โลกเราเล็กลง จากทฤษฎี Six Degree of Separation

By janghuman

โลกเราเล็กลง จากทฤษฎี Six Degree of Separation

six1 

ว่ากันว่าคนบนโลกใบนี้ที่มีเป็นพันๆ ล้านคน ล้วนแต่มีความสัมพันธ์ต่อกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แคบลงมาหน่อยอย่างในบ้านเรา ผู้คนที่เดินตามท้องถนน ลองจิ้มเลือกมาซักคน และลองไล่ลำดับความสัมพันธ์กันเป็นทอดๆ แล้วจะตกใจว่ามันจะซักอย่างที่จะวนมาหาตัวเรา เรื่องของความสัมพันธ์แบบนี้มีนักวิชาการเขาตั้งขึ้นมาเป็นจริงเป็นจัง เรียกกันว่า The Six Degree of Separation เห็นแปลเป็นไทยกันหลากหลาย เลยขอตั้งมั่งว่า ทฤษฎีหกสัมพันธ์ 

หลักการของทฤษฎีนี้ก็คือว่า ถ้าเราจะเดินทางไปหาเพื่อนเราโดยผ่านสะพานที่เรียกว่า ความสัมพันธ์ เราจะต้องข้ามสะพานที่ว่านี้มากที่สุดไม่เกิน 6 ครั้ง … นั่นหมายถึงว่าคนบนโลกนี้ทุกคนมีความสัมพันธ์ต่อกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้านำมาเชื่อมโยงผ่านคนอื่นมาเป็นทอดๆ  

ในปี 1929 มีนักเขียนชาวฮังกาเรียนคนหนึ่งชื่อ นาย ฟริกเยส คารินธี่ย์ (Frigyes Karinthy) ได้เขียนเรื่องสั้นขึ้นมาเรื่องหนึ่งชื่อ Chain Link  ซึ่งในนั้นได้กล่าวถึงความคิดบ้าๆ ของเขาว่า คนสองคนสามารถรู้จักกันได้ไม่เกิน 5 ช่วงความสัมพันธ์ ความคิดนี้กลายเป็นที่โจษจันกันอย่างแพร่หลาย

ในยุคนั้น ทฤษฎีที่ว่านี้ถูกนำมาพิสูจน์และทำการวิจัยหลายครั้งหลายหน ที่โด่งดังที่สุดครั้งหนึ่งคือเมื่อปี 1967 การทดลองของ ศ.ดร. สแตนลี่ย์ มิลแกรม (Stanley Milgram, 1933-1984) แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ศ.มิลแกรมทดลองส่งจดหมายไปหาเพื่อนของเขาที่บอสตัน โดยหว่านจดหมายจำนวนหลายฉบับผ่านไปยังอาสาสมัครจำนวน 300 คน และให้อาสาสมัครเหล่านี้ส่งจดหมายต่อไปให้คนรู้จัก ที่เขาคิดว่าน่าจะรู้จักผู้รับปลายทางที่รออยู่ที่บอสตันมากที่สุด ปรากฏว่าผลสรุปของการทดลองนี้พบว่า ผู้รับจดหมายได้รับโดยผ่านการส่งต่อเป็นทอดๆ เฉลี่ยแล้ว 6 ครั้งเท่านั้น นี่จึงเป็นที่มาของ Six Degree of Separation

six2 
เมื่อก้าวเข้าสู่โลกยุคไซเบอร์ ก็มีคนนำทฤษฎีนี้มาทดลองอีกครั้ง โดย ศ. ดันแคน วัตต์ (Duncan Watt) แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ทดลองทำตามอย่าง ศ.มิลแกรม แต่คราวนี้เขาเปลี่ยนมาใช้เป็นอีเมล์แทน ซึ่งผลที่ได้ก็เหมือนกันอย่างประหลาด จากอาสาสมัครเกือบ 5 หมื่นคน จาก 157 ประเทศ เลือกเป้าหมาย 19 คน ผู้รับปลายทางได้รับเมล์จากการส่งต่อเฉลี่ยที่ 6 ครั้ง! เรื่องของ Six Degree of Separation ถูกทำให้โด่งดังยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อในแวดวงฮอลลิวู้ด มีการหยิบเอาทฤษฎีที่ว่านี้มาเล่นเป็นเกม โดยมี เควิน เบคอน (Kevin Bacon) เป็นศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมด (ทำไมต้องเป็น เบคอน ข้าพเจ้าก็ไม่รู้) 

ไม่แน่ใจว่าใครเป็นผู้จุดประกายเรื่องนี้ขึ้นมา แต่มันดันเป็นจริงขึ้นมาว่า ดาราทุกคน (เท่าที่นึกกันออก) ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว ล้วนแต่มีความเชื่อมโยงกับ เควิน เบคอน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในระยะห่างไม่เกิน 6 ช่วง … ดังนั้น เควิน เบคอน คือศูนย์กลางของฮอลลิวู้ด !! 

ลองยกตัวอย่างเท่าที่ข้าพเจ้าพอจะนึกออก สมมติว่าข้าพเจ้าเลือกสาวสวยอย่าง เคต แบลนเชตต์ (Cate Blanchett) สาวสวยผู้รักบทราชินีอลิซาเบธ ที่ 1 เธอแสดงคู่กับ เจฟฟรี่ย์ รัช (Geoffery Rush) นักแสดงชาวออสซี่ ซึ่งเคยร่วมแสดงละครเวทีกับสาวสวยจากชาติเดียวกัน นิโคล คิดแมน (Nicole Kidman) ซึ่งนิโคลก็ประกบกับ ฌอน เพนน์ (Sean Penn) ในหนังทริลเลอร์เรื่อง The Interpreter ซึ่ง เพนน์ ก็ประกบ เควิน เบคอน ใน Mystic River … นี่แค่ 3 ช่วงเท่านั้นเองนะเนี่ย 

six3 
ลองดูกันเล่นๆ สิครับ ว่าคุณเชื่อมโยงกับประธานาธิบดีสหรัฐได้กี่ช่วง

คำถามก็เกิดขึ้นว่า โลกเรามันเล็กลงจริงๆ รึเปล่า เหมือนอย่างที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ ว่า โลกเราทุกวันนี้มันหดเล็กลง เพราะเราสามารถสื่อสารถึงกันและกันได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทั่วทั้งโลก อันที่จริงโลกมันก็ขนาดเท่าเดิมนั่นแหละ แต่สิ่งที่ขยายกว้างขึ้นคือเครือข่ายความสัมพันธ์ของมนุษย์ต่างหาก และเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ว่านี้ แท้จริงแล้วมันก็คือเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวหน้าขึ้นนั่นเอง 

เราอาจจะรู้จักกับเพื่อนที่อยู่คนละซีกโลก แต่นั่นอาจจะเป็นเพื่อนที่รู้จักกันทางโลกไซเบอร์ ที่ทุกวันนี้เราสามารถคบเพื่อนฝูงได้ทั่วโลกเพียงแค่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ บางครั้งจนชั่วชีวิตเราอาจจะไม่เคยพบตัวเป็นๆ ของเพื่อนคนนั้นเลยก็ได้ ถ้าอย่างนั้น สิ่งนี้มันจะเรียกว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ได้หรือไม่ 

ถ้าหากจะสรุปว่าเพียงแค่คุยกันผ่านจอมคอมพิวเตอร์เรียกว่าความสัมพันธ์แล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่ขอเถียงต่อ แต่อย่าลืมว่ามนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่าสำนึก มีความคิด สิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์สังคมอย่างพวกเรายังจำเป็นที่ต้องมีความสัมพันธ์กันในลักษณะตัวต่อตัวด้วย การดำเนินชีวิต การเรียนรู้ชีวิตซึ่งกันและกัน ความรัก ความโกรธ ความริษยา ความห่วงใย เหล่านี้ต่างหากคือความสัมพันธ์ที่แท้จริงของสิ่งมีชีวิต 

ดังนั้น ไอ้ที่โฆษณากันว่า คุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น … เป็นอย่างนั้นจริงๆ เหรอ 

 

ป้ายกำกับ: ,

2 Responses to “โลกเราเล็กลง จากทฤษฎี Six Degree of Separation”

  1. lek Says:

    http://alwayslek.wordpress.com/2007/02/11/six-degrees-of-separation/

  2. Emiliark Says:

    thanks much, man

ใส่ความเห็น