การใช้งานรถไฟใต้ดินในกรุงโซลนั้นง่ายมาก แรกๆ อาจจะดูซับซ้อนเล็กน้อย แต่เอาเข้าจริงกลับสะดวกกว่าที่คิด เพราะเขาวางเส้นทางไว้ค่อนข้างจะครอบคลุมทั่วมหานครโซล จนแทบจะไม่ต้องพึ่งพารถเมล์เลย ครั้งนี้จะขอเล่าถึงประสบการณ์การใช้งานในมุมมองของนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง
ระบบรถไฟของเขาแบ่งออกเป็น ๙ สายหลัก ใช้สีแบ่ง อย่างเช่นสีส้ม สีเขียว สีแดง แต่ละสายก็จะพาเราไปยังสถานที่ต่างๆ ภายในเมือง จะมีที่วิ่งทับกันบ้าง ดังนั้นบางสถานีจึงมีรถไฟ ๒-๓ สีวิ่งตัดกัน จำนวนสถานีทั้งหมดก็หลายร้อย ไม่รู้เหมือนกันว่ากี่ร้อย แต่ย้ำว่ามันช่างครอบคลุมทั่วถึงทุกซอกมุมที่ควรจะเป็นของกรุงโซลจริงๆ
ที่นั่นเขาซื้อตั๋วกันก่อนขึ้น ไม่ใช่ขึ้นไปแล้วค่อยไปจ่ายตังค์แบบรถไฟไทยบ้านเรา ถ้าใครใช้บ่อยก็ซื้อเป็นตั๋วปีหรือใช้การ์ดแบบเติมเงินที่เรียกว่า T-Money คนที่นั่นใช้กันมากมายเพราะใช้แทนเงินสดได้ด้วย นักท่องเที่ยวก็ควรจะซื้อไว้ติดกายเพราะจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจ่ายค่าตั๋วรถไฟ มีให้ซื้อกันตามร้านสะดวกซื้อทุกแห่ง ถ้าใครไปที่โน่นแล้ว ก่อนออกจากสนามบินก็แวะซื้อซักหน่อย ตอนผมไปนี่เลือกซื้อที่ร้าน Family Mart ตรงทางออกประตูไหนจำไม่ได้ เจอกับพนักงานผู้ชายตัวสูงๆ ขาวตี๋แบบหนุ่มเกาหลี โคตรเทคแคร์ ถามอะไรแม่งตอบได้หมด เอาใจใส่ราวกับมันเป็นตัวแทนกระทรวงท่องเที่ยวของเกาหลี ใครไปก็ลองแวะร้านนี้ดู เจอหน้ามันแล้วคุณจะรู้ทันที เพราะแม่งจะช่วยคุณทุกอย่าง อย่างผมถามว่าจะขึ้นรถลีมูซีนเข้าโซลต้องไปยังไง แม่งบอกว่าให้ขึ้นรถไฟเหอะ สะดวกกว่าเยอะ แล้วก็บอกทางเสร็จสรรพ คือถ้ามันไม่ติดต้องดูหน้าร้านก็คงจะจูงมือพาขึ้นรถไฟแล้วละ

ทางออก AirportLink ที่สถานีฮงอิกตอนเช้าตรู่ คนยังไม่มาก
ทางเข้า-ออกมีมากมายไม่ต้องแย่งกัน

ทางเข้าสถานีค่อนข้างกว้างขวาง เขาต้องทำให้มากช่องไว้เพราะคนใช้เยอะจริงๆ
ทีแรกก็คิดไม่ถูกว่าจะซื้อเท่าไหร่ดี แม่งบอกพี่เติมเลยหมื่นวอน รับรองใช้หมดแน่ หมื่นวอนบ้านมันก็ราว ๒๘๐ บาทไทย เสียค่าบัตร ๕๐๐ วอน แต่แลกคืนได้เมื่อจะกลับบ้าน จริงดังมันว่า ผมใช้เวลาแค่ ๓ วัน บัตรก็เหลือศูนย์ ทั้งที่ค่ารถก็ไม่แพง อาจเรียกได้ว่าถูกโคตรๆ แต่ดันขึ้นลงเป็นว่าเล่น เลยหมดอย่างไว
พอลงเครื่องแล้ว ทีนี้จะเข้าเมืองก็เดินตามป้ายบอกทางเลยสิครับ ระหว่างทางถ้าไม่ได้เตรียมปริ้นท์แผนที่รถไฟไว้ก็หยิบฉวยเอาไว้ มันมีแจกตลอดทาง คนที่โน่นบางคนยังพกเลย เพราะสถานีแม่งเยอะจริงๆ จำไม่หมด พอขึ้นรถไฟไปก็หลับได้เลย เพราะแม่งนานโคตร ไม่งั้นก็ชมวิวตามทางไปละกัน ของผมนี่ไปที่สถานีฮงอิก (Hongik University) บังเอิญว่ารถไฟเข้าเมืองมันมาทับสถานีนี้พอดี เลยไม่ต้องเปลี่ยนขบวนให้ยุ่งยาก แต่ถ้าใครจะไปที่อื่นก็ดูสถานีที่จะไปต่อให้ดีๆ ละกัน
เหนือประตูรถไฟมันจะมีแผนที่บอกเส้นทาง เป็นปุ่มไฟกระพริบๆ บอกว่าเราไปถึงไหนแล้ว พอใกล้จะถึงแต่ละสถานีมันก็จะมีเสียงดนตรีดังเตือนว่า เฮ้ย ใก้ล้ถึงสถานีหน้าแล้วนะเว้ย เสียงดนตรีนี้คุณจะต้องได้ยินมันตลอดเวลาที่อยู่ที่โซล จากนั้นก็มีเสียงบอกว่าสถานีอะไร เป็นภาษาเกาหลี ญี่ปุ่น จีน และอังกฤษ ถ้าฟังไม่ออกก็อ่านเอาได้ มันจะมีมอนิเตอร์บอก อย่างที่ผมเลยเล่าไปเมื่อตอนก่อน
นอกจากการดูแลผู้สูงวัยโดยจัดที่นั่งไว้ให้บรรดาผู้เฒ่าโดยเฉพาะแล้ว (ลองกลับอ่านตอนที่แล้วอีกเหมือนกัน) บ้านเขาก็เตรียมพร้อมสำหรับผู้พิการด้วย ทั้งทางลาด และที่ล็อครถในรถไฟฟ้า วันที่ไปนั้นเจอเข้าพอดี เป็นชายหนุ่มที่นั่งรถเข็น แต่เป็นรถเข็นที่ค่อนข้างจะไฮเทคนิดหน่อย เขาสามารถขึ้นรถไฟด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งคนใจบุญ ไม่ได้หมายความว่าคนบ้านเขาแล้งน้ำใจนะ แต่เพราะเขาจัดระบบไว้รองรับอย่างดีแล้วนั่นเอง ผู้พิการทั้งหลายจึงสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก ไม่เป็นภาระแก่คนอื่น และมันก็ยังมีผลด้านจิตใจสำหรับผู้พิการด้วยว่าตัวเขาไม่ได้เป็นภาระกับใคร ไม่เหมือนบ้านเราที่จำได้ว่าเห่อทำรถเมล์ไว้ให้คนพิการ แต่กลับใช้ประโยชน์จริงไม่ได้ ลองคิดดูนะกว่ารถจะเปิด-ปิดประตู กว่าทางลาดจะไหลออกมา กว่าผู้พิการจะเข็นขึ้นที่ทางลาด แล้วถ้ารถเมล์แม่งจอดที่อนุสาวรีย์ชัยฯ แม่คุณเอ้ย รถติดตายห่า แค่นี้คนข้างหลังก็ด่าแม่แล้ว มันไม่สนหรอกว่าคนพิการเขาจะลำบากแค่ไหน สุดท้ายระบบที่ว่านี้ก็หายสาบสูญไป มนุษย์ล้อบ้านเราก็เดินทางกันตามยะถากรรมเหมือนเดิม

ทางเข้ารถไฟเหมือนบ้านเรา ที่ว่างระหว่างประตูก็ขายเป็นพื้นที่โฆษณา
ด้านบนจะบอกว่าตอนนี้เราอยู่สถานี ๒๑๙ และขบวนนี้จะไปสถานี ๒๒๐ ตามลูกศร
ถ้ารู้ตัวมามาผิดทางก็ย้อนกลับไปอีกฝั่งซะ

บรรยากาศภายในรถไฟตอนสายๆ คนยังเยอะพอสมควร
ส่วนใหญ่เขาจะก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์หรือไม่ก็อ่านหนังสือ
ทีนี้มาลองเดินทางไปแรดในโซลกันบ้าง พกแผนที่ทางเดินรถไฟไว้ให้มั่น แล้วจดจำว่าจะไปสถานีไหน ไม่เฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้นที่จะระบุว่าจะต้องลงสถานีไหน แต่แทบทุกแห่ง ทุกอาคาร เขาจะมีระบุไว้หรือไม่ก็บอกกันแบบเป็นที่รู้กันว่าจะต้องไปที่สถานีไหน จากนั้นก็ดูเอาสิว่าเราอยู่ใกล้ที่ไหน แล้วก็ขึ้นตามสี ถ้ามันไปไม่ถึงก็ดูว่าเราต้องไปต่อที่ไหนแล้วขึ้นสีอะไรต่อ แค่นี้เอง
แต่ละสถานีจะมีชื่อเรียกตามสถานที่หรือชื่อถนนหรือชื่อห่าอะไรของมั่นนี่แหละ อย่างที่ผมอยู่ประจำคือสถานีฮงอิก เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยฮงอิก มันก็เอาเอาชื่อมาตั้งเป็นชื่อสถานีซะเลย หรือสถานี World Cup Stadium ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นที่ตั้งของสนามฟุตบอล แต่ถ้ามันจำยากนักล่ะก็ พวกเกาหลีแม่งก็เผื่อเอาไว้โดยใช้หมายเลขซะเลย แต่ละสถานีก็จะมีเลขกำกับ จำง่ายดีด้วย
ที่บอกไว้ตอนแรกว่ารถไฟในโซลมี ๙ สาย ๙ สี ที่จริงมีมากกว่านั้น แต่ ๙ สีที่ว่าคือสายหลักที่วิ่งในตัวเมือง ที่โดดเด่นที่สุดคือสายที่ ๒ (สีเขียว) คือเส้นที่ผมใช้ประจำ เป็นสายเดียวที่วิ่งเป็นวงกลม ส่วนสายอื่นจะวิ่งไปแค่สุดทาง ไม่วนกลับเป็นวง ดังนั้นสายสีเขียวแม่งจึงแน่นทุกวัน ยิ่งช่วงชั่วโมงเร่งด่วนคือตอนเช้าไปทำงานกับตอนเย็นถึงค่ำ คนแม่งก็แน่นได้ใจ แต่ไม่ได้แน่นแบบรถไฟญี่ปุ่นที่ต้องมีพนักงานคอยดันคนให้เข้าไปในขบวน ทีแรกก็ตั้งใจว่าจะได้เบียดสาวเกาหลี แต่มันเสือกไม่แน่นอย่างที่คาด … เสียดายชิบเป๋ง ส่วนสายอื่นๆ ก็แน่นบ้างเป็นบางเวลา ผมลองขึ้นมาหมดแล้ว สายสีเขียวนี่แหละยอดนิยมสุด ส่วนสายสีน้ำตาลนี่น่าจะว่างสุด
เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะไปที่ไหน ก็เอา T-Money ที่ซื้อมาแปะที่ประตู ไม่งั้นก็ซื้อตั๋วที่ตู้ขายได้ ซึ่งก็ไม่ยาก มันจะให้เลือกภาษาก่อน (ไม่มีภาษาไทยแน่นอน) บอกมันไปว่าจะไปไหน ถ้าสะกดไม่ถูกมันก็มี list ให้เลือกเรียงตามตัวอักษร บอกจำนวนคน ยัดเงินให้แม่งไป มันกินได้ทั้งแบบเหรียญและแบบแบงค์ พอผ่านประตูเข้าไปก็ให้ดูบนหัวหรือข้างผนัง มันจะมีป้ายบอกตลอด แล้วถี่เสียด้วย ไม่ใช่ห่างเป็นกิโลแล้วค่อยมีป้ายบอก ฉะนั้นโอกาสหลงจึงน้อยมาก
ดูให้ดีว่าจะไปสถานีไหน มันจะแบ่งฝั่งซ้าย-ขวา ดูตามลูศรเอาว่ารถแม่งวิ่งไปทางไหน มันจะบอกชื่อสถานีข้างหน้าไว้ด้วย ๓ ระดับ จะได้มั่นใจว่ากูไปถูกทางแล้ว แต่ถ้าเกิดผิดทางขึ้นมาก็ไม่ยาก ขึ้นบันไดย้อนกลับไปลงฝั่งตรงข้ามก็จบ แต่ถ้าบางสถานีรถไฟมันเสือกไม่ได้ขนานกัน ย้อนขึ้นมาแล้วมันจะไปต่อไม่ได้ถ้าไม่แปะการ์ดจ่ายตังค์ก่อน อย่ายอมเสียตังค์ฟรีครับ ให้เรียกเจ้าหน้าที่แถวนั้น บอกว่ากูมาผิดทาง ยิ่งพูดภาษาอื่นมันก็รู้ทันทีว่าเป็นนักท่องเที่ยวเซ่อๆ มันจะเปิดประตูให้เราออกฟรีๆ เพื่อไปลงอีกทางหนึ่งให้
ผมเจอทีนึงเมื่อไปวันแรกๆ ไปสถานี Euljiro (มั้ง) เป็นสถานีใหญ่ มีรถไฟมาบรรจบกันตั้งสามสาย ชิบหายแล้วมาผิดฝั่ง ก็เลยเรียกลุงเจ้าหน้าที่ จิ้มให้แกดูเพื่อจะบอกว่า “ลุงครับ กูจะไปฮงอิกครับ” แต่ยังไม่ถัดเอ่ยปาก ลุงแกก็เปิดประตูให้แบบเซ็งๆ แล้วชี้ว่า “มึงลงไปทางโน้นเลย” เลยเข้าใจว่าแกคงเจอแบบนี้ทั้งวัน

เหนือประตูรถไฟทุกขบวนจะมีแผนที่บอกเส้นทาง
ขบวนนี้ไฮโซหน่อย มีมอนิเตอร์เป็น LCD
ในจอบอกว่าสถานีต่อไปคือ สถานี Jamwon (๓๓๘) เป็นสถานีสาย ๓ สีส้ม
ตัวเลขแรกจะบอกว่าขบวนนั้นคือสายที่เท่าไหร่

สำหรับผู้เฒ่าที่เดินขึ้นบันไดไม่ไหว เขาก็มีลิฟท์ให้บริการ

จะเข้าหรือจะออกให้ดูที่สัญลักษณ์ด้านล่าง
ตู้ข้างๆ คุณลุงนั่นคือตู้เติมเงินในบัตร T-Money ตู้นี้แหละที่ผมเติมให้มันไปห้าพันวอน
เคยได้ยินมาว่าที่ญี่ปุ่นนั้นเขามีมารยาทในการใช้บริการรถไฟ คือจะปิดมือถือ ไม่โทรศัพท์ส่งเสียงรบกวนคนอื่น ถ้ารถแน่นๆ ก็จะถือกระเป๋าหรือเป้ จะไม่สะพาย เพราะมันจะเป็นการเพิ่มเนื้อที่และรบกวนชาวบ้าน ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงมั้ย แต่ที่เกาหลีไม่มีแบบนั้นแน่ๆ เหมือนบ้านเราเปี๊ยบ โทรศัพท์แม่งดังเป็นระยะๆ เป้ก็สะพายหลัง เป็นคนดีๆ ไม่ชอบ เสือกอยากเป็นเต่า แล้วกระดองแม่งก็ชนชาวบ้านเขาอีก
คนที่นี่ติดโทรศัพท์ขนาดหนัก ว่างเป็นไม่ได้ ต้องควักโทรศัพท์ขึ้นมา ไม่โทรคุยก็ส่งข้อความ ไม่ก็ดูทีวี ฟังเพลง แล้วทุกคนใช้ Smart Phone กันหมดนะเว้ย ประเภทโทรอย่างเดียว Nokia รุ่นโบราณนี่ไม่มีเสียล่ะ แม่งเล่นเกมส์ดูหนังกันได้หมด ขนาดป้าๆ ยายๆ ยังเลื่อนหน้าจอกันสนุก ดูละครฆ่าเวลากันทุกคน ที่เป็นแบบนี้เพราะบ้านเขาเล่น 3G 4G กันแล้ว ส่วนบ้านเรา … เฮ้อ
ที่ตัวสถานีก็ไม่ถึงกับสะอาดเอี่ยมแบบบ้านเรา บ้านเราน่ะสะอาดจริงแต่ไร้ประโยชน์ บ้านมันใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สุดๆ คนใช้เยอะใช่มั้ย ก็เปิดเป็นตลาดแม่งเลย ขยายโอกาสให้ชาวบ้านทำมาหากิน เสื้อผ้า ของกิน เพียบ ตู้กดห่าอะไรสารพัดมีครบครับ แล้วทุกสถานีจะมีตู้ใส่อุปกรณ์ช่วยชีวิตไว้ด้วย ทีแรกก็สงสัยว่าตู้อะไร ดูไกลๆ เหมือนมีกระสอบใบเล็กๆ ใส่ไว้ ก็นึกว่าแม่งเป็นตู้ขายข้าวสาร ดูใกล้ๆ มันคือถุงหน้ากากป้องกันแก๊สพิษ ที่มอนิเตอร์บนรถไฟมันไม่ได้เอาไว้โฆษณาตะบี้ตะบันเหมือนบ้านเรา มันเอาไว้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมหรือข่าวคราวต่างๆ และสอนวิธีเอาตัวรอดถ้าเกิดห่าอะไรขึ้น อย่างเช่นไฟไหม้ แผ่นดินไหว ถูกวางระเบิด เพราะบ้านมันเคยโดนมาแล้ว มันจึงเตรียมพร้อมเอาไว้เสมอ เสียดายที่ไอ้ตู้ที่ว่านี้มีใส่ไว้ไม่กี่ชุด สงสัยเหมือนกันว่าถ้าเกิดเหตุขึ้นมันจะพอใช้เหรอวะเนี่ย
พอออกจากรถก็เดินตามเขาขึ้นบันไดไปชั้นบนได้เลย ยังไม่ต้องตกใจว่าขึ้นถูกทิศไหม เพราะขึ้นไปด้านบนก็ค่อยหาประตูทางออกอีกทีได้ แต่ละสถานีมันจะทางออกเป็นสิบ ทางที่ดีให้ทำการบ้านไปก่อน ถ้าลืมทำการบ้านก็ดูแผนที่เอาได้ มันจะมีติดไว้ตลอด หาไม่ยาก แล้วแผนที่บ้านมันก็ค่อนข้างละเอียด ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ แล้วจะยิ่งชอบ เพราะมันบอกละเอียดดี ถ่ายรูปเก็บไว้ยังได้เลย เผลอๆ อาจจะดูง่ายกว่าแผนที่ที่เราพกไปเองเสียอีก พอเจอทางออกที่ต้องการก็เอาการ์ดแปะที่ประตูอีกที ถึงจะออกมากได้ มันจะมีมอนิเตอร์บอกว่าบัตรเหลือเงินเท่าไหร่ เหมือนบ้านเรานี่แหละ ถ้าบัตรเหลือเงินไม่พอ ข้างๆ มันจะมีตู้เติมเงินรอไว้เลย ก็เติมเงินพอให้ออกได้ก็ได้หรือจะเติมเผื่อวันต่อไปเลยก็ไม่มีปัญหา

แผนที่บอกทางมีให้เกลื่อน มีทั้งแบบละแวกนั้น สถานที่สำคัญ หรือแบบละเอียดโคตรก็มี
สถานีนี้คือสายสีฟ้า (สาย ๔) สถานีสีอะไรเขาก็จะตกแต่งให้เป็นโทนสีนั้น
อย่างที่นี่ใช้เก้าอี้สีฟ้า ดูผ่านๆ ก็เดาได้ว่าสายสีอะไร

ทางออกจากสายสีเขียวโผล่ที่ห้าง Coex ห้างสรรพสินค้ามหึมา คล้ายๆ พารากอนบ้านเรา
ตอนนี้ยังเช้าตรู่คนยังน้อย ซักเจ็ดโมงคนจะตรึมมาก ถ้าตอนบ่ายหรือเย็นนี่จะแน่นโคตร

ในสถานีเขายังเปิดโอกาสให้ใช้พื้นที่อย่างสร้างสรรค์
วัยรุ่นกลุ่มนี้เปิดแสดงเต้นระบำเชิ้บๆ แบบที่เห็นใน MV
เข้าใจว่าเป็นกิจกรรมของชมรมอะไรซักอย่าง
ดูดีมีประโยชน์และสร้างสรรค์ ให้เด็กๆ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
สรุปว่าให้ดูให้ดีว่าที่ที่จะไปนั้นไปโดยรถไฟสายไหน สีอะไร จำชื่อสถานีปลายทางหรือจำตัวเลขเอา หมั่นดูมอนิเตอร์บอกชื่อสถานีเอาไว้ ในสถานีก็เดินตามป้ายบอก ถ้าสถานีไหนต้องเปลี่ยนขบวนก็เดินตามเส้นสีไปเรื่อยๆ สมมุติต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นสีฟ้า มันก็จะมีแถบสีฟ้าติดผนังยาวเหยียดไปจนกว่าจะเจอทางเข้า ถ้าไม่เซ่อนักก็คงเอาตัวรอดได้แหละวะ แต่ถ้าหลงจริงๆ ก็ไม่ต้องกลัว คนที่โน่นแม่งใจดีเหมือนบ้านเรา (จริงๆ ไม่ได้ประชด)
…เขาเตี๊ยมกันไว้แล้วทั้งประเทศว่าให้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทุกคน เพราะนี่คือเสน่ห์ที่น่ารัก ที่ทำให้เราประทับใจและจะได้กลับมาเที่ยวบ้านเขาอีกไงล่ะ

















