เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” (๒)

By janghuman

พวกกรีกก็นับว่ามีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับหอสมุดอยู่บ้าง เพซิสตราตัส (Pisistratus) ผู้ครองนครเอเธนส์ได้สร้างหอสมุดประชาชนขึ้นในเอเธนส์ บริหารงานโดยรัฐสภาเอเธนส์ แต่ปรากฏว่าคนกรีกไม่ค่อยเข้าไปใช้ เพราะส่วนใหญ่ยังอ่านหนังสือไม่ออก จนมาถึงยุคของ อริสโตเติล (Aristotle) เขาได้สร้างหอสมุดขึ้นมาในวิทยาลัยไลเซียม (Lyceum) ของเขา ซึ่งต่อมาได้กลายเป็ฯแม่แบบของการสร้างห้องสมุดมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน เอกสารมากมายได้ถุกส่งต่อไปยังหอสมุดอเล็กซานเดรียในเวลาต่อมา และท้ายที่สุดเมื่อพวกโรมันบุกเข้าครองอียิปต์ เอกสารเหล่านี้ก็ถูกขนย้ายไปเป็นสมบัติส่วนตัวของนายพล ลูเซียส คอร์เนเลียส ซูลล่า ในกรุงโรม

aristotle_altemps
อริสโตเติล ปราชญ์ชาวกรีก

aristotle_school
สถานที่ตั้งของ Lyceum ในปัจจุบัน

ในช่วงปลายของความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอียิปต์ จักรวรรดิโรมันกำลังเรืองอำนาจอย่างสุดขีด พวกโรมันขยายความยิ่งใหญ่โดยใช้สงครามเครื่องมือ ใครหือพ่อฟันไม่เลี้ยง จนจักรวรรดิโรมันยิ่งใหญ่ครองยุโรปเกือบทั้งหมด แม้ว่าจะรบพุ่งเก่งแค่ไหน ชาวโรมก็ยังสนใจใฝ่ศึกษากะเขาเหมือนกัน วัฒนธรรมบางอย่างนั้นรับเอามาจากพวกกรีกหรือพวกอียิปต์ โดยเฉพาะตำราความรู้ต่างๆ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากกรีกแบบเต็มๆ

ซีซาร์ที่ครั้งหนึ่งเคยสั่งเผาอเล็กซานเดรียนับเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์พอตัว เขามองออกว่าการติดอาวุธทางปัญญาให้ชาวโรมนั้นสำคัญพอๆ กับการเป็นนักรบ ซีซาร์เป็นตัวตั้งตัวตีในการวางแผนสร้างหอสมุดประชาชนขึ้น ปรกติในโรมก็มีห้องสมุดจำนวนไม่น้อย แต่ส่วนมากเป็นห้องสมุดส่วนตัวของพวกคหบดีหรือพวกขุนนางที่พอจะมีทรัพย์เหลือเฟือ แต่ซีซาร์ไม่ทันได้อยู่ดูหอสมุดในฝันของเขา หอสมุดแห่งนี้ชื่อว่า หอสมุดอ๊อคเตเวียน (Octavian Library) สร้างเสร็จหลังการเสียชีวิตของซีซาร์ ๗ ปี (๓๗ ปีก่อนคริสตกาล) จากนั้นก็มีการสร้างหอสมุดเพิ่มขึ้นอีกมากมายถึง ๒๘ แห่ง ที่โด่งดังที่สุดคือ หอสมุดอัลเพียน (Ulpian Library) สร้างขึ้นในสมัยของจักรพรรดิทราจัน (Emperor Trajan) มีการสร้างอาคารสำหรับเก็บเอกสารกรีกและละตินออกจากกัน

ที่เห็นเด่นชัดที่สุดอีกแห่งหนึ่งคือ หอสมุดเฮเดรียน (The Library of Hadrian) สร้างโดยจักรพรรดิเฮเดรียน ในปีคริสตศักราชที่ ๑๒๕ ทุกวันนี้ยังคงเหลือซากอาคารให้ได้ชมที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ

hadrians-library5
บริเวณหอสมุดเฮเดรียนในปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณคดี

ความรุ่งเรืองของหอสมุดเสื่อมถอยลงตามความเสื่อมของจักรวรรดิโรมัน เอกสารถูกทำลายไปบางส่วน เอกสารส่วนหนึ่งตกไปอยู่กับขุนนางที่ชื่อ ลูเซียส คัลเปอร์นิอัส ปิโซ (Lucius Calpurnius Piso) เขาอาศัยอยู่ที่เมืองเฮอร์คัลเลเนียม (Herculaneum) เชิงเขาวิซูเวียส ใกล้กับนครปอมเปอี  จนกระทั่งเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ของวิซูเวียส ปอมเปอีทั้งเมืองรวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงถูกกลบจมหายอยู่ใต้คลื่นลาวา นักโบราณคดีจึงได้ขุดค้นพบหอสมุดของเขาพร้อมกับเอกสารเป็นม้วนปาริรัสมากถึง ๑,๘๐๐ ม้วนให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า ปัจจุบันม้วนปาปิรัสเหล่านี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ กรุงเนเปิ้ลส์ ประเทศอิตาลี

ระหว่างช่วงปี ๑๙๔๐ ถึง ๑๙๕๐ มีการค้นพบทางโบราณคดีที่นับว่าสำคัญมากๆ ในถ้ำแห่งหนึ่งบริเวณใกล้กับทะเลสาบเดดซี (Dead Sea) ประเทศอัฟกานิสถาน มีการค้นพบม้วนหนังสัตว์และม้วนปาปิรัสจำนวนมากบรรจุอยู่ในภาชนะดินเผาลักษณะคล้ายไหหรือตุ่มขนาดย่อมๆ บันทึกพระคัมภีร์ของพวกยูดายหรือพวกยิว และค้นพบว่าบางม้วนเป็นพระคัมภีร์เก่าหรือพันธะสัญญาเดิม (Old Testament) นับอายุได้ราว ๒๐๐ ปีก่อนคริสตกาล จนอาจกล่าวได้ว่านั่นอาจจะเป็นไบเบิลฉบับที่เก่าแก่ที่สุดฉบับหนึ่งที่มีการค้นพบ ม้วนเอกสารที่ว่านี้มีทั้งหมดถึง ๑๑ ถ้ำ เอกสารเหล่านี้รู้จักกันในนาม Dead Sea Scrolls บางส่วนถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เยรูซาเล็ม พิพิธภัณฑ์ร็อกกี้เฟลเลอร์ และพิพิธภัณฑ์อัมมัน ประเทศจอร์แดน

ด้วยความที่ถูกเก็บไว้อย่างดีในถ้ำกลางทะเลทราย อากาศที่แห้งขนาดนั้นทำให้ช่วยเก็บรักษาสภาพของเอกสารไว้ให้ชนรุ่นหลัง แต่คำถามก็คือเหตุใดและใครกันแน่ที่นำเอกสารเหล่านี้มาเก็บไว้ในถ้ำลี้ลับแห่งนี้ ?

deadseascroll
Dead Sea Scrolls

deadseascroll2
ภาชนะดินเผาที่ใช้บรรจุพระคัมภีร์

เมื่อจักรวรรดิโรมันเริ่มเสื่อมอำนาจลง ทุกสิ่งทุกอย่างที่โรมันสร้างขึ้นหรือดำเนินกิจกรรมอยู่ก็เริ่มเสื่อมถอยตาม รวมถึงกิจการห้องสมุดด้วย นักประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นอย่าง อัมเมียนาส มาเซลลินัส (Ammianus Marcellinus) เคยเอ่ยประโยคสำคัญไว้ว่า “ห้องสมุดกำลังถูกปิดไปตลอดกาล ไม่ต่างอะไรจากหลุมศพ” (The Libraries are closing forever, like tombs)

ในยุคกลาง (Middle ages) กิจการห้องสมุดไม่ได้อยู่ภายใต้การจัดการของราชสำนักหรือของรัฐเหมือนเดิม แต่ถูกเปลี่ยนมือมาอยู่ภายใต้การดำเนินงานของศาสนจักร วัดหรือศาสนสถานกลายเป็นผู้รวบรวม บันทึก คัดลอก เอกสารสำคัญต่างๆ มาเก็บไว้ โดยเฉพาะคำสอนทางศาสนาหรือไบเบิลไว้ด้วย นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมวรรณกรรมสำคัญๆ ของกรีก อียิปต์และโรมันไว้ด้วย

ด้วยความที่ต้องใช้วิธีการเขียนด้วยมือในการบันทึกหรือคัดลอกเอกสาร คัมภีร์ต่างๆ ในสมัยนั้นจึงถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก และยิ่งเป็นคัมภีร์ทางศาสนาหรือไบเบิล นั่นยิ่งถือว่าเป็นของที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ จึงถูกเก็บรักษาไว้อย่างแน่นหนาภายในห้องสมุดของวัดหรือของศาสนสถาน

2eg06
St.Catherine’s Monastery ในประเทศอียปต์

ปี ค.ศ. ๕๒๗ มีการสร้างวัดของชาวคริสต์ที่ซีนาย (Sinai) คือบริเวณประเทศอียิปต์ในปัจจุบัน ชื่อว่า St. Catherine’s Monastery ซึ่งถือว่าเป็นวัด (คริสต์) ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และแน่นอนว่ามีห้องสมุดที่เก็บรักษาพระคัมภีร์และวรรณกรรมสำคัญๆ มากกว่า ๓,๕๐๐ ชุด บันทึกเป็นภาษาโบราณทั้งสิ้น อาทิ กรีก คอปติค อราบิค อาร์มาเนียน ฮิบรู ซลาวิค เป็นต้น  ปัจจุบันวัดแห่งนี้ก็ยังมีอยู่

เข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) เป็นช่วงเวลาที่ยุโรปตื่นตัวกับการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในสรรพวิชาต่างๆ เกิดนักคิด นักวิชาการและศิลปินขึ้นมากมาย ห้องสมุดกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้กลับมาเป็นห้องสมุดส่วนบุคคลซึ่งก็จะเป็นขุนนางหรือพวกคหบดีต่างๆ ที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือห้องสมุดของ คอสสิโม เดอ เมดิซี (Cosimo de Medici) ตระกูลดังแห่งเมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งเป็นตระกูลเศรษฐีที่ให้การสนับสนุนศิลปินดังๆ มากมาย … (ติดตามต่อตอนหน้าจ้ะ)

อ่านบทแรกได้ที่นี่  **เรื่องของ “ห้องสมุด” ที่มีแต่ “หนังสือ” ตอนที่ ๑**

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น