เอ่ยถึง “น้าหงา” หรือ “สุรชัย จันทิมาธร” ทุกคนคงคุ้นตากับนักร้องเพลงเพื่อชีวิตรุ่นบุกเบิก หัวฟูๆ แต่งตัวรุงรัง แต่เด็กรุ่นใหม่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า น้าเขาเป็นอะไรที่มากกว่านั้น
น้าหงา หรือ สุรชัย จันทิมาธร เป็นชาวจังหวัดสุรินทร์ ตามประสาคนชนบทที่ยากจน เขาเดินทางเข้ามาเรียนหนังสือที่เมืองหลวงที่โรงเรียนช่างศิลป์ แต่ด้วยฐานะทางบ้านที่ยากจน “เรียนอยู่ปีกว่ามีปัญญาซื้อสีน้ำเงินแค่หลอดเดียว” จนเขียนจดหมายไปบอกพ่อ “ไม่ต้องส่งเงินมาแล้ว ไม่เรียนแล้ว”
จากนั้นสุรชัยก็ออกเดินทางเพื่อ “แสวงหา” อะไรบางอย่างกับชีวิตไปทั่ว เข้าร่วมกลุ่มกับบรรดานักคิดหัวก้าวหน้าในยุคนั้น และเริ่มซึมซับการถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือ ในยุคนั้นบ้านเมืองอยู่ในภาวะสับสน สุรชัยก่อตั้งวงดนตรีขึ้นร่วมกับเพื่อนๆ อีก ๓ คน ในนาม “คาราวาน” ตระเวนเล่นดนตรีตามสถาบันการศึกษาและตามงานชุมนุมต่างๆ จนกลายเป็น “วงดนตรีอันตราย” ที่ไม่เป็นที่ชอบใจของบรรดาชนชั้นปกครองนัก สุดท้ายเมื่อถึงเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ สุรชัยและเพื่อนๆ ก็เดินทางเข้าสู่ป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
งานเขียนของสุรชัยที่เห็นกันชัดๆ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ งานเขียนที่เป็นบทเพลง และที่เป็นบทความเรื่องสั้นหรือบทกวี ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแนวไหน งานเขียนของสุรชัยก็เปี่ยมไปด้วยพลังทั้งด้านความงดงามของฉันทลักษณ์และเนื้อหา
บทเพลงของสุรชัยในยุคแรกๆ มีเนื้อหาหนักไปทางประชดประชันสังคม เสียดสีระบอบที่ไม่เป็นธรรม เล่าเรื่องราวของมวลชนผู้ทุกข์ยาก อันเป็นที่มาของคำว่า “เพลงเพื่อชีวิต” บางเพลงมีเนื้อหาที่ค่อนข้างรุนแรงกระแทกกระทั้น แต่ก็ใช่ว่าสุรชัยจะพูดกระทบกันตรงๆ เขามีชั้นเชิงลีลาที่คมคายพอในอันที่จะใช้โวหารเปรียบเทียบ อย่างเพลง “กระต่ายกับเต่า” ที่เล่าถึงนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่าที่เรารู้จักกันดี แต่ในตอนท้ายสุรชัยก็สรุปเนื้อหาโดยเพิ่มตัวละครขึ้นมาคลี่คลายเรื่องราวทั้งหมด
“…เจ้านกแสงตะวันบินผ่านมา มันส่งเสียงเจรจา ทำไมเกิดมาแข่งขัน น่าจะร่วมกันสู่เส้นชัย ปลุกเพื่อนจากการหลับใหล เพื่อก้าวสมใจร่วมทาง”
หรือถ้าจะเอากันแบบตรงๆ สุรชัยก็ทำได้ไม่มีที่ติ อย่างในเพลง “ถั่งโถมโหมแรงไฟ” ที่เขานำเอาทฤษฎีปฏิวัติมาทำเป็นเพลงที่ปลุกระดมมันซะเลย
“…อำนาจรัฐจักได้มาด้วยกระบอกปืน ปืนต่อปืนมันยิงมาเรายิงไป ติดอาวุธความคิดพิชิตศึก ปลุกสำนึกปลดปล่อยและปลุกใจ…”
คือบอกให้หยิบปืนขึ้นมายิงตอบไปซะดื้อๆ เลย หรือถ้าจะเอาแนววนุ่มนวล ลึกซึ้ง กินใจ เปี่ยมด้วยความหมายก็มีหลายบทเพลง อย่างเชน “ใกล้ตาไกลตีน” เพลงนี้อาจจะไม่ได้ฟังกันบ่อยนักเหมือนเพลงที่โด่งดังอื่นๆ มีท่วงทำนองเนิบช้า อ้อยอิ่ง รำพันถึงมิตรสหายที่ผูกพันกัน ร่วมอุดมการณ์ที่แสวงหา “อะไรบางอย่าง” ที่ดูใกล้แค่เดินถึงแต่เดินเท่าไหร่ก็ไปไม่ถึงซักที เหมือนใกล้ตา แต่ไกลตีน (จากหนังสือ ตำนานชีวิตคาราวาน สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, ๒๕๓๓)
” … ดินเคยนอนสะท้อนอุ่นกาย มองยอดไม้เมื่อยามแรกผลิ ปริกิ่งรวงเป็นพวงพุ่มใบ น้ำที่ไหลหลั่งลงจากดอย ใจเจ้าลอยไปสู่ท้องทุ่ง มุ่งสู่เมืองเฟื่องฟุ้งแปลกตา…”
แค่วลีที่ว่า ใกล้ตาไกลตีน ก็ยากเกินที่ใครจะคิดออกมาได้แล้ว หากไม่จัดเจนด้านภาษาอย่างเพียงพอ

งานเขียนส่วนหนึ่งของสุรชัย ได้รับการตีพิมพ์ใหม่ล่าสุดโดยสำนักพิมพ์สามัญชน
ส่วนงานเขียนเรื่องสั้นและบทกวีของสุรชัยนั้น เขามีงานเขียนที่ตีพิมพ์เป็นเล่มอยู่หลายชิ้น ที่โด่งดังมากๆ คือหนังสือรวมผลงานเรื่องสั้นในช่วงปีต่างๆ มีอยู่ ๕ ชิ้น คือ มาจากที่ราบสูง (พ.ศ. ๒๕๐๙-๒๕๑๑), เดินไปสู่หนไหน (พ.ศ. ๒๕๑๒), ความบ้ามาเยือน (พ.ศ. ๒๕๑๓-๒๕๑๖), ข้างถนน (พ.ศ. ๒๕๑๗-๒๕๓๑) และนิยายเรื่อง ก่อนฟ้าสาง (ไม่ทราบปีที่แน่ชัด) คนรุ่นนี้อาจจะไม่คุ้นตากับรสชาติวรรณกรรมของสุรชัย ด้วยเนื้อเรื่องที่อาจจะเลื่อนลอย ไม่มีบทสรุปที่แน่ชัดในบางเรื่อง อีกทั้งฉากหลังที่คนรุ่นนี้อาจจะสับสนและงุนงง ผลงานของสุรชัยอาจจะไม่ได้เป๊ะๆ ในแนวทางของเรื่องสั้นโดยทั่วไป ไม่มีไคลแมกซ์ ไม่มีการหักมุม ไม่ได้หลอกล่อผู้อ่านด้วยกลวิธี แต่กลับตรึงให้ผู้อ่านไม่อาจจะละสายตาจากเนื้อเรื่อง สุรชัยกำลังเล่าเรื่องราวความเป็นไปมากกว่าที่จะนำเสนอบทสรุปที่ชัดเจน
ตัวอย่างเช่นเรื่อง วันหนึ่งมีหญิงสาว (๒๕๑๒) เล่าถึงชายหนุ่มที่เดินตามหญิงสาวไปเรื่อยๆ จนถึงบ้านของหล่อน, ลูกองุ่น (๒๕๑๓) ชายหนุ่มที่นั่งมองลูกองุ่นลูกหนึ่งกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนพื้น, เรามาเล่นเกมกันเถอะ (๒๕๑๓) เล่าถึงนกกระจิบตัวหนึ่งที่บินหลงเข้ามาในห้องของชายหนุ่ม, ข้างถนน (๒๕๒๕) เล่าถึงหนุ่มคนหนึ่งที่เดินตามถนนและแวะโทรศัพท์เป็นครั้งคราว ฯลฯ ทั้งหมดนี้สุรชัยเล่าโดยใช้ตัวละครที่อาจจะกล่าวได้ว่าคือตัวเขาเอง เนื้อเรื่องที่ดูเหมือนไม่มีอะไร เหมือนเหตุการณ์สั้นๆ ที่เราพบเห็นระหว่างรอรถเมล์ แล้วมันก็จบลงทันทีที่รถเมล์มา … สุรชัยไม่ได้ต้องการเปรียบเปรยหรือแสดงสัญลักษณ์ใดๆ ในผลงาน เพียงแต่เขา “เล่า” เรื่องราวอย่างง่าย โดยแทรกความคิดของเขาเองผ่านตัวละคร
ในขณะที่ ก่อนฟ้าสาง เป็นนิยายที่สุรชัยเขียนขึ้นเพื่อแสดงถึงทัศนะทางการเมืองที่มีต่อระบอบการปกครองในยุคนั้น ผ่านตัวละคร วิถีชาวบ้านที่พยายามในการเอาตัวรอดท่ามกลางอำนาจรัฐที่ข่มเหง แม้กระทั่งพื้นที่เรียกได้ว่าไกลปืนเที่ยงก็ยังไม่วายถูกกดขี่จากอำนาจมืด วิธีเดียวที่ชาวบ้านจะทำได้คือ “ลุกขึ้นสู้” ด้วยมือเปล่า ด้วยปัญญาเท่าที่จะมี นี่น่าจะเป็นผลงานที่มีนัยทางการเมืองที่เด่นชัดที่สุดแล้วของสุรชัย
ส่วนบทกวีของสุรชัยนั้นแทบจะมิต้องกล่าวถึง ความงามทั้งถ้อยคำและความหมายปรากฏเด่นชัด ดังเช่นบทเพลงหลายชิ้นของเขา แม้เนื้อหาอาจจะดูพิกลๆ ในสมัยนั้น แต่ฉันทลักษณ์นั้นไม่มีเพี้ยน
” ยามจนทนเก็บก้น ยาซอง
ยามมีจะคาบเกล็ดทอง ย่อมได้
รวยมาหน่อยก้นกรอง เมนทอล
จนปะจนสิ้นไร้ ก็ย้อนก้ายน
ก้นยาก้นเสพอ้าย คนรวย
บุหรี่สอดสีสวย สูบทิ้ง
มวนธนบัตรแห่งทวย ทุกขราษฎร์
สูบเสร็จดีดสะดิ้ง สะดวกได้สะดมภ์ดี
นี่แหละครับข้อยน้อย พเนจร
ค่ำมืดที่ไหนนอน ไป่เว้น
นกว่าแย่ยังมีคอน คอยเกาะ
คนอย่างเราหนึ่งผู้ ผุดพ่ายกระไรผอง”
(เนื้อความอาจะผิดเพี้ยนไปบ้าง ตามความทรงจำอันลางเลือนของข้าพเจ้า)

ปกแผ่นเสียงชุดแรกของคาราวาน ฝีมือการวาดของสุรชัย
ไม่เพียงเท่านั้น สุรชัยยังแม่นในการขมวดเนื้อหาและเรียบเรียงออกมาเป็นบทกวี อย่างผลงานเพลงหลายชิ้นของเขาที่ใช้เวลาแต่เพียงไม่นาน เช่น คืนรัง เพลงนี้เล่าว่าสุรชัยแต่งก่อนขึ้นเวทีในคอนเสิร์ตยูนิเซฟเพียง ๕ นาที แต่งเสร็จก็ขึ้นเล่นทันที และเพลง ตายสิบเกิดแสน ที่แต่งระหว่างชุมนุมที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงก่อนเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา แต่งเดี๋ยวนั้นเสร็จแล้วก็ขึ้นเล่นทันที
…บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า มิได้ยึดเอาตำราใดมาเป็นหลักเกณฑ์ …

Pingback: ปี ๒๕๕๔ …บ้านนา (ยังคง) สะเทือน |