Monthly Archives: August 2011

รถไฟในโซล

การใช้งานรถไฟใต้ดินในกรุงโซลนั้นง่ายมาก แรกๆ อาจจะดูซับซ้อนเล็กน้อย แต่เอาเข้าจริงกลับสะดวกกว่าที่คิด เพราะเขาวางเส้นทางไว้ค่อนข้างจะครอบคลุมทั่วมหานครโซล จนแทบจะไม่ต้องพึ่งพารถเมล์เลย ครั้งนี้จะขอเล่าถึงประสบการณ์การใช้งานในมุมมองของนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง

ระบบรถไฟของเขาแบ่งออกเป็น ๙ สายหลัก ใช้สีแบ่ง อย่างเช่นสีส้ม สีเขียว สีแดง แต่ละสายก็จะพาเราไปยังสถานที่ต่างๆ ภายในเมือง จะมีที่วิ่งทับกันบ้าง ดังนั้นบางสถานีจึงมีรถไฟ ๒-๓ สีวิ่งตัดกัน จำนวนสถานีทั้งหมดก็หลายร้อย ไม่รู้เหมือนกันว่ากี่ร้อย แต่ย้ำว่ามันช่างครอบคลุมทั่วถึงทุกซอกมุมที่ควรจะเป็นของกรุงโซลจริงๆ

ที่นั่นเขาซื้อตั๋วกันก่อนขึ้น ไม่ใช่ขึ้นไปแล้วค่อยไปจ่ายตังค์แบบรถไฟไทยบ้านเรา ถ้าใครใช้บ่อยก็ซื้อเป็นตั๋วปีหรือใช้การ์ดแบบเติมเงินที่เรียกว่า T-Money คนที่นั่นใช้กันมากมายเพราะใช้แทนเงินสดได้ด้วย นักท่องเที่ยวก็ควรจะซื้อไว้ติดกายเพราะจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจ่ายค่าตั๋วรถไฟ มีให้ซื้อกันตามร้านสะดวกซื้อทุกแห่ง ถ้าใครไปที่โน่นแล้ว ก่อนออกจากสนามบินก็แวะซื้อซักหน่อย ตอนผมไปนี่เลือกซื้อที่ร้าน Family Mart ตรงทางออกประตูไหนจำไม่ได้ เจอกับพนักงานผู้ชายตัวสูงๆ ขาวตี๋แบบหนุ่มเกาหลี โคตรเทคแคร์ ถามอะไรแม่งตอบได้หมด เอาใจใส่ราวกับมันเป็นตัวแทนกระทรวงท่องเที่ยวของเกาหลี ใครไปก็ลองแวะร้านนี้ดู เจอหน้ามันแล้วคุณจะรู้ทันที เพราะแม่งจะช่วยคุณทุกอย่าง อย่างผมถามว่าจะขึ้นรถลีมูซีนเข้าโซลต้องไปยังไง แม่งบอกว่าให้ขึ้นรถไฟเหอะ สะดวกกว่าเยอะ แล้วก็บอกทางเสร็จสรรพ คือถ้ามันไม่ติดต้องดูหน้าร้านก็คงจะจูงมือพาขึ้นรถไฟแล้วละ


ทางออก AirportLink ที่สถานีฮงอิกตอนเช้าตรู่ คนยังไม่มาก
ทางเข้า-ออกมีมากมายไม่ต้องแย่งกัน


ทางเข้าสถานีค่อนข้างกว้างขวาง เขาต้องทำให้มากช่องไว้เพราะคนใช้เยอะจริงๆ

ทีแรกก็คิดไม่ถูกว่าจะซื้อเท่าไหร่ดี แม่งบอกพี่เติมเลยหมื่นวอน รับรองใช้หมดแน่ หมื่นวอนบ้านมันก็ราว ๒๘๐ บาทไทย เสียค่าบัตร ๕๐๐ วอน แต่แลกคืนได้เมื่อจะกลับบ้าน จริงดังมันว่า ผมใช้เวลาแค่ ๓ วัน บัตรก็เหลือศูนย์ ทั้งที่ค่ารถก็ไม่แพง อาจเรียกได้ว่าถูกโคตรๆ แต่ดันขึ้นลงเป็นว่าเล่น เลยหมดอย่างไว

พอลงเครื่องแล้ว ทีนี้จะเข้าเมืองก็เดินตามป้ายบอกทางเลยสิครับ ระหว่างทางถ้าไม่ได้เตรียมปริ้นท์แผนที่รถไฟไว้ก็หยิบฉวยเอาไว้ มันมีแจกตลอดทาง คนที่โน่นบางคนยังพกเลย เพราะสถานีแม่งเยอะจริงๆ จำไม่หมด พอขึ้นรถไฟไปก็หลับได้เลย เพราะแม่งนานโคตร ไม่งั้นก็ชมวิวตามทางไปละกัน ของผมนี่ไปที่สถานีฮงอิก (Hongik University) บังเอิญว่ารถไฟเข้าเมืองมันมาทับสถานีนี้พอดี เลยไม่ต้องเปลี่ยนขบวนให้ยุ่งยาก แต่ถ้าใครจะไปที่อื่นก็ดูสถานีที่จะไปต่อให้ดีๆ ละกัน

เหนือประตูรถไฟมันจะมีแผนที่บอกเส้นทาง เป็นปุ่มไฟกระพริบๆ บอกว่าเราไปถึงไหนแล้ว พอใกล้จะถึงแต่ละสถานีมันก็จะมีเสียงดนตรีดังเตือนว่า เฮ้ย ใก้ล้ถึงสถานีหน้าแล้วนะเว้ย เสียงดนตรีนี้คุณจะต้องได้ยินมันตลอดเวลาที่อยู่ที่โซล จากนั้นก็มีเสียงบอกว่าสถานีอะไร เป็นภาษาเกาหลี ญี่ปุ่น จีน และอังกฤษ ถ้าฟังไม่ออกก็อ่านเอาได้ มันจะมีมอนิเตอร์บอก อย่างที่ผมเลยเล่าไปเมื่อตอนก่อน

นอกจากการดูแลผู้สูงวัยโดยจัดที่นั่งไว้ให้บรรดาผู้เฒ่าโดยเฉพาะแล้ว (ลองกลับอ่านตอนที่แล้วอีกเหมือนกัน) บ้านเขาก็เตรียมพร้อมสำหรับผู้พิการด้วย ทั้งทางลาด และที่ล็อครถในรถไฟฟ้า วันที่ไปนั้นเจอเข้าพอดี เป็นชายหนุ่มที่นั่งรถเข็น แต่เป็นรถเข็นที่ค่อนข้างจะไฮเทคนิดหน่อย เขาสามารถขึ้นรถไฟด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งคนใจบุญ ไม่ได้หมายความว่าคนบ้านเขาแล้งน้ำใจนะ แต่เพราะเขาจัดระบบไว้รองรับอย่างดีแล้วนั่นเอง ผู้พิการทั้งหลายจึงสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก ไม่เป็นภาระแก่คนอื่น และมันก็ยังมีผลด้านจิตใจสำหรับผู้พิการด้วยว่าตัวเขาไม่ได้เป็นภาระกับใคร ไม่เหมือนบ้านเราที่จำได้ว่าเห่อทำรถเมล์ไว้ให้คนพิการ แต่กลับใช้ประโยชน์จริงไม่ได้ ลองคิดดูนะกว่ารถจะเปิด-ปิดประตู กว่าทางลาดจะไหลออกมา กว่าผู้พิการจะเข็นขึ้นที่ทางลาด แล้วถ้ารถเมล์แม่งจอดที่อนุสาวรีย์ชัยฯ แม่คุณเอ้ย รถติดตายห่า แค่นี้คนข้างหลังก็ด่าแม่แล้ว มันไม่สนหรอกว่าคนพิการเขาจะลำบากแค่ไหน สุดท้ายระบบที่ว่านี้ก็หายสาบสูญไป มนุษย์ล้อบ้านเราก็เดินทางกันตามยะถากรรมเหมือนเดิม


ทางเข้ารถไฟเหมือนบ้านเรา ที่ว่างระหว่างประตูก็ขายเป็นพื้นที่โฆษณา
ด้านบนจะบอกว่าตอนนี้เราอยู่สถานี ๒๑๙ และขบวนนี้จะไปสถานี ๒๒๐ ตามลูกศร
ถ้ารู้ตัวมามาผิดทางก็ย้อนกลับไปอีกฝั่งซะ


บรรยากาศภายในรถไฟตอนสายๆ คนยังเยอะพอสมควร
ส่วนใหญ่เขาจะก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์หรือไม่ก็อ่านหนังสือ

ทีนี้มาลองเดินทางไปแรดในโซลกันบ้าง พกแผนที่ทางเดินรถไฟไว้ให้มั่น แล้วจดจำว่าจะไปสถานีไหน ไม่เฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้นที่จะระบุว่าจะต้องลงสถานีไหน แต่แทบทุกแห่ง ทุกอาคาร เขาจะมีระบุไว้หรือไม่ก็บอกกันแบบเป็นที่รู้กันว่าจะต้องไปที่สถานีไหน จากนั้นก็ดูเอาสิว่าเราอยู่ใกล้ที่ไหน แล้วก็ขึ้นตามสี ถ้ามันไปไม่ถึงก็ดูว่าเราต้องไปต่อที่ไหนแล้วขึ้นสีอะไรต่อ แค่นี้เอง

แต่ละสถานีจะมีชื่อเรียกตามสถานที่หรือชื่อถนนหรือชื่อห่าอะไรของมั่นนี่แหละ อย่างที่ผมอยู่ประจำคือสถานีฮงอิก เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยฮงอิก มันก็เอาเอาชื่อมาตั้งเป็นชื่อสถานีซะเลย หรือสถานี World Cup Stadium ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นที่ตั้งของสนามฟุตบอล แต่ถ้ามันจำยากนักล่ะก็ พวกเกาหลีแม่งก็เผื่อเอาไว้โดยใช้หมายเลขซะเลย แต่ละสถานีก็จะมีเลขกำกับ จำง่ายดีด้วย

ที่บอกไว้ตอนแรกว่ารถไฟในโซลมี ๙ สาย ๙ สี ที่จริงมีมากกว่านั้น แต่ ๙ สีที่ว่าคือสายหลักที่วิ่งในตัวเมือง ที่โดดเด่นที่สุดคือสายที่ ๒ (สีเขียว) คือเส้นที่ผมใช้ประจำ เป็นสายเดียวที่วิ่งเป็นวงกลม ส่วนสายอื่นจะวิ่งไปแค่สุดทาง ไม่วนกลับเป็นวง ดังนั้นสายสีเขียวแม่งจึงแน่นทุกวัน ยิ่งช่วงชั่วโมงเร่งด่วนคือตอนเช้าไปทำงานกับตอนเย็นถึงค่ำ คนแม่งก็แน่นได้ใจ แต่ไม่ได้แน่นแบบรถไฟญี่ปุ่นที่ต้องมีพนักงานคอยดันคนให้เข้าไปในขบวน ทีแรกก็ตั้งใจว่าจะได้เบียดสาวเกาหลี แต่มันเสือกไม่แน่นอย่างที่คาด … เสียดายชิบเป๋ง ส่วนสายอื่นๆ ก็แน่นบ้างเป็นบางเวลา ผมลองขึ้นมาหมดแล้ว สายสีเขียวนี่แหละยอดนิยมสุด ส่วนสายสีน้ำตาลนี่น่าจะว่างสุด

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะไปที่ไหน ก็เอา T-Money ที่ซื้อมาแปะที่ประตู ไม่งั้นก็ซื้อตั๋วที่ตู้ขายได้ ซึ่งก็ไม่ยาก มันจะให้เลือกภาษาก่อน (ไม่มีภาษาไทยแน่นอน) บอกมันไปว่าจะไปไหน ถ้าสะกดไม่ถูกมันก็มี list ให้เลือกเรียงตามตัวอักษร บอกจำนวนคน ยัดเงินให้แม่งไป มันกินได้ทั้งแบบเหรียญและแบบแบงค์ พอผ่านประตูเข้าไปก็ให้ดูบนหัวหรือข้างผนัง มันจะมีป้ายบอกตลอด แล้วถี่เสียด้วย ไม่ใช่ห่างเป็นกิโลแล้วค่อยมีป้ายบอก ฉะนั้นโอกาสหลงจึงน้อยมาก

ดูให้ดีว่าจะไปสถานีไหน มันจะแบ่งฝั่งซ้าย-ขวา ดูตามลูศรเอาว่ารถแม่งวิ่งไปทางไหน มันจะบอกชื่อสถานีข้างหน้าไว้ด้วย ๓ ระดับ จะได้มั่นใจว่ากูไปถูกทางแล้ว แต่ถ้าเกิดผิดทางขึ้นมาก็ไม่ยาก ขึ้นบันไดย้อนกลับไปลงฝั่งตรงข้ามก็จบ แต่ถ้าบางสถานีรถไฟมันเสือกไม่ได้ขนานกัน ย้อนขึ้นมาแล้วมันจะไปต่อไม่ได้ถ้าไม่แปะการ์ดจ่ายตังค์ก่อน อย่ายอมเสียตังค์ฟรีครับ ให้เรียกเจ้าหน้าที่แถวนั้น บอกว่ากูมาผิดทาง ยิ่งพูดภาษาอื่นมันก็รู้ทันทีว่าเป็นนักท่องเที่ยวเซ่อๆ มันจะเปิดประตูให้เราออกฟรีๆ เพื่อไปลงอีกทางหนึ่งให้

ผมเจอทีนึงเมื่อไปวันแรกๆ ไปสถานี Euljiro (มั้ง) เป็นสถานีใหญ่ มีรถไฟมาบรรจบกันตั้งสามสาย ชิบหายแล้วมาผิดฝั่ง ก็เลยเรียกลุงเจ้าหน้าที่ จิ้มให้แกดูเพื่อจะบอกว่า “ลุงครับ กูจะไปฮงอิกครับ” แต่ยังไม่ถัดเอ่ยปาก ลุงแกก็เปิดประตูให้แบบเซ็งๆ แล้วชี้ว่า “มึงลงไปทางโน้นเลย” เลยเข้าใจว่าแกคงเจอแบบนี้ทั้งวัน


เหนือประตูรถไฟทุกขบวนจะมีแผนที่บอกเส้นทาง
ขบวนนี้ไฮโซหน่อย มีมอนิเตอร์เป็น LCD

ในจอบอกว่าสถานีต่อไปคือ สถานี Jamwon (๓๓๘) เป็นสถานีสาย ๓ สีส้ม
ตัวเลขแรกจะบอกว่าขบวนนั้นคือสายที่เท่าไหร่


สำหรับผู้เฒ่าที่เดินขึ้นบันไดไม่ไหว เขาก็มีลิฟท์ให้บริการ


จะเข้าหรือจะออกให้ดูที่สัญลักษณ์ด้านล่าง
ตู้ข้างๆ คุณลุงนั่นคือตู้เติมเงินในบัตร T-Money ตู้นี้แหละที่ผมเติมให้มันไปห้าพันวอน

เคยได้ยินมาว่าที่ญี่ปุ่นนั้นเขามีมารยาทในการใช้บริการรถไฟ คือจะปิดมือถือ ไม่โทรศัพท์ส่งเสียงรบกวนคนอื่น ถ้ารถแน่นๆ ก็จะถือกระเป๋าหรือเป้ จะไม่สะพาย เพราะมันจะเป็นการเพิ่มเนื้อที่และรบกวนชาวบ้าน ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงมั้ย แต่ที่เกาหลีไม่มีแบบนั้นแน่ๆ เหมือนบ้านเราเปี๊ยบ โทรศัพท์แม่งดังเป็นระยะๆ เป้ก็สะพายหลัง เป็นคนดีๆ ไม่ชอบ เสือกอยากเป็นเต่า แล้วกระดองแม่งก็ชนชาวบ้านเขาอีก

คนที่นี่ติดโทรศัพท์ขนาดหนัก ว่างเป็นไม่ได้ ต้องควักโทรศัพท์ขึ้นมา ไม่โทรคุยก็ส่งข้อความ ไม่ก็ดูทีวี ฟังเพลง แล้วทุกคนใช้ Smart Phone กันหมดนะเว้ย ประเภทโทรอย่างเดียว Nokia รุ่นโบราณนี่ไม่มีเสียล่ะ แม่งเล่นเกมส์ดูหนังกันได้หมด ขนาดป้าๆ ยายๆ ยังเลื่อนหน้าจอกันสนุก ดูละครฆ่าเวลากันทุกคน ที่เป็นแบบนี้เพราะบ้านเขาเล่น 3G 4G กันแล้ว ส่วนบ้านเรา … เฮ้อ

ที่ตัวสถานีก็ไม่ถึงกับสะอาดเอี่ยมแบบบ้านเรา บ้านเราน่ะสะอาดจริงแต่ไร้ประโยชน์ บ้านมันใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สุดๆ คนใช้เยอะใช่มั้ย ก็เปิดเป็นตลาดแม่งเลย ขยายโอกาสให้ชาวบ้านทำมาหากิน เสื้อผ้า ของกิน เพียบ  ตู้กดห่าอะไรสารพัดมีครบครับ แล้วทุกสถานีจะมีตู้ใส่อุปกรณ์ช่วยชีวิตไว้ด้วย ทีแรกก็สงสัยว่าตู้อะไร ดูไกลๆ เหมือนมีกระสอบใบเล็กๆ ใส่ไว้ ก็นึกว่าแม่งเป็นตู้ขายข้าวสาร ดูใกล้ๆ มันคือถุงหน้ากากป้องกันแก๊สพิษ ที่มอนิเตอร์บนรถไฟมันไม่ได้เอาไว้โฆษณาตะบี้ตะบันเหมือนบ้านเรา มันเอาไว้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมหรือข่าวคราวต่างๆ และสอนวิธีเอาตัวรอดถ้าเกิดห่าอะไรขึ้น อย่างเช่นไฟไหม้ แผ่นดินไหว ถูกวางระเบิด เพราะบ้านมันเคยโดนมาแล้ว มันจึงเตรียมพร้อมเอาไว้เสมอ เสียดายที่ไอ้ตู้ที่ว่านี้มีใส่ไว้ไม่กี่ชุด สงสัยเหมือนกันว่าถ้าเกิดเหตุขึ้นมันจะพอใช้เหรอวะเนี่ย

พอออกจากรถก็เดินตามเขาขึ้นบันไดไปชั้นบนได้เลย ยังไม่ต้องตกใจว่าขึ้นถูกทิศไหม เพราะขึ้นไปด้านบนก็ค่อยหาประตูทางออกอีกทีได้ แต่ละสถานีมันจะทางออกเป็นสิบ ทางที่ดีให้ทำการบ้านไปก่อน ถ้าลืมทำการบ้านก็ดูแผนที่เอาได้ มันจะมีติดไว้ตลอด หาไม่ยาก แล้วแผนที่บ้านมันก็ค่อนข้างละเอียด ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ แล้วจะยิ่งชอบ เพราะมันบอกละเอียดดี ถ่ายรูปเก็บไว้ยังได้เลย เผลอๆ อาจจะดูง่ายกว่าแผนที่ที่เราพกไปเองเสียอีก พอเจอทางออกที่ต้องการก็เอาการ์ดแปะที่ประตูอีกที ถึงจะออกมากได้ มันจะมีมอนิเตอร์บอกว่าบัตรเหลือเงินเท่าไหร่ เหมือนบ้านเรานี่แหละ ถ้าบัตรเหลือเงินไม่พอ ข้างๆ มันจะมีตู้เติมเงินรอไว้เลย ก็เติมเงินพอให้ออกได้ก็ได้หรือจะเติมเผื่อวันต่อไปเลยก็ไม่มีปัญหา


แผนที่บอกทางมีให้เกลื่อน มีทั้งแบบละแวกนั้น สถานที่สำคัญ หรือแบบละเอียดโคตรก็มี
สถานีนี้คือสายสีฟ้า (สาย ๔) สถานีสีอะไรเขาก็จะตกแต่งให้เป็นโทนสีนั้น
อย่างที่นี่ใช้เก้าอี้สีฟ้า ดูผ่านๆ ก็เดาได้ว่าสายสีอะไร


ทางออกจากสายสีเขียวโผล่ที่ห้าง Coex ห้างสรรพสินค้ามหึมา คล้ายๆ พารากอนบ้านเรา
ตอนนี้ยังเช้าตรู่คนยังน้อย ซักเจ็ดโมงคนจะตรึมมาก ถ้าตอนบ่ายหรือเย็นนี่จะแน่นโคตร


ในสถานีเขายังเปิดโอกาสให้ใช้พื้นที่อย่างสร้างสรรค์
วัยรุ่นกลุ่มนี้เปิดแสดงเต้นระบำเชิ้บๆ แบบที่เห็นใน MV
เข้าใจว่าเป็นกิจกรรมของชมรมอะไรซักอย่าง

ดูดีมีประโยชน์และสร้างสรรค์ ให้เด็กๆ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

สรุปว่าให้ดูให้ดีว่าที่ที่จะไปนั้นไปโดยรถไฟสายไหน สีอะไร จำชื่อสถานีปลายทางหรือจำตัวเลขเอา หมั่นดูมอนิเตอร์บอกชื่อสถานีเอาไว้ ในสถานีก็เดินตามป้ายบอก ถ้าสถานีไหนต้องเปลี่ยนขบวนก็เดินตามเส้นสีไปเรื่อยๆ สมมุติต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นสีฟ้า มันก็จะมีแถบสีฟ้าติดผนังยาวเหยียดไปจนกว่าจะเจอทางเข้า ถ้าไม่เซ่อนักก็คงเอาตัวรอดได้แหละวะ แต่ถ้าหลงจริงๆ ก็ไม่ต้องกลัว คนที่โน่นแม่งใจดีเหมือนบ้านเรา (จริงๆ ไม่ได้ประชด)

…เขาเตี๊ยมกันไว้แล้วทั้งประเทศว่าให้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทุกคน เพราะนี่คือเสน่ห์ที่น่ารัก ที่ทำให้เราประทับใจและจะได้กลับมาเที่ยวบ้านเขาอีกไงล่ะ

รถไฟในโซล (ภาคนี้มีแต่บ่น)

สิ่งหนึ่งที่อาจจะช่วยบอกเราได้ว่าประชาชนที่นั่นได้รับความเอาใจใส่จากรัฐดีเพียงใด นั่นก็คือระบบขนส่งมวลชน ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าไม่มีใครอยากไปติดแหง็กอยู่บนถนน ทุกคนอยากไปไหนมาไหนอย่างสะดวกสบาย รวดเร็ว ซึ่งถ้าระบบขนส่งมันดี ใครล่ะอยากจะขับรถของตัวเองออกมาให้เหนื่อยแรงเสียเปล่าๆ

การที่ได้มีโอกาสไปตระเวนเที่ยวที่เกาหลีใต้ด้วยรถไฟฟ้าของบ้านเขา เป็นประสบการณ์อันน่าประทับอย่างหนึ่ง แต่ก็อดนึกถึงบ้านเราไม่ได้ว่าทำไมหนอ บ้านเราถึงไม่มีอะไรๆ แบบเขาบ้าง


บรรยากาศภายในรถไฟช่วงว่างๆ สะอาดสะอ้านดี มีชั้นวางสัมภาระให้ด้วย

รถไฟฟ้าบ้านเรานี่รวมๆ แล้วมันก็ถือว่าใช้ได้นะ เสียอย่างเดียวคือมันสั้นไปหน่อย ระยะทางไม่กี่กิโล พี่จะสร้างไปทำไมครับ ทำทั้งทีมันต้องครอบคลุมให้ทั่วสิ หรือถ้ายังไม่มีตังค์ก็ช่วยวางแผนระยะยาวให้มันดูมีความหวังหน่อย ไม่ใช่พอใจจะต่อเส้นไหนก็ทำกันไปเรื่อย และที่สำคัญที่อดคิดไม่ได้ว่ามันมีผลประโยชน์แอบแฝงรึเปล่า นั่นคือสถานีแต่ละจุด ทำไมถึงเลือกไปโผล่จำเพาะศูนย์การค้าหรือแหล่งธุรกิจบางที่เท่านั้น มันไม่ได้ไปโผล่ที่ที่เหมาะสมหรือที่เป็นชุมทางเลย

ลองไปดูที่โซลกันเสียหน่อย เฉพาะที่โซลนะไม่นับรถไฟข้ามเมือง เขามีระบบรถไฟใต้ดินที่เรียกว่าสุดยอดแห่งหนึ่ง ดูไปก็คล้ายบ้านเรา คือไม่ได้สร้างเป็นวงๆ  แต่ตัดเป็นเส้นใครเส้นมันแบ่งตามสี แตที่สำคัญคือมันไปได้ทั่วกรุงโซลและสถานีทุกแห่งก็ไปโผล่ในที่ที่ควรโผล่ สะดวกต่อการเดินทางอย่างที่สุด

รถไฟใต้ดินของกรุงโซลเขาเรียกว่า Seoul Metro ใช้งานมาก็เหยียบ ๔๐ ปีเข้าไปแล้ว จากที่เริ่มต้นไม่ถึง ๑๐ สถานี ตอนนี้ปาเข้าไป ๒๐๐ กว่าสถานีแล้ว เป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของคนที่นั่น วันๆ นึงมีคนใช้น่าจะถึงหลักแสนเชียวนะ เพราะมันสะดวกจริงๆ และใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน

ผมมีโอกาสไปแรดที่นั่นอยู่ ๘ วัน แค่สองวันแรกก็อาจจะเรียกได้ว่าช่ำชองแล้ว ก็เพราะมันง่ายจริงๆ ขอให้จำสายที่จะขึ้นและสถานีที่จะลงให้ได้ แค่นั้นก็เรียบร้อยครับ เพราะเขาคิดกระบวนการที่ง่ายที่สุดสำหรับการใช้งานมาแล้ว และที่สำคัญคือมันมีภาษาอังกฤษประกอบทุกที่ ทุกจุด เหมาะสำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยว ไม่เหมือนประเทศไทยที่กระแดะอยากจะอินเตอร์ แต่เสือกไม่เตรียมพร้อมสำหรับนักท่องเที่ยว


บรรยากาศภายในสถานี เต็มไปด้วยบอร์โฆษณา
รูปดารา นักร้อง หล่อๆ สวยๆ เห็นกันให้เกลื่อน

แล้วก็มีตู้กดสารพัดคอยอำนวยความสะดวก
เพราะคนเขาใช้เยอะจริงๆ มันต้องมีบริการกันหน่อย


ทางขึ้นสถานีที่โผล่ขึ้นมาแล้วไปต่อได้เลย ไม่ต้องเดินอ้อมโลก

พูดถึงเรื่องนี้ก็อยากเปรียบเทียบให้ดู แค่เรื่องป้ายบอกทางก็เห็นได้ชัดแล้ว ตอนก่อนไปก็วิตกเหมือนกันเพราะใครๆ ต่างก็บอกว่าคนที่โน่นแม่งพูดภาษาอังกฤษห่วยมาก ซึ่งก็ห่วยจริงๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าเก่งภาษาอังกฤษไปเลย แต่เขาแก้ไขด้วยการทำป้ายบอกทางที่ค่อนข้างละเอียด และมีภาษาอังกฤษกำกับไว้ทุกที่ แผนที่ก็มีติดอยู่ทั่วไป หาได้ง่ายด้วย ในสถานีรถไฟสถานีหนึ่งเราอาจเห็นแผนที่ให้บริการไว้มากกว่า ๑๐ จุด หรือถ้าอยากไฮเทคหน่อยเขาก็มีแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ให้บริการจิ้มเองด้วย ส่วนบ้านเรามีแค่แผนที่บอกว่าตอนนี้มึงอยู่ไหน และสถานที่ใกล้ๆ คืออะไร แถมสถานที่ที่บอกก็เสือกมีแต่ศูนย์การค้า แบบนี้จะไม่ให้สงสัยว่ามีผลประโยชน์กันไหวเหรอ

ที่บ้านเขาจะให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุมาก ทุกๆ โบกี้จะมีที่นั่งสำหรับผู้สูงอายุไว้อย่างน้อยก็ ๑๒ ที่นั่ง และไม่ว่ารถจะแน่นขนาดไหนก็ตาม ก็จะไม่มีคนอื่นที่ไม่ใช่ผู้สูงอายุเสร่อเข้าไปนั่งเด็ดขาด อันนี้เห็นกันจะๆ รถเบียดกันจะตายห่าแต่ที่นั่งส่วนนี้ก็จะเว้นว่างไว้ เต็มที่ก็อาจจะใช้วางของนิดหน่อย แต่ไม่มีคนนั่งแน่นอน เพราะไม่รู้ว่าสถานีต่อไปจะมีผู้เฒ่าขึ้นมารึเปล่า แต่อันนี้ก็น่าคิดนะ เพราะถ้าใครนั่งที่ตรงนั้นก็ประกาศตัวเลยสิว่า “กูแก่” ดังนั้นจึงเห็นลุงๆ หลายคนไม่ยอมนั่ง ประมาณว่ากูยังไหวเว้ย ส่วนบ้านเราก็ใครใคร่นั่งก็นั่ง ผู้เฒ่าหรือเด็กน้อยขึ้นมาก็เสี่ยงเอาละกันว่าจะเจอคนใจดีลุกให้นั่งมั้ย


ที่นั่งสำหรับผู้สูงอายุ คนท้อง คนพิการ คนปกติทั่วไปไม่มีใครนั่งแน่นอน


ที่สถานีนี้ทำห้องสมุดไว้บริการด้วย คนมาใช้บริการเยอะทีเดียว


อันนี้เขาจัดเป็นแกลลอรี่มันซะเลย ใช้ที่ให้เกิดประโยชน์แบบมีคุณค่า


ส่วนที่นี่เปิดเป็นร้านค้าถาวร แต่ไม่ใช่สักแต่ขายเรื่อยเปื่อย
สถานีนี้รวบรวมร้านค้าเกี่ยวกับงานศิลปะทุกร้าน

ระบบการบอกเส้นทางก็ชอบครับ เหนือประตูทางเข้าจะมีมอนิเตอร์บอกว่าสถานีต่อไปคือที่ไหน แล้วตรงกลางโบกี้ก็จะมีจอมอนิเตอร์บอกเหมือนกัน ต่อให้แน่นแค่ไหนก็มองเห็น เพราะตัวหนังสือแม่งทำใหญ่โต มองเห็นชัดเจน บอกไว้ ๔ ภาษาหลัก คือเกาหลี ญี่ปุ่น จีน อังกฤษ เพราะสี่ภาษานี้ค่อนข้างครอบคลุมบรรดานักท่องเที่ยวแล้ว แถมยังบอกว่าด้วยแกต้องลงประตูฝั่งไหน และก็ยังมีเสียงประกาศบอกทุกสถานี สำหรับชาวไทยที่จะไปขอให้ดูจากมอนิเตอร์เอานะครับ เพราะขืนใช้วิธีฟังเอาอาจจะไม่รู้เรื่องได้  และก่อนจะถึงแต่ละสถานีก็จะมีเสียงดนตรีดังขึ้นเตือนเราก่อนว่า “จะถึงอีกที่แล้วนะเว้ย”

รถไฟแต่ละขบวนของบ้านเขาอาจมีความทันสมัยต่างกันนะครับ มอนิเตอร์บอกสถานีน่ะมีทุกขบวน แต่บางขบวนอาจจะใช้มอนิเตอร์เก่าหน่อย คือมีแค่ไฟวิ่ง บางขบวนมีสารคดี มีข่าวให้ดูเพลินๆ มีโฆษณาบ้าง แต่น้อยครับ ไม่เหมือนสยามประเทศที่แม่งโฆษณาตลอดเส้นทาง ไม่รู้จะขยันขายห่าอะไรนักหนา เสียงก็ดังหนวกหู แล้วตัวอักษรบอกชื่อสถานีก็ตัวยังกะมาม่าหัก ตัดนิดเดียวซุกอยู่ใต้จอ คือไม่ว่ายังไงก็ขอโฆษณาไว้ก่อน ใครลงเลยป้ายก็ช่างแม่ง มึงก็นั่งย้อนกลับไปแล้วก็ดูโฆษณากูอีกรอบละกัน

รูปแบบของสถานีจะคล้ายๆ บ้านเรา เฉพาะตรงชานชลานะ ส่วนอื่นนั้นบ้านเราอาจดูโอ่โถงและสะอาดกว่า ก็เพราะบ้านเราแม่งห้ามทำกิจกรรมทุกประเภท อันนี้หมายถึงใต้ดินนะ บ้านเขานี่ตลอดทางเดินข้างล่างก็จะมีตู้กดน้ำบ้าง ตู้กดขนมบ้าง บางแห่งก็จัดเป็นตลาดขายของซะเลย อย่างสถานีเมียงดงนี่ก็ไม่เลว เดินในสถานีก็เพลินแล้ว หรือสถานีที่จะโผล่ไปยังพระราชวังเคียงบก แม่งก็จัด Exhibition มันซะเลย ขณะที่บ้านเราห้ามทุกอย่าง ห้ามกินขนม กินน้ำ สงสัยกลัวเลอะ บางสถานีที่มีของขายก็โล่งจนผีหลอก แววเจ๊งเห็นๆ

นอกจากนี้สถานีรถไฟใต้ดินบ้านเขามีห้องน้ำห้องท่าให้บริการ ขณะที่บ้านเราหวงที่เหลือเกิน แทนที่จะเอาที่ว่างๆ มาใช้ประโยชน์ กลับหวงเอาไว้ทำซากอะไรไม่รู้ ไม่รู้จักจัดสรรสัดส่วนทำเป็นร้านรวงขายของซะ หาเงินได้ด้วย เรียกคนลงมาช้อปปิ้งก้ได้ คนมันมาแน่ๆ ไม่ต้องเดินตากแดด ใครๆ ก็ชอบ ที่โซลนั่นมีหลายจุดที่เขาจัดเป็นตลาดทั้งแบบตลาดนัดและแบบถาวร เรื่องห้องน้ำนี่ก็สำคัญ ทำไมไม่มีให้บริการก้ไม่รู้ ไม่คิดว่าผู้โดยสารจะปวดขี้ปวดเยี่ยวมั่งหรือไงไม่รู้ที่โน่นเขามีบริการเยอะมาก หรือกลัวจะสกปรก มันช้าไปแล้วล่ะครับ บ้านเรายังไงมันก็เลอะ ก็จัดทีมทำความสะอาดให้เป็นระบบมันก็ดีเอง

ห้องน้ำบ้านเขาก็ใช่ว่าจะหรูเลิศหรือสะอาดอะไรมากมาย แต่อย่างน้อยมันก็เป็นระบบระเบียบ อาจจะดูเก่าซอมซ่อบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับฉี่ไม่ออก ส้วมทุกห้องไม่มีขุมทรัพย์ทิ้งเอาไว้ให้คนข้างหลังชื่นชม เอาเป็นว่าสะดวกเชียวล่ะ บ้านเรานี่ต้องอาศัยเข้าไปเยี่ยวตามห้าง สงสัยจะเป็นแผนให้คนเข้าห้างกระมัง


ลองดูบันไดโน้นนะ ทุกคนยืนเป็นระเบียบและชิดขวาทุกคน!


พวกขี้เมา คนโซ ก็พอมีบ้าง แต่น้อยมาก
พี่คนนี้คงดื่มหนักไปหน่อย

ท้ายสุดที่อยากจะบ่นก็คือคุณภาพของคนที่นั่น ไม่ใช่ว่าคนประเภทสวะจะไม่มี แต่โดยรวมแล้วคนของเขาค่อนข้างจะมีคุณภาพ เอาแค่ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำอะไรก็เข้าคิวนี่ก็ชนะบ้านเราไปหลายช่วง แต่ยังสู้ญี่ปุ่นไม่ได้จริงๆ ที่โน่นระเบียบจัดสุดๆ เขาคำนึงถึงความเป็นสาธารณะอย่างที่สุด ผมเคยไปสัมผัสมาครั้งหนึ่ง อย่างการใช้บันไดนี่ก็เป็นระบบที่น่าสนใจ ไม่มีเสียล่ะที่มากันเป็นกลุ่มแล้วเดินอ้อยอิ่งเม้าท์แตกกันโดยไม่สนใจคนข้างหลัง ขืนไปทำแบบนี้ที่ญี่ปุ่นจะคนที่นั่นเขาเดินชนเลยนะครับ ไม่ขอโทษด้วย เพราะคนผิดคือพวกมึงที่มัวแต่เม้าท์นั่นแหละ แล้วถ้าขืนไปเอาเรื่องก็อาจจะโดนตีนได้

มาถึงตรงนี้อาจมีบางท่านที่หลงเข้ามาอ่านแล้วอาจจะเกิดหมั่นไส้ว่าทำไมผมช่างชื่นชมบ้านเขาแล้วถล่มบ้านเราจัง บอกตามตรงว่าผมไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มประเทศอื่นมากกว่าบ้านเรา ของๆ เราก็นับว่าพอใช้ ที่ยอมรับเถอะว่ามันยัง ‘ห่วย’ เกินกว่าที่จะเรียกว่า ‘ดี’ อะไรที่ควรทำแม่งก็ไม่ทำ อะไรที่ไม่น่าจะแม่งก็ทำซะงั้น ไม่รู้พวกที่รับผิดชอบมันใช้ห่าอะไรคิด

วันนี้บ่นหนักไปหน่อย คราวหน้าจะเล่าเรื่องการใช้บริการแบบจริงๆ ซะที

เที่ยวมิวเซียมของเล่น Toykino ที่โซล

วันนี้จะพาไปดูของเล่น เป็นโมเดลบรรดาซูเปอร์ฮีโร่ ตัวละครจากภาพยนตร์ชื่อดัง ดารา นักร้อง นักกีฬา เอาเป็นว่าเป็นโมเดลคนดังจากทั่วโลก มารวมกันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เล็กๆ อีกแห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเขตวัฒนธรรมในกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้

พระราชวังเคียงบก คือสถานที่ท่องเที่ยวที่ใครไปเที่ยวโซลก็ต้องแวะไปเยี่ยม ไม่งั้นถือว่ามาไม่ถึง แต่นอกจากพระราชวังสวยๆ แล้ว บริเวณใกล้ๆ กันนั้นเองยังมีเขตท่องเที่ยวที่เขาจัดเป็นพื้นที่อนุรักษ์ มีบ้านเรือนสวยๆ ร้านอาหาร ร้านของที่ระลึก และบรรยากาศแบบเกาลี้เกาหลี แถวนี้เขาเรียกว่า Samcheong-dong เดินเลียบพระราชวังขึ้นไปพอเหนื่อย ตลอดเส้นทางกว่า ๕ กิโล จะมีร้านรวงน่ารักๆ เหมาะสำหรับใครที่ไปเที่ยวกันป็นคู่ๆ จุดประสงค์ของผมคือไปดูมิวเซียม หลังจากดูวังเสร็จแล้วลองเดินไปตามเส้นทางที่บอก ตามทางเขาจะมีแผนที่บอกเป็นระยะๆ ว่าจะเจออะไรข้างหน้าบ้าง


มีป้ายบอกทางเก๋ๆ แบบนี้เป็นระยะ เพื่อบอกว่าข้างหน้ามีอะไรน่าสนใจให้เที่ยวบ้าง


สองข้างทางร่มรื่นด้วยต้นไม้และร้านรวงที่ใครไปเที่ยวก็อยากให้แวะไปเดินเล่นครับ

จุดหมายของผมคือ Kino Toy Museum จากที่ทำการบ้านไปก่อนเขาว่าเป็นมิวเซียมเล็กๆ ที่เป็นแหล่งสะสมของเล่น อยากไปดูของเล่นเก่าๆ โมเดลเก่าๆ พอไปถึงก็เกือบจะเดินเลย เพราะแทบจะสังเกตไม่เห็น ทางเข้าก็เล็กนิดเดียว เป็นประตูแค่บานเดียว อยู่ริมถนนติดกับร้านกาแฟสุดเก๋

เดินผ่านประตูขึ้นบันไดวนไปชั้นสองครับ มิวเซียมนี้เขาทำขึ้นบนชั้นสองของตึกแถวแคบๆ แห่งหนึ่ง ผ่านด่านแรกเข้าไปก็เจอสาวน้อยสองนางนั่งคุมอยู่ เหมือนเดิมครับ คือคุยภาษาอังกฤษกันแบบงูๆ ปลาๆ จ่ายตังคืเรียบร้อยก็สอบถามว่าเจ้าของอยู่ไหม เธอว่าไม่อยู่ เธอแค่มาคอยดูแลความเรียบร้อย เดาเอาว่าก็คงเป็นนักศึกษามารับจ็อบพิเศษล่ะครับ


ทางเข้าเป็นประตูเหล็กเล็กๆ ระวังเดินเลย


บันไดทางขึ้นโทรมๆ ดูเลอะเทอะ ติดโปสเตอร์การ์ตูนเต็มไปหมด

แว่บแรกที่สะดุดตาก็คือเจอโปสเตอร์การ์ตูนครอบครัวซิมป์สันสุดแสบที่หน้าประตู ผ่านเคาน์เตอร์เข้าไปก็เจอซูเปอร์แมนตัวเบ้อเริ่มยืนต้อนรับ ถัดไปหน่อยจะเจอมุม สตาร์วอร์ส คอลเล็คชั่น สาวกสตาร์วอร์สคงร้องกรี๊ดแน่ๆ มีโปสเตอร์ ฮันส์ โซโล ขนาดเท่าตัวจริงยืนจังก้ารออยู่

เหลียวมองรอบๆ พบว่ามิวเซียมนี้มันเล็กจริงๆ แฮะ พื้นที่เล็กๆ เขาก็ยังอุตส่าห์แบ่งซอยเป็นห้องๆ เพื่อแยกประเภทของสะสม เอาเข้าจริงแล้วมันก็เกือบจะไม่แยกเท่าไหร่ เพราะแต่ละห้องมันก็เชื่อมโยงกันหมดนั่นแหละ เกือบทั้งหมดเป็นโมเดลจำลองคนดังจากทั่วโลก ทุกวงการ ทั้งดารา นักร้อง นักกีฬา ตัวละครจากหนังดังๆ ซูเปอร์ฮีโร่ทั้งจากญี่ปุ่นและฝั่งอเมริกา บางตัวผมเกือบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ก็มาเจอกันที่นี่

ผมปิ๊งขึ้นมาทันทีว่าเสน่ห์ของมิวเซียมแห่งนี้อยู่ที่ตัวของที่จัดแสดงนี่เอง ทุกตู้โชว์แทบจะไม่ต้องมีป้ายบอกชื่อก็ได้ เพราะข้อมูลทั้งหมดมันมาจากคนดูเองนั่นแหละ วันนั้นผมเจอเพื่อนร่วมชมหลายคน มีทั้งเด็กวัยรุ่น ชาวต่างชาติ คุณพ่อที่พาลูกสาวสองคนมาชม คุณแม่ที่พาลูกชายจอมซนมาดู ผมสังเกตว่าทั้งหมดต่างพูดคุยกันถึงโมเดลที่ยืนดูอย่างออกรส คุณพ่อก็เล่าเรื่องหุ่นตัวโน้นให้ลูกฟัง คุณแม่ก็สนุกไปกับความตื่นเต้นของลูกชาย  เด็กวัยรุ่นก็ตื่นตาตื่นใจกับตัวละครที่เขาคุ้นเคย นี่แหละครับ ข้อมูลมันถูกคายออกมาจากตัวผู้ชม อย่างผมเองพอมายืนต่อหน้า มูเตคิง (ไม่รู้จักล่ะสิ) ปาร์แมน หุ่นไดมอส (ไม่รู้จักอีกล่ะเซ่) อดีตในวัยเด็กก็ไหลออกมาจากลิ้นชักความทรงจำ ถ้ามีใครแอบดูอยู่ก็จะเห็นผมยืนยิ้มอยู่คนเดียว


ด่านแรกของสองสาวหน้าหมวยนี่แหละ พร้อมด้วยซูเปอร์แมนตัวบักเอ้บ
ค่าเข้าชม ๕,๐๐๐ วอน ค่อนข้างแพงอยู่


มุมนี้เป็นมุมอุลตร้าแมนแห่งดาว M-78  ยกกันมาทั้งครอบครัว

อย่างที่บอกว่ามิวเซียมนี่มันเล็กจริงๆ เขาเลยพยายามใช้พื้นที่มให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และบางห้องก็ดัดแปลงเอาแบบที่อาจจะเรียกว่าตามมีตามเกิดได้ล่ะมั้ง คือเขาเอาผ้าใบมาขึงเป็นห้องพอกันแดดกันฝน แต่ถึงจะดูบ้านๆ แบบนี้ ก็ไม่มีใครว่าอะไร เพราะมูลค่าของมันอยู่ที่ของเล่นที่ยืนโชว์อยู่ในตู้มากกว่าสถานที่อันสวยงาม

เจ้าของ Kino Toy Museum แห่งนี้คือ Mr. Son Won-Kyung เขาหลงใหลโมเดลจำลองตั้งแต่เด็กๆ และคนที่สร้างแรงบันดาลใจเจ๋งๆ นี้ให้เขาก็คือพ่อและแม่ของเขานั่นเอง แรกเริ่มที่เขาสร้างมิวเซียมแห่งนี้ เพื่อนๆ และใครต่อใครต่างก็ยิ้มเยาะเขา แต่ตอนนี้คู่มือท่องเที่ยวของกรุงโซลแทบทุกเล่มจะต้องบรรจุมิวเซียมของเขาไว้ในนั้นด้วย

มิวเซียมของเล่นแบบนี้มีอยู่ทั่วโลกครับ บ้านเราก็เพิ่งมี คือพิพิธภัณฑ์ของเล่นของ อาจารย์เกริก ยุ้นพันธ์ ที่ จ.อยุธยา มิวเซียมแบบนี้เกิดขึ้นจากความหลงใหลเล็กๆ ของคนตัวเล็กๆ ครับ ต่อให้ใครมองว่ามันไร้สาระ แต่มันคือเรื่องราวที่สำคัญของผู้สะสม ฉะนั้น อย่าเพิ่งไปตีค่าความไร้สาระของใครบางคนนะครับ เพราะวันนึงมันอาจจะกลายเป็นของมีค่าของใครอีกหลายคนก็ได้


คุณพ่อและลูกสาวกำลังดูตู้ตัวละครจาก Toy Story


คุณแม่หมดแรงแล้ว แต่คุณลูกยังสนุก

 ใครที่สนใจแวะเข้าไปดูเว็บไซต์ของเขาได้ที่ www.toykino.com แต่เป็นภาษาเกาหลีนะครับ