คราวนี้จะพาไปดู พิพิธภัณฑ์เค้กข้าว หรือ ต๊อก ที่โด่งดังและขึ้นชื่อ มันคืออาหารโบราณชนิดหนึ่งของคนที่นี้ ผมก็ยังแปลกใจอยู่ว่ามันจะว่าเค้กข้าวได้ยังไง ถึงมันจะทำจากข้าวจริงๆ ก็ตามเถอะ แต่กรรมวิธีและหน้าตามันไม่ใช่เค้กเลยซักนิด ดูยังไงมันก็เป็นขนมโมจิชัดๆ หรือถ้าไม่ใช่มันก็น่าจะเป็นชื่ออื่นมากกว่า

หน้าตา ต๊อก หรือเค้กข้าวของเกาหลีเขา
อันนี้เอามาจากเว็บชาวบ้านเขา สีสันสวยงามเชียว
ของกินชนิดนี้ทำจากข้าวครับ ทั้งข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ส่วนประกอบก็มีข้าวเป็นหลักล่ะ แล้วก็เกลือ น้ำตาล ธัญพืชต่างๆ เอามาบด ปั้น ผ่านกรรมวิธีต่างๆ คือนึ่ง ต้ม ทอด มันก็จะออกมาหน้าตาเป็นก้อนๆ ข้างในมีใส่จำพวกถั่วบดหวานๆ … แล้วตรงไหนที่เป็นเค้กวะเนี่ย หรือจะบอกว่าก็นี่ไง เค้กก็ทำจากข้าวนะ แต่แปรรูปเป็นแป้ง อ้าว อย่างงี้ทำไมไม่เรียกซาลาเปาว่าเค้กจีนล่ะวะ เอาเป็นว่าฝรั่งหรือคนไทยแม่งก็เสือกเรียกมันว่า เค้กข้าว Rice Cake กันเข้าไป …
ลองค้นหาดูก็พบว่าไอ้ของกินชนิดนี้มันอยู่คู่คนเกาหลีมานานนมมากๆ ตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ มีการนำมาใช้ในพิธีกรรมต่างๆ ด้วย คล้ายๆ กับของบูชาเซ่นสรวง เมื่อเสร็จพิธีก็จะกลายเป็นลาภปากของผู้คนไป เพราะข้าวเป็นอาหารหลักของชาวเกาหลีเหมือนๆ บ้านเรา บ้านเขาปลูกข้าวในปริมาณที่มากพอสมควร อาจจะไม่มากเท่าบ้านเราแต่คนเกาหลีก็ชอบกินข้าวมาตั้งแต่อดีต ประเทศเกาหลีมีลักษณะภูมิประเทศยื่นออกสู่มหาสมุทร มีอากาศค่อนข้างแปรปรวน โดยส่วนใหญ่แล้วอากาศจะค่อนข้างเย็น เมื่อถึงฤดูหนาวก็หนาวสุดขั้ว แถมดินแดนแถวนั้นก็ตั้งรับลมพายุประจำฤดู วันดีคืนดีก็เจอพายุไต้ฝุ่นลูกโตๆ สร้างความเสียหายเป็นระยะ แต่ขอให้ลองนึกสภาพแบบนี้เมื่อในอดีต จึงเป็นไปได้ไหมว่าคนเกาหลีจึงจำเป็นต้องเก็บกักอาหารไว้บริโภคยามเกิดภัยพิบัติต่างๆ หรือแม้กระทั่งในช่วงฤดูหนาวที่การออกไปล่าสัตว์หรือทำการเพาะปลูกแทบจะเป็นไปไม่ได้ จึงมีการคิดค้นวิธ๊การถนอมอาหารรูปแบบต่างๆ ที่คุ้นกันดีก็คือ กิมจิ นั่นไง แล้วไหนจะอาหารหมักนานาชนิดอีก จวบจนมาถึงยุคปัจจุบันแม้ว่าสภาพภูมิประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่วัฒนธรรมการเก็บรักษาอาหารยังคงอยู่ กลายเป็นนิสัยการบริโภคประจำชาติไปในที่สุด ต๊อก นี่ก็อาจจะเหมือนกัน คือกำเนิดมาจากการแปรรูปข้าวที่กินกันแบบเดิมๆ เป็นการถนอมอาหารวิธีหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นไปได้เพราะ ต๊อก น่าจะเก็บรักษาไว้ได้นานกว่าข้าวสวยธรรมดาแน่นอน แถมยังสามารถหยิบมากินได้สะดวก ไม่ต้องผ่านกรรมวิธีการปรุงแต่งใดๆ เพิ่มเติมอีก จนกระทั่งเริ่มมีการประดิดประดอยตกแต่งให้มีสีสันและรูปร่างที่ดูสวยงามและน่ากิน ยิ่งมายุคนี้ที่อุปกรณ์การครัวก้าวหน้าขึ้น หัวคิดของเชฟทั้งหลายก็ก้าวไกลขึ้น ต๊อก จึงพัฒนามาไกลจนกลายเป็นของกินที่มีชื่อเสียง ไม่ใช่เป็นเพียงอาหารโบราณที่ดูน่าเบื่อเหมือนเดิม

บรรยากาศบ้านเรือน ร้านรวงแถบนั้น ดูย้อนยุคดีไหมครับ

ตึกนี้แหละ ทางเข้าตรงนี้เป็นทางเข้ามิวเซียม ส่วนที่เห็นเชฟยืนอยู่นั่นคือ ต๊อกคาเฟ่
พ่นมาซะนาน คราวนี้จะพาไปชมพิพิธภัณฑ์เสียที เขาเรียกว่า Tteok Museum ตั้งอยู่ในอาคารเดียวกับ The Institute of Traditional Korean Food จะเรียกว่า สถาบันทำอาหารแห่งชาติเกาหลี จะดูเว่อร์ไปไหมเนี่ย ที่นี่เป็นอาคารสูงสิบชั้น ตั้งอยู่ในย่านการค้าแบบโบราณ ทำนองย่านนางเลิ้งบ้านเรา คือบ้านเรือนยังดูย้อนยุค บรรยากาศก็ยังเอื่อยๆ เรื่อยๆ ร้านรวงต่างๆ ก็จะขายของพื้นบ้านจำพวกเครื่องแต่งกายโบราณ ร้านขายชุดฮันบกนี่เปิดติดๆ กันเลยเชียว ของฝากของที่ระลึก งานศิลปะ งานไม้ งานฝีมือ เพราะอยู่ใกล้กับพระราชวังถึงสองแห่งด้วยกระมัง ตัวมิวเซียมน่ะตั้งอยู่ที่ชั้น ๒-๓ ชั้นหนึ่งเป็นร้านอาหาร ส่วนตั้งแต่ชั้น ๔ ขึ้นไปก็เป็นตัวสถาบันฯ เปิดสอนทำอาหารกันจริงๆ จังๆ เรียนกันเป็นคอร์ส มีประกาศนียบัตรรับรองด้วยนะเอ้า
บอกก่อนเลยว่าถ้าใครสนใจอยากชิม ต๊อก แต่ไม่อยากดูมิวเซียมหรืออยากดูล่ะก็ ลองคิดใหม่ เพราะเป็นมิวเซียมที่ไม่คุ้มเงินเอาเสียเลยกับเงิน ๓,๐๐๐ วอน (ราวๆ ๘๕ บาท) มีแต่หุ่นจำลอง ข้าวของเครื่องใช้ในครัว อาหารจำลอง มาจัดแสดง คือจริงๆ มันจะน่าสนใจมากทีเดียวหากมีการอธิบายหรือมีไกด์มาเล่า แต่ผมดันไปเองไง ไม่มีใครมาอธิบาย ก็เลยทำให้รู้สึกว่าไม่คุ้มเงินซักเท่าไหร่
ที่ทางเข้ามาคุณยายนั่งยิ้มแฉ่งอยู่สองคน พูดอังกฤษไม่ได้ชัวร์ๆ แกจิ้มให้ดูอย่างเดียวเลยว่า ๓,๐๐๐ วอน แถวนั้นก็ไม่มีใครเลยซะด้วย งงเหมือนกันว่าไม่มีคนอื่นอยู่เลยรึไงวะเนี่ย จ่ายตังค์เสร็จแกก็ชี้โบ๊ชี้เบ๊ประมาณว่าอยู่ข้างบนนะเว้ย ขึ้นไปดูเลย ผมก็เดินขึ้นไปดูอย่างที่เล่า รวมแล้วไม่ถึง ๓๐ นาทีด้วยซ้ำ ถึงจะเสียดายเล็กน้อยแต่พอลงมาเจอคุณยายทั้งสองก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที คนที่นี่โดยเฉพาะผู้เฒ่าทั้งหลายจะน่ารักมากๆ เขาจะเป็นมิตรแบบโคตรๆ กับนักท่องเที่ยว คล้ายกับว่าผู้เฒ่าเหล่านี้อยากจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ที่สุดในวิถีที่พวกเขาทำได้ คือการช่วยเหลือผู้มาเยือนด้วยความอารี

อันนี้แอบถ่ายมาจากด้านในมิวเซียม (ในนั้นเขาห้ามถ่าย ไม่รู้จะห้ามทำไม)
ไม่รู้ว่าแกมีแผนดูดเงินจากผมหรืออย่างไร พอเห็นผมลงมาเร็วก็เลยส่งภาษาประมาณว่าไปร้านข้างๆ สิ มีต๊อกขายด้วยนะ พร้อมทำท่าทางประกอบว่ามีให้กินๆ ไปลองกินซะ ที่ชั้นหนึ่งเขาจัดเป็นส่วนของร้านอาหาร มีต๊อกขายด้วย วันนั้นเขามีการสาธิตทำขนมโบราณที่หน้าร้านเพื่อเรียกลูกค้า ปรากฏว่าไม่ค่อยมีคน คงเป็นเพราะไม่ใช่วันหยุด ก็เลยเงียบเหงา แต่ก็มีคนแวะเวียนมาดูมาชิมกันนะครับ ขนมที่ว่านี่คล้ายๆ ข้าวซอยตัดบ้านเรา (ทางเหนือมีขายเยอะ) เขาบอกว่าเป็น Korea Snack เอาข้าวพองมาคั่วคลุกกับไซรัปและเครื่องเทศบางอย่าง จากนั้นมารีดแล้วตัดเป็แท่งๆ พอเย็นลงมันจะกรอบ หวาน มัน คล้ายข้าวแต๋นเหมือนกันแต่ไม่มีน้ำแตงโมหวานๆ ราด

สองชิ้นนี้ที่สั่งมาลอง หมดไปพันกว่าวอน

มีให้เลือกซื้อหลายแบบ มีแขกเข้ามาซื้อกันเรื่อยๆ

เชฟนี่แหละที่สาธิตทำขนมอยู่หน้าร้าน ก็อร่อยดีแต่ผมว่าจืดไปนิด
ร้านที่ว่านี้ชื่อ Tteok Cafe Jilsiru บรรยากาศน่านั่งมาก ผมแวะเข้ามาในร้านเลือกต๊อกมากินเล่นซักสองชิ้น ราคาไม่ถูกเลยนะ พยายามเลือกอันที่ราคาพอดีๆ เชฟที่มาแนะนำน่ารักโคตร เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปไว้ แกล้งถามโน่นถามนี่เรื่อยเปื่อย จนตัดสินใจเอาวะเลือกมาสองชิ้น มีน้ำตาลเข้มกะสีขาย เขาบอกว่าขายดีสุดๆ สองแบบนี้ รสชาติขอบอกว่าฝืดคอชมัด มันแห้งๆ เหนียว หนืด เคี้ยวยาก เพราะตัวขนมไม่ค่อยมีน้ำเลย แห้งมาก แต่หน้าตาสวยงามน่ากินจริงๆ แบบนี้กระมังที่เขาว่าสวยแต่รูป สำหรับลิ้นคนไทยอาจจะไม่ถูกปาก ดมใกล้ๆ แล้วได้กลิ่นข้าวสุกชัดเจน ผมสั่งมาสองชิ้นนี่เอาเกือบอิ่มนะครับ ใครไปลองกินก็อย่าเพิ่งสั่งเยอะ เพราะมันคือข้าวดีๆ นี่เอง แต่ก็พอกินได้ ถือซะว่ามาลองวัฒนธรรมบ้านเขา ผมเชื่อว่ารสชาติคงไม่ถูกปากชาวต่างชาติแน่ๆ แต่ที่เขาอยากมาดู อยากมากิน ส่วนหนึ่งเพราะรูปร่าหน้าตาไงครับ นี่ไงล่ะ Creative Economy ของแท้เลย
คราวหน้าจะไปดูสาวเกาหลีกับพิธีชงชาแบบโบราณกัน

น่าไปเที่ยวมากเลย อยาก ไป