล่ที่ที่เหมาะสมหรือที่เป็นชุมทางเลย

ลองไปดูที่โซลกันเสียหน่อย เฉพาะที่โซลนะไม่นับรถไฟข้ามเมือง เขามีระบบรถไฟใต้ดินที่เรียกว่าสุดยอดแห่งหนึ่ง ดูไปก็คล้ายบ้านเรา คือไม่ได้สร้างเป็นวงๆ  แต่ตัดเป็นเส้นใครเส้นมันแบ่งตามสี แตที่สำคัญคือมันไปได้ทั่วกรุงโซลและสถานีทุกแห่งก็ไปโผล่ในที่ที่ควรโผล่ สะดวกต่อการเดินทางอย่างที่สุด

รถไฟใต้ดินของกรุงโซลเขาเรียกว่า Seoul Metro ใช้งานมาก็เหยียบ ๔๐ ปีเข้าไปแล้ว จากที่เริ่มต้นไม่ถึง ๑๐ สถานี ตอนนี้ปาเข้าไป ๒๐๐ กว่าสถานีแล้ว เป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของคนที่นั่น วันๆ นึงมีคนใช้น่าจะถึงหลักแสนเชียวนะ เพราะมันสะดวกจริงๆ และใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน

ผมมีโอกาสไปแรดที่นั่นอยู่ ๘ วัน แค่สองวันแรกก็อาจจะเรียกได้ว่าช่ำชองแล้ว ก็เพราะมันง่ายจริงๆ ขอให้จำสายที่จะขึ้นและสถานีที่จะลงให้ได้ แค่นั้นก็เรียบร้อยครับ เพราะเขาคิดกระบวนการที่ง่ายที่สุดสำหรับการใช้งานมาแล้ว และที่สำคัญคือมันมีภาษาอังกฤษประกอบทุกที่ ทุกจุด เหมาะสำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยว ไม่เหมือนประเทศไทยที่กระแดะอยากจะอินเตอร์ แต่เสือกไม่เตรียมพร้อมสำหรับนักท่องเที่ยว


บรรยากาศภายในสถานี เต็มไปด้วยบอร์โฆษณา
รูปดารา นักร้อง หล่อๆ สวยๆ เห็นกันให้เกลื่อน

แล้วก็มีตู้กดสารพัดคอยอำนวยความสะดวก
เพราะคนเขาใช้เยอะจริงๆ มันต้องมีบริการกันหน่อย


ทางขึ้นสถานีที่โผล่ขึ้นมาแล้วไปต่อได้เลย ไม่ต้องเดินอ้อมโลก

พูดถึงเรื่องนี้ก็อยากเปรียบเทียบให้ดู แค่เรื่องป้ายบอกทางก็เห็นได้ชัดแล้ว ตอนก่อนไปก็วิตกเหมือนกันเพราะใครๆ ต่างก็บอกว่าคนที่โน่นแม่งพูดภาษาอังกฤษห่วยมาก ซึ่งก็ห่วยจริงๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าเก่งภาษาอังกฤษไปเลย แต่เขาแก้ไขด้วยการทำป้ายบอกทางที่ค่อนข้างละเอียด และมีภาษาอังกฤษกำกับไว้ทุกที่ แผนที่ก็มีติดอยู่ทั่วไป หาได้ง่ายด้วย ในสถานีรถไฟสถานีหนึ่งเราอาจเห็นแผนที่ให้บริการไว้มากกว่า ๑๐ จุด หรือถ้าอยากไฮเทคหน่อยเขาก็มีแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ให้บริการจิ้มเองด้วย ส่วนบ้านเรามีแค่แผนที่บอกว่าตอนนี้มึงอยู่ไหน และสถานที่ใกล้ๆ คืออะไร แถมสถานที่ที่บอกก็เสือกมีแต่ศูนย์การค้า แบบนี้จะไม่ให้สงสัยว่ามีผลประโยชน์กันไหวเหรอ

ที่บ้านเขาจะให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุมาก ทุกๆ โบกี้จะมีที่นั่งสำหรับผู้สูงอายุไว้อย่างน้อยก็ ๑๒ ที่นั่ง และไม่ว่ารถจะแน่นขนาดไหนก็ตาม ก็จะไม่มีคนอื่นที่ไม่ใช่ผู้สูงอายุเสร่อเข้าไปนั่งเด็ดขาด อันนี้เห็นกันจะๆ รถเบียดกันจะตายห่าแต่ที่นั่งส่วนนี้ก็จะเว้นว่างไว้ เต็มที่ก็อาจจะใช้วางของนิดหน่อย แต่ไม่มีคนนั่งแน่นอน เพราะไม่รู้ว่าสถานีต่อไปจะมีผู้เฒ่าขึ้นมารึเปล่า แต่อันนี้ก็น่าคิดนะ เพราะถ้าใครนั่งที่ตรงนั้นก็ประกาศตัวเลยสิว่า “กูแก่” ดังนั้นจึงเห็นลุงๆ หลายคนไม่ยอมนั่ง ประมาณว่ากูยังไหวเว้ย ส่วนบ้านเราก็ใครใคร่นั่งก็นั่ง ผู้เฒ่าหรือเด็กน้อยขึ้นมาก็เสี่ยงเอาละกันว่าจะเจอคนใจดีลุกให้นั่งมั้ย


ที่นั่งสำหรับผู้สูงอายุ คนท้อง คนพิการ คนปกติทั่วไปไม่มีใครนั่งแน่นอน


ที่สถานีนี้ทำห้องสมุดไว้บริการด้วย คนมาใช้บริการเยอะทีเดียว


อันนี้เขาจัดเป็นแกลลอรี่มันซะเลย ใช้ที่ให้เกิดประโยชน์แบบมีคุณค่า


ส่วนที่นี่เปิดเป็นร้านค้าถาวร แต่ไม่ใช่สักแต่ขายเรื่อยเปื่อย
สถานีนี้รวบรวมร้านค้าเกี่ยวกับงานศิลปะทุกร้าน

ระบบการบอกเส้นทางก็ชอบครับ เหนือประตูทางเข้าจะมีมอนิเตอร์บอกว่าสถานีต่อไปคือที่ไหน แล้วตรงกลางโบกี้ก็จะมีจอมอนิเตอร์บอกเหมือนกัน ต่อให้แน่นแค่ไหนก็มองเห็น เพราะตัวหนังสือแม่งทำใหญ่โต มองเห็นชัดเจน บอกไว้ ๔ ภาษาหลัก คือเกาหลี ญี่ปุ่น จีน อังกฤษ เพราะสี่ภาษานี้ค่อนข้างครอบคลุมบรรดานักท่องเที่ยวแล้ว แถมยังบอกว่าด้วยแกต้องลงประตูฝั่งไหน และก็ยังมีเสียงประกาศบอกทุกสถานี สำหรับชาวไทยที่จะไปขอให้ดูจากมอนิเตอร์เอานะครับ เพราะขืนใช้วิธีฟังเอาอาจจะไม่รู้เรื่องได้  และก่อนจะถึงแต่ละสถานีก็จะมีเสียงดนตรีดังขึ้นเตือนเราก่อนว่า “จะถึงอีกที่แล้วนะเว้ย”

รถไฟแต่ละขบวนของบ้านเขาอาจมีความทันสมัยต่างกันนะครับ มอนิเตอร์บอกสถานีน่ะมีทุกขบวน แต่บางขบวนอาจจะใช้มอนิเตอร์เก่าหน่อย คือมีแค่ไฟวิ่ง บางขบวนมีสารคดี มีข่าวให้ดูเพลินๆ มีโฆษณาบ้าง แต่น้อยครับ ไม่เหมือนสยามประเทศที่แม่งโฆษณาตลอดเส้นทาง ไม่รู้จะขยันขายห่าอะไรนักหนา เสียงก็ดังหนวกหู แล้วตัวอักษรบอกชื่อสถานีก็ตัวยังกะมาม่าหัก ตัดนิดเดียวซุกอยู่ใต้จอ คือไม่ว่ายังไงก็ขอโฆษณาไว้ก่อน ใครลงเลยป้ายก็ช่างแม่ง มึงก็นั่งย้อนกลับไปแล้วก็ดูโฆษณากูอีกรอบละกัน

รูปแบบของสถานีจะคล้ายๆ บ้านเรา เฉพาะตรงชานชลานะ ส่วนอื่นนั้นบ้านเราอาจดูโอ่โถงและสะอาดกว่า ก็เพราะบ้านเราแม่งห้ามทำกิจกรรมทุกประเภท อันนี้หมายถึงใต้ดินนะ บ้านเขานี่ตลอดทางเดินข้างล่างก็จะมีตู้กดน้ำบ้าง ตู้กดขนมบ้าง บางแห่งก็จัดเป็นตลาดขายของซะเลย อย่างสถานีเมียงดงนี่ก็ไม่เลว เดินในสถานีก็เพลินแล้ว หรือสถานีที่จะโผล่ไปยังพระราชวังเคียงบก แม่งก็จัด Exhibition มันซะเลย ขณะที่บ้านเราห้ามทุกอย่าง ห้ามกินขนม กินน้ำ สงสัยกลัวเลอะ บางสถานีที่มีของขายก็โล่งจนผีหลอก แววเจ๊งเห็นๆ

นอกจากนี้สถานีรถไฟใต้ดินบ้านเขามีห้องน้ำห้องท่าให้บริการ ขณะที่บ้านเราหวงที่เหลือเกิน แทนที่จะเอาที่ว่างๆ มาใช้ประโยชน์ กลับหวงเอาไว้ทำซากอะไรไม่รู้ ไม่รู้จักจัดสรรสัดส่วนทำเป็นร้านรวงขายของซะ หาเงินได้ด้วย เรียกคนลงมาช้อปปิ้งก้ได้ คนมันมาแน่ๆ ไม่ต้องเดินตากแดด ใครๆ ก็ชอบ ที่โซลนั่นมีหลายจุดที่เขาจัดเป็นตลาดทั้งแบบตลาดนัดและแบบถาวร เรื่องห้องน้ำนี่ก็สำคัญ ทำไมไม่มีให้บริการก้ไม่รู้ ไม่คิดว่าผู้โดยสารจะปวดขี้ปวดเยี่ยวมั่งหรือไงไม่รู้ที่โน่นเขามีบริการเยอะมาก หรือกลัวจะสกปรก มันช้าไปแล้วล่ะครับ บ้านเรายังไงมันก็เลอะ ก็จัดทีมทำความสะอาดให้เป็นระบบมันก็ดีเอง

ห้องน้ำบ้านเขาก็ใช่ว่าจะหรูเลิศหรือสะอาดอะไรมากมาย แต่อย่างน้อยมันก็เป็นระบบระเบียบ อาจจะดูเก่าซอมซ่อบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับฉี่ไม่ออก ส้วมทุกห้องไม่มีขุมทรัพย์ทิ้งเอาไว้ให้คนข้างหลังชื่นชม เอาเป็นว่าสะดวกเชียวล่ะ บ้านเรานี่ต้องอาศัยเข้าไปเยี่ยวตามห้าง สงสัยจะเป็นแผนให้คนเข้าห้างกระมัง


ลองดูบันไดโน้นนะ ทุกคนยืนเป็นระเบียบและชิดขวาทุกคน!


พวกขี้เมา คนโซ ก็พอมีบ้าง แต่น้อยมาก
พี่คนนี้คงดื่มหนักไปหน่อย

ท้ายสุดที่อยากจะบ่นก็คือคุณภาพของคนที่นั่น ไม่ใช่ว่าคนประเภทสวะจะไม่มี แต่โดยรวมแล้วคนของเขาค่อนข้างจะมีคุณภาพ เอาแค่ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำอะไรก็เข้าคิวนี่ก็ชนะบ้านเราไปหลายช่วง แต่ยังสู้ญี่ปุ่นไม่ได้จริงๆ ที่โน่นระเบียบจัดสุดๆ เขาคำนึงถึงความเป็นสาธารณะอย่างที่สุด ผมเคยไปสัมผัสมาครั้งหนึ่ง อย่างการใช้บันไดนี่ก็เป็นระบบที่น่าสนใจ ไม่มีเสียล่ะที่มากันเป็นกลุ่มแล้วเดินอ้อยอิ่งเม้าท์แตกกันโดยไม่สนใจคนข้างหลัง ขืนไปทำแบบนี้ที่ญี่ปุ่นจะคนที่นั่นเขาเดินชนเลยนะครับ ไม่ขอโทษด้วย เพราะคนผิดคือพวกมึงที่มัวแต่เม้าท์นั่นแหละ แล้วถ้าขืนไปเอาเรื่องก็อาจจะโดนตีนได้

มาถึงตรงนี้อาจมีบางท่านที่หลงเข้ามาอ่านแล้วอาจจะเกิดหมั่นไส้ว่าทำไมผมช่างชื่นชมบ้านเขาแล้วถล่มบ้านเราจัง บอกตามตรงว่าผมไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มประเทศอื่นมากกว่าบ้านเรา ของๆ เราก็นับว่าพอใช้ ที่ยอมรับเถอะว่ามันยัง ‘ห่วย’ เกินกว่าที่จะเรียกว่า ‘ดี’ อะไรที่ควรทำแม่งก็ไม่ทำ อะไรที่ไม่น่าจะแม่งก็ทำซะงั้น ไม่รู้พวกที่รับผิดชอบมันใช้ห่าอะไรคิด

วันนี้บ่นหนักไปหน่อย คราวหน้าจะเล่าเรื่องการใช้บริการแบบจริงๆ ซะที

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Connecting to %s