กะโหลกบางตายช้า กะโหลกหนาตายก่อน

By janghuman

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2534 มีหนังไทยเรื่องหนึ่งที่ถือว่าโดดเด่นมากในยุคนั้น ยุคที่หนังวัยรุ่นเริ่มมาแรง กระแส จินตหรา-สันติสุข คู่พระนางยอดนิยมกำลังพุ่งสูง มานพ อุดมเดช ผู้กำกับมากฝีมือของวงการหนังไทย ได้เข็น “กะโหลกบางตายช้า กะโหลกหนาตายก่อน” ออกสู่สาธารณชน ท่ามกลางความงุนงงของคนไทยว่า “นี่มันหนัง- ่าอะไรวะเนี่ย”

ว่ากันว่าถึงตอนนี้ กะโหลกบางตายช้าฯ ก็ยังได้รับการยกย่องว่าเป็น ฟิล์มนัวร์ เรื่องแรกและเรื่องเดียวของไทย แม้จะมีหลายเรื่องที่พยายามทำออกมาในแนวเดียวกัน แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าฟิล์มนัวร์เต็มๆ ตัว แล้วฟิล์มนัวร์มันคืออะไรล่ะ

ฟิล์มนัวร์ (Film Noir) แปลตามตัวก็คือหนังมืด แปลเอาความก็คือคำที่ใช้เรียกชื่อภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวทั้งในแง่ของภาพและเนื้อหา หนังประเภทนี้จะสะท้อนด้านมืดของมนุษย์และสังคมออกมาทั้งในด้านภาพ คือจะมีโทนสีที่มืดทึบ หม่น แสงต่ำ (Low Key) เน้นเหตุการณ์ช่วงกลางคืน ส่วนในด้านเนื้อหาก็จะว่าด้วยอาชญากรรม การทรยศ ความตาย การหลอกลวง ความรุนแรง กิเลสตัณหา และที่ขาดไม่ได้ก็คือผู้หญิง หนังแนวนี้จะมีผู้หญิงที่เป็นตัวนำไปสู่จุดจบของตัวละคร ซึ่งก็แน่นอนว่าจะต้องเกิดจากความละโมบ ความลุ่มหลง ตัณหา และความสัมพันธ์ที่ผิดทำนองคลองธรรม

คนดูจะแยกตัวละครในหนังนัวร์แทบไม่ออกว่าใครดีใครเลว (จะเลวกันเสียเป็นส่วนใหญ่) แม้หนังจะเวียนวนอยู่ในโลกแห่งอาชญากรรมแต่ผู้ชมก็ยังอดเอาใจช่วยตัวละครไม่ได้แม้จะเห็นอยู่ว่าเป็นคนไม่ดี ในขณะที่คนที่ (เหมือนจะ) ดี ก็จะเผยให้เห็นเบื้องลึกที่มีความชั่วร้ายแอบแฝงอยู่ เรียกได้ว่าตัวละครจะไม่มีความสุดโต่งในด้านดีและชั่ว แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและมโนธรรมของตัวละครว่าจะเลือกเดินทางไหน

หนังนัวร์เริ่มต้นในยุค 1940 ที่โดดเด่นก็อย่างเช่น Stranger on the Third Floor ช่วงทศวรรษที่ 40 หนังนัวร์เป็นที่นิยมอย่างมาก จนเข้าสู่ยุค 50 ก็เริ่มซาความนิยมลง จากนั้นมาก็มีหนังนัวร์ดีๆ ออกมานับเรื่องได้ ที่นับว่าเป็นที่รู้จักกันอย่างดีก็เช่น Chinatown (1974), Body Heat (1981)} The Postman Always Rings Twice (1981), Basic Instinc (1992), L.A. Confidential (1997), Memento (2000) เป็นต้น

ย้อนกลับมาที่ กะโหลกบางตายช้าฯ ในยุคนั้นบ้านเรายังไม่คุ้นเคยกับหนังแนวนี้ซักเท่าไหร่ อีกทั้งดาราก็ไม่ถึงกับขายได้มากนัก จะมีก็เพียงสาวเชคอย่าง คุณอังคณา ทิมดี ที่ดึงหนุ่มๆ เข้าไปชมได้พอสมควร ส่วน คุณสุรศักดิ์ วงษ์ไทย แม้จะพอมีชื่อมาจากหนังกุ๊กกิ๊กอย่าง ซึมน้อยหน่อยฯ และคุณขจรศักดิ์ รัตนนิสสัย ก็ยังถือว่าใหม่อยู่ ยังขายไม่ค่อยออก โดยรวมแล้วรายได้จึงถือว่าน้อยมาก แต่ในสายตาของนักวิจารณ์และผู้เสพภาพยนตร์แบบดูเอาเรื่อง จัดให้กะโหลกบางตายช้าฯ เป็นหนังคุณภาพอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ซึ่งในปีนั้น (พ.ศ. 2534) กะโหลกบางตายช้าฯ ก็เก็บตุ๊กตาทองไปคนเดียวถึง 9 ตัว

ตัวละครเด่นๆ ของเรื่องมีเพียง 3 ตัว สลัก (สุรศักดิ์ วงษ์ไทย) และ ตวง (ขจรศักดิ์ รัตนนิสสัย) เป็นช่างเชื่อมมีฝีมือ ทั้งคู่อยากรวยทางลัดจึงร่วมมือกันปล้น ตวงฆ่าเจ้าทุกข์ตายแต่หนีรอดไปได้ ส่วนสลักถูกจับ แต่เขาก็ไม่ได้ซัดทอดเพื่อน โชคยังเข้าข้างเมื่อนักโทษจำนวนหนึ่งจี้รถเรือนจำขณะขนย้ายนักโทษ สลักจึงหนีรอดออกมาได้ ก่อนจะหนีตำรวจไปอยู่ที่เบตง

ที่เบตง สลักพบกับ มหาเพรง เศรษฐีเจ้าของปั๊มน้ำมัน มีเมียสาวคือ ชนาง (อังคณา ทิมดี) หล่อนรู้ความจริงว่าสลักคือนักโทษแหกคุกจึงขู่ให้สลักงัดเซฟของมหาเพรงแลกกับการเก็บความลับ สลักจำยอมงัดเซฟแต่ปรากฏว่ามหาเพรงมาพบเข้าพอดี ชนางจัดการเก็บมหาเพรงและหมายจะเก็บสลักอีกคน แต่เขาไหวตัวทันและปิดเซฟก่อนที่ชนางจะรู้ว่าในเซฟนั้นมีอะไร อย่างน้อยหล่อนก็ไม่มีทางฆ่าสลักได้ตราบใดที่เซฟยังเปิดไม่ออก

เหมือนโชคชะตาเล่นตลก สลักพบกับตวงโดยบังเอิญและชวนมาอยู่ด้วยกัน ชนางรู้ว่าตวงมีความสามารถในการเปิดเซฟได้เช่นกันจึงขอให้ตวงงัดเซฟให้ สลักก้ห้ามปรามเพื่อนโดยบอกว่าในเซฟไม่มีเงิน ตวงไม่เชื่อสลักแต่ก็ยังไม่ยอมเปิดเซฟให้ชนาง ทั้งสามต่างคุมเชิงกันอยู่ท่ามกลางความตึงเครียด การหลอกลวง หักหลัง และความลับกำลังถูกเปิดเผยโดยมีชีวิตของทั้งสามคนเป็นเดิมพัน

กะโหลกบางตายช้าฯ ถือเป็นของใหม่ของนักดูหนังชาวไทย เนื้อเรื่องที่แปลกกลิ่นสำหรับชาวไทย ตัวหนังทำออกมาสวยทีเดียวเต็มไปด้วยแสงเงาอันเป็นเสน่ห์ของหนังแนวนี้ ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองถึง 9 ตัว ที่เด่นๆ ก็เช่น รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ทั้งสองรางวัลโดย คุณมานพ อุดมเดช) และคุณสุรศักดิ์ วงษ์ไทย ก็ได้รางวัลนำแสดงชายยอดเยี่ยม

ชื่อของผู้กำกับ มานพ อุมเดช ในยุคนั้นถือว่าเป็นของร้อน แม้ว่าเขาเพิ่งทำหนังมาเพียงสามเรื่องก่อนกะโหลกบางตายช้าฯ คือ หย่าเพราะมีชู้ (2528 ) และ ครั้งเดียวก็เกินพอ (2531) แต่ทั้งสองเรื่องก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากนักวิจารณ์และทำรายได้ได้ดีพอประมาณ มานพ เป็นที่รู้จักจากหนังเรื่อง ประชาชนนอก (2524) เป็นหนังกึ่งสารคดีที่เขาเขียนบทและกำกับเอง ได้รับการสนับสนุนจากสภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องต่างๆ ประชาชนนอก เล่าถึงปัญหาการย้ายถิ่นฐานของชาวอีสานที่เข้ามาทำมาหากินในเมืองหลวง สะท้อนถึงความแร้นแค้น ความทุกข์ยาก การถูกเอารัดเอาเปรียบของชนชั้นล่าง ซึ่งเนื้อหาที่ค่อนข้างล่อแหลมในยุคนั้นทำให้มานพถูกจับตามองจากฝ่ายผู้ปกครอง แต่ท้ายสุดตัวหนังก็ถือว่าประสบความสำเร็จในแง่ของคำวิจารณ์ โดยได้เกียรติเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติลอนดอน ในปี 1981และในปัจจุบันหนังเรื่องนี้ก็ถูกยกขึ้นหิ้งเป็นหนังไทยที่ดีเรื่องหนึ่ง

ปี พ.ศ.2542 หลังจากกะโหลกบางตายช้าฯ ถึง 8 ปี มานพกลับมาอีกครั้งกับ ดอกไม้ในทางปืน แต่ก็ไม่ค่อยประสบสำเร็จนัก 4 ปีต่อมาเขากลับมากู้ชื่ออีกครั้งกับ คืนบาปพรหมพิราม (2546) แล้วก็มาตายอีกครั้งกับ ตุ๊กแกผี (2547)

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น